Lazy Pace StoryPituphoom
ฮิโรชิมา เด็กน้อย สันติภาพ ความหวัง
  • 1.
    ลมวูบพัดเอาความหนาวเฉียบปะทะจนต้องหยุดชะงักเพื่อตั้งหลัก ผมเคยคิดว่าจะชอบอากาศหนาวมากกว่านี้ซะอีก คงเพราะใช้ชีวิตอยู่แต่ในประเทศที่มีเพียงฤดูร้อนกับฤดูร้อนมากอย่างประเทศไทย หากจะมีก็เพียงลมหนาวอ่อนมาเยือนชั่วครั้งคราวและไม่อยู่นานนัก แต่ลมหนาวที่ฮิโรชิมาวันนั้นดูจะทะลุทะลวงผ่านเสื้อแจ็คเก็ตเข้ามาอย่างง่ายดายจนต้องสงสัยว่ายังชอบความหนาวแบบนี้อยู่อีกหรือเปล่า

    เวลาเดินทางเพียงราวชั่วโมงครึ่งด้วยชินคันเซ็นจากสถานีชินโอซาก้ามาถึงฮิโรชิมา ทั้งที่เข้าใจว่าย่อมไม่เหมือนกันแต่ก็อดไม่ได้ที่จะนึกเปรียบเทียบความแตกต่างของสองเมืองใหญ่นี้จากภาพที่เห็นตรงหน้า หากโอซาก้าคือเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยสิ่งบันเทิง ป้ายไฟนีออนหลากสี ร้านอาหาร แหล่งจับจ่าย และเสียงอื้ออึงของผู้คนมากมายที่อัดแน่นและสัญจร ฮิโรชิมาคือเมืองใหญ่ที่อยู่อีกด้านของอะไรพวกนั้น

    ต้นไม้ผลัดใบสีน้ำตาลแดงเหลืองร่วงหล่นฉ่ำชื้นบนทางเท้า ถนนกว้างหลายเลนแต่มีรถราวิ่งเพียงประปราย แม้แต่ในช่วงเวลาเร่งด่วน หากมองจากมุมสูงยังเห็นแค่รถยนต์เคลื่อนต่อกันเป็นเพียงแถวสั้นๆ ผู้คนเดินสวนกันบางตาอย่างใจเย็น คอฟฟี่ช็อปริมแม่น้ำเอ็นโกะมีเพียงกลุ่มแม่บ้านสามสี่คนที่นั่งสนทนาต่อเสียงหัวเราะอย่างเพลิดเพลิน และลูกค้าที่สงบเสงี่ยมอีกสองสามโต๊ะ ผู้คนที่นี่คงชอบความสงบเงียบ

    เมืองที่เวลาไหลเอื่อยเช่นนี้ ผู้คนที่นี่คงตั้งใจจะอยู่อย่างสงบ

     

     2.

    “ฉันจะต้องดีขึ้น” เธอพึมพำกับตุ๊กตาโคเคชิ

    “และสักวันฉันจะวิ่งเร็วเหมือนสายลม”

     

    ชายวัยรุ่นสองคนวิ่งผ่านผมไปไม่ไกลระหว่างทางที่เดินสู่ส่วนสันติภาพ ผมเดินตามมาทันอีกทีตอนที่หยุดรอสัญญาณคนข้ามถนน ยังมีอีกสองคนวิ่งตามมาสมทบ ชุดวอร์มเต็มตัวกับรองเท้าวิ่งยี่ห้อดังและจังหวะการวิ่งที่แข็งแรงบ่งบอกถึงความเป็นนักวิ่งที่เอาจริงเอาจัง แต่เสียงหัวเราะพูดคุยระหว่างพวกเขาแสดงออกถึงความสุขของการวิ่งได้อย่างดี

    จะว่าไปฮิโรชิมามันก็เป็นเมืองที่น่าวิ่งจริง ๆ ด้วยสิ

     

    นึกดูแล้วหากไม่มีเหตุการณ์พวกนั้นเกิดขึ้น ตอนนั้นเธอคงจะได้วิ่งออกไปไกลเท่าที่ต้องการ เร็วเหมือนสายลม วูบเดียวไปอยู่ตรงโน้นแล้วเวียนวาบกลับมาตรงนี้ ก่อนจะจากออกไปอีกครั้งแล้วหยอกล้อเล่นกับลมหนาวอย่างสนุกสนาน เธอคงได้เป็นนักวิ่งไปแล้วถ้าเพียงมันไม่เคยเกิดเหตุการณ์พวกนั้น

    ซาดาโกะ ซาซากิ เกิดและโตที่ฮิโรชิมา เด็กหญิงที่ร่าเริง ซุกซน มีพลังเช่นเดียวกับเพื่อนในวัยเดียวกัน เธอฝันจะเป็นนักวิ่ง แม่ของเธอบอกว่าเธอวิ่งได้ก่อนจะเดินเสียอีก ตอนอายุ 12 ปี เธอเข้าทีมวิ่งผลัดในการแข่งกีฬาของโรงเรียนและได้รับชัยชนะ ความฝันในการเป็นนักวิ่งที่เก่งที่สุดของเด็กหญิงดูใกล้จะเป็นจริงในตอนนั้น เธอตั้งใจซ้อมทุกวันที่โรงเรียนแล้ว เลือกวิธีกลับบ้านด้วยการวิ่งทุกครั้ง พยายามพัฒนาความเร็วเพื่อจะติดทีมชั้นมัธยมต้นของโรงเรียน

    แต่วันหนึ่งเธอกลับล้มลงตอนวิ่ง เธอเป็นลูคิเมีย ซึ่งนั่นเป็นผลของกัมมันตรังสีจากเจ้า ‘เด็กน้อย’ ของสหรัฐอเมริกาที่ทิ้งใส่ฮิโรชิมาเมื่อสิบปีก่อนหน้านั้น

    แล้วซาดาโกะก็ไม่สามารถวิ่งได้อีกต่อไป

     

    รูปปั้นเด็กผู้หญิงที่ยกนกกระเรียนสีทองด้วยสองมือที่เหยียดเหนือศีรษะ อนุสาวรีย์สูงเก้าเมตรในสวนสันติภาพเป็นตัวแทนความเจ็บปวดจากสงครามโลกครั้งที่สอง รวมถึงความเข้มแข็งในการต่อสู้กับชะตากรรมที่ซาดาโกะและเพื่อนๆ ของเธอได้รับหลังจากเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่างครั้งนั้น

    ชะตากรรมที่ยากจะทนทาน

     

     3.

    “เรายังจำสายฟ้าฟาดนั่นได้”

    “มันมีแสงสว่างจ้าเหมือนพระอาทิตย์สักล้านดวง แล้วความร้อนก็ทิ่มแทงตาเราอย่างกับโดนเข็มตำ”

     

    ลมยังพัดหอบเอาความเย็นเยียบหนาวทะลุทะลวงไปถึงผิวหนัง ในตอนที่อาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ ผมหลบเข้ามาเอาความอบอุ่นในศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว กาแฟกระป๋องอุ่น ๆ จากตู้หยอดเหรียญทำหน้าที่ให้ความอุ่นกับสองมือที่โอบกระป๋องไว้แน่น ก่อนจะถูกดื่มเข้าไปเพื่อเพิ่มอุณหภูมิแก่ร่างกายได้สักนิดหน่อย

     

    ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำโมโตยาสุ Atomic Bomb Dome ตั้งตระหง่านทะมึนอยู่ข้างแม่น้ำ ครั้งหนึ่งนานมากแล้วมันเคยเป็นอาคารที่สว่างไสวเต็มไปด้วยบรรยากาศการค้าที่รุ่งเรือง ถูกใช้เป็นศูนย์จัดงานแสดงสินค้าและศิลปะมากมาย ฉายภาพความเจริญของยุคสมัยหนึ่งอย่างภาคภูมิใจ แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

    เข็มถูกหยุดไว้ที่เวลา 8.15 นาฬิกา เช้าของวันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 เมื่อเจ้า ‘เด็กน้อย’ (Little Boy) ระเบิดปรมาณูลูกแรกในประวัติศาสตร์โลกถูกทิ้งลงจากเครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐอเมริกาสู่ใจกลางเมืองฮิโรชิมา วูบหนึ่งของแสงสว่างจ้าเหมือนพระอาทิตย์หนึ่งล้านดวง แรงระเบิดที่แตกตัวกระแทกอัดรุนแรงเข้าทำลายทุกสิ่งในรัศมีทำการ ความร้อน 5,000 องศาเซลเซียสพุ่งเข้าทิ่มแทงทุกสิ่งที่ขวางหน้า ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยกลุ่มควันสีเทาดำหนาแน่นทะมึนรูปดอกเห็ดที่พวยพุ่งขึ้นสูงเท่าภูเขา ถนนหนหางถูกฝุ่นหนาและซากแตกหักของอาคารทับถม

    แสงสว่างจ้าวูบเดียวเปลี่ยนทั้งเมืองเป็นสีเทาหม่นหมอง สังหารไปมากกว่า 70,000 ชีวิตทันที และอีกนับแสนในเวลาต่อมา ทุกอย่างเปลี่ยนไปตลอดกาล

    Atomic Bomb Dome เหลือเป็นเพียงภาพของซากอาคารยืนหักพังที่เหลือรอดจากแรงระเบิด แม้จะตอกย้ำความทรงจำที่เลวร้ายให้คอยฉายภาพที่อยากจะลบออกไปให้วนซ้ำ แต่ขณะเดียวกันก็เหมือนเป็นตัวแทนของผู้สูญเสียที่คอยบอกเล่าเตือนถึงความโหดเหี้ยมของสงครามและอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ต้องซ้ำรอย

    อาจจะยุติธรรมกว่าถ้าจะบอกว่าไม่ใช่เพราะเหตุการณ์วันนั้นเสียอย่างเดียวที่ทำลายทุกสิ่งอย่างไร้ปราณี ระเบิดปรมาณูไม่ได้ถูกส่งมาทำลายอย่างไร้เหตุผล ความทะเยอทะยานของจักรวรรดิญี่ปุ่นที่จะรวมผืนแผ่นดินเอเชียตะวันออกเป็นหนึ่งเดียวเพื่อปลดจากพันธนาการโลกตะวันตก นำพาประเทศเข้าสู่สงครามศักดิ์สิทธิ์แห่งเกียรติยศที่ถูกเรียกขานกันในหมู่แม่ทัพผู้นำศึก และเหตุการณ์หลังจากนั้นทั้งหมดคือโศกนาฏกรรม

     

    ผมเห็นชายชราคนหนึ่งหยุดยืนที่หน้าอาคารหักพัง ยกมือขึ้นพนมภาวนา

     

    4.

    แสงอาทิตย์หายไปหมดแล้ว ฝนเม็ดบางปรอยลงมาระหว่างทางเดินเงียบเหงาเลียบแม่น้ำเอ็นโกะมุ่งกลับที่พัก ผมคิดว่ามันอาจจะมีละอองหิมะเบาบางปะปนอยู่ด้วย ถ้าไม่ได้เข้าใจผิดไป มันหล่นลงมาโดนแขนเสื้อแจ็คเก็ตแล้วละลายกลายเป็นหยดน้ำเปียกชื้นรวดเร็วก่อนที่จะได้สังเกตมันอย่างจริงจัง ผมอยากให้มันเป็นหิมะมากกว่าละอองฝน ผมจึงเชื่ออย่างนั้น

     

    “เชื่อกันว่ามีนกกระเรียนอายุยืนเป็นพันปี ถ้าคนป่วยพับนกกระเรียนได้หนึ่งพันตัว เทพเจ้าจะรับคำอธิษฐานและอวยพรให้เขาแข็งแรงดีอีกครั้ง” เธอส่งนกกระเรียนให้ซาดาโกะ “ตัวนี้เป็นตัวแรกของเธอ”

     

    เจ้า ‘เด็กน้อย’ ปรมาณูลูกนั้นที่ถูกทิ้งลงมาตอนซาดาโกะอายุเพียงสองขวบ พรากชีวิตคุณยายของเธอไปทันที และยังทำลายความฝันที่จะเป็นนักวิ่งของเธอตอนอายุ 12 ปีไปแล้ว ตอนนี้เธอแค่ไม่อยากเห็นพ่อแม่ของตัวเองเศร้าเสียใจ เด็กหญิงได้เพียงหวังให้หายป่วยจากลูคิเมีย แค่เพียงกลับมากินไข่ม้วน บ๊วยดองและขนมไส้ถั่วของโปรดได้เหมือนเดิมนั่นก็คงดีมากแล้ว และนกกระเรียนคือความหวังที่เธอเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจ

    นกกระเรียนทำให้จิตใจเด็กหญิงซาดาโกะเข้มแข็ง

    จากตัวแรกที่เพื่อนสนิทร่วมชั้นเรียนของเธอพับให้ เธอพับนกกระเรียนสะสมได้ถึง 644 ตัวแล้ว แต่ร่างกายที่ทรุดโทรมอ่อนแรงเพราะต่อสู้กับโรคร้ายมานานแปดเดือน เธอจึงเหนื่อยเกินไปที่จะพับต่อและหลับไปพร้อมกับความหวังว่าจะตื่นขึ้นมาในตอนเช้าวันพรุ่งนี้อย่างสดใสเพื่อพับนกกระเรียนให้ครบหนึ่งพันตัวอย่างที่ตั้งใจและได้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง แต่พรุ่งนี้ดูเหมือนจะแสนไกล

    คืนนั้น เธออาจจะฝันถึงนกกระเรียนกระดาษหนึ่งพันตัวที่ขยับปีกราวกับมีชีวิต โบยบินไปอย่างอิสรภาพ

    ซาดาโกะไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้ว

     

    “โอ้, เจ้าฝูงนกกระเรียนแห่งสรวงสวรรค์ โปรดโอบลูกของฉันไว้ในอ้อมปีก”

     

    5.
    นกกระเรียนอีก 356 ตัวถูกพับโดยเพื่อน ๆ ร่วมชั้นเรียนเพื่อให้ครบหนึ่งพันตัวและถูกฝังไปพร้อมกับซาดาโกะ ทุกวันนี้ยังคงมีเด็กนักเรียนทั้งจากฮิโรชิมาและจังหวัดอื่นทั่วประเทศ พับนกกระเรียนพร้อมกับเขียนคำอธิษฐานมาวางไว้ที่บริเวณอนุสาวรีย์ของเธอในสวนสันติภาพแห่งฮิโรชิมาอยู่โดยตลอด

    คำอธิษฐานของเธอเป็นจริง เด็กหญิงซาดาโกะยังคงมีชีวิตยืนยาวอยู่ในใจของผู้คนที่นี่ เพื่อเป็นตัวแทนของความหวังและการต่อสู้ที่เข้มแข็ง เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวโศกสลดและโหดร้าย และในฐานะผู้พ่ายแพ้สงครามอย่างย่อยยับ เพื่อปฏิเสธสงครามและยืนหยัดต่อต้านการใช้อาวุธนิวเคลียร์

    This is our cry

    This is our prayer

    For building peace in the world

    คำจารึกที่ฐานของอนุสาวรีย์ เตือนระลึกถึงความจำเป็นของการสร้างสันติภาพแก่โลก

     

    บนชินคันเซ็นระหว่างทางที่ผมเดินทางออกจากฮิโรชิมา ในโทรศัพท์สมาร์ทโฟนมีข่าวการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ของเหล่าประเทศมหาอำนาจที่อยู่ไกลออกไป หนึ่งในนั้นคือประเทศผู้ชนะสงครามและเป็นเจ้าของ ‘เด็กน้อย’ ที่เคยทำลายและเปลี่ยนโฉมหน้าของเมืองฮิโรชิมาไปตลอดกาล 

    ตลกร้ายสิ้นดี

    .

    .

    _______________________________

    Reference

    ‘ซาดาโกะกับนกกระเรียนพันตัว’, Eleanor Coerr, แปลโดย พินทุสร ติวุตานนท์, 2547
    _______________________________

     Photobook : Hiroshima










Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in