เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
[os/sf] from the moon, to the starmoonchild
[os] pinwheel #vga #taegi
  • btsweekend #week47 : DEATH
    taehyung x yoongi
    #จจถด



    1.

    แสงแดดของรุ่งอรุณสาดเข้ามาภายในตู้รถไฟ ผ่านทางบานหน้าต่างสี่เหลี่ยมผืนผ้า และเงาต้นไม้ริมทาง

    มินยุนกิยืนอยู่ที่ราวเหล็กตรงหน้าบานประตูทางออก เฝ้ามองทิวทัศน์ภายนอกที่เคลื่อนไปตามทิศทางของขบวนรถไฟโดยสาร กระทั่งความเร็วของยวดยานค่อยๆ ชะลอลงจนกระทั่งหยุดนิ่งอยู่ที่ชานชาลา

    เขาเป็นหนึ่งในผู้โดยสารที่เดินลงมาจากขบวนรถไฟสายนั้น พร้อมกับผู้คนจำนวนมากที่กรูกันออกมาอย่างเร่งรีบ ต่างคนต่างมุ่งหน้าไปตามเส้นทางของตนเองด้วยกลัวว่าจะเข้างานสาย หรือไปโรงเรียนไม่ทันเวลาประตูปิด- หากมินยุนกิเดินออกมาได้เพียงไม่กี่ก้าว ฝีเท้าของเขาพลันหยุดชะงักลงโดยอัตโนมัติ

    สายตามองผ่านแว่นเลนส์หนาไปรอบชานชาลาที่ผู้คนค่อยๆ บางตาลงไปตามเวลา
    เสี้ยวหนึ่ง สายลมเย็นโชยมาจากที่ไกลๆ ให้เขารู้สึกตัวตื่นขึ้นจากความเคยชิน
    สองเท้าค่อยขยับและก้าวเดินไปอย่างเชื่องช้า


    2.

    'ยุนกิ รอด้วย!!'

    ในร่องรอยของชัวิตประจำวัน เสียงหนึ่งดังขึ้นในโสตประสาทของร่างขาว
    ทว่ายุนกิชะงักฝีเท้า รอฟังอีกครั้ง-
    แต่ก็ไม่มีใครตะโกนบอกให้เขารอเลยแม้แต่คนเดียว


    3.

    คาบเรียนแรกเริ่มต้นขึ้นอย่างน่าเบื่อหน่ายด้วยวิชาประวัติศาสตร์

    หนังสือเรียนถูกเปิดทิ้งไว้บนโต๊ะ หากเจ้าของหนังสือกลับไม่ได้ใส่ใจที่จะอ่าน ไม่ได้ใส่ใจแม้กระทั่งคำพูดของอาจารย์ประจำวิชาที่กำลังเล่าเรื่องราวของบทเรียนที่หน้าห้อง

    มินยุนกิมองออกไปนอกหน้าต่าง มองเห็นกลีบพ็อดกดร่วงโรยลงมาจากดอกบนกิิ่งก้านสาขาที่แผ่ออก ตัดกับท้องฟ้าสีครามที่ดูเหมือนว่าจะแจ่มใสกว่าทุกวัน- สายตาใต้กรอบแว่นเลื่อนลงมาจากท้องฟ้า ละแวกใกล้โรงเรียนใจกลางเมืองปรากฏภาพท้องถนนที่วุ่นวายด้วยผู้คน ตึกสูงระฟ้าที่ในนั้นคงจะวุ่นวายไม่ต่างไปจากทางเท้าข้างล่าง แม้กระทั่งร้านขายของชำใกล้โรงเรียนก็ยังมีคนเดินเข้าออกไม่ขาดสาย

    เขามองไปแทบจะทุกที่ที่สายตาของเขาแทรกเข้าไปได้ เผื่อว่าจะได้พบ
    แม้ในใจจะรู้ดีว่าไม่มีทางที่คนคนนั้นจะอยู่ที่นั่นได้เลย


    4.

    แม้แต่ในร้านสะดวกซื้อที่โรงอาหารตอนพักกลางวัน

    มินยุนกิเปิดประตูตู้ทำความเย็น หยิบกาแฟกระป๋องออกมาจากในนั้นอย่างเป็นปกติ กระทั่งพาตัวเองมายืนอยู่ที่หน้าตู้เครื่องถัดมา ขวดชาเขียวและน้ำผลไม้ที่เรียงไว้อย่างเป็นระเบียบทำให้เขาก้มลงมองกระป๋องกาแฟในมือของตัวเอง

    'ฝากหยิบลาเต้กระป๋องด้วย กระป๋องนึงนะ'
    'ทำไมไม่เดินไปหยิบเองเล่า!'
    'ขนมเต็มมือแล้วเนี่ย ฝากหน่อย นะ'

    'เออ'

    ก่อนจะถอยหลังกลับไป เปิดตู้ทำความเย็นที่เพิ่งปิดลง และวางกาแฟกระป๋องนั้นไว้ในที่เดิมของมัน
    เป็นอีกครั้งที่ยุนกินึกขึ้นได้ว่าไม่มีใครฝากเขาหยิบกาแฟอีกแล้ว
    ต่อให้มองหาเจ้าของเสียงอีกกี่ครั้งก็ตาม


    5.

    ตลอดคาบบ่าย ยุนกิภาวนาให้เวลาผ่านไปเร็วๆ
    เพื่อที่เขาจะได้ออกไปจากโรงเรียนสักที


    6.

    ทันทีที่สัญญาณบอกการหมดเวลาดังขึ้นระหว่างคาบเรียนสุดท้ายของวัน นักเรียนทั้งห้องพลันรวบสิ่งของบนโต๊ะลงในกระเป๋าเป้ของตัวเองราวกับเป็นปฏิกิริยาตอบกลับอัตโนมัติ มินยุนกิเองก็เป็นหนึ่งในนักเรียนที่เก็บของลงกระเป๋ารวดเร็วที่สุดในห้อง และเป็นคนแรกๆ ที่เดินออกไปจากห้องเรียนเมื่อระลึกได้ว่าวันนี้ไม่ใช่เวรทำความสะอาดของตัวเอง

    ยุนกิเดินลงมาจากอาคารเรียนพร้อมเพื่อนร่วมชั่นคนหนึ่งที่เขาพอจะสนิทใจด้วย- คิมซอกจิน หัวหน้าห้องที่เดินออกจากห้องเรียนนำหน้าเขาประมาณสามก้าวเศษ หมอนั่นบ่นเรื่องการบ้านคณิตศาสตร์แทบจะตลอดเวลาที่ลงบันไดมาด้วยกัน ส่วนเขาเพียงแค่ทำหน้าที่ผู้ฟังที่ดี จนมาถึงหน้าโรงเรียน

    ซอกจินแยกตัวออกไปรอรถโดยสารประจำทาง ก่อนจากกันหมอนั่นไม่ลืมที่จะบ่นส่งท้ายว่า 'การบ้านคณิตศาสตร์น่ะ ถึงจะน่ารำคาญแต่ก็อย่าลืมทำนะ!'--

    พิลึกคนเสียจริง หัวหน้าห้องของเขาเนี่ย

    เขาเดินตามทางเท้ามาจนถึงสี่แยกใกล้ละแวกโรงเรียน ภาพของผู้คนที่เดินสวนกันเมื่อเช้าย้อนกลับเข้ามาในหัว ครั้งนี้เป็นตัวเขาเสียเองที่อยู่ในความวุ่นวายเหล่านั้นด้วย ยุนกิเพียงแค่ยืนนิ่งอยู่บนบาทวิถี เพื่อรอจนกว่าสัญญาณไฟจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว

    ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังคงมองหาด้วยความหวังเดิมๆ
    กระทั่งสัญญาณไฟเปลี่ยนสี และผู้คนเริ่มเดินผ่านเขาไปทีละน้อย
    ยุนกิก็ยังไม่พบใครอยู่ดี


    7.

    'หัดมองทางเวลาข้ามถนนหน่อยเถอะ รถที่ไม่ดูสัญญาณไฟน่ะถมเถไป'


    8.

    ที่ชานชาลา มินยุนกิกำลังยืนต่อแถวรอขึ้นรถไฟประจำทางขบวนตรงข้ามกับเมื่อเช้า

    ผู้คนบางตามากกว่าการคาดคะเนไว้ของเขา อันที่จริง อาจเป็นเพราะเขามาถึงที่นี่หลังจากเวลาซึ่งนักเรียนส่วนมากออกมาจากโรงเรียนพร้อมๆ กัน ก่อนหน้านี้เขาเดินผ่านสี่แยกไปเรื่อยอย่างไม่มีจุดหมาย กว่าจะย้อนกลับมาที่สถานีรถไฟได้ ก็จวนจะถึงเวลาเที่ยวสุดท้ายของวัน- โชคดีที่เขามาถึงก่อนเวลานั้น เขาจึงได้ขึ้นรถไฟเที่ยวเกือบรองสุดท้ายอย่างหวุดหวิด

    สองมือซ่อนลงในกระเป๋ากางเกงด้วยความเคยชิน สายตาใต้เลนส์มองไปยังทางรถไฟซึ่งเงียบสงบ
    บทสนทนาในวันวานย้อนเข้ามาในห้วงความเงียบ


    9.

    'มองอะไรอยู่น่ะ?'
    'กังหันลมทางนั้น-- ทั้งที่เห็นจากตรงนี้ทุกวัน แต่ก็ไม่ได้ไปลงสถานีนั้นสักที'
    'ไว้ตอนไหนที่ว่าง ไปด้วยกันไหม?'
    'เอาสิ'


    10.

    รถไฟจอดเทียบที่สถานีปลายทาง ซึ่งบ้านของเขาอยู่ในละแวกนี้
    หากยุนกิกลับยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

    เขาอยู่ตรงนั้นกระทั่งประตูปิด และรถไฟเคลื่อนตัวออกไปจากสถานีอีกครั้ง- ไปสู่สถานีถัดไปที่ยุนกิยังไม่ได้มีโอกาสผ่านไปเยือนเลยสักครั้ง ด้วยปกติทุกทีที่เลิกเรียน เขาก็ตรงกลับบ้านแทบจะในทันที

    อันที่จริงวันนี้ก็ควรจะเป็นไปแบบนั้น 
    แต่เพราะบทสนทนาเรื่องนั้น ทำให้เขาตัดสินใจพาตัวเองออกนอกเส้นทางดูสักครั้ง


    11.

    มินยุนกิไม่ปฏิเสธว่าเขาชอบบรรยากาศโดยรอบของสถานีนี้

    ทันทีที่เดินออกมาจากชานชาลา ตรงไปยังทางเดินลงจากสถานีรถไฟ บนสะพานสูงทำให้เขาเห็นทิวทัศน์โดยรอบอย่างชัดเจน ทั้งสนามหญ้าสีเขียวชอุ่มในสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใกล้สถานีรถไฟ ต้นพ็อดกดที่กลีบดอกกำลังร่วงโรยยืนต้นเรียงกันตามแนวบาทวิถีด้านใน และกังหันลมขนาดมหึมาในระยะใกล้ว่าที่เคยมองเห็น

    เขาเดินตรงจากสถานี ผ่านสวนสาธารณะไปอย่างไม่รีบร้อน
    เพื่อผ่านมาพบกับทุ่งหญ้ากว้างอันเป็นสถานที่ตั้งของกังหันลมต้นนั้น


    12.

    ดูเหมือนว่าทุ่งหญ้านี้เป็นส่วนหนึ่งของสวนสาธารณะ เพียงแต่อยู่นอกรั้วกั้น

    เขาเดินเข้าไปด้านใน และชะงักฝีเท้าลงเมื่อพบกับชิงช้าไม้ขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างไว้กับกิ่งไม้หนาของไม้ยืนต้นสักประเภทที่เขาไม่รู้จักชื่อ- ยุนกิถือวิสาสะนั่งลงที่ชิงช้าตัวนั้น เขาพบว่าความกว้างของมันมากพอสำหรับสองคนนั่งเสียด้วยซ้ำ

    สายตาใต้เลนส์แว่นมองไปด้านหน้า มองเห็นกังหันลมต้นยักษ์ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางสายลมที่โชยมาเป็นระยะ และผู้ใหญ่สองสามคนในชุดออกกำลังกายเดินผ่านสนามหญ้าตรงหน้าไปอย่างใจเย็น

    ในตอนที่ไกวชิงช้าไปได้สักพัก ยุนกิหยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเป้ที่ถอดมาไว้ด้านหน้า


    13.

    ถึงยุนกิ
    ตอนที่ได้เห็นหน้านี้ ฉันคงไม่ได้อยู่กับนายอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม
    ฉันขอโทษจากใจจริงที่รักษาสัญญาไม่ได้
    ทั้งเรืื่องกังหันลม เรื่องเรียนต่อมหาวิทยาลัยในเมือง
    หรือแม้กระทั่งเรื่องที่บอกว่าจะไปหานาย ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่นายต้องการฉัน
    แล้วก็ขอโทษสำหรับความอ่อนแอที่แก้ไขไม่ได้ของฉันด้วย

    จากนี้ไป ขอให้มีชีวิตที่ดีนะ
    ถึงจะลำบากสักหน่อย แต่ในวันข้างหน้านายก็จะต้องได้ดีแน่ๆ
    ขอให้เป็นนายที่สดใสเสมอไป
    อย่าให้เรื่องของฉันทำให้รอยยิ้มของนายหายไปเลย

    ให้สมุดเล่มนี้เป็นตัวแทนของฉันนะ
    เขียนอะไรก็ได้ที่นายอยากจะเขียน ชีวิตประจำวัน เรื่องที่เรียน
    หรือจะวาดรูปใครสักคนที่นายกำลังมองลงมาจากห้องเรียนก็ได้
    อย่างน้อยถ้าตัวแทนของฉันทำให้นายสบายใจได้ก็คงจะดี :-)

    ถึงเวลาต้องจบแล้ว
    หวังว่าเราจะได้เจอกันอีก- อย่างน้อยก็ในความฝันของนาย
    ขอให้มีแต่ความสุข


    14.

    จากเพื่อนที่ชอบนายมาก แต่ไม่มีโอกาสได้บอก,
    คิมแทฮยอง.


    15.

    แสงแดดจากดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าสาดลงมาบนกระดาษแผ่นสุดท้ายของสมุดเล่มนี้

    เขาอ่านข้อความพวกนั้นนับครั้งไม่ถ้วนตลอดสามเดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่ที่สมุดเล่มนี้ตกมาอยู่ในมือของเขาโดยพี่สาวของแทฮยอง- เพื่อนสนิทคนแรกที่เขาไม่เคยคิดถึงวันที่ต้องอยู่โดยปราศจากเสียงเจื้อยแจ้วของอีกฝ่าย แม้เข้าใจดีว่าวันนั้นจะต้องมาถึง

    แต่ก็เร็วเกินกว่าที่เขาเผื่อใจไว้เสียอีก


    16.

    เวลาบนหน้าปัดนาฬิกาบ่งบอกว่าเขาเหลือเวลาอยู่ที่นี่อีกไม่มาก ก่อนที่รถไฟเที่ยวสุดท้ายจะมาถึง

    ยุนกิปิดสมุดลงและเก็บเข้าไปในกระเป๋า ลงมาจากชิงช้าและจัดการตรวจสอบความเรียบร้อยของตัวเองและสิ่งที่เขาถือวิสาสะเข้ามาใช้งาน- ร่างขาวหันกลับไปมองกังหันลมต้นใหญ่ตรงหน้าอีกครั้ง ขณะที่สายลมแผ่วเบาพัดมาจากที่ห่างไกล ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงให้เห็น พร้อมกับใบพัดบนกังหันลมที่พัดโบกไปอย่างเชื่องช้าตามความแรงของลม

    เขายืนจ้องราวกับใช้สองตาลั่นชัตเตอร์เก็บภาพตรงหน้าไว้
    และเดินจากไปในเวลาถัดมา


    17.

    มินยุนกิไม่ได้พลาดรถไฟเที่ยวสุดท้าย แต่นั่นก็ทำให้เขากลับมาถึงบ้านในเวลาที่ช้ากว่าปกติถึงสองชั่วโมง

    ความเงียบภายในบ้านออกมาต้อนรับเขาเหมือนในทุกวันที่ผ่านมา เช่นเดียวกัน หลังจากลงกลอนประตู เขาตอบรับมันด้วยการเดินตรงไปที่ห้องนอนโดยไม่แวะเวียนที่อื่นตามความเคยชิน

    แสงสว่างจากหลอดไฟบนเพดานถูกเปิดขึ้นโดยผู้เป็นเจ้าของห้อง ขณะที่กำลังวางกระเป๋าลงข้างเตียงนอน โทรศัพท์พลันแผดเสียงขึ้นทำลายความเงียบ- เป็นครอบครัวของเขาที่ต่อสายมาจากต่างจังหวัด เขานั่งลงที่ปลายเตียง ใช้เวลาไม่นานไปกับการพูดคุยกับครอบครัวที่อยู่ห่างไกล กระทั่งบทสนทนามาถึงตอนจบ ยุนกิรอให้แม่เป็นฝ่ายวางสายในเวลาถัดมา

    เขามองโทรศัพท์ในมือ หน้าจอของมันดับลงไปแล้ว ทำให้เขามองเห็นใบหน้าของตัวเองที่สะท้อนขึ้นมา
    นึกเสียดายอยู่สักหน่อยที่เมื่อเย็นเขาไม่ได้ถ่ายภาพนั้นไว้
    แต่ก็นึกขึ้นมาได้

    ว่าถ่ายไปก็ไม่ได้ส่งให้ใครเห็นอยู่ดี


    18.

    หลังจากอาบน้ำ ยุนกิกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานข้างหัวเตียง

    บนโต๊ะมีเพียงรูปถ่ายครอบครัวที่ใส่กรอบไว้อย่างดี, นาฬิกาทรายที่ได้มาเนื่องจากครบรอบวันเกิดสิบหกปีที่เพิ่งผ่านไปเมื่อหกเดือนก่อน, กล่องไม้ใส่เครื่องเขียน และโมเดลกังหันลม- สิ่งสุดท้ายรองจากสมุดบันทึกที่ได้มาจากแทฮยอง

    โชคดีที่วันนี้มีเพียงการบ้านคณิตศาสตร์ แต่นั่นก็ทำให้เขานั่งทำงานนานเกือบสองชั่วโมง

    สายตาเหลือบไปมองนาฬิกาปลุกที่หัวเตียง เข็มวินาทีเดินผ่านเข็มยาวซึ่งชี้ที่เลขห้า และเข็มสั้นที่ชี้ช่องว่างระหว่างเลขสิบเอ็ดและเลขสิบสอง ร่างขาวถอนหายใจออกมาในขณะที่กำลังบิดขี้เกียจ ก่อนจะจัดการปิดสมุดการบ้านและหนังสือเรียน เพื่อนำไปใส่กระเป๋าที่จะนำไปโรงเรียนในวันรุ่งขึ้น

    ภายในกระเป๋า สมุดบันทึกเล่มเล็กนอนนิ่งอยู่กับหนังสือวิชาวิทยาศาสตร์

    เขาหยิบทุกอย่างออกมาจากกระเป๋า แทนที่ด้วยการหยิบหนังสือเรียนของวันพรุ่งนี้ในชั้นหนังสือข้างโต๊ะทำงาน และสมุดประจำวิชาเหล่านั้นลงไป จนแน่ใจแล้วว่าเขาไม่ได้ตกหล่นอะไรอีก กระเป๋าเป้ถูกนำกลับไปวางไว้ที่ข้างเตียง เช่นเดียวกัน หนังสือที่นำออกมาจากกระเป๋าถูกจัดเรียงเข้าชั้นอย่างเป็นระเบียบ

    หลงเหลือไว้เพียงสมุดบันทึกบนโต๊ะทำงาน

    กว่าสามเดือนแล้วที่เขาได้รับและพกมันติดตัวไปด้วยแทบจะทุกที่โดยไม่เคยขีดเขียนอะไรลงไปเลยแม้แต่น้อย-- ยุนกิมองหน้ากระดาษว่างเปล่า สลับกับโมเดลกังหันลมตรงหน้าอยู่พักหนึ่ง

    อาจจะได้เวลาแล้วจริงๆ


    19.

    ฉันก็อยากจะขึ้นต้นว่าถึงแทฮยองอยู่หรอก แต่จะไปถึงนายได้ยังไงกัน

    หนึ่งไตรมาสผ่านไป ฉันก็ยังอยู่ที่เดิม
    ในร่องรอยเดิมๆ ที่มีเคยนายอยู่ด้วยนั่นแหละ
    ฉันกำลังจะบอกว่ามันยากมากเลยนะ กับการใช้ชีวิตที่โรงเรียนแบบที่ไม่มีนาย

    นายคงจะกำลังหัวเราะแน่ๆ
    ถ้ารู้ว่าฉันเอาแต่มองหานายในทุกที่ที่ฉันไปน่ะ
    ทั้งที่ชานชาลา ที่ร้านสะดวกซื้อตอนพักกลางวัน 
    ที่ทางม้าลายตรงสี่แยกข้างโรงเรียน หรือแม้แต่กระทั่งหน้าต่างริมทาง
    ทำไปทั้งที่รู้ว่านายไม่ได้อยู่ที่นั่น

    วันนี้ฉันไปที่กังหันลมที่นายเคยบอกว่าจะไปด้วยกันตอนที่ว่างมาแล้วนะ
    ถ้านายอยู่ ฉันคงถ่ายรูปแล้วส่งข้อความไปให้ 
    ไม่สิ ถ้านายอยู่ ฉันคงจะชวนนายไปที่นั่นด้วยกันแล้ว
    ให้ตาย ฉันเกลียดคำว่าถ้าชะมัด

    ที่ฉันมาเขียนเอาวันนี้ ทั้งที่ได้สมุดเล่มนี้มาตั้งนานแล้ว
    เพราะฉันตั้งใจว่าจะไม่เขียนอะไรลงไปจนกว่าจะใช้ชีวิตแบบที่ไม่มีตัวนายอยู่ได้
    ถึงจะยังไม่ชินไปทั้งหมด หรือวันนั้นอาจจะไม่มาถึงเลยก็ได้
    แต่ฉันจะลองใช้ชีวิตแบบนั้นดูนะ
    ฉันเองก็อยากให้นายมีความสุขตอนที่มองฉันจากที่แห่งนั้นเหมือนกัน :-)


    20.

    จากเพื่อนที่ชอบนายมาก แต่ไม่เคยได้บอกนายเหมือนกัน,
    มินยุนกิ.







    : mymeilodyh. | #จจถด 

    แก้บนreg เมื่อต้นปีค่ะ (นี่ก็กลางปีแล้ว...)
    ถ้านี่เป็นวิดีโอสักอย่าง คุณพระเอกเราคงมีบทแค่ลายมือล่ะค่ะ TT

    ขอให้มีความสุขกับการอ่านนะคะ :-)
    [cover credit: @cocoro_comet]
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in