strawberries & cigarettesmyhundredmood
chapter 1 // when we first met
  •           ผมชื่อตะวัน ผมเป็นคนนึงที่ดูหนัง ดูซีรี่ย์ อ่านนิยายแนวโรแมนติกเยอะมาก ตอนดูผมก็อินแล้วก็รู้สึกเขินนะ แต่ถ้าเปรียบเทียบเรื่องในนิยายกับชีวิตจริงของผมนี่ก็คงบอกได้ว่ามันต่างกันราวฟ้ากับเหว ความรักในเรื่องที่มีคนแต่งขึ้นมามันเป็นความรักที่ดูเหมือนไม่มีอะไรจะพังมันได้ ส่วนชีวิตผมนี่เรื่องพวกนี้แทบจะไม่เฉียดเข้ามาใกล้ด้วยซ้ำ ฮ่าๆ


              ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีใครเข้ามาหรอกนะ มีเยอะเลยแหละ แต่ด้วยเหตุผลหลายๆอย่างทำให้ผมเลือกที่จะปฏิเสธพวกเขาเหล่านั้นไปตั้งแต่ต้น ก่อนที่จะเกิดความสัมพันธ์อะไรอะไรก็ตามขึ้นมา


    จะบอกว่าผมเป็นคนกลัวความรักก็ได้ ผมกลัวการผูกมัด ผมกลัวการสร้างความสัมพันธ์ ผมกลัวว่าถ้าเราคบใครสักคนนึงแล้วเราให้เวลาเขาไม่มากพอ หรือดูแลเขาไม่ดีพอ ความรู้สึกเขาก็จะเปลี่ยนไป


            อย่าว่าแต่เขาเลย ผมเองก็ด้วย ผมเป็นคนรักอิสระ เวลาผมทำอะไรผมไม่เคยต้องรอใคร ไม่เคยต้องมานั่งคิดถึงใครเวลาจะทำอะไร ถ้าสมมติว่าผมคบใครสักคนผมก็ต้องมานั่งคิดว่าผมควรจะทำแบบนั้นแบบนี้มั้ย วันว่างอันน้อยนิดของผมผมก็ต้องยกให้เขาใช่มั้ย แบบนี้ผมก็ไม่มีเวลาส่วนตัวน่ะสิ


             ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากจะมีใครหรอกนะ ฟังดูย้อนแย้งใช่มั้ยล่ะ ทั้งๆที่ผมเองก็อยากจะลองมีความรักดูสักครั้ง แต่ใครที่เข้ามาผมก็ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมไปซะหมด


         เฮ้อ ผมก็แค่อยากได้คนที่เราเข้ากันได้จริงๆนี่นา เราจะได้อยู่ด้วยกันไปนานๆ ผมไม่อยากคบใครเล่นๆซะหน่อย


    .

    .

    .

    .

             “ตะวันเพื่อนรักกกกกก” สีน้ำเพื่อนของผมวิ่งมาหาผมด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส

            “เรียกงี้มีไรให้ช่วยล่ะ” ผมกลอกตาบนพร้อมมองเธออย่างเอือมๆ ไม่ใช่ว่าผมโมโหหรือไม่พอใจอะไรนะ แต่เราสนิทกันมาตั้งแต่มัธยมปลาย การทำหน้าเอือมหรือเหม็นเบื่อแบบนี้มันเป็นเรื่องปกติมาก

              “อย่าเพิ่งเอือมกูจ้า กูจะชวนมึงทำงานรับน้อง ปิดเทอมนี้มึงไม่ได้ไปไหนใช่ปะ”

    “ก็ว่างอยู่ แล้วมึงนึกไงจะทำงานรับน้องวะ” ผมถามด้วยความสงสัย เอาจริงๆกลุ่มผมเป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยสนใจกิจกรรมอะไรกับเค้าเท่าไหร่ ชีวิตมีแค่ไปเรียนแล้วก็กลับบ้าน อาจจะมีเดินเล่นหลังเลิกเรียนนิดหน่อยก็เท่านั้น

    “กูว่ามันถึงเวลาที่เราจะต้องเข้าสังคมละมึง ทุกวันนี้กูแทบไม่มีเพื่อนในคณะเลยนอกจากพวกมึงเนี่ย เราควรออกจาก comfort zone แล้วไปรู้จักคนใหม่ๆได้แล้วนะเว้ย อนาคตเวลาไปทำงาน connection มันก็สำคัญนะ” อืม อันนี้ผมก็เห็นด้วยกับมันนะ ถึงแม้ว่าเราจะเรียนเก่งแค่ไหน แต่เรื่องของกิจกรรม การเข้าสังคม แล้วก็ connection ก็เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันสำคัญมากกับการทำงาน

    “เออ ก็ได้วะ แต่ให้กูไปเต้นสันทนาการงี้กูก็ไม่ไหวนะ ไม่ใช่แนวว่ะ” จริงๆถ้าเลือกได้ผมก็อยากทำกิจกรรมแนววิชาการมากกว่าด้วยซ้ำ แต่กิจกรรมพวกนั้นก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้จักเพื่อนใหม่เพิ่มสักเท่าไหร่ แถมคนที่จะได้รู้จักเพิ่มก็ไม่ใช่ไทป์ที่ผมชอบซะด้วยสิ

    “มึงไม่ต้องซี งานมีเยอะแยะเว้ย มึงจะไปเสิร์ฟน้ำก็ได้ จะประสานงาน จะเป็นคนเตรียมพร้อบ จะดูสถานที่ มึงอยากทำไรมึงทำเลย”

    “เออๆ งั้นเดี๋ยวลองดู”

    “เยส! กูมีเพื่อนละ มึงเป็นคนเดียวเลยนะที่กูชวนแล้วยอมมาทำเนี่ย คนอื่นในกลุ่มแม่งไม่มาสักคน บอกจะนอนอยู่บ้านกันหมด” สีน้ำพูดด้วยความหัวเสีย

    “มึงก็น่าจะรู้นะว่ากลุ่มเราเป็นไง มาเรียนก็บุญแล้ว” ผมพูดพลางกลั้วเสียงหัวเราะ


    กลุ่มผมมีทั้งหมดหกคน เราทั้งหกคนดูเผินๆอาจจะนิสัยต่างกัน แต่จริงๆแล้วเราเหมือนกันมาก เราเป็นคนติดบ้าน โลกส่วนตัวสูง ไม่ใช่ว่าไม่มีมนุษย์สัมพันธ์หรืออะไรนะ เพียงแต่เราเป็นคนที่สนิทกับคนอื่นจริงๆยากมาก แล้วอะไรดลใจให้เรามาอยู่ด้วยกันก็ไม่รู้ ก็เลยกลายเป็นกลุ่มคนที่เนือยๆในคณะทั้งกลุ่มซะงั้น


    “ก็จริงของมึงว่ะ แต่เออ เดี๋ยวเค้าจะแบ่งงานกันในไลน์นะ มึงก็ลองเลือกดูว่ามึงอยากทำอะไร แล้วเดี๋ยวคนฝ่ายนั้นก็จะลากมึงเข้ากรุ๊ป แล้วอาจจะนัดประชุมอะไรกันต่อก็แล้วแต่ฝ่ายอะ” สีน้ำพูดแล้วก็ก้มหน้ากดโทรศัพท์ลากผมเข้ากรุ๊ปไลน์

    “โอเค เดี๋ยวกูไปดูต่อเอง”

    “เคมึง กูไปเรียนละ”

    “บาย” ผมโบกมือลามันแบบส่งๆ

    “บายจ้า”


    .

    .
    .
    .
    .


    หลังจากผมเลือกได้แล้วว่าผมจะอยู่ฝ่ายอะไร ฝ่ายผมก็นัดประชุมกันที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งแถวคณะ


    ร้านกาแฟเนี่ยนะ?


    เอาจริงผมไม่ชอบเลยเวลามีคนไปคุยงานหรืออ่านหนังสือที่ร้านกาแฟ ผมรู้สึกว่าการนั่งแช่นานๆในสถานที่แบบนี้มันเสียมารยาทอะ ทั้งๆที่เราก็มีห้องสมุดในคณะ ห้องสมุดมหาลัย ห้องประชุม หรือแม้แต่ร้านพวก co-working space เยอะแยะ แต่ทำไม่ไปใช้กันผมก็ไม่เข้าใจ


    แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกขอบคุณตัวเองที่ยอมมาประชุมที่ร้านกาแฟนี่


    ผมนั่งรอเพื่อนคนอื่นในฝ่ายอยู่ในร้านคนเดียวเพราะเซคผมเลิกก่อน แล้วผมก็โดนไล่ไปจองโต๊ะที่ร้าน เอาจริงตอนนี้ผมรู้สึกอึดอัดโคตรๆเลย เพราะผมมาคนเดียว สั่งกาแฟแก้วเดียว แต่กลับต้องมานั่งจองโต๊ะที่มีขนาดสำหรับ 5-6 คน


    เมื่อไหร่จะมากันสักทีวะเนี่ย…


    ผมรู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังถูกมองอยู่ เลยเหลือบตาจากโทรศัพท์ตัวเองไปมองโต๊ะตรงข้าม


    เขาหลบสายตาผม


    ผมไม่รู้นะว่าผมคิดไปเองรึเปล่า บางทีเขาอาจจะมองอย่างอื่นก็ได้ เพราะผมเองก็เป็นบ่อย ผมชอบมองนู่นมองนี่แล้วคนอื่นก็ชอบคิดว่าผมมองเขาอะ


    ผู้ชายที่นั่งอยู่โต๊ะตรงข้ามผมใส่เสื้อนักศึกษา กำลังพิมพ์อะไรสักอย่างบทโน๊ตบุ๊คของเขา ผมไม่แน่ใจว่าเขาอยู่คณะอะไร อาจจะอยู่คณะเดียวกับผมก็ได้แต่คนละชั้นปี แต่ผมก็ไม่เคยเห็นเขาในคณะนะ


           เขาเป็นคนสูง ผมเดาว่าเขาน่าจะสูงมากกว่า 185 เซนติเมตร ผมสีดำถูกเซ็ทมาอย่างดี รูปร่างไม่ผอมไม่อ้วนจนเกินไป เป็นคนที่ดูก็รู็ว่าออกกำลังกาย คนที่ไม่ออกกำลังกายไม่มีทางมีรูปร่างแบบนั้นแน่


              ผมอยากรู้จังว่าถ้าเกิดเรียน 8 โมงเช้าเขาเอาเวลาที่ไหนไปทำผมกันนะ…


              หรือเขาอาจจะไม่ทำ?


              ช่างเถอะ ยังไงก็ไม่เกี่ยวกับผมสักหน่อย

    .
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    .

    ผมชื่อซัน ผมเป็นคนที่ชีวิตไม่ได้มีอะไรมาก ด้วยความที่ผมเรียนโรงเรียนชายล้วนตั้งแต่เด็ก เวลาว่างผมก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษนอกจากเล่นบาสกับเพื่อน พอเข้ามหาลัยมาก็ยังเล่นบาสกับเพื่อนในคณะอยู่


    ผมมองว่าความรักสำหรับผมเป็นเรื่องใกล้ตัว


    ผมไม่ใช่คนที่่รูปลักษณ์ภายนอกไม่ดี หลายคนบอกว่าดีมากด้วยซ้ำ คนที่เข้ามาในชีวิตผมเลยมีมากมาย 


    ผมเองก็เคยคบกับคนมาหลายคน เคยมีความสัมพันธ์ที่หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่คบกันเหมือนเพื่อน ตัวติดกันตลอดเวลา หรือว่าความสัมพันธ์แบบชั่วข้ามคืน


              แต่คนเหล่านั้นผ่านมาแล้วก็ผ่านไป


          ผมไม่ใช่คนเจ้าชู้หรืออะไรนะ เพียงแต่ผมคิดว่าถ้าเราไม่ลองคบดูแล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าคนนั้นใช่หรือไม่ใช่สำหรับเรา ถ้าเขาไม่ใช่คนที่ใช่ ก็แค่จบความสัมพันธ์นั้นก็เท่านั้นเอง


              ไม่เห็นจำเป็นต้องทำอะไรให้ยุ่งยากเลย


             วันนี้ผมมีเรียนแค่ครึ่งวัน ผมกำลังนั่งคิดอยู่ว่าหลังเลิกเรียนจะไปที่ไหนดีเพราะผมไม่อยากเดินเล่นที่ห้าง หลยาคนอาจมองวาการไปเดินเล่นที่ห้างหรือไปช้อปปิ้งคือการพักผ่อน แต่ไม่ใช่สำหรับคนที่มหาลัยติดกับห้างแบบผมแน่ บอกตรงๆเลยว่าโคตรเบื่อห้าง ของก็มีแต่ของเดิมๆ ไม่รู้ว่าจะไปเดินอะไรกันนักหนา ผมเลยเลือกไปทำงานที่ร้านกาแฟชิวๆดีกว่า


          ปกติผมชอบนั่งทำงานที่ร้านกาแฟหน้าคณะ แต่วันนี้ผมอยากลองเปลี่ยนบรรยากาศซะหน่อยเลยเลือกร้านที่อยู่ห่างจากคณะผมพอสมควร ซึ่งเป็นร้านที่ผมไม่เคยมา


                ร้านกาแฟร้านนี้เป็นร้านกาแฟที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก เป็นร้านกาแฟเล็กๆ มีโต๊ะเพียง 2-3 โต๊ะ

    กับโต๊ะติดเคาท์เตอร์อีก 1 โต๊ะเป็นโต๊ะยาว ร้านนีี้ใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้ซะส่วนใหญ่ ตกแต่งด้วยดอกไม้แห้งประปราย ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในฤดูใบไม้ร่วงในต่างประเทศ


              เป็นร้านเล็กๆที่ดูอบอุ่น


              ผมนั่งทำงานอยู่สักพักก็ได้ยินเสียงกระดิ่งที่ถูกสั่นเพราะประตูถูกผลักโดยผู้ชายร่างเล็กคนนึง เขาเดินเข้ามาพร้อมกับสั่งมัจฉะลาเต้หนึ่งแก้วแล้วไปนั่งรอที่โต๊ะคนเดียว


                ไม่รู้ว่าทำไมต้องสังเกตเขาขนาดนี้ รู้ตัวอีกทีสายตาก็มองตามเขาไปแล้ว


             เขาไม่ใช่ผู้ชายที่มีหน้าตาน่ารัก หน้าออกจะติดหยิ่งนิดๆด้วยซ้ำไป ตัวอาจจะเล็กกว่าผู้ชายทั่วไปนิดหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าตัวเล็กขนาดนั้น


              ดูเป็นคนนิ่งๆ ไม่ค่อยสุงสิงกับใครโดยไม่จำเป็น


        ระหว่างที่ผมจ้องหน้าเขาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโดยไม่รู้ตัวอยู่สักพัก สายตาของเขาที่เคยอยู่ที่จอโทรศัพท์ก็เปลี่ยนมาเป็นผมแทน


              ชิบ… ลืมตัว


              ผมรีบหลุบตาลงอย่างรวดเร็ว ไม่รู้ว่าเขาจะเห็นมั้ยว่าผมนั่งจ้องเขาอยู่ เขาต้องสงสัยแน่ๆว่าผมไปมองหน้าเขาทำไม


    เอาจริงๆผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in