concertllookpaddnjr
"The 1975 live in Bangkok 2019" คอนเสิร์ตที่มากกว่าการไปฟังเพลง
  •  " Won't you give yourself a try? " 

    เราไม่มีทางที่จะรู้อะไรได้หรอก ถ้าหากเราไม่ลองเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ออกไปเรียนรู้และสัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่รอเราอยู่ตรงหน้านั่น
    "แล้วมันมีเหตุผลอะไรถึงจะไม่ลองไปทำอะไรใหม่ ๆ ให้กับตัวเองดูสักครั้งล่ะ?"



           The 1975 เป็นอีกวงดนตรีที่สามารถสะท้อนให้เห็นว่า "บทเพลงทุกเพลงมีเสน่ห์และเอกลักษณ์ในตัวของมันเอง" ได้อย่างดีทีเดียว และเมื่อเราได้มีโอกาสทำบทความรีวิวคอนเสิร์ตส่งรายงานวิชาที่เราเรียนที่มหาลัย เราเลยไม่ลังเลเลยที่จะพูดถึงวงดนตรีที่เราชอบมาก ๆ อีกวงหนึ่ง ทั้งเสน่ห์ของเพลงและวงในความคิดของเรา ประสบการณ์และความประทับใจในการพาตัวเองไปสัมผัสกับบรรยากาศของคอนเสิร์ต THE 1975 LIVE IN BANGKOK 2019 เป็นครั้งแรก อีกทั้งเรายังอยากจะชวนให้เพื่อน ๆ ที่ไม่เคยลองฟังเพลงแนวนี้ ลองมาเปิดใจให้กับวงดนตรีวงนี้ดูสักครั้งนะคะ




    " I’d say the Smiths were the band of the ’80s,

     I’d say the ’90s… I’d have to say Oasis – even though I’d choose Radiohead, 

    I’d say the band of the 2000s was Arctic Monkeys 

    and I’d say the band of this decade has been my band. But of course I would." 

    - said Matthew Healy, The 1975 's frontman.

     Content's list 


    • ทำความรู้จักกับวง The 1975
    • The 1975 กับเสน่ห์ของบทเพลงที่ไม่เหมือนใคร
    • The 1975 live in Bangkok
    • ความพิเศษของ The 1975 live in Bangkok
    • ความประทับใจในคอนเสิร์ต The 1975


    ทำความรู้จักกับวง THE 1975

         The 1975 เป็นวงดนตรีสตริงคอมโบ (String Combo) แนว Alternative Pop Rock จากเมือง Manchester ประเทศอังกฤษ โดยมีสมาชิกทั้งหมด 4 คน ได้แก่  แมทธิว ฮีลีย์ (ร้องนำ / กีตาร์)  อดัม ฮานน์ (กีตาร์)  รอส แมคโดนัลด์ (เบส)  และ จอร์ช แดเนียล (กลอง)     



           พวกเขาเริ่มฟอร์มวงขึ้นมาด้วยกันตั้งแต่ปี 2002 สมัยยังเรียนอยู่ที่ Wilmslow High school เมือง Cheshire ประเทศอังกฤษ โดยเริ่มจากการเล่นเพลงคัพเวอร์ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเริ่มที่จะเขียนเพลงขึ้นเอง ซึ่งในช่วงแรก ๆ พวกเขาจะเน้นคัพเวอร์เพลงแนวพังก์และขึ้นแสดงในคลับของเมือง แล้วก็เริ่มไปโชว์ตามงานแสดงดนตรีหรือคอนเสิร์ตต่าง ๆ ภายใต้ชื่อวง   Me and You Versus Them,  Forever Drawing Six,   Talkhouse,   The Slowdown,   Bigsleep  และ  Drive Like I Do  ก่อนจะมาจบที่ชื่อ "The 1975"  ซึ่งชื่อนี้ Matty ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือ 'On The Road'  ของนักเขียนชาวอเมริกัน  Jack Kerouac  เพราะเขาดันไปเปิดและเห็นด้านหลังของหนังสือเล่มนั้นที่มีตัวหนังสือระบุเอาไว้ว่า “ 1 June, The 1975 ” 


     
            เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2013 หลังจากความพยายามในการทำเพลงของพวกเขาอย่างหนัก พวกเขาก็ได้ ออกอัลบั้มเดบิวต์อันแรกในชื่อ ‘The 1975’ กับสังกัด  Dirty Hit  / Polydor  และหลังจากออกไปได้เพียงแค่ 6 วัน อัลบั้มเปิดตัวนี้ก็ติดอันดับ 1 บน uk albums chart เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2013 

    หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้ออกอัลบั้มมาอีกเรื่อย ๆ  อัลบั้มที่ 2  'I Like It When You Sleep, for You Are So Beautiful yet So Unaware of'    ในปี 2016 และขึ้นเป็นอันดับที่ 1 ใน  uk albums chart  และ Billboard 200  และในปี 2018 พวกเขาออกอัลบั้มที่ 3 ' A Brief Inquiry Into Online Relationships'   ซึ่งเป็นอัลบั้มแรกของยุค  "Music for Cars"  อัลบั้มนี้ก็ขึ้นอันดับที่ 1  uk albums chart   อีกเช่นกัน และได้รับการตอบรับในทางที่ดีอย่างล้นหลาม และล่าสุดในปี  2019  อัลบั้มที่ 4 Notes on a Conditional Form'   ก็จะออกจำหน่ายในวันที่ 22 พฤษภาคม 2020 นี้


           เรื่องที่น่าสนใจอีกอย่างของวงนี้ คือ พวกเขาเคยได้รางวัลศิลปินยอดแย่จาก  NME  นิตยสารดนตรีชื่อดังของสหราชอาณาจักรในปี 2014 แต่ในอีก 2 ปีต่อมา พวกเขาได้สร้างสรรค์บทเพลงอัลบั้มชุดที่ 2 อย่าง  'I Like It When You Sleep, for You Are So Beautiful yet So Unaware of It'   กลับมาขึ้นอันดับหนึ่งในชาร์ต  Album of the Year  ของ  NME   สื่อที่เคยบอกว่าพวกเขาเป็นวงดนตรีที่แย่ที่สุด และยิ่งไปกว่านั้น หลังจากอัลบั้มที่ 2 ทะยานขึ้นไปเป็นอันดับหนึ่งใน  NME List  เป็นอัลบั้มแห่งปี 2016 แล้ว พวกเขายังได้รับรางวัลศิลปินที่เล่นสดได้ดีที่สุดของ  NME   ในปีถัดมาอีกด้วย


    The 1975 กับเสน่ห์ของบทเพลงที่ไม่เหมือนใคร

           เสน่ห์ของบทเพลงจากวง The 1975 คือ การถ่ายทอดเรื่องราว ความรู้สึก ประสบการณ์ที่ Matty พบเจอ ผ่านทำนองและเนื้อเพลง มีทั้งการเล่าเรื่องชีวิตวัยรุ่นของเขาที่กำลังคึกคะนอง ความรักของเขาที่เคยผ่านมา และช่วงเวลาที่ยากลำบากจากการติดยาเสพติด ซึ่งในช่วงหลัง ๆ  Matty ได้พยามที่จะทำเพลงที่ถ่ายทอดเรื่องเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ ในสังคมด้วย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านสังคม อย่างเพลง Love It If We Made It หรือจะเป็นปัญหาภาวะโลกร้อน อย่างเพลง The 1975 (NOACF) - Greta Thunberg Speech ที่ทั้งเพลงคือการพูดถึงเรื่องของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทุกคนเริ่มที่จะละเลยของ Greta Thunberg คลอไปกับดนตรี  และดูเหมือนว่าจะมีแนวโน้มที่วงจะออกเพลงแนวนี้มาอีกเรื่อย ๆ กล่าวได้ว่าบทเพลงของ The 1975 เป็นอีกหนึ่งตัวแสดงที่สะท้อนให้เราได้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นของสังคมและเห็นถึงโลกของความเป็นจริงว่ามันไม่ได้สวยงามอย่างที่เราคิด 



    เพลง It's Not Living (If It's Not With You) เป็นอีกหนึ่งเพลงที่เล่าถึงอาการการติดเฮโรอีนเกินขนาดของตัว Matty เอง ในบทเพลงพูดถึง "You" ซึ่งในที่นี้ก็คือเฮโรอีน และตัวเขากับอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เขารู้ว่ามันไม่ดีต่อตัวเขาเลย และมันก็เริ่มแย่ลงเรื่อย ๆ ซึ่งเขามีความคิดที่จะเลิก แต่พอเกิดเรื่องแย่ ๆ เขาก็กลับไปหายาอีกครั้ง ทั้งเนื้อเพลงและ MV สื่อให้เห็นภาพของอาการและการต่อสู้กับยาของ Matty และภาพใน MV ก็เปรียบเสมือนภาพที่เขาเห็นตอนที่มีอาการติดยานั่นเอง

           แนวเพลงและซาวน์ดนตรีที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ The 1975 หลายคนอาจจะพูดว่าแนวเพลงของวงนี้ คือ Pop, Rock, Pop rock, Electropop, Indie, Alternative rock และอื่น ๆ แต่ที่จริงแล้ว The 1975 นั้นไม่ได้มีแนวเพลงที่ยึดไว้เป็นหลักเท่าไหร่นัก ซึ่งนั้นเป็นเพราะความชอบที่จะทดลองอะไรใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา บวกกับการใช้เครื่องดนตรีที่หลากหลายในเพลงแต่ละเพลง อย่างเพลง Sincerity is Scary ก็มีการใส่เสียงของเครื่องเป่าเข้าไป, เพลง Somebody Else ที่เน้นไปใช้ Synthsizer pad เป็นซาวน์หลักของเพลง และในอีกหลาย ๆ เพลงของ The 1975 จะมีเสียงลีดกีต้าร์ที่เป็นเอกลักษณ์ เช่นเพลง Robbers, Girls หรือ She Way Out และอีกมากมาย ซึ่งนั่นกลายเป็นเอกลักษณ์ของเพลงและของวง The 1975 ที่เราได้ยินแล้วรู้ได้ทันที่ว่านี้แหละ คือเพลงของ The 1975


    ซึ่งบางครั้งพวกเขาก็ใส่กลิ่นอายของแนวเพลง Country เข้าไปในเพลงด้วย อย่างเช่นเพลง "Jesus Christ God Bless America" พวกเขาผสมผสานออกมาระหว่างแต่ละแนวเพลง และแต่ละเครื่องดนตรี เช่น ในเพลงนี้วงได้ใช้เสียงของกีต้าร์โปร่งมาผสมกับเทคนิค เอฟเฟคเสียงสมัยใหม่ไว้ได้อย่างลงตัว แตกต่างและไม่เหมือนกับเพลงอื่น ๆ ซึ่งนี่แหละคือเสน่ห์ในความหลากหลายที่แตกต่างของ The 1975 (เพลงนี้สื่อถึงความรักระหว่างเพศเดียวกันที่ไม่สามารถที่จะแสดงออกได้อย่างเปิดเผย เนื่องจากกรอบของสังคมและศาสนาที่จำกัดพวกเขาเอาไว้ ซึ่งเป็นบทเพลงที่สะท้อนถึงปัญหาในปัจจุบันในแบบของ The 1975 อีกเพลงหนึ่ง)

           และอีกเสน่ห์ในบทเพลงที่เป็นเอกลักษณ์ของ The 1975 คือ การสื่อสารเรื่องราวที่เกิดขึ้นผ่านบทสนทนาของตัวละคร เช่น ในเพลง Robbers ที่เนื้อเพลงจะเป็นบทสนทนาของคู่รักสองคน ที่พยายามยืดเยื้อในความสัมพันธ์ และมีบทบรรยายจากผู้บรรยายเป็นตัวเชื่อมอีกที ซึ่งในบางบทเพลงก็เป็นบทสนทนาที่กำลังเถียงอยู่กับตัวเองในหัว หรือเป็นการสนทนากับผู้ฟังโดยตรงก็มี และลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นในอีกหลาย ๆ เพลง ทำให้กลายเป็นอีกความไม่เหมือนใครของบทเพลงจากวง The 1975 ด้วยเช่นกัน



    การที่เราพยายามที่จะยืดเยื้อในความสัมพันธ์ที่เราทั้งคู่ต่างก็รู้ว่าไม่มีทางที่จะเป็นไปได้นั้น ก็ไม่ต่างอะไรจาก "การปล้น" ที่เราต่างปล้นเวลา และปล้นความสุขไปจากกันและกัน

           ซึ่งในความคิดของเรา เพลงพวกนี้ไม่ใช่แค่ต้องการที่จะสื่อถึงเรื่องราวในอดีต ประสบการณ์ และปัญหาต่าง ๆ ให้เราเพียงแค่ "รับรู้" เท่านั้น แต่อีกนัยหนึ่งเพลงของ The 1975 นั้นกระตุ้นความรู้สึก ความนึกคิดบางอย่างให้กับผู้ฟังได้ด้วย ด้วยทั้งองค์ประกอบของเนื้อความหมายที่ลึกซึ้งสะท้อนจากเรื่องจริงและปัญหาที่ใครหลาย ๆ คนต่างเคยพบเจอกันมาแล้วแต่แค่ไม่เคยได้สนใจและทำอะไรกับมัน นอกจากนี้ เสียงดนตรี เสียงร้องของนักร้องที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกเหมือนเราเป็นส่วนหนึ่งกับเหตุการณ์นั้น ทำให้บางครั้งเพลงเหล่านี้ก็กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นทีละเล็กได้ 


    The 1975 live in Bangkok 2019


           ความแปลกแหวกแนวและมีความเป็นเอกลักษณ์สูงของวงนี้ที่ได้พูดไปในส่วนบนแล้วนั้น เป็นอีกหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เราชื่นชอบในบทเพลง ซาวน์ดนตรี ทำนองและเนื้อร้องที่ความหมายลึกซึ้งของ The 1975 เอามาก ๆ และก็เป็นอีกหนึ่งในเหตุผลหลัก ๆ ประกอบกับช่วงเวลาในการจัดคอนเสิร์ตนั้นไม่ตรงกับช่วงสอบของมหาลัย การเงิน และการมีเพื่อนไปดูด้วย คือมันช่างลงตัว และเอื้อให้เราตัดสินใจซื้อบัตรไปคอนเสิร์ตครั้งที่ 2 ของ The 1975 ในปี 2562 ที่ผ่านมาได้อย่างไม่ลังเลเลย

           คอนเสิร์ต The 1975 live in Bangkok 2019 คอนเสิร์ตครั้งที่สองในประเทศไทยของ The 1975  ซึ่งจัดขึ้นที่ Thunder Dome เมืองทองธานี  ในวันที่ 13-14 กันยายน 2562 แบ่งเป็น 3 โซน มีโซน A B และ C เป็นบัตรยืนทั้งหมด (จริง ๆ สามารถขึ้นไปนั่งที่นั่งข้างบนได้ด้วยนะ แต่ว่ามันจะไม่ได้อารมณ์เท่ามายืนรวม ๆ กันแหละ) โซน A จะใกล้เวทีที่สุด และ โซน C ไกลสุดตามลำดับ และราคาก็จะต่างไปตามโซนด้วยเช่นกัน สำหรับเรา เราไป วันที่ 13 ซื้อบัตรโซน B ราคา 3,500 บาท คอนเสิร์ตเริ่มเปิดประตูให้เข้าตั้งแต่เวลา 19.00 น. โซนของเราตอนยืนก็จะเห็นเวทีไกลหน่อย ไม่เห็นนักร้องและนักดนตรีชัดเจนขนาดนั้น ส่วนใหญ่จะมองจากภาพบนจอที่ฉายอยู่ข้าง ๆ เวทีอีกที (อาจจะเป็นเพราะส่วนสูงด้วยแหละ เพราะคนรอบตัวเราตอนนั้นสูง ๆ ทั้งนั้น 5555)



            คอนเสิร์ตเปิดด้วยการแสดง Opening Act จาก No rome นักร้องสัญชาติฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นศิลปินร่วมค่ายกับ The 1975 และเพลงของเขาก็ได้ Matty และ George สมาชิกจาก The 1975 มาช่วยโปรดิวซ์ให้ด้วย จึงทำให้แนวเพลงของ No rome และ The 1975 นั้น สอดคล้องไปในทางเดียวกัน นับว่าเป็นการวอร์มอัพให้กับผู้ชมได้ดีทีเดียว

            หลังจากนั้น เวลาประมาณ 21:30 น. Matty ก็ได้ขึ้นมาบนเวทีพร้อมกับสมาชิกวงอีก 4 คน และเปิดมาด้วย Intro The 1975 จากอัลบั้ม A Brief Inquiry Into Online Relationships พร้อมกับเสียงกรี๊ดจากผู้ชม และ ต่อด้วยเพลงแรกหนัก ๆ อย่าง People เป็นการเปิดโชว์ของ The 1975 อย่างเป็นทางการ



           และหลังจากนั้นก็ตามมาด้วยเพลงอีก 20 กว่าบทเพลง มีทั้งเพลงจาก อัลบั้มใหม่ อย่าง People, Give Yourself A Try,  Love It If We Made It  ฯลฯ และเพลงชูโรงจากอัลบั้มเก่าอย่าง Robbers,  Chocolate,  Sex ฯลฯ ให้ได้รับฟัง และดื่มด่ำไปยาว ๆ เป็นเวลา 2 ชั่วโมงกว่าเลยจ้า

    เพลงตามลิสต์นี้เลย 

    00 The 1975 (A Brief Inquiry Into Online Relationships)
    01 People
    02 Give Yourself A Try
    03 TOOTIMETOOTIMETOOTIME
    04 She's American
    05 Sincerity Is Scary
    06 It's Not Living (If It's Not With You)
    07 Love Me
    08 I Couldn't Be More In Love
    09 She Way Out
    10 Loving Somone
    11 A Change of Heart
    12 Narcissist (with No Rome)
    13 Robbers
    14 fallingforyou
    15 I Like America & America Likes Me
    16 Somebody Else
    17 If I Believe You
    18 Girls
    19 I Always Wanna Die (Sometimes)
    00 The 1975 (Notes on a Conditional Form)
    20 Love It If We Made It
    21 Chocolate
    22 Sex
    23 The Sound

    หรือถ้าใครที่อ่านและคิดถึง ก็ไปฟังได้ที่ ลิ้งนี้เลยย The 1975 Live in Bangkok 2019 (13 Sep) Setlist

    โดย คุณ Pongnut Jittipanyakul



           มาถึงเพลงสุดท้าย ซึ่งก็คือเพลง The Sound ทุกคนร้องกันเสียงดังมาก หลังจากนั้นคอนเสิร์ตระยะเวลาสองชั่วโมงกว่า ๆ ก็ได้จบลงไปอย่างเต็มอิ่มกับบรรยากาศ และความประทับใจกับบทเพลง เสียงดนตรี ความหมายในสิ่งที่จะสื่อ และอารมณ์ร่วมในแต่ละเพลงในคอนเสิร์ต The 1975 live in Bangkok 2019 ได้อย่างสมบูรณ์


    ความพิเศษของ The 1975 live in Bangkok 2019 


           ในด้านของภาพรวมคอนเสิร์ต The 1975 live in Bangkok 2019 ในครั้งนี้ เราประทับใจในความพิเศษในหลาย ๆ ด้าน ทั้งซาวน์ดนตรีและเทคนิคที่หลากหลายของนักร้อง นักดนตรี แดนเซอร์ การสื่ออารมณ์จากศิลปินสู่ผู้ชม การจัดเวที แสง สี และแน่นอน การสะท้อนปัญหาสังคมในยุคปัจจุบัน

           เพลงของ The 1975 เน้นซาวน์ดนตรีที่มีความหลากหลาย และมีลักษณะเด่นเฉพาะตัวอยู่แล้ว ซึ่งเรารู้สึกว่า ในคอนเสิร์ตนี้ พวกเขาทำออกมาได้ดีทีเดียว ไม่ต่างจากที่ฟังในคลิปวิดีโอเลย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความพิเศษที่ในคลิปวิดีโอไม่มีจากการที่มันเป็นดนตรีสด มีการปรับลูกเล่นต่าง ๆ ทั้งจากการร้องและเครื่องดนตรี มีการลด - เพิ่มซาวน์เครื่องดนตรี มีการเว้นจังหวะและการเปลี่ยนคีย์เพลงเพื่อส่งอารมณ์ เสียงบีททั้งจากกลองและจาก Pad ฟังแล้วรู้สึกสะอาดและชัดเจน ไม่รก สำหรับเพลงที่ซาวน์เพลงมีความฟุ้ง ๆ ก็ทำออกมาได้อย่างดี มีความต่อเนื่อง ไม่ขาดตอน มีการผสมผสานเสียงเครื่องดนตรีใหม่ ๆ บนเวที นอกจาก กีต้าร์ เบส และกลอง คือบางเพลงที่เป็นเพลงช้า ก็จะมีเน้นไปที่คีย์บอร์ด synthesizer กีต้าร์โปร่ง บ้างหรือในบางเพลง เช่นเพลง Sincerity is Scary มีการใช้เครื่องดนตรีเป่าอย่าง Saxophone มาเสริม ทำให้เพลงที่โชว์ออกมามีมิติมากขึ้นไปอีก 

           ในด้านของ Performance บนเวทีนั้นก็ยังคงทำออกมาได้ดี ทั้งนักดนตรีและนักร้องที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่าง Matty ก็สามารถส่งอารมณ์มาให้เราได้อย่างไม่น่าเชื่อจากการเล่น การร้อง การแสดงและความอินในบทเพลงที่มีทั้งศิลปินและผู้ชม ทำให้บรรยากาศของคอนเสิร์ตนั้นเป็นไปในทางเดียวกันและสื่อถึงกัน อีกทั้งนักร้องยังมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม มีการพักทักทาย พูดคุยในบางครั้ง (ถึงแม้ว่าจะไม่เยอะมากเพราะแอบแล้วแต่อารมณ์ของนักร้องด้วย 555) และการที่มีแดนเซอร์เพียง 2 คน ซึ่งสำหรับเรา เราว่าพอดีแล้ว สำหรับจำนวนคนบนเวที ดูไม่เยอะจนเกินไป ระยะห่างของแต่ละพาร์ทนั้นกำลังพอดี ท่าเต้นที่มีเอกลักษณ์และเข้ากับเพลง มองดูแล้วไม่ขัดกัน ทำให้ภาพรวมของการแสดงบนเวทีของวง The 1975 ในคอนเสิร์ตนี้มีความลงตัวสุด ๆ 



    ในเพลง Sincerity is Scary มีการผสมผสานเสียงเครื่องดนตรีเป่า อย่าง Saxophone และเครื่องดนตรีหลักของวงออกมาได้อย่างกลมกลืน การแสดงของนักร้อง นักดนตรี และแดนเซอร์ก็ไปในทิศทางเดียวกันกับเพลง ทำให้ภาพรวมออกมาดูเพลิน และนักร้องก็มีลูกเล่นและปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมด้วยในบางครั้ง
           พอพูดถึงเรื่องการที่ศิลปินกับผู้ชมมีปฏิสัมพันธ์และสื่ออารมณ์ถึงกัน เพราะฉะนั้นในด้านของการสื่อสารอารมณ์เพลง สำหรับเราแล้ว เราไม่ผิดหวังในวงดนตรีนี้เลยจริง ๆ  ในเพลงที่สนุกก็สนุกจริง ๆ กระโดดจนปวดเข่า เต้นจนคนข้าง ๆ หันมามองหน้า แต่เมื่อถึงเพลงช้าก็พาเราดิ่งและอินไปกับเพลงได้อย่างสุด ๆ เช่นกัน (แอบรู้มาว่าบางคนถึงกับน้ำตาไหลเลยทีเดียว) โดยเฉพาะสำหรับเราคือต้องเพลง I Always Wanna Die (Sometimes) เพลงนี้เลย  ทั้งดนตรี น้ำเสียงของนักร้อง ความหมายของเพลง และบรรยากาศโดยรวมในฮอลล์นั้น ล้วนแต่มีส่วนทำให้เกิดอารมณ์ร่วมกันเป็นอย่างมาก ทั้งจากศิลปินสู่คนดู  จากคนดูสู่ศิลปิน และจากคนดูสู่คนดูด้วยกันเอง ซึ่งเราว่าสิ่งนี้แหละคือจุดสำคัญของการฟังเพลงที่คอนเสิร์ตที่ต่างไปจากการนั่งฟังเพลงอยู่บ้าน ซึ่งก็อย่างที่บอก The 1975 ทำออกมาได้ดีจริง ๆ 



    เพลงนี้มีการใช้เครื่องดนตรีอย่างคีย์บอร์ดและกีต้าร์โปร่งมาเสริมให้เด่นในช่วง Intro และ ช่วง Pre-hook ก่อนที่จะใช้เครื่องดนตรีหลักอย่างกีต้าร์ไฟฟ้า เบส กลอง เร่งส่งอารมณ์เพื่อเข้าท่อนฮุก
           นอกจากนี้ แสง สี บนเวทียังมีความอลังการจากวิดีโอและภาพวิชวลที่ถูกถ่ายทอดออกมา ซึ่งมีส่วนช่วยในการสื่อความหมายเพลงให้ผู้ชมได้สัมผัสครบทุกมิติทั้งจากการฟังเสียงและดูจากภาพ พื้นหลังที่เปลี่ยนไปสร้างความอินไปกับบทเพลงนั้น ๆ  บางครั้งก็เป็นไปตาม MV เพลง ให้ความรู้สึกเหมือนเรามีส่วนร่วมมากขึ้น (ประมาณว่าแบบเห้ยย นี่มันเหมือนที่เราเคยดูมาก่อนเลยนี่)  อีกทั้งความพิเศษ คือ การขึ้นประโยคสั้น ๆ จากเนื้อเพลงและบทความปรากฎบนจอ ซึ่งล้วนแต่มีความหมายที่ไม่เพียงแต่ทำให้เราอินกับเพลงแต่ทำให้เราอินกับเนื้อความที่พวกเขาต้องการจะสื่อให้เราเข้าใจ วิดีโอที่เปิดสะท้องถึงความโหดร้ายของสังคม ปัญหาที่ถูกละเลยไป ได้ถูกนำมาฉาย ซึ่งมันทำให้เราคิดตาม และเห็นภาพมากกว่าการฟังแค่เสียงเพียงอย่างเดียว และเราคิดว่ามันน่าจะกระตุ้นให้ใครหลาย ๆ คนเริ่มที่จะมีความคิดหันมาสนใจและมีความรู้สึกที่อยากจะเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น โดยเริ่มจากตัวเอง



    ภาพวิดีโอภัยพิบัติถูกฉายขึ้นจอ พร้อมกับคำบรรยายและเสียงพูดของ Greta Thunberg ที่กล่าวถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น และกระตุ้นให้เราร่วมมือกันเพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเริ่มได้ตั้งแต่ตอนนี้ ร่วมมือกันก่อนที่จะสายเกินไป "It is time to rebel." 


    ความประทับใจในคอนเสิร์ต The 1975

           สำหรับคอนเสิร์ตในครั้งนี้เราพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่าเราชอบมาก ประทับใจสุด ๆ กับองค์ประกอบหลายอย่าง ทั้ง ตัวศิลปิน เพลง การแสดง การสื่อความหมาย และ การส่งอารมณ์ เราอินมาก555 การไปคอนเสิร์ตในครั้งนี้ทำให้เราได้สัมผัสกับบรรยากาศที่ไม่เหมือนกับคอนเสิร์ตที่อื่น (แน่นอนเพราะสำหรับเราคอนเสิร์ตแต่ละครั้งแต่ละงานนั้นไม่เหมือนกันอยู่แล้ว แม้ว่าจะเป็นคอนเสิร์ตจากวงเดียวกันก็ตาม แค่คนละรอบก็ไม่เหมือนกันแล้ว) ซึ่งบรรยากาศของคอนเสิร์ตนี้ทำให้เรายิ่งอินกับบทเพลงเข้าไปใหญ่ 

           พูดถึงเรื่องบรรยากาศนอกเหนือจากการแสดง ทั้งการแต่งตัว ความชอบ The 1975 ที่เหมือนกันของผู้ชมที่มาชมคอนเสิร์ตนี้ทำให้บรรยากาศงานดนตรีนี้เหมือนหลุดไปในอีกที่ที่หนึ่งที่มีแต่คนที่มีแนวและความชอบคล้าย ๆ กัน มาอยู่รวมกัน ซึ่งเราชอบมาก ให้ความรู้สึกเหมือนเรามาด้วยกันทั้ง ๆ ที่ก็ไม่รู้จักกัน จริง ๆ เราประทับใจการแต่งตัวของคนที่มาคอนเสิร์ตนี้มากเป็นพิเศษ มีความร็อคย้อนยุคหน่อย ๆ ผสมความวินเทจอีกนิด ซึ่งพอทุกคนแต่งมาคล้าย ๆ กัน ทำให้บรรยากาศมันเลยแอบมีกลิ่นอายของความย้อนยุค ร็อควินเทจหน่อย ๆ นั่นเอง


           บรรยากาศที่ดี + เพลง/วงที่เราชอบ + เพื่อนดี ๆ อีกสักคนสองคน คือที่สุด อันนี้เราแค่อยากพูดเฉย ๆ ความประทับใจของเรามันมีตั้งแต่ก่อนไปคอนเสิร์ตแล้ว จากเพื่อนและพี่เนี่ยแหละ เราต้องขอบคุณตัวเองมากที่วันนั้น เราตัดสินใจซื้อบัตรไปจากการแนะนำจากรุ่นพี่ และ ความบ้าจี้ของเพื่อนที่ชวนปุ๊บไปปั๊บ ซึ่งเราก็คิดว่าเพื่อนเราก็คิดไม่ผิดเหมือนกันแหละที่ไป ซึ่งพอไปด้วยกันแล้ว มันทำให้คอนเสิร์ตนั้นสนุกขึ้นไปอีกหลายเท่า อินกับเพลงไปด้วยกัน กระโดด ๆ ไปด้วยกัน หรือบางทีก็ร้องดำน้ำไปด้วยกัน มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากเลย เป็นอีกวันที่เราหัวเราะไม่หยุด มีความสุขไปกับทั้งบทเพลง บรรยากาศ และเพื่อนอีกสองคน

           อีกหนึ่งความประทับใจคือ พอเรามีความเข้าใจในเพลงอยู่บ้างแล้ว พอมาชมการแสดงสดมันทำให้เรารู้สึกว่าเพลงเหล่านี้นั้นเชื่อมโยงกับตัวศิลปินมากขึ้น การมาฟังเพลงในคอนเสิร์ตนี้สำหรับเราเลยเหมือนการมาฟังสารที่ตัวศิลปินต้องการที่จะส่งมาให้เรา น้ำเสียงของ Matty ในแต่ละเพลงทำให้เรารู้สึกเหมือนว่าเขากำลังเล่าเรื่องผ่านเนื้อร้อง เล่าอารมณ์ผ่านเสียงดนตรี เราประทับใจในการใส่ใจรายละเอียดต่าง ๆ ลงไปในเพลงและการพูดถึงประสบการณ์ในการติดยาเสพติดของเขา ความพยายามที่จะเลิกมันที่ทำให้เราเห็นภาพตามไปได้ อีกทั้งการสะท้อนปัญหาของสังคมในบทเพลงด้วยเช่นกัน มันสะท้อนอะไรได้มากมายเลยทีเดียวจากบทเพลงเพียงแค่หนึ่งบทเพลง
           
           และไฮไลท์สำคัญที่เราจะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือการแสดงจุดยืนของวง The 1975 ที่จะเป็นศิลปินที่ใช้ความมีชื่อเสียงของตนเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงในการสะท้อนปัญหาสังคม ซึ่งในคอนเสิร์ตครั้งนี้ ที่จะเห็นชัดที่สุดคือเรื่องของปัญหาภาวะโลกร้อน ซึ่งความโหดร้ายเหล่านี้ก็มาจากมนุษย์นั้นแหละ แต่เราก็ยังที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ ด้วยการเริ่มที่ตัวเองและการร่วมมือกันเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมเพื่อตัวเราและคนรุ่นหลัง ๆ ต่อไป และเพลง Love It If we Made It ก็เป็นอีกเพลงที่ถูกร้องในคอนเสิร์ตครั้งนี้ ซึ่งเป็นเพลงที่สะท้อนถึงปัญหาและความล้มเหลวของสังคมออกมาได้อย่างเห็นภาพ     



    เพลง Love It If We Made It ก็เป็นอีกเพลงที่สะท้อนถึงปัญหาสังคม ที่ทำให้พวกเราล้มเหลว แต่ก็คือพวกเราเองด้วยนี้แหละที่เป็นคนทำให้สังคมล้มเหลว ปัญหาที่ถูกพูดถึงในบทเพลงนี้เป็นปัญหาที่เราก็ยังพบเจออยู่ในชีวิตประจำวันในทุกหนทุกแห่ง เช่น การเหยียดสีผิว (ในเพลงสื่อโยงไปถึงการค้าทาสในอเมริกาที่ส่งผลทำให้ปัจจุบันยังมีการเหยียดสีผิวกันอยู่ด้วย) เรื่องของยาเสพติด ความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ และอีกมากมาย โดยการร้องว่า "Yes, I'd love it if we made it" สื่อว่า เขาจะดีใจมากถ้าเราทำมันได้ เปลี่ยนแปลงระบบและสังคมให้ดีขึ้นได้ ซึ่งนั่นแปลว่าเขาเองก็ยังมีความหวังอยู่ว่าสังคมของเรานั้นมันจะดีขึ้นได้ และเขาก็อยากให้เราเชื่อและมีความหวังเหมือนเช่นเขา
           นับได้ว่า The 1975 เป็นวงดนตรีอีกหนึ่งวงที่ทำคอนเสิร์ตออกมาได้อย่างลงตัวและคงเอกลักษณ์ของตนเองมาก ๆ ทั้งฉากพื้นหลัง Rectangle  ภาพวิชวล การจัดองค์ประกอบของนักดนตรี นักร้อง และแดนเซอร์  บรรยากาศของคอนเสิร์ต ผู้ชม แสง สี เสียง พาเราให้ไปอยู่ในช่วงเวลาและอารมณ์เดียวกัน ณ ชั่วขณะหนึ่ง คอนเสิร์ตบางคอนเสิร์ตอาจจะทำออกมาได้ดีกว่าหรือสนุกกว่า แต่สำหรับเราไม่ใช่ทุกคอนเสิร์ตที่จะฝากบางอย่างให้ผู้ชมได้เก็บไปคิด หรือสะท้อนในปัญหาประจำวันที่เราละเลย และแสดงจุดยืนผ่านบทเพลงและดนตรี ซึ่งนั่นอาจจะกลายเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจของใครหลาย ๆ คนในการที่จะกล้าออกมาแสดงออก ออกมาเปลี่ยนแปลงตนเอง ทำให้สังคมดำเนินไปในแนวทางที่ดีขึ้นได้

           ทั้งนี้เราไม่ได้บอกว่าให้เชื่อและทำในทุกสิ่งที่บทเพลงพูดแบบหลับหูหลับตา คอนเสิร์ตครั้งนี้ก็เหมือนการสะท้อนให้เรารับรู้ สร้างแรงบันดาลใจ และให้เรานำกลับไปคิดและตัดสินใจเอง โดยมีวง The 1975 เป็นตัวกลางและปัจจัยกระตุ้นความคิดนั้น สุดท้ายแล้วคนที่จะตัดสินใจว่าจะลองอะไรใหม่ ๆ หรือ ว่าจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่เปลี่ยนแปลงอะไร ก็คือตัวเรา อยู่ที่ว่าหนทางไหนคือหนทางที่เราจะเลือก "So just give yourself a try". 
     



           ซึ่งเราสามารถรับชมการแสดง ติดตามข่าวสาร คอนเสิร์ต เพลง และอื่นๆ ของวง The 1975 ได้จาก 

    เว็บไซด์ : https://the1975.com

    ช่อง Youtube : https://www.youtube.com/channel/UC_LfW1R3B0of9qOw1uI-QNQ

    Twitter : https://twitter.com/the1975

    Facebook : https://www.facebook.com/the1975/

    Instagram : https://www.instagram.com/the1975/?hl=en

    Spotify : https://open.spotify.com/artist/3mIj9lX2MWuHmhNCA7LSCW?si=eDtTPKubSr-gdGALO0qtjQ




    ขอบคุณข้อมูล จาก https://thestandard.co/the1975/ 
    ขอบคุณภาพ จาก sanook.com
    ขอบคุณวิดีโอ จาก  Youtube  ชื่อผู้ใช้ HVNNA  MrEmWith  CK NETRO  khapi

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in