เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Jules' Miscellaniessaturninoctis
WALK THE MOON : ทำไมต้องเดินบนดวงจันทร์
  • *เป็นเอ็นทรี่แนะนำวงดนตรีนะคะ ^^

    "We Are Walk the Moon and We Are from Ohio!"

    ประโยคข้างบนเป็นประโยคที่นิค, นักร้องนำของวง, จะพูดอยู่ตลอดในทุกๆ โชว์ บางทีก็พูดต้นโชว์บ้าง บางทีก็พูดท้ายโชว์บ้าง แต่ไม่ว่าจะเป็นตอนไหน หลังจากนั้นแฟนๆ ในคอนเสิร์ตก็จะพร้อมใจกริ๊ดกันดังสนั่นฮอลล์ แล้วอะไรกันนะที่ทำให้หนุ่ม ๆ สี่คนจากเมืองเล็ก ๆ อย่างซินซินนาติในรัฐโอไฮโอ้สามารถปลุกความบ้าคลั่งของแฟน ๆ ขึ้นมาได้ขนาดนี้ เรามาทำความรู้จักพวกเขา และซาวนด์อันแสนสนุกที่ทุกคนคุ้นเคยไปด้วยกันเถอะค่ะ!


    ทำไมต้องเดินบนดวงจันทร์
    ที่มาของชื่อวงดนตรีทุกวงมีความน่าสนใจแฝงอยู่ในตัวมันเสมอ สำหรับชื่อ Walk the Moon นั้น 
    พวกเขาได้แรงบันดาลใจมากจากเพลง Walking on the Moon ของ The Police วงนิวเวฟจากเกาะอังกฤษที่มีชื่อเสียงมากๆ ในช่วงปี 70 ซึ่งนิคเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Interview ไว้ว่าเขาอยากให้วงของเขามีความลึกลับ แต่แฝงไปด้วยความขี้เล่น เช่นเดียวกันวงรุ่นพี่นั่นเองค่ะ



    ก่อนจะไปฟังความน่าสนใจของวง เรามาทำความรู้จักสมาชิกแต่ละคนกันดีกว่า



    จากซ้ายไปขวา : Sean Waugaman (Drums), Nicholas Petricca (Lead Vocals, synthesizer), Kevin Ray (Bass, Backing Vocals) และ Eli Maiman (Guitar)


    "Shut up and dance with me!"
    เราเชื่อว่าหลายคนรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของวงนี้จากเพลง Shut Up and Dance ซิงเกิ้ลจากอัลบั้มที่สองที่พาพวกเขาไต่อันดับชาร์ตบิลบอร์ดขึ้นไปจนถึงอันดับที่ 4 ในปี 2015 และอยู่บนนั้นนานถึง 24 สัปดาห์ เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ไม่ว่าจะไปได้ยินมาจากอินเตอร์เน็ต, วิทยุ, หรือผับแถวบ้านเปิด ถ้าเพื่อน ๆ ชอบฟังเพลงแนว synth-rock-indie-dance-rock-pop (วลีนี้นิคเป็นคนพูดเองค่ะ ฮ่า ๆ ) ที่มีกลิ่นอายเพลงยุค 80 และจังหวะน่าลุกขึ้นมาเต้น เราขอเชิญชวนให้ไปลองฟังอัลบั้มแรก และอัลบั้มที่สองของพวกเขาให้ครบเลย (ซึ่งเราจะขายแนะนำต่อในเอ็นทรี่นี้แหละ) ขอรับรองว่าวงนี้มีดีกว่าการบอกให้ทุกคนหยุดพล่ามแล้วออกไปเต้นกับพวกเขาแน่นอนค่ะ :)


    "We are the kids that you never can kill. You never wanna kill."
    อะไรทำให้ Walk the Moon ไม่เป็น another indie-rock band ในความคิดเรา และทำไมเราถึงไม่หยุดที่ Shut Up and Dance ?
    อย่างแรกคงจะเป็นเพราะความสนุกสนาน, up-beat, ฟีลกู๊ด และเสริมสร้างพลังบวกมาก ๆ ของเพลงแต่ละเพลง (ตั้งแต่อัลบั้มแรก จนถึงอัลบั้มปัจจุบัน รวมทั้งหมด 23 เพลง มีเพลงที่เป็นเพลงช้าและมีเนื้อหาเศร้าด้วยแค่เพลงเดียวเองค่ะ - Iscariot) เนื้อหาส่วนใหญ่ของเพลงจะเป็นเรื่องความรัก-การให้กำลังใจ ซึ่งมีอยู่เพลงนึงที่เราชอบมาก ๆ และน่าสนใจเป็นพิเศษก็คือเพลง Different Colors ที่ทางวงตั้งใจแต่งเพื่อจะส่ง message ว่า "ไม่ว่าเราจะเป็นใคร มีเชื้อชาติ สีผิว หรือเพศอะไร เราต่างก็ต้องคอยพึ่งพากันและกันทั้งนั้น" ส่วนภาพด้านล่างเป็นภาพโปรโมตซิงเกิ้ลค่ะ


    อย่างที่สองคงจะเป็นเพราะธีมของวงนี้วนอยู่แถวๆ ธรรมชาติ สัตว์ป่า ความ Wild ที่พร้อมจะปลุกเลือดบ้าในตัวแฟน ๆ อยู่เสมอ ถามว่า Wild ขนาดไหน ก็ Wild ขนาดนำเพลง Circle of Life จากแอนิเมชั่นเรื่อง The Lion King มาเป็นเพลงเปิดคอนเสิร์ตนั่นแหละค่ะ ฮ่า ๆ ถ้าเพื่อน ๆ ไม่เชื่อลองชมคลิปกันดูนะ



    นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นเสน่ห์อีกอย่างของวงคือความขี้เล่นและความสนุกสนานของสมาชิกแต่ละคนระหว่างเล่นคอนเสิร์ตนั่นเอง ถ้าได้กดดู Music video เพลง Different Colors ด้านบนไปแล้ว ก็น่าจะพอเข้าใจได้นะคะว่าหนุ่ม ๆ พวกนี้บ้าและทุ่มเทกับโชว์กันแค่ไหน ส่วนสิ่งที่เราเห็นแล้วรักวงนี้จัง ๆ เลยคือท่าส่ายเอวอันเป็น Signature ของวงนั่นเอง พริ้วจนยอมตกเป็นแฟนคลับเลยเนี่ย / ส่ายบ่อย ๆ สิคะนิค


    อีกเอกลักษณ์ของวงคือ ทุกคนจะเพนต์หน้าคล้าย ๆ กลุ่มชนเผ่าเวลาออกมาแสดง ถ้ามีแฟน ๆ คนใหม่มานิคก็จะถามและพูดต้อนรับในคอนเสิร์ตว่า "Welcome to our tribe." เราว่าเป็นอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ศิลปินทำแล้วน่ารักมาก ๆ เลยค่ะ ซึ่งนอกจากตัวพวกเขาเองแล้ว เหล่าแฟนคลับก็เต็มที่ไม่แพ้กัน เป็นที่รู้กันว่าถ้าจะไปคอนเสิร์ตของวงนี้ ก็ต้องเพนต์หน้าไป พูดอย่างเดียวอาจจะไม่เห็นภาพ เรามาดูรูปกันดีกว่านะ


    เราคงจะดีใจและตื่นเต้นมาก ๆ เลยล่ะถ้าได้ไปอยู่ในนั้น แต่จะดีใจกว่าถ้าเราทำให้เพื่อน ๆ รู้สึกอยากออกไปโดดกับสี่หนุ่มได้บ้าง :) บางทีความรักมันก็ง่าย ๆ แบบนี้ล่ะนะ


    ถ้าเริ่มสนใจในตัวหนุ่ม ๆ แล้ว เรามาคุยกันเรื่องผลงานของพวกเขากันค่ะ ตอนนี้มีอัลบั้มที่เซ็นกับค่ายปัจจุบัน (RCA) อยู่สองอัลบั้ม จะพูดถึงจุดเด่นของแต่ละอัลบั้มให้ฟังนะคะ 


    อัลบั้มแรก : Walk the Moon
    จำนวนเพลง : 11
    ปีที่วางจำหน่าย : 2012

    อย่างที่บอกว่าหนึ่งใน genre ที่วงนี้เป็นอยู่ มีความป๊อปอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นเพลงทุกเพลงในอัลบั้มนี้จะฟังง่าย เนื้อเพลงไม่ซับซ้อน หรือตีความยากมากนัก แต่ในขณะเดียวกันก็มีความสละสลวยในความง่าย ๆ ของมันนี่แหละ บวกกับดนตรีที่ "เต็ม" ทำให้เวลาฟังเรารู้สึก "อิ่ม" รวมถึงช่วงคอรัส (ท่อนฮุก) ที่มีเมโลดี้น่าเต้นตามเหลือเกิน หากจะใช้ Shut Up and Dance เป็นเกณฑ์วัดความป๊อบ เพลงในอัลบั้มนี้จะป๊อบน้อยกว่า และมีความเป็นร็อกมากกว่าค่ะ ถ้าฟังตั้งแต่แทร็กแรกจนแทร็กสุดท้าย จะไม่ค่อยมีเพลงไหนที่ฉีกความ danceable ของดนตรีมากนัก ทำให้เราสามารถฟังไปเรื่อย ๆ ได้อย่างลื่นไหล ซึ่งถ้าเทียบกับอัลบั้มที่สอง เราชอบอัลบั้มนี้มากกว่านะ และแนะนำให้เพื่อน ๆ ลองฟังจากอัลบั้มนี้ก่อนค่ะ

    เพลงที่แนะนำ : Anna Sun, Quesadilla, Tightrope



    อัลบั้มที่สอง : Talking Is Hard
    จำนวนเพลง : 12
    ปีที่วางจำหน่าย : 2014

    สำหรับอัลบั้มที่สอง เราจะได้กลิ่นอายจากยุค 80 มากขึ้น และแนวเพลงจะหลากหลายมากขึ้น และมีความป๊อปมากขึ้น เรียกได้ว่าเป็นอัลบั้มที่ทางวงได้ลองอะไรหลาย ๆ อย่าง เวลาฟังเราจะรู้สึกมัน vibrant ไปหมด เหมือนแสงสีอันฉูดฉาดในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะการอัด reverb ที่มากขึ้น หรือเสียงกลองที่ตึ่ม ๆ ทุ้ม ๆ มากขึ้นก็ตาม แต่สิ่งที่ยังคงเดิมคือความสดใสของเมโลดี้ และอัลบั้มนี้นี่แหละค่ะที่ทำให้ Shut Up and Dance (เราพูดชื่อเพลงนี้ไปกี่รอบแล้วเนี่ย ฮ่า ๆ ) ดังภายในข้ามคืน ยังไงถ้าชอบความฉูดฉาดของดนตรี และเสียง synthesizer ที่ฟังแล้วเหมือนย้อนเวลาไปอยู่ในคลับสมัย 80 อย่าลืมให้โอกาสอัลบั้มนี้ด้วยนะคะ

    เพลงที่แนะนำ : Avalanche, Different Colors, Portugal


    สำหรับเพื่อน ๆ ที่อ่านจนถึงตรงนี้ ไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากขอบคุณ และถ้าตามไปฟังกันบ้าง ก็จะดีใจมาก ๆ เลยล่ะค่ะ :D แล้วเข้ามาอยู่ในชนเผ่าอันแสนอบอุ่นนี้ด้วยกันนะ

    พาหนุ่ม ๆ มาบ๊ายบายค่ะ

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Silapa Junior (@silapa.junior)
ชอบวงนี้มากครับ ฟัง Anna Sun เพลงแรกแล้วประทับใจมาก ?