ᴘᴇᴄᴋᴛᴏᴍ [ᴏꜱ]Cotton Candy 702
" อยู่​ในใจ​ "
  •                     # 𝐏𝐓𝐩𝐥𝐚𝐲𝐥𝐢𝐬𝐭𝟐𝟎𝟐𝟎

    𝑺𝒐𝒏𝒈 : อยู่ในใจ​ ​(Cover​ Version) – Room 39

    𝑷𝒂𝒊𝒓𝒊𝒏𝒈 : Peck × Tom

    𝑾𝒓𝒊𝒕𝒆𝒓 : Cotton Candy 702

                        ※ แนะนำตัวละคร ※

                          วาริน – ผลิตโชค 
                             ธาร – อิศรา
                           
                          _______________

                    " จะห่างหรือไกลเพียงใด
                ไม่ว่าเวลาจะพ้นไปนานเท่าไร
                 หัวใจของฉันยังคงเหมือนเคย​ " 
    .
    .

    .

    31 ธันวาคม​ พ.ศ.​2562

    แสงแดดอ่อนยามบ่ายคล้อยสาดส่องลงมาบนพื้นปูนซีเมนต์​ที่ทอดยาวไปตามทางเดินแคบ

    ปรากฏ​ให้เห็นเป็นเงาของชายคนหนึ่งกำลังเดินลงมาจากสะพาน​ด้วยท่าทีที่ีไม่รีบร้อน
    ​ราวกับกำลังสำรวจสถานที่แห่งนี้อย่างละเอียด

    ไม่บ่อยนัก​ที่​ ธาร​ นักศึกษา​คณะ​สถาปัตยกรรมศาสตร์​ มหาวิทยาลัย​ชื่อดัง
    จะมีเวลาไปไหนมาไหนได้ตามใจชอบ​ 
    โดยไม่ต้องรีบกลับไปอ่านหนังสือ​หรือทำงาน

    หลังจากที่ส่งงานชิ้นใหญ่ที่มหาลัยเสร็จเรียบร้อย​ ครั้งนี้​ไม่รู้ว่าเพราะอะไร​เขาถึงเลือกที่จะกลับมาเยี่ยมที่แห่งนี้​อีกครั้ง 
    สถานที่แห่ง ความทรงจำ​ และเรื่องราวในวัยเด็กของเขา

    ธารค่อยๆก้าวเท้าไปตามทางเดินที่ทอดยาว​ พร้อมกับกวาดสายตามมองบรรยากาศ​รอบตัวที่คุ้นเคย​ 

    สองข้างทางขนาบด้วยบ้านไม้ชั้นเดียว
    ของชาวบ้าน​ที่อาศัยอยู่ในชุมชนเล็กๆแห่งนี้​ บางบ้านเปิดเป็นร้านขายของชำเก่าๆ​ บ้างก็เปิดเป็นร้านอาหารตามสั่ง​ สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางสัญจรผ่านไปมาในแต่ละวัน

    ถังและกะลังมังพลาสติกสีสดวางเรียงรายอยู่หน้าบ้าน​เป็นภาพที่เห็นได้ตลอดทาง​ เนื่องจากวัดนี้อยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา​ 
    ทำให้มีผู้คนจำนวนไม่น้อย​ที่แวะเวียน​ มาทำบุญ​ด้วยการปล่อยปลา​

    แม้บ้านเรือนและวิถีชีวิตของผู้คนจะเปลี่ยนแปลง​ไปตามกาลเวลา​ แต่กลิ่นอายของชุมชนริมน้ำแห่งนี้ยังคงเหมือนเดิม​ 
    และธารก็ยังคงจำมันได้ดี

    เขาเดินมาเรื่อยๆ​ เสียงพูดคุยหลายภาษา
    ดังมาจากร้านอาหารริมน้ำสไตล์​โมเดิร์นทางซ้ายมือ​ กลิ่นอาหารจากห้องครัวลอยมาเตะจมูก​ จนเขาอดคิดไม่ได้ว่าถ้ามีเวลาว่าง​อยากจะพาแม่มากินอาหารเย็นชมวิวเจ้าพระยา
    ​สักครั้ง​

    วันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่​ ผู้คนส่วนมากคงรอไปเค้าท์​ดาวน์​กันตามห้างใหญ่ๆ​ หรือใช้เวลาร่วมกับครอบครัวที่บ้าน​
    แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มที่เลือกมาทานอาหารเย็นและนั่งดูพระอาทิตย์​ตกไปพร้อมๆกันที่ร้านอาหารริมน้ำแห่งนี้

    เสียงคลื่นน้ำกระทบโขดหินที่ดูเหมือนจะใกล้เข้ามาเรื่อยๆ​ ทำให้หัวใจของธารพองโต​ราวกับได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

    ทางเดินปูนสิ้นสุดลง​ 
    ศาลาริมน้ำปรากฎขึ้นตรงหน้า 
    ยังคงเป็นหลังเดิม​ที่เมื่อก่อนเคยเป็นสีขาว​ 
    แต่ในตอนนี้ถูกทาทับด้วยสีแดงอิฐ​ กระเบื้องสีเเสดเข้ามาแทนที่พื้นปูนที่เคยมีรอยร้าว​ หน้าบรรณของศาลายังคงเป็น​สีทองอร่าม​ 
    ซึ่งตัดกับสีครามและม่วงของกระจกตกแต่ง
    ​​ได้​เป็นอย่างดี​ ความวิจิตรของลวดลายกนกช่วยให้ศาลาหลังนี้ดูโดดเด่นมากขึ้น​ 
    ถึงอย่างนั้น​ ตัวอักษรสีทองบนแผ่นป้ายยังคงเป็นคำเดิม

    เป็น​ครั้งแรกในรอบ​ 10 ปี​ที่ธารกลับมาเยือนสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง​ ท่าน้ำวัดเทวราชกุญชร​ 

    ธารก้าวเข้ามาในตัวศาลา​และหยุดยืนตรงริมระเบียงซีกขวา​ ซึ่งถูกสร้างต่อเติมมาจากตัวศาลาหลังเดิม​ 

    จากตรงนี้​ เขาสามารถ​มองเห็นบริเวณ​ริมฝั่งแม่น้ำได้อย่างชัดเจน​ จำนวนร้านอาหารเปิดใหม่และบ้านริมน้ำที่ดูจะหนาแน่นกว่าเมื่อก่อนมาก​ เป็นสิ่งยืนยันว่าชุมชนแห่งนี้พัฒนา​ขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปี

    มือเรียวยกกล้องถ่ายรูปคู่ใจขึ้นมาให้พอดีกับระดับสายตา​​ กดชัดเตอร์​เพื่อบันทึกความสวยงามของภาพ​ริมน้ำที่คิดถึง​ ให้ระฆังทองเหลืองใบเล็กที่ห้อยอยู่ข้างผนังเป็นองค์ประกอบ​หนึ่งของภาพ

    เมื่อถ่ายภาพมุมนั้นจนพอใจ​ นักศึกษาหนุ่ม​จึงพาตัวเองข้ามสะพานเหล็กสีเดียวกับศาลา​มายังโป๊ะเรือที่อยู่ไม่ห่างกันสักเท่าไหร่

    โป๊ะเรือของวัดเทวราชกุญชรในความทรงจำของธาร​เป็นโป๊ะเรือเก่าๆ​ ไร้การแต่งแต้มสีสันให้สวยงามเหมือนในปัจจุบั​น​ ราวจับถูกพ่นด้วยสีฟ้าซีด​ที่ถลอกออกจนเกือบหมด​ และมีสนิทเขรอะ​ แตกต่างจากภาพตรงหน้าเขาลิบลับ​ 

    เขาไม่แปลกใจเลยว่า​ทำไมชุมชนเล็กๆแห่งนี้​ถึงได้ติดอันดับจุดชมวิวที่ห้ามพลาดในกรุงเทพมหานคร​

    ทัศนียภาพตรงหน้านั้นเกินคำบรรยาย
    น่านน้ำสีครามตัดกับท้องฟ้าที่ดูสดใส
    ​ได้เป็น​อย่างดี​ แสงแดดกระทบผิวน้ำเกิดเป็​นประกายระยิบระยับ​ ฝั่งตรงข้ามปรากฏ​เป็นอาคารและวัดวาอาราม​ ​ห้อมล้อมไปด้วยความร่มรื่นจากเงาของแมกไม้ริมตลิ่ง 

    เสียงหวูดเรือโดยสารดังขึ้นเป็นระยะ
    ความสั่นโคลงของโป๊ะเรือจากระลอกคลื่น​ ทำให้เขาเลือกที่จะทิ้งตัวลงบนพื้นเหล็ก

    ธารหลับตาลง​ 
    ปล่อยให้สายลมกระทบใบหน้าใต้กรอบแว่น​ และปล่อยให้บรรยากาศ​รอบตัว​พาเขากลับไปสู่เรื่องราวในอดีต

    ธารย้ายมาอยู่ที่บ้านไม้ริมน้ำพร้อมกับแม่และคุณยาย​ตอนอายุได้​ 8​ ขวบ​ หลังจากที่แม่ตัดสินใจแยกทางกับพ่อ​ เพราะปัญหา​หลายอย่าง​ที่ตอนนั้นเขายังเด็กเกินจะเข้าใจ

    แม่ของธาร​ ในเวลานั้นเป็นอาจารย์​หัวหน้าหมวดภาษาอังกฤษ​ จำเป็นต้องลาออกจากโรงเรียนเดิม​ มาสอนที่โรงเรียนเอกชนไม่ห่างจากวัดแห่งนี้ และได้พาเขามาสมัครเรียนที่นี่ด้วย

    ในช่วงแรกของการไปเรียน ธารยังไม่ค่อยมีเพื่อนเนื่องจากเพิ่งย้ายมากลางเทอมเเละไม่ค่อยกล้าคุยกับใคร และด้วยความที่เป็นลูกคุณครู​ ทำให้มีบางครั้งจะถูกล้อหรือแกล้งมากกว่าเด็กคนอื่นๆ แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก

    ทุกวันหลังเลิกเรียน​ ธารจะนั่งซ้อนจักรยานสีแดงของแม่กลับบ้านทุกวัน ระหว่างทางก็เเวะซื้อทุเรียนทอดเจ้าประจำไปฝากคุณยาย​ที่รออยู่ที่บ้าน

    เมื่อกลับมาถึง​ เขาจะรีบทำการบ้านให้เสร็จ แล้วไปนั่งดูปลาตัวโตที่บันไดท่าน้ำข้างบ้าน หรือถ้าวันไหนรู้สึกเบื่อ ก็จะขอแม่กับยายออกไปเดินเล่นที่ท่าน้ำวัดเทวราชกุญชรที่อยู่ห่างกันไม่ถึ​ง​ 5 นาที

    เป็นกิจวัตร​ประจำวันที่ดูเรียบง่าย​ แต่ก็มีความสุขที่สุดในช่วงชีวิตของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง

    ความสุขที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเวลาเหล่านั้น
    กระตุ้นให้ความคิดถึงเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของธาร​มากขึ้นเรื่อยๆ

    คิดถึง​เสียงของกระดิ่งข้างบ้าน​ ที่มักจะเกิดเสียง​ไพเราะทุกครั้งที่ลมพัดมา
    คิดถึง​เวลาที่นิทานก่อนนอนของยาย
    คิดถึง​ตอนที่แข่งกันโยนขนมปังให้ปลากับแม่ ทุกครั้งที่ไปทำบุญในวันพระ

    ธารคิดถึง...คิดถึงบ้านหลังนี้เหลือเกิน

    โดยเฉพาะกลิ่นของสายน้ำเวลาที่ลมพัดมาเวลาที่นั่งอยู่ริมตลิ่งเหมือนในตอนนี้

    ธารสูดหายใจเข้าช้าๆ เพื่อตักตวงบรรยายกาศเหล่านี้ให้มากที่สุด

    "ธาร..ใช่ธารจริงๆใช่ไหม"

    เสียงของใครบางคนที่ไม่คุ้นเคย ปลุกธารให้หลุดจากห้วงความคิดและหันกลับไปมองด้านหลังด้วยความประหลาดใจ

    ทันทีที่เห็นภาพของคนที่ยืนอยู่ 
    ธารรู้สึกเหมือนเวลาหยุดเดินไปชั่วขณะ 

    ภาพของเรื่องราวต่างๆเมื่อครั้งวันวานผุดขึ้นมาในหัวของธาร หลายสิ่งที่เคยลืมเลือนก็เริ่มชัดเจนขึ้นและกลับมาโลดเเล่นในห้วงความทรงจำของเขาอีกครั้ง เหมือนหนังที่ฉายภาพเดิมซ้ำไปมาอย่างไม่รู้จบ

    แม้หลายสิ่งบนตัวของคนตรงหน้าจะเปลี่ยนไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่ธารจำได้ไม่เคยลืม

    ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้น 
    ยังคงฉายแววอบอุ่นไม่เคยเปลี่ยน 

    "...พี่วาริน..."

    ความรู้สึกและคำถามมากมายตีรวนขึ้นในหัว
    แต่ธารเลือกที่จะทำตามความรู้สึกส่วนลึกที่เก็บไว้ในใจมาตลอด

    ไม่รอให้เวลาผ่านไปอย่างสูญเปล่า ร่างเล็กยันตัวเองขึ้นและโผเข้ากอดคนตรงหน้าอย่างรวดเร็ว

    อ้อมกอดจากใครบางคนที่ไม่ได้เจอกันนานเกือบสิบปี ทำเอาคนที่ยืนอยู่ก่อนแล้วสะดุ้ง
    เล็กน้อย ก่อนจะกอดตอบอย่างด้วยความรู้สึกที่เอ่อล้นไม่เเพ้กัน

    ไร้ซิึ่งคำพูดใดๆ ปล่อยให้สายลมเป็นสื่อกลางความรู้สึกถึงกัน และให้ความคิดถึงโอบกอดร่างกายและจิตใจของคนทั้งคู่

    ธารค่อยๆ​ผละออกจากอ้อมกอดที่แสนคิดถึง

    "นึกว่าชีวิตนี้จะไม่ได้เจอกันแล้วซะอีก​ ธารคิดถึงพี่วารินมากนะ"

    เพียงแค่ได้มองใบหน้าของอีกฝ่ายชัดๆ หัวใจของวารินก็เริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะจนยากที่ควบคุม ความรู้สึกที่ตีตื้นขึ้นทำให้เขาคลี่ยิ้มอย่างมีความสุขที่สุดในรอบหลายปี 

    ก่อนที่เขาจะเป็นฝ่ายจะสวมกอดคนอายุน้อยกว่าอีกครั้ง

    วารินใช้มือขวาลูบกลุ่มผมสีน้ำตาลของคนในอ้อมกอดอย่างแผ่วเบา

    "พี่ก็คิดถึงธารมากเหมือนกัน​ ดีใจจริงๆ
    ดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้งนะ..." 

    .

    .

    เรือขนข้าวสารลำใหญ่ที่ถูกลากด้วยเรือลำเล็ก​ เคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้า​ 

    เงาสะท้อนบนผิวน้ำ​ ปรากฏ​เป็นภาพของคนสองคนกำลังนั่งห้อยขาอยู่ที่ศาลาริมน้ำหลังเล็ก​ไม่ไกลจากท่าเรือ​มากนัก

    หลังจากทักทายกัน​ ทั้งคู่​จึงชวนกันมานั่งเล่นที่ศาลาไม้สีขาวหลังนี้​ ศาลาที่พบกันครั้งแรก​ 

    อาจเป็นเพราะมีคำถามในใจมากมาย​ 
    จนไม่สามารถ​เรียบเรียงเป็นคำพูดได้​ 
    ทำให้ความเงียบปกคลุมไปชั่วขณะ​ 
    ก่อนที่วารินจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากพูดขึ้นมาก่อน

    "ไม่ได้เจอกันตั้งนาน​ ธารดูโตขึ้นเยอะเลยนะ"

    วารินลอบมองใบหน้าด้านข้างของคนที่อายุน้อยกว่า​ด้วยความเอ็นดูที่ไม่เคยลดลงแม้แต่น้อย

    "พี่วารินเองก็..ยังหล่อเหมือนเดิมเลยฮะ ถ้าไม่รู้จักกันมากก่อน​ ธารคงจะคิดว่าพี่เป็นดารามาถ่ายแบบ​แล้วมั้ง​"

    น้ำเสียงเจี้ยวเเจ้วและคำพูดติดตลก​ 
    เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากคนที่โตกว่าได้เป็นอย่างดี

    "พูดเก่งเหมือนเดิมเลยนะเรา" 

    วารินหัวเราะในลำคอเบาๆ​ ก่อนจะหันกลับไปมองวิวตรงหน้าเช่นเดียวกับธาร

    "แล้วพี่มาทำอะไรที่นี่อ่ะครับ ​ อย่าบอกนะว่ากลับมาเพราะคิดถึงที่นี่เหมือนกัน​​" 

    คำถามของธาร​ ทำให้แววตาของ​วารินไหววูบเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาตอบ​ ด้วยแววตาและสีหน้ายิ้มแย้มดังเดิม​

    "คือพี่​บ้านอยู่แถวนี้​พอดี​ เลยแวะมาเดินเล่นบ่อยๆอยู่แล้ว​ ไม่คิดว่าวันนี้จะได้เจอธาร​ "

    "โห​ ผ่านมาสิบปีละ​ นึกว่าพี่จะย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้วซะอีก​" 

    "ไม่หรอก​ พี่ยังอยู่ที่นี่เหมือนเดิมนี่แหละ.. ​" 

    เสียงหวูดเรือดังขึ้นอีกครั้ง บ่งบอกให้รู้ว่าช่วงเวลาของการเดินทางกลับบ้านมาถึงแล้ว

    "ฟังเรื่องของพี่ไปแล้ว​ พี่อยากฟังเรื่องของธารบ้าง​ เล่า​ให้ัพี่ฟังหน่อยได้มั้ย?​"

    "ได้สิฮะ ธารมีเรื่องอยากเล่าให้พี่ฟังเยอะเลย​"

    เด็กหนุ่มชุดนักศึกษา​เขยิบตัวเข้ามาเล็กน้อย​ เพื่อให้ระยะห่างของเขากับคนที่เป็​นทั้งพี่ชาย​และเพื่ิอนเล่นในวัยเด็กลดลง​ ก่อนที่จะเริ่มเล่าเรื่องของตัวเองอีกครั้ง

    "ที่จริง​ ธารอยากขอโทษ​พี่วารินมาตลอดเลย​ ที่อยู่ๆก็ย้ายไปโดยที่ไม่ได้บอกสัก​คำ​
    ขอโทษ​นะครับ"

    ​น้ำเสียงที่สดใสหม่นลงเล็กน้อย​จนวารินสังเกตได้

    วารินอดไม่ได้ที่จะวางมือ​บนบ่าของธาร​เบาๆ​ เป็นเชิงสื่อให้รับรู้​ ว่าเขาไม่เคยโกรธคนข้างๆเลยแม้แต่น้อย​ 

    "ไม่เป็นไรๆ​ พี่ไม่เคยโกรธธารเรื่องนี้เลย​ 
    มันคงกะทันหันมากใช่มั้ย?"

    "ธารไม่รู้เรื่องที่แม่จะแต่งงานใหม่มาก่อนเลยพี่​ ไหนจะเรื่องที่ต้องย้ายไปอยู่บ้านนั้นอีก​ ตอนนั้นไม่ทันตั้งตัวอะไรเลย​" 

    "แล้วตอนนี้อยู่บ้านนั้นเป็​นไงบ้าง​ คุณแม่กับคุณ​ยายสบายรึเปล่า? "

    "คุณ​แม่สบายดีครับ แต่ว่าคุณยายท่าน​เสียไปได้สองปีแล้วล่ะฮะ​"

    ​รอยยิ้มที่แสนเศร้าถูก​ส่งมาอีกครั้ง

    "พี่เสียใจด้วยนะธาร​ ขอโทษ​ที่ถามเรื่องนี้ขึ้นมา​นะ​ ข​อโทษ​จริงๆ​"

    "อือ​ ไม่เป็นไรหรอกพี่​ ตอนนี้ธารโอเคแล้วแหละ"

    "แต่ถ้ามีอะไรไม่สบายใจ​ ก็เล่าให้พี่ฟังได้เสมอนะ"

    "พี่นี่ไม่เปลี่ยนไปจากตอนนั้นเลยนะ​ เมื่อก่อนเวลาธารเศร้าๆ พี่ก็จะพูดแบบนี้ทุกครั้งเลย​ รู้ตัวป่ะ​"

    พูดจบ​คนข้างๆก็หันมา​ พร้อมกับรอยยิ้มที่เจ้าตัวชอบทำเป็นประจำ

    ไม่เปลี่ยนไปเลยจริงๆด้วย

    "นั่นสิ​ พี่คงพูด​บ่อยจนติดเป็นนิสัย​แล้วมั้ง"

    เป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ของวัน​ ที่วารินปล่อยให้ร่างกายและคำพูดของเขา​เป็นไปตาม
    ​ความเคยชิน​ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

    เป็น​ความรู้สึกพิเศษที่ไม่สัมผัสมานาน
    และเป็น​ความเคยชิน​ที่คนข้างๆกำลังสร้างมันขึ้นมาอีกครั้ง​ ในเวลาเพียงไม่กี่นาที

    "แล้วนี่​พี่วารินจะ​กลับบ้านกี่โมงอะ ต้องรีบไปไหนต่อรึเปล่า"

    "ไม่รีบเลย​ บ้านพี่อยู่แค่นี้เอง​ นั่งคุยกับธารไปเรื่อยๆนี่แหละ​ แล้วธารล่ะ?" 

    "ธารนัดกินข้าวปีใหม่กับที่บ้านตอนค่ำฮะ​ แต่ยังไม่อยากรีบกลับเลย" 

    ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีฟ้าสดใส​ ถูกแต่งแต้มด้วยริ้วสีชมพูอมส้ม​ เมฆก้อนใหญ่ที่บดบังดวงอาทิตย์​เมื่อสักครู่เริ่มเคลื่อนที่ผ่าน​ไป​ ทำให้แสงทองสุดท้ายของปีโผล่พ้นกลีบเมฆ​ 

    "เออๆ​ พี่วาริน​ ธารอยากไปดูบ้านเดิม​ พี่พาธารไปหน่อย​ได้รึเปล่า"

    "บ้านริมน้ำอ่ะเหรอ​ เอาสิ​ พี่ก็ไม่ได้กลับไปดูนานแล้วเหมือนกัน" 

    "ถ้างั้น​ เราไปกันเลยมั้ยฮะ​" 



    เงาของคนสองคนกำลังเดินคู่กัน
    ปรากฏ​บนกำแพงปูนเก่าของทางเดินริมน้ำ

    คนตัวเล็กสวมเครื่องแบบนักศึกษา​
    อีกคนสวนเพียงเสื้อผ้าฝ้ายเเขนยาวสีขาว
    กับกางเกงขาสั้นสีน้ำตาลอ่อน

    บทสนทนาและเสียงหัวเราะของคนที่ไม่ได้เจอกันมานานดังขึ้นตลอดทาง

    เป็น​ภาพที่ดูแปลกตา​และอบอุ่นในคราวเดียวกัน

    "ธารจำได้​ๆ​ ตรงนี้เคยเป็นบ้านลุงทอง"

    "แต่คุณลุงย้ายไปอยู่ที่อื่นหลายปีแล้วล่ะ" 

    "อ้าวเหรอ​ คิดถึงลุงแกเนอะ" 

    "ทุกคนที่นี่น่ารักมากๆ​ พี่ยังคิดถึงบรรยากาศ​ตอนนั้นเลย" 

    "นั่นสิ​ ว่าแต่อีกไกลมั้ยพี่วาริน?" 

    ร่างสูงก้าวช้าลง​ และหยุดที่หน้าบ้านหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางซ้ายมือ

    "นี่ไง​ ถึงแล้วนะ​ บ้านริมน้ำของธาร​" 

    บ้านไม้เพียงหลังเดียวที่ยื่นออกไปริมน้ำ
    ใต้ถุนยกสูงให้เท่ากับระดับของทางเดิน​
    ด้านล่างเป็นโขดหินและน้ำที่ลึกลงเรื่อยๆ
    ข้างห้องครัวมีบันไดลงไปในน้ำ
    ก่อนถึงประตูไม้เป็นแผ่นปูนเก่าๆ
    ทั้งหมดล้อมด้วยรั้วเหล็กสีฟ้าซีด
    และต้นมะลิ​ 2 ต้นในกระถางดินที่ตั้งอยู่หน้ารั้ว

    นั่นคือภาพสุดท้ายของบ้านหลังนี้ที่ธารจำได้

    "โห​ เปลี่ยนไปมากขนาดนี้เลยเหรอ" 

    "อยากเข้าไปดูข้างในรึเปล่า" 

    "เข้าไปได้เหรอ​ มีคนอยู่มั้ยอ่ะ?" 

    "ถ้าพี่จำไม่ผิด​ หลังจากธารย้ายไป​มีคนขอซื้อบ้านหลังนี้​แล้วเปิดเป็นร้านอาหาร​  
    แต่เหมือนวันปีใหม่ร้านจะปิดนะ​ ไม่แน่ใจว่าเจ้าของเขาอยู่รึเปล่า" 

    ทั้งมองหน้ากันด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยแน่ใจนัก

    วารินชั่งใจอยู่สักพัก​ 
    ใจหนึ่งก็เสียดาย​ ถ้ามาถึงที่​แล้วไม่ได้เข้าไป แต่อีกใจก็รู้ดีว่า​ถ้าแอบเข้าไป​โดยไม่ได้
    ขออนุญาต​ก่อน​ ก็คงไม่ดีเท่าไหร่​

    "ไม่เป็นไรหรอก​พี่​ แค่รู้ว่าบ้านยังอยู่ดี​ 
    ธารก็ดีใจมากแล้วฮะ" 

    สายตาของธารยังคงจับจ้องที่บ้านไม้ตรงหน้า
    เหมือนกำลังซึมซับความรู้สึกที่เคยห่างหายไป

    ความสุข​ปนความคิดถึง​ เวลาได้เจอบางสิ่งที่เฝ้ารอมานานอีกครั้ง

    ธารกำลังจะเอ่ยชวนวารินเดินกลับ
    ก่อนจะได้ยินเสียงของใครบาง​คน
    ไม่ใกล้ไม่ไกลจากจุดที่พวกเขายืนอยู่

    "อ้าว​ มายืนทำอะไรกันตรงนี้ล่ะ​ลูก" 

    เจ้าของเสียงเรียก​คือหญิงวัยกลางคน
    ในชุดเดรสสีเหลืองอ่อน​ ที่กำลังเดินตรงเข้ามา​ด้วยความเร่งรีบ​ สองมือหอบหิ้วผักสดและวัตถุดิบมากมายจากตลาดสด​นับสิบถุง

    เมื่อเห็นดังนั้น​ ทั้งวารินและธารจึง​รีบเข้าไปช่วยคุณป้าโดยไม่รอช้า

    "คุณ​ป้าหนักไหมครับ? ให้ผมช่วยถือนะ"

    "ค่อยๆเดินนะครับ​ ถุงนี้ส่งมาให้ธารช่วยก็ได้ฮะ" 

    "ป้าขอบใจมากนะลูก​ มาๆ​ ขอป้าไขรั้ว​ก่อน​ เดี๋ยว​เข้าไปกินน้ำกินขนมข้างในกันก่อนนะ" 

    "อ๋อ​ ไม่เป็นไร​ดีกว่าครับ ผมเกรงใจ.." 

    "โถ​่​ เกรงใจอะไรกัน​ เนี่ย​ ป้าเพิ่งได้ขนมใหม่มาเพียบเลยนะ"

    "อ่า​ ได้ครับๆ​ ขอบคุณ​มากนะครับ"

    ระหว่างที่คุณป้ากำลังปลดล็อคกลอนรั้ว
    วารินลอบสังเกต​สีหน้าของคนที่มาด้วยกัน
    เจ้าตัวกำลังมองลอดรั้วบ้านเข้าไปข้างใน
    ด้วยแววตาที่ซ่อนความดีใจไว้ไม่มิด
    จนคนที่มองเผลอยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว

    ทางเดินก่อนถึงประตูไม้​ ถูกปูด้วยกระเบื้องเคลือบสีอ่อน​​ดูสะอาดสะอ้าน​ มีโต๊ะและเก้าอี้พลาสติกตั้งอยู่รอบๆ​สามสี่ตัว​ 

    ทันทีที่ถอดรองเท้าและก้าวเข้ามาข้างใน 
    กลิ่นอายของบ้านไม้เก่าและสัมผัสสายลมอ่อนยามเย็น​ พัดพาให้ธารหวนกลับไปในวันวานอีกครั้ง​ ณ​ ​บ้าน​หลังแรก​ ที่เขาไม่เคยลืมเลือน

    หลังจากที่ช่วยกันยกถุงไปไว้ในครัวจนครบ
    คุณป้าได้บอกให้พวกเขานั่งรอในบ้าน
    ก่อนเดินเข้าไปในครัวและกลับมาพร้อมขนมถุงใหญ่​และขนมปังขนาดพอดีคำหลายชิ้นในจาน

    "ทุเรียนทอด!" 

    ธารเผลอร้องออกมาด้วยความดีใจ​เมื่อเห็น​ของโปรด​ ที่หาซื้อไม่ได้ง่ายๆในใจกลางเมือง

    "เอาไปแบ่งกันทานนะลูก​ ทุเรียนทอดลูกชายป้าเพิ่งส่งมาให้​ ส่วนขนมปัง​นี่​เจ้าดังในตลาดเลยนะ" 

    "ขอบคุณครับ​ น่ากินมากๆเลยฮะ" 

    "ลองชิมดูสิ​ ​ว่าอร่อยมั้ย"

    เด็ก​หนุ่มในชุดนักศึกษา​ค่อยๆ​ แกะถุงพลาสติกใส​ หยิบทุเรียนทอดสีเหลืองทองออกมาสองสามชิ้น​ ก่อนจะส่งเข้าปาก​แล้วเคี้ยวตุ้ยๆ​ เหมือนกระต่ายกินเเครอท

    เหมือนเด็กจริงๆ​เลยนะ

    ท่าทางที่น่าเอ็นดู​
    และแววตาราวกับเด็กน้อยได้ของเล่นใหม่​ 
    อยู่​ในสายตาของคนเป็นพี่ตลอดเวลา

    วารินมองเพลิน​ รู้ตัวอีกทีชิ้นผลไม้กรอบสีทอง
    ก็ถูกยื่นมาที่ปากของตน​เรียบร้อย

    "อ่ะ​ พี่ลองชิมดูสิ​ อร่อยนะ" 

    วารินดึงสติกลับมา​ ก่อนจะจำใจเอ่ยตอบไปด้วยความจำเป็น

    "เอ่อ..คือพี่ไม่ค่อยชอบผลไม้เท่าไหร่อ่ะ​ ธารกินเถอะ​ เดี๋ยว​พี่กินขนมปังดีกว่า" 

    "อ๋อ​อ โอเคฮะ​" 

    วารินยิ้มให้คุณ​ป้าพร้อมกับหยิบขนมปังชิ้นก้อนหนึ่ง​ขึ้นมาและลองชิมดู​ 
    ขนมปังเหนียวนุ่มกำลังดี​ รสชาติของอาหารที่คุ้นเคย

    "ขนมปังอร่อยมากเลยครับ​ ผมชอบ" 

    "อร่อยก็กินเยอะๆเลย ว่าแต่​เมื่อกี้มายืนทำอะไรกันหน้าร้านป้าล่ะ​ มาหาใครหรือเปล่า?"

    บทสนทนาดำเนินไปเรื่อยๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะและบรรยายกาศที่เป็นกันเอง
    ธารเล่าเรื่องบ้าน​และวัยเด็กของตัวเอง
    ให้คุณป้าฟัง​ ส่วนคุณ​ป้าก็เล่าให้เด็กทั้งคู่​ฟังว่าสิบปีที่ผ่านมาที่นี่เกิดอะไรขึ้นบ้าง​ 

    จนกระทั่งมีเสียงโทรศัพท์​ดังขึ้น

    "เด็กๆคุยกันไปก่อนนะลูก​ ออกไปดูวิวข้างนอกก็ได้​ ป้าขอไปรับโทรศัพท์​แปปนึงนะ" 

    "ได้เลยครับ​ ขอบคุณ​มากนะครับ" 

    หลังจากที่เจ้าของบ้าน​เดินเข้าคุยธุระในห้อง
    วารินกับธารหันมองหน้ากัน​อย่างรู้ใจ

    "ไปดูข้างนอกกันมั้ย?" 

    "รออะไรล่ะฮะ​​" 

    ทั้งสองพาตัวเองออกมารับลมเย็นริมระเบียง
    เวลาแห่งความสุขผ่านไปไวเหมือนโกหก
    ​​ท้องฟ้าที่เค​ยเป็น​สีครามล้วน
    ในตอนนี้ไล่สีจากเหลือง​ ​ส้มอมชมพู​ ไปจนถึงฟ้าอ่อน​อย่างลงตัว​ ดวงตะวันที่ทอแสงทองอยู่หลังกลีบเมฆ​ กำลังจะตกลงสู่ผืนน้ำในอีกไม่กี่นาทีนับจากนี้   
    เป็นภาพสุดท้ายของปี​ที่พวกเขาจะไม่มีวันลืม

    ธารมองภาพตรงหน้าผ่านเลนส์​ กดบันทึกความทรงจำครั้งนี้ไว้ในกล้องคู่ใจของเขา

    วารินเหลือบไปเห็นพวงกุญแจที่คล้องอยู่กับกระเป๋าใส่กล้อง​ของคนข้างๆ​ 
    ดวงตาเบิกกว้างด้วยความดีใจ​ 

    "ธาร​ยังเก็บพวงกุญแจ​ที่พี่ให้ไว้อีกเหรอ?" 

    คนตัวเล็กกว่าวางกล้องลงแต่ตายังคงโฟกัสอยู่ที่ภาพบนหน้าจอ

    "อ๋อ​ คุณจิงโจ้อ่ะนะ​ ต้องเก็บไว้อยู่​แล้ว​ ของขวัญ​วันเกิดอันแรกที่พี่ให้ธารเลยนะ" 

    "นึกว่าธารจะทำหายไปแล้วซะอีก" 

    "ของสำคัญขนาดนี้​ เปลี่ยนกระเป๋ากี่ครั้ง​ ธารก็ห้อยไว้ตลอดแหละ​​"

    ธารเงยหน้าขึ้น​ สายตาประสานกับดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่คุ้นเคย​

    "คงเพราะห้อยแล้วรู้สึกเหมือน..มีพี่อยู่กับธารทุกที่​เลยมั้ง​"

    รอยยิ้มที่จริงใจไม่เคยเปลี่ยน​
    และความจริงที่ว่าธารยังนึกถึงเขาอยู่เสมอ
    ทำให้หัวใจของวารินเต้นแรงขึ้น
    แบบที่เจ้าตัวไม่ได้สัมผัสมาเกือบสิบปี

    และเกิดขึ้นกับคนตรงหน้าเพียงคนเดียว

    "ขอบคุณ​มากนะธาร"

    "ขอบคุณ​เรื่องอะไรฮะ"

    "ก็ทุกเรื่องเลย​ ขอบคุณ​ที่ยังนึกถึงแล้วก็เข้าใจพี่เสมอเลยนะ"

    คนตัวสูงกว่าเอื้อมมือไปลูบกลุ่มผมสีดำอมน้ำตาลของคนที่อายุน้อยกว่า

    "ธาร​อยู่มหาลัยแล้ว​นะ​ ทำเหมือนเป็นเด็กๆไปได้​"

    "ยังไงก็เป็นเด็กน้อย​อยู่​ดีนั่นแหละ"

    "โห​ อะไรอ่ะ"

    เสียงหัวเราะดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศ​ริมน้ำที่คุ้นเคย​เหมือนเมื่อครั้งวันเก่า

    ธารเดินไปนั่งที่เก้าอี้หินอ่อนใกล้บันไดลงน้ำ ตามมาด้วยวารินที่ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ

    "ทำไมธารถึงเรียนสถาปัต​ย์เหรอ?"

    "จริงๆ​ ธารก็ไม่รู้หรอกว่าตัวเองชอบอะไร​ รู้แค่ว่าชอบวาด​รูปมากๆ​ ถนัดพวกวิชาออกแบบด้วย​ เคยคิดว่า​​ตอนโตขึ้น​ ถ้ามีโอกาสซื้อบ้านริมน้ำให้แม่สักหลัง​ ธาร​อยากเป็นคนออกแบบตกแต่งเองก็เลยเลือกเรียนด้านนี้ฮะ"

    แววตาของเด็กหนุ่มในชุดนักศึกษา
    ​เป็นประกาย​ทุกครั้งเวลาพูดถึงความฝันและสิ่งที่เจ้าตัวชอบ

    "ถ้าธารได้เรียนในสิ่งที่ชอบจริงๆ​ พี่ดีใจด้วย​นะ ยังไงก็สู้ๆ​นะ​ น้องพี่เก่งอยู่แล้วเนอะ​​"

    "ขอบคุณ​นะครับ​ พี่วาริน"

    "เริ่มเย็นเเล้ว​ เราจะเดินกลับกันเลยมั้ย​ 
    จะได้ไม่กวนคุณ​ป้าด้วย" 

    "ได้ฮะๆ​ เดี๋ยว​นะ​ เรายังไม่ได้ถ่ายรูปกันเลยนี่
    ขอเซลฟี่ตรงนี้แปปนึงนะ วิวกำลังสวยเลยๆ"

    "อือ​ เอาสิๆ"

    มือเรียวควานหาโทรศัพท์​สีดำจากกระเป๋าใส่กล้อง​​ กดเปิดด้วยความรวดเร็ว​ และชูแขนขึ้นให้ได้องศาที่พอดี

    เพราะส่วนสูงที่ต่างกัน​เล็กน้อย​ ทำให้ธารต้องยืนแขนให้สูงขึ้น​ เพื่อที่จะเก็บภาพมุมกว้างของพวกเขาและวิวข้างหลังให้ครบ

    วารินเห็นท่าท่างเก้ๆกังๆของคนตัวเล็ก
    จึงนึกเอ็นดู​ จึงตัดสินใจ​เอื้อมมือออกไปช่วยประคองโทรศัพท์​ในมือที่ธาร

    ไออุ่นจากสัมผัสหลังมือของธาร​ 
    ทำให้หัวใจของวารินเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ
    จนกลั้นรอยยิ้มไว้ไม่อยู่​ 

    แต่คราวนี้​ ดูเหมือนว่า​คนในอ้อมแขนของวารินก็มีเริ่มอาการเช่นเดียวกัน

    "ยิ้มนะ​พี่ หนึ่ง​ สอง​ สาม!"

    รอยยิ้มของพี่น้องในวัยเด็กสะท้อนให้เห็นผ่านหน้าจอกระจกใส

    เสียงชัตเตอร์​ดังติดกันสองสามครั้ง
    ก่อนจะลดแขนลง​ และเลื่อนดูรูปในมือช้าๆ

    "เมื่อกี้​ พี่วาริน​มือเย็นจัง​ ยังสบายดีใช่มั้ยฮะ" 

    "อ๋อ​ พี่สบายดีๆ​​ ไม่ต้องเป็นห่วงนะ​
    ​เราเข้าไปลาคุณ​ป้ากันเลยมั้ย?" 

    "เดี๋ยว​ขอถ่ายมุมนี้แปปนึงฮะ พี่เข้าไปก่อนได้เลยๆ" 

    "ได้​ๆ​ รีบตามมานะ" 

    เมื่อคนเป็นพี่เดินกลับเข้าไปในตัวบ้าน
    เสียงชัตเตอร์​ดังขึ้นต่อกันอีกสี่ห้าครั้ง
    ธารหมุนปิดฝากล้องให้เรียบร้อย​หลังจากได้ภาพที่พอใจ​

    ร่างเล็ก​หมุนลูกบิดประตู​ เตรียมจะก้าวเข้าไปด้านใน​ แต่สัมผัสเปียกชุ่มบนพรมเช็ดเท้า​หน้าประตู​ ทำให้เขาต้องก้มลงสำรว​จ​ด้านล่าง​ 

    โชคดีที่เขารู้ตัวทันและออกมายืนนอกพรม
    ถุงเท้าสีขาวทั้งสองข้างจึงเปียกแค่บางส่วน

    "ธารครับ ถ่ายรูป​เสร็จหรือยัง? " 

    ​เจ้าของชื่อ​เหลียวกลับไปมองด้านนอก​
    น่าแปลก​​ ที่ตอนออกมาเขาไม่ทันสังเกตเห็นรอยด่างของน้ำ​บนพื้นสีอิฐ​ ที่เหมือนจะเป็นทางยาวต่อกันมาจนถึงทางเข้า

    ธารมองดูอยู่สักพัก​ ก่อนจะละความสนใจจากพื้น​ และหันไปตะโกนตอบวาริน​ ก่อนที่จะพาตัวเองกลับมาในตัวบ้านอีกครั้ง

    หลังจากกล่าวคำขอบคุณและบอกลาคุณ​ป้าเรียบร้อย​ ทั้งคู่จึงเดินกลับไปที่โป๊ะเรือ​ตามทางเดิมที่เดินมาเมื่อตอนบ่าย​ 

    "จะว่าไป​บ้านพี่วารินอยู่ตรงไหนอ่ะ ธารไม่เคยเห็นเลย"

    ร่างสูงคนคนที่เดินนำหน้าชะงักไปเล็กน้อย​ 
    ความกังวลบางอย่างแสดงออกผ่านทางแววตาเพียงเสี้ยววินาที

    "บ้านพี่อยู่​แถวๆตลาดเลย​ แต่ว่าช่วงนี้ช่างเขาซ่อมบ้านอยู่นะ​ อาจจะไม่สะดวกพาไปดูเท่าไหร่​ ขอโทษด้วยนะ" 

    "เฮ้ย​ ไม่เป็นไรเลยพี่​ แค่ถามดูเฉยๆ​ 
    เอาไว้​ครั้งหน้า​ก็ได้ครับ" 

    "ธารมาอีกเมื่อไหร่​ เดี๋ยว​พี่พาไปดูเองเลย​ สัญญา" 

    "สัญญาแล้วนะ แล้วนี่– " 

    เสียงเพลงรอสายดังขึ้นทันทีที่​ทั้งคู่เดินกลับมาถึงศาลาริมน้ำพอดี​ 

    ธารปลีกตัวออกไปรับโทรศัพท์​สักพัก​ แล้วจึงเดินกลับหาวารินที่กำลังยืนมองท้องฟ้าอยู่ที่เดิม

    "แม่โทรมาตามไปทานข้าวฮะ​ เดี๋ยว​ธารคงต้องกลับจริงๆแล้วนะ พี่วาริน"

    "ถ้างั้น เดี๋ยว​พี่เดินไปส่งที่รถนะ"

    บรรยากาศ​รอบตัวเริ่มมืดลงในเวลาเพียงชั่วครู่​ สองข้างทางยังคงเหมือนกับตอนที่ธารเดินผ่านมาเมื่อตอนบ่าย​ บทสนทนาดังขึ้นเป็นระยะบนทางเดินเส้นเดิม​ 

    แม้ว่าแสงสุดท้ายในปี้นี้กำลังจะหมดไปพร้อมกับดวงอาทิตย์​ แต่ก็ยังสว่างพอจะทำให้เห็นเงารางๆของคนในชุดนักศึกษา
    และใครบางคนที่เดินไปด้วยกัน​ 

    เป็นคนเดิม​ ที่เติมเต็มช่วงเวลาในวัยเด็กของธาร ณ ที่แห่งนี้

    เป็นคนเดิม ที่เติมเต็มเศษเสี้ยวความทรงจำที่ขาดหายไปให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง 

    เป็นคนเดิมและคนเดียว ที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ก็ยังหวังดีและเข้าใจธารที่สุดเสมอ 

    เมื่อเดินมาถึงที่จอดรถ ธารรีบวางขนมที่ได้จากคุณป้าไว้ในรถ และเดินกลับมาหาคนที่ยืนรอเขาอยู่ไม่ไกล

    “ยังไม่อยากกลับเลยอ่ะ วันนี้มีความสุขมากเลย ขอบคุณพี่วารินที่อยู่เป็นเพื่อนแล้วก็พาธารไปดูบ้านนะครับ”

    “พี่ต่างหากที่ต้องขอบคุณธาร​ ที่ยังไม่ลืมที่นี่นะ ดีใจจริงๆที่เราได้เจอกันอีก พี่รอวันนี้มาตลอดเลย..”

    ก่อนที่วารินได้ทันตั้งตัว อ้อมกอดจากคนตรงหน้าก็ได้แทนที่คำพูดทุกอย่างที่เขาตั้งใจจะพูดจนหมดสิ้น
    มือหนาวางลงอย่างอ่อนโยนบนเรือนผมของคนที่อายุน้อยกว่า กระชับอ้อมกอดให้แน่นกว่าเดิม​ ทั้งคู่หลับตาลง และซึมซับความรู้สึกและสัมผัสนี้ไว้ให้นานที่สุด

    สำหรับธาร วารินคือเพื่อนสนิทและพี่ชายที่แสนดีที่สุดคนหนึ่งที่เขารู้จัก

    สำหรับวาริน ธารไม่ได้เป็นแค่เพื่อนเล่นน้องชาย แต่เป็นเหมือนคนสำคัญในครอบครัว และจะเป็น เพียงคนเดียวที่เขามอบความรู้สึกพิเศษนี้ให้หมดทั้งใจ และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

    .

    .

    รถยนต์คันเล็กสีขาวแล่นออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ จนออกสู่ถนนใหญ่ และลับสายตาไปในที่สุด วารินยังคงยืนมองอยู่ที่เดิม

    “สุขสันต์วันปีใหม่ฮะ! พี่วาริน”

    “เช่นกันครับ ดูแลตัวเองตัวนะ!”

    คำพูดสุดท้ายที่ธารลดกระจกลงมาตะโกนบอกเขาจากบนรถ และเขาตะโกนกลับไป ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว

    วารินหันหลังเตรียมจะเดินกลับไปที่ท่าน้ำ แต่เดินออกไปเพียงไม่กี่ก้าว วินาทีนั้นเขารู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าบางอย่างที่แล่นผ่านไปทั่วร่างกาย ทำให้ร่างสูงเสียการทรงตัวไปชั่วขณะและล้มลงไปนั่งทั้งยืน มือทั้งสองข้างกอบกุมศีรษะไว้ อาการปวดหัวเฉียบพลันที่ดูจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เขาแทบจะพยุงตัวเองขึ้นไม่ไหว 

    ขึ้นมานาน..นานเกินไป

    วารินพยุงตัวเองให้เดินมาตามทางเดินจนมาถึงศาลาไม้ริมน้ำหลังเดิม ดวงตาสีเข้มสอดส่องดูรอบตัวให้แน่ใจ ก่อนจะลอดเข้าไปบริเวณใต้ถุนของศาลา และเดินลงมาตามทางลาดเรื่อยๆ

    บัดนี้ดวงตะวันได้ลับขอบฟ้าเป็นที่เรียบร้อย คืนท้องฟ้าที่มืดมิดให้กับพระจันทร์และหมู่ดาว
    กลิ่นของความเปียกชื้น และสัมผัสเย็นของแม่น้ำกระทบเท้าเปล่าของวาริน บ่งบอกให้รู้ว่าเขาพาตัวเองมาถึงที่หมายแล้ว ก่อนที่เขาจะทิ้งตัวลงข้างโขดหินริมน้ำ

    เรื่องราวในวันนี้เกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่ทุกความรู้สึกและความทรงจำที่เกิดขึ้น มันช่างมีความหมายสำหรับเขาเหลือเกิน ขอบคุณความบังเอิญที่ทำให้เขาได้พบกับ ความสุข ของเขาอีกครั้ง

    “ขอให้เราได้เจอกันอีกนะ ธาร”

    หลังจากที่วารินพูดจบ แสงสีขาวสว่างวาบก็ปรากฏขึ้น​ และหายไปในพริบตา

    หายไปพร้อมกับเงาของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ริมฝั่งเมื่อสักครู่ เหลือทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่า

    ไม่ไกลจากชายฝั่ง แสงสว่างแบบเดียวกันเกิดขึ้นที่ก้นแม้น้ำ บริเวณที่มีแสงสว่างส่องถึงเพียงเล็กน้อย

    ในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ​ สิ่งมีชีวิตบางอย่างได้แหวกหว่ายออกมาจากกอสาหร่าย 

    ลำตัวขนาดใหญ่กว่าปกติปกคลุมด้วยเกล็ดสีขาวนวลเช่นเดียวกับสีของครีบ
    หางที่พลิ้วไหวไปตามกระแส​น้ำ​ ดันตัวเองให้ลอยสูงขึ้น​จนถึงผิวน้ำ​ ดวงตาสีอำพันเป็นประกายทุกครั้งที่กระทบกับแสงจันทร์ที่ลอยเด่นประดับท้องฟ้ายามรัตติกาล

    สิ่งมีีชีวิตที่สวยงามเช่นนี้​ มีเพียงไม่กี่ชนิด
    ในน่านน้ำเจ้าพระยา​ หนึ่งในนั้นคือสายพันธุ์​ปลาหายาก​ ที่บ้างก็ว่าสูญพันธุ์​ไปแล้ว

    "ปลาสวายเผือก​" 

    นี่คือความลับ​เพียงอย่างเดียวของวารินที่เก็บซ่อนไว้มาตลอดสิบปี​ โดยไม่เคยคิดบอกให้ธารรับรู้

    มีอะไรบางสิ่งในตัวของธาร
    ที่ทำให้เขารู้สึกผูกพันกับคนคนนี้
    ตั้งแต่วันแรกที่ได้เห็น​​โดยบังเอิญ​

    นับจากวันนั้น​เขาก็เฝ้ามองเด็กคนนี้มาตลอด
    จนมีโอกาสได้คุยกัน​ ทำความรู้จัก​ และกลายเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของกันและกัน

    ตลอดเวลาเกือบสิบปีที่ผ่านมา
    วารินรู้ตัวมาตลอด​ ว่าความรู้สึกที่มีให้ธาร
    มันพิเศษมากกว่าความเป็นพี่น้อง

    และรับรู้​มาตั้งแต่วันแรก​ ว่าระหว่างพวกเขาทั้งสองคนไม่มีทางจะเป็นได้มากกว่านั้น

    การได้พบธารอีกครั้งในวันนี้​ 
    เหมือนเป็นปาฏิหาริย์​สำหรับเขา

    ความรักต่างสายพันธุ์​
    อาจจะดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อในเทพนิยาย

    แต่สำหรับวาริน​ มันคือความจริง​ที่เคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่งในชีวิตของเขาเอง

    เป็นความจริงที่มีเพียงเขาคนเดียวที่รับรู้

    และจะเป็นตำนานที่คงอยู่คู่กับแม่น้ำสายนี้

    ณ​ ท่าน้ำวัดเทวราชกุญชร

    ตลอดไป
    .
    .
    .

    .

                    " ฉันก็ยังรอเธอเคียงคู่
            เพราะฉันนั้นมีแค่เพียงเธออยู่ในใจ​ "

                            

                             { The End } 

                         _________________


    Writer's Notes :

    ขอบคุณทุกคน​ที่กดเข้ามาอ่านฟิคเรื่องนี้นะคะ​ 
    เป็นปีแรกที่เรามีโอกาสได้ร่วมโปรเจคปีใหม่ร่วมกับไรท์​เตอร์​คนอื่นๆ​ 
    รู้สึกดีใจมากๆ​ และขอบคุณ​ทุกคนที่ทำให้ฝันของเราเป็นจริงนะคะ​ ♡

    เรื่องนี้เราตั้งใจคิดพลอตและเขียนมาจาก
    ประสบการณ์​ที่ได้ไปเที่ยวท่าน้ำวัดเทวราชกุญชรด้วยตัวเอง​ หวังว่าจะชอบกันนะคะ​ :)​

    ขอบคุณ​ที่ติดตามกันมาตลอดนะคะ​ 💙💚

                  ~ нαρρу ηєω уєαя 2020 ~
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in