อยากเล่าMr.PT
ประสบการณ์วิ่งเขาสามมุขของข้าพเจ้า
  • ตีสามสิบนาทีในวันธรรมดาทั่วไปอาจจะเป็นเวลาที่ผมกำลังหลับสนิท หรืออาจเป็นเวลาที่ผมกำลังนอนอ่านการ์ตูนบนที่นอนเรื่อยเปื่อย

    แต่สำหรับคืนวันที่ 8 กรกฎ มันไม่ใช่แบบนั้น

    ผมลุกขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟัน แต่งชุดกีฬาพร้อมเพื่อเตรียมตัวไปวิ่ง แต่ไม่ใช่การวิ่งออกกำลังกายแบบธรรมดาๆ เพราะผมกำลังเตรียมตัวไปวิ่งในประเพณีวิ่งเขาสามมุขของมหาวิทยาลัยบูรพา 

    ประเพณีนี้จัดขึ้นในวันที่ 8 กรกฎาคม ของทุกๆ ปีเพื่อเป็นการรำลึกถึงวันสถาปนามหาวิทยาลัย โดยทุกคนสามารถเข้าร่วมกิจกรรมนี้ได้ ทั้งศิษย์ปัจจุบัน ศิษย์เก่า อาจารย์ ประชาชนในพื้นที่ นักการภารโรง เจ้าหน้าที่หอสมุด บรรณารักษ์ ชาวไซย่า กลุ่มโจรสลัดหมวกฟาง ดิอเวนเจอร์ส ชาวเมืองอเล็กซานเดรีย หรือจะผีห่าซาตานที่ไหนก็มาวิ่งได้หมด (ไอ้ท้ายๆ ล้อเล่นนะครับ) 

    การวิ่งจะเริ่มจากปล่อยตัวที่เขาสามมุข วิ่งผ่านบริเวณแหลมแท่น ไปยังวอล์คกิ้งสตรีท วิ่งเลาะตามเส้นทางไปเรื่อยๆ แล้วจะไปโผล่ที่ถนนบางแสนสายหนึ่ง (ถนนเลียบหาดบางแสน) วิ่งบนถนนเลาะหาดเรื่อยๆ ไปจนถึงวงเวียนปลาโลมา ต่อไปยังถนนลงหาดบางแสน และสิ้นสุดที่มหาวิทยาลัยบูรพา 

    ระยะทางและเส้นทางคร่าวๆ จะเป็นประมาณนี้ครับ


    ความพิเศษของการวิ่งเขาสามมุขคือตรงเส้นชัยจะมีการพ่นตัวอักษรตัว A ไว้ที่พื้น และจะมีความเชื่อกันว่าถ้าวิ่งเข้าเส้นชัยแล้วเหยียบ A ก็จะส่งให้ผลให้เราได้เกรด A ไปด้วย ซึ่งผมเองคิดว่ามันก็ไม่ได้ส่งผลอะไรเท่าไรหรอกครับ คนจะ A มันอยู่ที่ความตั้งใจมากกว่าความเชื่ออะไรแบบนี้

    แต่ปีที่แล้วก็เหยียบนะ เหยียบสองตีนเลยด้วย...

    ที่บอกว่าปีที่แล้วก็เหยียบนั่นเป็นเพราะผมเคยไปร่วมกิจกรรมนี้มาแล้วตอนอยู่ปี 2 ปีนั้นจำได้ว่าบรรยากาศสนุกสนานดีครับเพราะเพื่อนๆ รุ่นผมมาวิ่งกันเพียบ บรรยากาศเฮฮาบ้าบอกันดีมาก วิ่งแซงคนนู้น กวนตีนคนนี้ไปเรื่อย บันเทิงดีครับ 

    ตอนนี้ขึ้นปี 3 ผมเลยตั้งใจว่าอยากจะวิ่งอีกรอบ เพราะไหนๆ ช่วงที่ปิดเทอมอยู่บ้านก็ว่างอยู่แล้ว แถมคุณแฟนเองก็พลาดไม่ได้ไปวิ่งเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้เลยอยากวิ่ง ผมเลยตัดสินใจว่าปีนี้จะไปอีก

    ผมอาบน้ำแปรงฟันเสร็จก็ไปเคาะห้องปลุกพราว (ชื่อแฟนผมเองครับ) ให้ตื่นบรรทม

    ระหว่างที่นั่งรอพราวบวงสรวงอยู่ ผมมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วเห็นว่ามีฟ้าแลบอยู่เป็นระยะๆ แลบแต่ละทีก็ไม่ใช่แค่เบาๆ ดูเหมือนจะเป็นสีขาวไปทั่วทั้งท้องฟ้า บางครั้งก็มีเป็นเส้นสายฟ้าลงมาให้เห็น...

    เหมือนเป็นคำขู่จากท้องฟ้ายังไงๆ ไม่รู้แฮะ...


  • เราออกจากหอกันตอนประมาณตีสามครึ่ง เผื่อเวลาไว้สักหน่อยเพราะตามกำหนดการณ์บอกไว้ว่ารถจะออกจากมหาวิทยาลัยตอนตีสี่

    จริงๆ แล้วตามหลักเลยคือเราต้องไปรวมกันที่คณะของตัวเองก่อนครับเพื่อที่จะให้ทางคณะเช็คยอดว่ามีกี่คน และสโมสรนิสิตก็จะพาไปขึ้นรถของแต่ละคณะที่ได้มีการจัดเตรียมกันไว้แถวๆ อาคารภปร. (บริเวณที่ผมลงรูปไว้ด้านล่างครับ) แต่การไปรวมกับสโมฯ เนี่ย เขานัดตั้งแต่ตีสองครึ่ง ซึ่งมันเช้ามากจนผมกับพราวรู้สึกว่าคงตื่นไม่ไหวแน่ๆ ดังนั้นเลยขอแอบเกเรตามไปทีหลังแล้วกัน 

    เราบิดมอเตอร์ไซค์จากหอมายังอาคารภปร. ซึ่งเป็นที่ขึ้นรถของของทุกคณะ ไปถึงผมกับพราวเดินหวาดระแวงพอสมควรเพราะแทบไม่เห็นใครเลย เห็นแต่รถของคณะศึกษาศาสตร์จอดอยู่คันเดียว คนก็แทบจะไม่มีเลยสักคน (ตามภาพด้านล่าง) ผมกับพราวเลยรีบสับขาเพื่อเดินหารถของเรา

    เดินได้สักพักผมก็เจอกับกลุ่มคนที่ใส่เสื้อคณะผมกำลังต่อแถวขึ้นรถ ผมกับพราวไม่คิดอะไรรีบกระโดดขึ้นรถไว้ก่อน ขึ้นผิดขึ้นถูกยังไงก็ไปลงที่เขาสามมุขเหมือนกันล่ะวะ


  • บรรยากาศบนรถค่อนข้างอึมครึม เพราะผมเองแทบไม่รู้จักใครบนรถเลย ดูๆ ไปแล้วน่าจะเป็นน้องๆ ปี 1 ปี 2 กันหมด แทบไม่เห็นปี 3 เลยสักคน แถมฟ้าแลบฟ้าร้องเองก็ยังมีอยู่เป็นระยะๆ ฟ้าแลบทีก็เป็นเส้นๆ เหมือนสายฟ้าฟาดลงมาแรงกว่าเดิมซะอีก คือฟ้าแรงมากจนผมรู้สึกว่าถ้ามันยังแรงอยู่ขนาดนี้จนถึงตอนวิ่งแล้วพวกกูจะทำยังไง๊

    อีกเรื่องที่ทำให้มันอึมครึมคือเพื่อนในกลุ่มของผมไม่มีใครมาวิ่งเลย ซึ่งบรรยากาศมันต่างจากปีที่แล้วเอามากๆ เพราะปีที่แล้วเพื่อนในกลุ่มผมออกมาวิ่งกันเป็นสิบ แต่ปีนี้ที่มาแน่นอนมีแค่ผมกับพราวเท่านั้นเอง...

    ไอ้ความรู้สึกที่ไม่มีเพื่อนมาเลยมันก็ทำให้ผมกับพราวแอบรู้สึกนอยๆ มัวๆ ขุ่นๆ อยู่นิดหน่อยนะ...


    บนรถที่ไม่มีเพื่อนเลยสักคน...
  • นั่งรถไม่กี่อึดใจเราก็มาถึงเขาสามมุข สโมฯ คณะพาเราเดินลงจากรถและขึ้นไปตั้งแถวบริเวณเขาสามมุข มองๆ ไปแล้วผมแทบยังไม่เห็นคณะไหนมาถึง บรรยากาศเหมือนเรากำลังมาเดินเที่ยวภูเขาซอมบี้ยังไงยังงั้น...

    ระหว่างที่รอกันอยู่ผมกับพราวก็รู้สึกว่าฟ้ามันแรงขึ้นเรื่อยๆ แถมมีฝนตกปรอยๆ อยู่ด้วย เราเลยเปลี่ยนโหมดโทรศัพท์เป็นโหมดเครื่องบินกันไว้ทั้งคู่ อย่างน้อยก็เสี่ยงโดนฟ้าผ่ากบาลน้อยลง

    แต่ถึงผมกับพราวจะเปิดโหมดเครื่องบินไว้ แต่คนที่อยู่รอบข้างเองกลับไม่เป็นอย่างนั้น ผมมองเห็นหลายๆ คนยังนั่งเล่นโทรศัพท์หน้าตาเฉย เล่นเหมือนไม่มีฟ้าผ่า ผมเห็นแล้วอยากจะเดินไปบอกด้วยความสุภาพว่า "มึงไม่กลัวตายหรอไอ้สัส ที่โล่งขนาดนี้ก็เสี่ยงฟ้าผ่าแล้ว มึงยังจะเล่นโทรศัพท์ล่อฟ้าอีกหรอ อยากเป็นมนุษย์สายฟ้ามึงก็ไปล่อฟ้าที่อื่นโน่น ถ้ามันผ่าตรงนี้กูโดนด้วยเว้ยไอ้เชี่ยยยยยย"

    คือตอนนั้นมันหวาดระแวงจริงๆ นะครับ ฟ้าก็สุดแสนจะแรง ไอ้ที่ที่ให้ยืนรอก็เป็นที่กลางแจ้ง ครบตามตำราล่อฟ้าผ่าโดยสมบูรณ์

    ผมกับพราวยืนหวาดระแวงกันตั้งแต่ตีสี่ เราได้แต่รอกันว่าเมื่อไหร่จะตีห้า เมื่อไหร่ฟ้าจะหยุดร้อง เมื่อไหร่จะมาถึงกันครบทุกคณะสักที แล้วเมื่อไหร่จะปล่อยกูวิ่งสักที กูอยากกลับหอแล้วโว้ยยยยยยยยย 

    เป็น 1 ชั่วโมงที่น่าตื่นเต้นที่สุดในชีวิตผมครั้งนึงเลยล่ะครับ
  • ระหว่างที่รอปล่อยตัวก็ยังถือว่าโชคดีที่ผมได้เจอกับกิ๊ก-น้องเทคผมเอง และ ยีนส์-เพื่อนในกลุ่มที่มากับแฟน ซึ่งก็ทำให้รู้สึกดีที่ได้เจอคนรู้จักบ้าง ไม่โหวงเหมือนตอนที่มากับพราวแค่สองคน ยังมีเพื่อนคุยให้ไม่ไประแวงฟ้าฝนบ้าง

    ยืนรอได้สักพัก ก็มีเสียงประกาศจากส่วนกลางว่าจะถึงเวลาปล่อยตัวแล้ว ผมดูนาฬิกาในโทรศัพท์ตอนนั้นเวลาเกือบๆ จะตีห้าแล้ว บรรยากาศรอบข้างจากที่นั่งรอกันอย่างหงอยเหงาก็เริ่มดูมีชีวิตชีวาขึ้น ทุกคนเตรียมพร้อมจะออกวิ่งกันอย่างเต็มที่ สีหน้าพราวเองก็ดูคึกคักพร้อมวิ่งต่างจากเมื่อตอนที่นั่งระแวงฟ้าฝนแล้ว (ตอนนั้นหน้าพราวซีดเป็นไก่ต้มเลยครับ ฮ่าๆๆ)

    หลังจากนั้นโฆษกก็ทำการประกาศอีกว่าปีนี้มีีความพิเศษอย่างหนึ่งคือ 1,500 คนแรกที่วิ่งเข้าเส้นชัย จะได้รับผ้าขนหนูเป็นของที่ระลึกด้วย

    หลายคนก็เริ่มเฮฮากับการประกาศนี้และหวังจะชิงผ้าขนหนูนี้ให้ได้ ซึ่งต่างกับผมเลยครับ เพราะผมรู้ตัวดีว่าสังขารตัวเองให้วิ่งแข่งกับคนหลายพันคงจะไม่ไหวแน่ๆ แค่เดินขึ้นบันไดบ้านยังหอบแฮ่กๆ เกิดวิ่งไปแล้วความดันขึ้นจะทำยังไง ไม่น่าคุ้มกับผ้าขนหนูสักเท่าไรล่ะมั้ง...




    ยืนรอคอยอีกไม่กี่อึดใจ เสียงออดปล่อยตัวก็ดังขึ้นมา

    ทันทีนั้นรอบข้างบรรยากาศก็คึกคักยิ่งกว่าเดิมอีก หลายคนตะโกนเฮละโลขึ้นมา ฝ่ายสันทนาการของแต่ละคณะก็เริ่มรัวกลองร้องเพลงกันอย่างบ้าคลั่ง บรรยากาศแม่งโคตรเร้าใจ

    การปล่อยตัวจะปล่อยไปทีละคณะๆ ครับ โดยเริ่มจากคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาก่อน แล้วก็ไล่ไปเรื่อยๆ ตามแต่ที่ส่วนกลางจะจัดให้ 

    ผมและพราวเดินตามการปล่อยตัวของแต่ละคณะไปเรื่อยๆ 

    ใกล้ถึงคณะของผมขึ้นมาทุกขณะ

    ผมหันไปมองสีหน้าอันตื่นเต้นของพราวที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น

    มันทำให้ผมเกิดตื่นเต้นขึ้นมาเหมือนกัน

    และทำให้ผมอยากลองท้าทายตัวเองดูบ้าง

    จากที่คิดว่าแค่เดินๆ ให้ถึงเส้นชัย เปลี่ยนมาเป็นวิ่งให้ทัน 1,500 คนแรก 

    ผมรู้ว่ามันยาก แต่ผมก็อยากลองท้าทายตัวเองดูสักครั้ง

    เดินไปไม่นาน โฆษกก็ประกาศเสียงดังฟังชัดว่า

    "และต่อไปขอเสียงปรบมือให้กับคณะโลจิสติกส์ !!!"

    เสัียงปรบมือและโห่ร้องดังขึ้นจากทั่วทุกสารทิศ

    ได้เวลาที่เราจะท้าทายตัวเองแล้วล่ะ

    ผมหันหน้าไปมองพราวด้วยความมุ่งมั่น

    พยักหน้าให้กันเบาๆ เป็นอันรู้กัน

    ไปกันเถอะ

    วิ่ง !!




  • เขียนซะเท่ แต่ความเป็นจริงตรงกันข้ามกันกับที่เขียนอย่างสิ้นเชิงเลยครับ เพราะแค่เดินๆ วิ่งๆ ออกจากจุดเริ่มต้นไปได้แค่นิดเดียว ทั้งผมและพราวก็หอบแดกกันทั้งคู่ 

    ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไรนัก เพราะปกติแล้วผมกับพราวไม่ค่อยได้ออกกำลังกายกันเท่าไร กิจวัตรประจำวันวนลูปอยู่แค่ กิน ขับมอไซ นอน กิน ขับมอไซ นอน แค่นี้จริงๆ ไอ้เรื่องวิ่งนี่แทบไม่มีเลย

    เราเดินกันชิลๆ โดนคณะอื่นที่ปล่อยตัวมาทีหลังเราแซงแล้วแซงอีก แซงแล้วแซงอีก แซงจนเราแทบจะเป็นท้ายแถวอยู่แล้วก็ยังไม่วิ่ง ยังเดินกันชิลๆ

    บรรยากาศปีนี้ต่างกับปีที่แล้วที่ผมวิ่งอย่างมาก เพราะปีที่แล้วจะมีบิวและโจ้-เพื่อนในกลุ่มผมคอยชวนผมวิ่งตลอด แต่ปีนี้คนที่วิ่งกับผมคือพราว ซึ่งความขี้เกียจวิ่งพอๆ กัน แค่ลากสังขารออกมาเขาสามมุขได้ก็บุญแล้ว จะให้วิ่งนี่คงไม่ไหว ดังนั้นเลยแทบไม่ได้วิ่งกันเลย เราได้แต่เดินด๊อกแด๊กๆ กันไป


    บรรยากาศรอบข้างระหว่างที่ผมกำลังเดินอยู่ ผมเห็นหลายคนหลายกลุ่มวิ่งกันเป็นหมู่คณะ วิ่งกันทีเป็นสิบๆ คน บางกลุ่มก็วิ่งแบกกลองร้องเพลงสันทนาการไปด้วย บางกลุ่มก็วิ่งไปกรี๊ดผู้ชายไปก็มี แต่มีนักวิ่งอยู่กลุ่มนึงที่ทำให้ทุกคนต้องหันมามอง นั่นคือนิสิตสาขาวิทยาการเดินเรือ คณะโลจิสติกส์ (คณะผมเอง ต้องอวด ฮี่ๆๆๆๆ)

    นิสิตเดินเรือจะมีการวิ่งกันอย่างเป็นระเบียบ เพรียบพร้อมกันทุกอย่างตั้งแต่เท้าที่ลงเวลาวิ่ง ระยะแนวแถว ระยะหน้าตัด คือทุกอย่างเป๊ะไปหมด และจุดเด่นสำคัญที่ทำให้ทุกคนต้องหันมามองคือนิสิตเดินเรือจะร้องเพลงกันอย่างพร้อมเพรียงและเสียงดังฟังชัด ทำให้ทุกคนต้องหันไปชื่นชม โดยเฉพาะสาวๆ ทั้งหลายที่เล็งหนุ่มเดินเรือกันไว้นี่ก็ยิ่งมองใหญ่ ถือเป็นสีสันของการวิ่งแปดกรกฎที่สำคัญอีกอย่างนึง

    (ขออภัยด้วยนะครับที่ไม่ได้ถ่ายนิสิตเดินเรือมาด้วย ตอนนั้นแค่วิ่งอย่างเดียวก็แทบไม่ไหวแล้วครับ)


  • ตลอดเส้นทางที่เราวิ่งกันมีพี่ๆ ตำรวจคอยดูแลรักษาความปลอดภัยอยู่เป็นระยะๆ โดยเฉพาะในจุดที่เป็นทางแยกทางร่วมอันตรายก็มีพี่ๆ ตำรวจมาคอยอำนวยความสะดวกในการวิ่งให้ 

    รวมถึงยังมีจุดพักสำคัญๆ อยู่หลายจุด เช่น จุดให้แอมโมเนียสำหรับคนที่ใกล้จะเป็นลม จุดให้น้ำเมื่อถึงครึ่งทาง มีรถพยาบาลอยู่เป็นระยะๆ มีแม้กระทั่งรถปอเต๊กตึ๊งไว้สำหรับกรณีที่วิ่งไวไปจนถึงภพภูมิหน้าอีกด้วย

    ระหว่างที่เดินๆ วิ่งๆ ไปได้สักพัก ผมกับพราวก็มาถึงวงเวียนบางแสน ซึ่งนับว่าเป็นช่วงวิ่งช่วงสุดท้ายแล้ว ถ้าเป็นแข่งรถนี่ก็น่าจะเป็นโค้งสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย 

    ผมกับพราวเองก็เหนื่อยกันเต็มที่ คุยกันมาตลอดทางจนไม่รู้จะคุยอะไรแล้ว ในที่สุดก็จะถึงเส้นชัยสักที !



  • ตอนนี้พระอาทิตย์เริ่มขึ้นแล้ว ท้องฟ้าเริ่มสว่าง จากที่วิ่งๆ แล้วไม่เห็นหน้าคนรอบข้างก็เริ่มเห็นชัดขึ้น 

    เดินๆ วิ่งๆ วนวงเวียนได้สักพัก ผมกับพราวก็ได้เจอยีนส์อีกครั้ง (ลืมเล่าว่าระหว่างที่ผมกับพราวเดินด๊อกแด๊กๆ ยีนส์ก็วิ่งแซงผมไปแล้ว) และเหตุผลที่ทำให้ผมกับพราวเดินทันยีนส์เป็นเพราะแฟนยีนส์เหนื่อย วิ่งไม่ไหว 

    เราเข้าใจเว้ย เราก็เป็น...

    ผ่านวงเวียนปลาโลมาแล้วผมก็เห็นกลุ่มคนกลุ่มนึง ดูเหมือนเขาจะเป็นศิษย์เก่า ผมไม่แน่ใจว่ารุ่นไหนยังไง บางคนก็พาลูกปั่นจักรยานมาด้วย เป็นภาพที่น่ารักดีเหมือนกันครับ 

    และที่สำคัญคือพี่ๆ พวกนั้นเขาไปถ่ายรูปกับร้านเหล้าร้านดังของบางแสน (ขออนุญาตไม่บอกชื่อนะครับ ใบ้ให้ว่าขึ้นต้นด้วย B) แล้วตะโกนออกมาว่า 

    "เห้ย กูต้องถ่ายรูปกับร้าน B ว่ะ ถ้าไม่มีร้าน B กูเรียนไม่จบแน่ๆ"

    ...ก็ดีครับพี่



  • ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ มองไปก็เห็นห้างแหลมทองซึ่งเป็นจุดสำคัญที่แสดงให้เราเห็นว่าเราใกล้ถึงมอบูแล้ว 

    เอาวะ อีกนิดเดียว !



    ความแปลกประหลาดของการวิ่งในวันนี้คือหลังจากปล่อยตัวนักวิ่งแล้ว บรรยากาศที่ฟ้ามืดๆ มัวๆ เหมือนว่าฝนจะตกก็หายไป แม้แต่ฟ้าแลบหรือฟ้าร้องก็ไม่มีให้เห็นเลยสักนิด ต่างกับตอนที่รออยู่บนเขาเอามากๆ เพราะตอนนั้นนี่ลุ้นแทบเป็นแทบตายว่าฟ้าจะผ่าลงหัวใครมั้ย แต่ตอนปล่อยตัวกลับเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อากาศแจ่มใส ฟ้าร้องไม่มี ฟ้าแลบไม่เห็น...

    ก็แปลกดีนะ...


  • ผมกับพราววิ่งๆ เดินๆ สักพัก ก็มาถึงหน้ามหาวิทยาลัยแล้ว สีหน้าของพราวดูตื่นเต้น (และอิดโรย) กว่าตอนแรกอย่างมาก เพราะเลี้ยวขวาเข้าไปข้างหน้าก็ถึงเส้นชัยแล้ว

    มันทำให้ผมเองก็ตื่นเต้น (และอิดโรย) ไม่แพ้กัน


    ทันทีที่เดินเข้าไปในตัวมหาวิทยาลัย บรรยากาศก็เปลี่ยนไปจากตอนแรกอย่างสิ้นเชิง 

    แค่ผ่านประตูมอไปแป๊บเดียวก็เหมือนเข้ามาในงานบวชหรืองานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสอะไรสักอย่าง รอบข้างกระหึ่มไปด้วยเสียงกลอง เสียงสันทนาการของแต่ละคณะที่ทั้งร้องเพลงและเต้นกันอย่างบ้าคลั่ง ราวกับว่าชีวิตนี้จะไม่ได้เต้นกันอีกแล้ว แล้วยิ่งเวลาเวลาที่เห็นนักวิ่งหนุ่มๆ หล่อๆ หรือกลุ่มคณะคู่อรินี่ยิ่งเต้นเข้าไปใหญ่ ยิ่งคึกคักกันใหญ่ 

    โซเครซี่...

    เอาล่ะ ช่างสันทนาการก่อน 

    เพราตอนนี้มองไปข้างหน้าก็ถึงป้าย Finish แล้ว รีบเข้าเส้นชัยแล้วไปเหยียบ A ดีกว่า !


    ทันทีที่เข้าถึงเส้นชัย ผมพยายามมองหา A เพื่อที่จะวิ่งเข้าไปเหยียบเน้นๆ สักที แต่กลับกลายเป็นว่าปีนี้ไม่มี A ครับ...

    วอทดะฟัคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคค

    A มันคือจุดพีคของการวิ่งเลยนะเว้ย เราวิ่งกันแทบตายเพื่อมาเหยียบ A แต่ทำไมปีนี้มันดันไม่มี โว้ยยยยยย

    นอกจากไม่ได้เหยียบ A แล้ว พิธีกรเหมิือนจะรู้ว่าเรากำลังเฟลเลยตอกย้ำด้วยการประกาศว่า

    "และตอนนี้ผ้าขนหนูก็ได้หมดเรียบร้อยแล้วนะคะ"

    ....

    WTF
  • ที่เส้นชัยมีเต๊นท์แจกอาหารและเครื่องดื่มอยู่หลายอย่าง ทั้งโจ๊ก ปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ น้ำแดง แต่ด้วยความที่ผมเข้าเส้นชัยช้า พอมาถึงเลยเห็นเหลือแค่น้ำเต้าหู้กับน้ำแดง ส่วนโจ๊กคนต่อคิวยาวมากๆ วนไปวนมาวนแล้ววนอีก วนจนผมคิดว่ากูไม่แดกก็ได้...

    ปีหน้าไม่เอางี้แล้ว จะกินปาท่องโก๋โว้ย จะเอาผ้าขนหนูโว้ย !




    หลังจากจิบน้ำแดงยามเช้ากันเสร็จ ผมกับพราวมุ่งหน้าตรงไปที่มอเตอร์ไซค์ที่จอดไว้หน้าตึกภปร. เพื่อไปหามื้อเช้ากินกันสักหน่อย (แหงสิ ก็ตรงนั้นไม่เหลืออะไรกินแล้วนี่หว่า...)

    ได้ข้าวเหนียวหมูปิ้งมาถุงใหญ่ เราก็เฮละโลกลับหอแยกย้ายกันนอนสลบเหมือดทั้งคู่ กว่าจะตื่นอีกทีก็บ่าย 3 โมงได้ 

    เป็นอันจบกิจกรรมวิ่งแปดกรกฎ


  • การวิ่งแปดกรกฎสำหรับใครหลายๆ คนอาจจะเป็นกิจกรรมที่ดูไร้เหตุผล แค่นั่งรถไปขึ้นเขา วิ่งลงเขากลับมอ แค่นั้นก็จบ ดูไม่ได้มีอะไรยิ่งใหญ่อะไรนัก 

    แต่สำหรับผมแล้ว ประเพณีนี้เป็นเหมือนการวัดใจ เป็นเหมือนการท้าทายตัวเราว่าเราจะกล้าลุกออกมาทำมันรึเปล่า มันวัดใจตั้งแต่ที่เราต้องตื่นมาล้างหน้าแปรงฟันเตรียมตัววิ่งตอนตีสอง ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้วมันอาจจะยังไม่ใช่เวลานอนของเราด้วยซ้ำ

    แค่นี้มันก็วัดใจเราแล้วว่าเรากล้าจะออกไปสู้รึเปล่า

    นอกเหนือจากเรื่องตื่นนอน ยังมีอีกหลายอย่างที่เป็นอุปสรรคที่ทำให้เราไม่อยากออกไปร่วมกิจกรรม 

    ไหนจะฟ้าฝนที่เหมือนจะขู่ไม่ให้เราออกไปไหน ไหนจะเพื่อนที่ชวนยากชวนเย็น กว่าจะเคี่ยวเข็ญให้ออกมาวิ่งกันได้ก็แทบรากเลือด ไหนจะเวลานัดที่สุดแสนจะเช้า ไหนจะระยะทางการวิ่งที่โคตรจะไกล ปกติแค่นั่งมอเตอร์ไซค์ไปก็เมื่อยตูดแล้ว

    แล้วถึงเราจะข้ามอุปสรรคก่อนวิ่งได้ ระหว่างวิ่งก็ยังมีอุปสรรค ตั้งแต่เวลาที่ไปรอที่เขา ให้เรารอตั้งเกือบชั่วโมง พอเริ่มวิ่งก็ปวดเท้าเจ็บเท้า อากาศก็ร้อน เหงื่อก็ออก โดนคนอื่นแซงแล้วแซงเล่า คณะที่ปล่อยตัวที่หลังยังเข้าเส้นชัยก่อนเราเลย...

    เห็นมั้ยล่ะครับว่าอุปสรรคมันเยอะแค่ไหน

    แต่สุดท้ายการที่เราวิ่งเข้าเส้นชัยได้ก็เหมือนเราได้เอาชนะใจตัวเอง เราได้สู้กับความขี้เกียจของตัวเองตั้งแต่ยังไม่ทันเปิดเทอม ซึ่งมันก็ถือเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยในการเรียนมหาวิทยาลัยของเราดีเหมือนกันนะครับ

    นอกจากนั้น การวิ่งเขาสามมุขก็ทำให้เราได้รู้ว่าไม่ว่าเหนื่อยแค่ไหนเราก็ยังมีคนข้างๆ ที่พร้อมจะวิ่งไปกับเรา พร้อมจะรอเราตอนวิ่งช้า หรือพร้อมจะบ้าคลั่งวิ่งเร็วไปพร้อมกับเรา

    ซึ่งการที่เราเหนื่อยแล้วมีคนคอยอยู่ข้างๆ เราเสมอนี่มันเป็นเรื่องดีมากๆ เลยนะครับ 

    สำหรับผมคงไม่มีอะไรจะดีไปกว่านี้แล้วล่ะ

    ถ้าคุณยังไม่เคยวิ่ง ปีหน้าลองเสียเวลาตื่นเช้าสักวันนึงแล้วออกมาวิ่งก็ดีนะครับ

    แล้วคุณอาจจะมองเห็นอะไรดีๆ มากกว่าที่ผมเห็นก็ได้นะ :)


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
MOUNTAIN BEAR (@Mayluxe)
คิดถึงสมัยเรียน
Mr.PT (@Mr.PT)
@Mayluxe ปีหน้าไปวิ่งกันครับ :)