My movie storysk_asawaree
ในห้วงอารมณ์อันอ่อนล้าของสองเรา
  • A Man and A Woman (2016)


            กลับมาตกหลุมลุงกงยูอีกครั้งในบทยักษ์ที่กำลังออนแอร์อยู่ตอนนี้ ระหว่างรอตอนใหม่ออกอากาศก็เลยไปหางานอื่นๆ ของลุงมาบรรเทาอาการไปก่อน จะกลับไปดูเจ้าชายกาแฟอีกรอบก็จะหนักไป เลยเลือกดูหนังแทนละกัน แต่จิตใจยังไม่พร้อมกับซอมบี้และสายลับ อะ งั้นเลือกโรแมนติกน้ำเน่านี่แหละว๊า ดูง่ายดี เลยได้เจอกับผู้ชายคนนั้น และผู้หญิงคนนี้เพราะเหตุนี้แหละ

             และด้วยความที่ได้ยินเสียงลือมาแค่ว่า "แซ่บ" ซึ่งเราก็ทำใจประมาณนึงว่า เออ มันก็ต้องมีฉากหวาบหะหวิวบ้างอะไรบ้าง แต่คงไม่มากมายอะไรหรอกมั้ง ดูหน้าดารานำแล้วเบอร์ใหญ่ของเกาหลีอยู่ แต่....คุณพระคุณเจ้า แต่ละฉากนี่บับ Fifty shades of Grey ยังทำให้เราเขินไม่ได้มากเท่านี้อะ มันไม่ได้โป๊เปลือยขนาดคุณสีเทาอะไรเลยนะ แต่นักแสดงทั้งสองคนนี่คือแบบ อย่าให้เขาได้แตะตัวกันอะ เคมี ชีวะพุ่งแรงมากกกกกก เวลาอยู่กันสองคนนี่อยากเอากระจกไปกั้นตรงกลางมาก แค่เขาจ้องตากันฉันก็เขินแล้วมั้ย

            เรื่องเริ่มจากกีฮง และซางมิน เจอกันที่ฟินแลนด์ ซางมินมีลูกชายที่น่าจะเป็นออทิสติก ส่วนกีฮงมีลูกสาวที่มีปัญหาเก็บตัว ซึมเศร้า ทั้งสองคนเจอกันในวันที่มาส่งลูกๆไปเข้าแคมป์ ซางมินอยากตามไปคอยดูลูกอยู่ห่างๆ ด้วย แต่โรงเรียนไม่อนุญาต กำลังเครียดๆ เรื่องลูกว่าจะสูบบุหรี่ แต่ไม่มีไฟแชค เลยไปขอไฟแชคกับกีฮง ก็เลยได้ทักทายกันรู้ว่าเป็นคนเกาหลีเหมือนกัน กีฮงเลยอาสาขับรถพาซางมินไปที่ตั้งแคมป์ เพราะตัวเองก็จะไปดูลูกสาวเหมือนกัน สองคนเลยตกลงนั่งรถไปด้วยกัน ระหว่างทางหิมะตกหนัก ถนนปิดไปต่อไม่ได้ ก็ต้องค้างที่โรงแรมข้างทาง (เริ่มคุ้นๆ มะ) ก็นอนคนละห้องสินะ คนเพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่ชั่วโมงเอ๊ง ตื่นเช้ามาหิมะยังตกอยู่ อย่านั่งอยู่เฉยๆกันเลย ไปเดินเล่นกันดีกว่า เดินไปเดินมา เจอกระท่อม (นี่ดูไปคิดในใจ ไม่ใช่แล้วววววว) ก็ต้องเข้าไปดูสักหน่อยใช่มะ กระท่อมอะไรยังไง และนั่นแหละค่ะคุณผู้ชม เขาสองคนก็เป็นของกันและกันที่นั่นแหละฮะ (อึ้งเล็กน้อย เพราะมันเพิ่งเริ่มเรื่องไง ชื่อยังไม่ถามกันเลยอะ แต่นี่คือไปโซเดมาคอมกันเลยไง ไม่เห็นใจคนดูที่นั่งกระพริบตาปริบๆนี่เลย)แล้วพวกเขาก็จากกันไปโดยที่ไม่รู้จักกันจ้าาาา ผ่านไปนานถึง 8 เดือน อยู่ๆ กีฮงก็มาเดินเอ๋อๆ อยู่หน้าที่ทำงานของซางมิน สองคนได้กลับมาเจอกันที่เกาหลีใต้อีกครั้ง แล้วไอ้วันเหงาๆของสองเราในกระท่อมที่ฟินแลนด์ก็กลับมา แต่ในเมื่อไม่ได้มีแค่สองเราเหมือนที่ฟินแลนด์แล้ว ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนจะจบลงยังไง ใครอยากรู้ ไปหาดูกันเอาเองนะ บอกแล้วมันจะไม่สนุก ไปลุ้นเองดีกว่า


               พอดูจบแล้วชอบบทสรุปของเรื่องนะ ถ้าจบแบบอื่นอาจจะไม่มานั่งเขียนบันทึกเก็บไว้แบบนี้ก็ได้ ส่วนที่ดีที่สุดของเรื่องคือนักแสดงและดนตรีประกอบ นักแสดงนำทั้งสองคนทำให้เชื่อว่าเขาเป็นคนที่ต้องการกันและกันจริงๆ คือเห็นแล้วพร้อมพุ่งเข้าหากันได้ตลอดเวลาอะ แสดงดีเบอร์นั้นเลย ไม่ใช่เฉพาะเรื่องทางกายอย่างเดียวด้วย เรื่องทางใจทั้งสองคนก็เป็นที่พึ่งให้กันและกันได้ เรื่องปูมาว่าทั้งสองคนมีปัญหาครอบครัวอยู่ ซางมินก็ต้องดูแลลูกชายออทิสติกอยู่คนเดียวที่ฟินแลนด์ สามีก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยเอาใจใส่กับลูกชายมากนัก ซางมินรักแล้วก็ห่วงลูกมาก ไม่ว่าลูกจะมีอาการยังไง เธอก็พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ส่วนกีฮงนี่หนัก ลูกสาวมีปัญหาเก็บตัว ซีมเศร้า ส่วนภรรยาก็มีปัญหาสุขภาพจิต เรียกว่าอาการของคนเป็นเหยื่อ หรืออะไรนี่แหละ ที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้เคราะห์ร้าย ถูกเอาเปรียบอยู่ตลอดเวลา อารมณ์เหวี่ยง ขึ้นๆ ลงๆ พอสองคนมาเจอกันมันก็เลยเหมือนมองตาก็เข้าใจ เพราะเหนื่อยกับครอบครัวมาเยอะ อยากจะโยนทุกอย่างทิ้งแล้วพักบ้าง

                ฝั่งซางมินก็เหนื่อยกับการที่ต้องดูแลลูกชายอยู่ฝ่ายเดียว ปรึกษาอะไรสามีไป ทางนั้นก็ตอบแบบปัดๆ ไป ไม่ค่อยใส่ใจมากเท่าไหร่ ยิ่งต่างคนต่างออกมาทำงานนอกบ้าน เลยยิ่งห่างกันเข้าไปอีก อารมณ์เหมือนปรึกษาแล้วไม่สนใจ งั้นก็ไม่คุยแล้วกัน ส่วนกีฮง ตอนอยู่ในบ้านก็ไม่รู้จะรับมือกับคนป่วยสองคนยังไง ภรรยาก็อารมณ์ขึ้นๆลงๆ เดี๋ยวทำลายข้าวของ เดี๋ยวฆ่าตัวตาย ลูกสาวเห็นแม่เป็นแบบนั้นก็ยิ่งเงียบเข้าไปอีก กีฮงเลยไม่ค่อยแสดงออกหรือพูดมากนัก เพราะกลัวจะกระทบกระเทือนคนในบ้าน ทีนี้สองคนมาเจอกัน เหมือนได้พักผ่อนอะ อะไรที่มันตึงๆ เหนื่อยๆ มาจากที่บ้าน มันก็ผ่อนคลาย กีฮงก็ประทับใจในตัวซางมินตรงที่เป็นผู้หญิงเก่ง มั่นใจ ดูแลทั้งตัวเองและลูกชายที่ป่วยได้ดี คือมองเพลินอะผู้หญิงคนนี้ ทำงานก็เป็นระดับหัวหน้าแล้ว แถมยังเข้าใจความคิดของกีฮงได้จากการพูดกันแค่ไม่กี่ประโยค เป็นอะไรที่กีฮงต้องการอะ ไอ้การดูแลตัวเองได้ ไม่คอยแต่จะรอให้เขาไปดูแล ซางมินก็แพ้ทางกีฮงตรงความให้เกียรติ ดูแลเอาใจใส่ที่ขาดหายไปจากสามีตัวเองเหมือนกัน แต่ในขณะเดียวกันผู้ชายคนนี้ก็พึ่งพาได้ในยามที่ซางมินอ่อนแอที่สุด 

               ถึงบทจะรวบตึงไปมาก แต่นักแสดงทำให้เราเชื่อว่าสองคนนี้เขารักกันแล้วล่ะ มันไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ทางกายขำๆ แล้ว จากเรื่องในกระท่อมที่ฟินแลนด์ที่ซางมินเหมือนไม่แคร์เลยด้วยซ้ำ ชื่อก็ไม่บอก เขาด้วย แต่ไม่ใช่ว่าไม่รู้สึกผิดนะ รู้สึกอยู่ แต่คือคิดว่าจะไม่ได้เจอกันแล้วไง ก็ปล่อยให้เรื่องมันจบที่ฟินแลนด์นั่นแหละ ใครจะคิดว่ากีฮงจะกลับเข้ามาในชีวิตอีก แถมยังไม่ยอมถอยซะด้วย คิดสภาพกงยูมายืนยิ้มอ้อนๆ อะเธอ ใครจะไม่ใจอ่อน 5555555555 ชอบตรงไม่ใช่เขาสองคนไม่รู้ว่ามันผิดนะ รู้แหละ แต่ใจมันต้องการที่พึ่งไง แต่ซางมินคิดจะหยุดนะ นางจะเทพระเอกทิ้งหลายทีละ แต่ตัวพระเอกเองนั่นแหละที่ไม่ยอมจบ คือสภาพจิตใจต้องบอกว่า ซางมินเข้มแข็งกว่ากีฮงเยอะ ถึงแม้ดูแลลูกชายจะเหนื่อย แต่นางก็มีความสุขเล็กๆ ของนาง สามีก็ไม่ได้ยุ่งกันมาก ทำงานก็เป็นตัวของตัวเอง แต่กีฮงนี่กำลังเซ็งกับชีวิตอย่างหนัก ภรรยาก็พยายามฆ่าตัวตายไปรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ แถมลูกสาวยังมาเห็นแม่ตัวเองทำแบบนั้นอีก หันไปทางไหนก็ไม่เจอใครเลย ไม่แปลกที่จะคว้าซางมินเอาไว้ สองคนที่กำลังอ่อนล้า พอมาเจอกันมันก็เลยช่างหัวอย่างอื่นละ ขอมีความสุขกันตรงนี้สองคนก่อนได้มั้ย เรื่องอะไรค่อยว่ากันทีหลัง 

                การแสดงของทั้งกงยูและจอนโดยอนทำให้เรื่องนี้มันรอด ทั้งๆ ที่มานั่งคิดจริงๆ แล้ว เรื่องมันมึนมากเลยนะ รายละเอียดอะไรต่างๆ มันหลุดๆไป แต่ฉากสำคัญของเรื่องมันก็มีผลกระทบมากต่อภาพรวมของเรื่องทั้งหมด เลยทำให้พอจะเข้าใจตัวหนังอยู่ กงยูในเรื่องนี้ใช้สายตาสื่อสารมากกว่าคำพูด แค่เรามองตาเขาเราก็รู้แล้วว่าในฉากนั้นเขาเป็นยังไง ยิ่งฉากสุดท้ายนี่ โอ๊ยยยยย ยอมแพ้สายตาลุงแล้ว ในส่วนของจอนโดยอน เพิ่งรู้ว่าเป็นยอดฝีมืออีกคนของนักแสดงเกาหลีใต้ ทีแรกเห็นแล้วยังงงว่านี่นะนางเอก แต่พอเห็นการแสดงของเขาแล้ว ไม่เหลือความสงสัยล่ะ เห็นภาพนิ่งอาจจะเฉยๆ ไปจนถึงงงว่าทำไมเขาได้เป็นนางเอก แต่พอเห็นเสน่ห์ในการแสดงของเขาแล้ว ขนาดเราเป็นผู้หญิงยังอดชื่นชมไม่ได้เลย ยิ่งฉากจบนี่คืออยากลุกขึ้นมาปรบมือให้ คงคาแรคเตอร์ของซางมินไว้ตั้งแต่ต้นจนจบไม่มีหลุดเลย

              ดนตรีประกอบเป็นอีกส่วนที่ทำให้ดูเรื่องนี้จนจบ แรกๆ ก็มากล่อมให้เราหลงฟินไปกับความรักแหวกศีลธรรมของคนทั้งคู่ ชอบที่ดนตรีมันไม่ได้สดใสฟรุ้งฟริ้ง แต่มันให้อารมณ์ล่องลอย เย็นๆ เหมือนความรู้สึกที่ตัวละครสองคนมีให้กันนั่นแหละ คือมันเหมือนไม่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงอะ โลกนี้มันมีแค่เราแล้ว จากนั้นพอเหตุการณ์มันเริ่มจริงจังแล้วดนตรีก็มีส่วนบีบคั้นอารมณ์คนดูอีกเช่นกัน การเจอกันของพระนางในแต่ละครั้งมันเริ่มไม่เย็น ไม่สบายๆ แล้วไง ดนตรีก็ทำให้เรารู้สึกร่วมไปได้ด้วย ในขณะที่บางเรื่องต่อให้พระนางจะทำอะไรผิดแค่ไหน เวลาเขารักกันดนตรีประกอบจะโรแมนติกขึ้นมาทันที ซึ่งมันไม่ใช่มะ อารมณ์แบบแกเป็นชู้กันนะเห้ย แกจะมาฟรุ้งฟริ้งอย่างงี้เรอะ และดีใจมากที่เรื่องนี้ไม่มีดนตรีโรแมนติกฟรุ้งฟริ้งที่ว่ามา เรื่องชู้เรื่องกิ๊ก มันไม่ควรจะฟรุ้งฟริ้งนะคะพี่อ้อยพี่ฉอด 

              และถึงจะชอบลุงกงยูมากแค่ไหน แต่ในเรื่องนี้กลับชอบคาแรคเตอร์ซางมินมากที่สุด โอ๊ยยย ผู้หญิงอะไรมั่นใจและเข้มแข็งได้ขนาดนั้น เสน่ห์ก็ล้นออกมา มองแล้วเพลินจริงๆ นะ ชอบผู้หญิงแบบนี้มาก มีอายุแล้วจะเป็นแบบนี้ได้มั้ยนะ ชอบมากจริงๆ ไม่นับรวมกับชะตากรรมอื่นๆ ของนางนะ เอาแค่ลักษณะนิสัยและรูปลักษณ์ของนางพอ 

             กับฉากจบ บทสรุปของเรื่องนี่คือลุ้นมาก จะลงเอยกันมั้ย จะลงแบบไหน หรือจะยังไง ศีลธรรมในจิตใจมันก็ดังเตือนว่า อ้าวนี่สองคนเป็นชู้กันนะเธอ เธอจะอยากให้เขาบ้านแตกแล้วมารักกัน มันไม่ใช่นะเธอ ซาตานในใจก็บอกมาว่า ถ้าเขาสองคนเป็นส่วนเติมเต็มกันและกัน ก็ปล่อยให้เขาได้รักกันเถอะ 555555555555 แต่ในเมื่อผู้กำกับเป็นคนกำหนดตอนจบ เราจึงทำได้แค่จิกหมอนรอดู แล้วฉากจบก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง มันจบในแบบที่เราชอบเลยนะ ภาพตอนจบนี่สวยงาม เป็นบทสรุปของเรื่องได้ดีจริงๆ คือขนาดดูจบแล้วมันชอบมากถึงขนาดต้องมาเขียนเก็บไว้นี่แหละ ทั้งๆที่บทก็งงๆ แต่การแสดงและฉากบางฉากในเรื่องนี้คือโดนใจจริงๆ หนังเหมือนจะชูเรื่องความสัมพันธ์ต้องห้ามเป็นตัวเด่น แต่จริงๆ แล้วกลับเล่าเรื่องของครอบครัวเอาไว้เยอะมาก เรื่องของครอบครัวมันไม่ได้อยู่แค่ความรักไง มันคือความรับผิดชอบ ความเข้าใจ การเอาใจใส่ดูแล และการปรับตัว ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปมันก็โคลงเคลง แล้วพอมันเป็นแบบนั้นแล้ว เราจะดูแลรักษาให้มันรอดต่อไปได้หรือเปล่า 


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in