Short Stories by Claire de LuneClaire de lune
ไวโอเล็ต
  • คำเตือน: เรื่องสั้นเรื่องนี้มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ ความมืด สถานที่ปิด และอาการแพนิค

         จากนิทรา ซาราห์ถูกปลุกขึ้นมาโดยกลิ่นอับชื้นที่คละคลุ้งไปทั่วห้องและตลอดทั้งตัวเธอ ตาของเธอเบิกโพลงมาเพื่อพบกับความพิศวงของห้องที่เธออยู่ ซึ่งแทนที่จะเป็นห้องนอนที่เธอคุ้นเคย มันกลับแปรเปลี่ยนไปเป็นห้องไม้ร้างๆที่เธอไม่เคยพบเห็นมาก่อนในชีวิต 'นี่ไม่ใช่ห้องชั้นนี่' เธอคิด ห้องที่เธออยู่ส่องสว่างด้วยหลอดไฟสีส้มเพียงดวงเดียว ซึ่งถึงแม้จะเป็นสีที่อบอุ่นดั่งเช่นสีเปลวเพลิงโชติช่วง มันก็สว่างเพียงแค่เปลวเทียนดวงน้อยเท่านั้น เธอกวาดสายตาไปทั่วห้องและหวังว่าจะพบกับหน้าต่างซักบาน ตอนนี้เธออยากรู้ว่าเธออยู่ที่ไหนกันแน่ แต่แล้วก็ต้องผิดหวังเมื่อเธอไม่พบหน้าต่างบานใด ไม่มีแม้แต่ช่องลมให้เธอได้หายใจ รอบกายเธอมีเพียงแต่วอลเปเปอร์ที่ฉีกขาดและตู้เสื้อผ้าที่ดูหรูหราหลังหนึ่งข้างประตู ขณะนี้ ความหวั่นวิตกไหลเข้ามาท่วมอกแทนที่อากาศที่มีเพียงน้อยนิด เธอรู้สึกราวกับกำลังจะจมลงในห้องที่ไม่ต่างอะไรกับคุกนี้

         "อะไรวะเนี่ย?" เธอพึมพำกับตัวเอง เธอหลับตาอีกครั้งและพยายามครุ่นคิดว่ามันเกิดอะไรขึ้นก่อนที่เธอจะตื่นขึ้นมาทีี่นี่ แต่สิ่งที่ได้มากลับเป็นความว่างเปล่า ความทรงจำล่าสุดที่เธอระลึกได้คือจูบที่เธอประทับลงบนศีรษะของแฟนสาวที่สะดุ้งตื่นขึ้นจากเสียงคำรามของอสนีบาตกัมปนาท "ชั้นอยู่นี่แล้ว ไม่ต้องกลัวนะ" เธอกล่าวปลอบร่างที่กำลังสั่นกลัว

         หลังลืมตาขึ่้น เธอก็้เอื้อมไปยังอีกด้านของเตียงที่ซึ่งไวโอเล็ต แฟนสาวของเธอ มักจะนอนอยู่เป็นที่ประจำ "ไวโอเล็ต นี่เราอยู่ไห—" แต่สิ่งที่เธอสัมผัสได้ก็มีเพียงแต่ผ้าปูเตียงสีขาวสากๆเท่านั้น

         แฟนสาวของเธอได้อันตรธานหายไปเสียแล้ว

         เธอจ้องมองอย่างตกตะลึงไปยังที่ที่ร่างของไวโอเล็ตควรจะทอดกายอยู่ 'เธอหายไปไหนเนี่ย' เธอคำนึง ความหวาดกลัวสูบฉีดไปทั่วทั้งสรรพางค์

         "ไวโอเล็ต...ไวโอเล็ต!!" เธอร้องเรียกพร้อมภาวนาไม่ให้สิ่งที่เธอหวั่นเกรงเป็นจริง

         แต่ก็มีเพียงความเงียบสงัดที่สะท้อนกลับมา

         เธอพลันลุกขึ้นจากเตียงพร้อมรีบรุดไปที่ประตู ทันใดนั้น ขาของเธอก็ถูกดึงจากทางข้างหลัง เธอล้มหน้าฟาดกับพื้นห้องอย่างแรง เลือดกำเดาทะลักแดงฉานไปทั่วทั้งใบหน้า เมื่อเธอหันกลับไปดูขาขวาก็พบว่ามันถูกพันธนาการด้วยเชือกอย่างแน่นหนาและผูกติดไว้กับขาเตียงข้างหนึ่ง เธอพยายามที่จะดึงมันแต่เตียงหลังนั้นก็หนักเกินกว่าแรงของเธอจะเขยื้อนได้ เธอจึงตรวจดูที่เงื่อนด้วยหวังว่าจะแกะมันออกได้ แต่ก็พบว่ามันถูกลนไฟจนปลายหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของปมยากที่จะแก้ได้ เธอมองไปรอบห้องอย่างสิ้นหวังเพื่อที่จะหาอะไรสักอย่างมาตัดสิ่งจองจำเส้นนี้ออก ทันใดนั้น ราวกับว่าสรวงสวรรค์ยังมิทอดทิ้งเธอ เธอก็พบว่ามีกุญแจเก่าๆดอกหนึ่งอยู่ ณ ฟากไกลของห้อง อย่างไรก็ตาม เมื่อเธอลองเอื้อมไปหยิบมัน ก็ปรากฎว่ามันอยู่พ้นจากปลายเอื้อมเธอไปเพียงแค่นิ้วเดียว และไม่ว่าเธอจะลองกระเสือกกระสนไปหยิบสักกี่ครั้งก็ไม่เป็นผล ในครั้งสุดท้าย เธอจึงตัดสินใจที่จะกระโจนไปคว้ามัน เธอตั้งเท้ามั่นกับพื้นและโผไปหากุญแจดอกนั้น ทันใดนั้น เมื่อตัวเธอหล่นถึงพื้น ก็มีเสียงกร๊อกลั่นมาจากข้อเท้าด้านขวาของเธอ ไม่กี่อึดใจต่อมา ความเจ็บปวดทรมานก็แผ่ซ่านลุกลามไปทั่วรยางค์ข้างขวา ข้อเท้าของเธอขณะนี้ได้บิดผิดรูปร่างไปอย่างน่าสยดสยอง กระนั้น เธอก็สามารถที่จะคว้ากุญแจดอกนั้นมาได้และเริ่มเลื่อยเชือกออก หลังจากสิบนาทีที่ทรมานและยาวนานผ่านไป เธอก็ปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการได้สำเร็จ

         เลือดกำเดาที่เคยไหลทะลักได้หยุดลงแล้ว ทว่าความเจ็บปวดยังคงเกาะยึดอยู่ในเส้นประสาท และยิ่งเมื่อมันผสมปนเปกับความรู้สึกที่เสียดขึ้นมาจากข้อเท้าขวา ความทรมานก็ยิ่งเพิ่มพูนจนเธออยากจะสลบเพื่อหนีจากมันให้จนแล้วจนรอด

         เธอกระโจนขาเดียวไปที่ประตูเพื่อที่จะหนีจากที่แห่งนี้ แต่ทางออกเดียวของเธอก็ถูกล็อคไว้ดังคาด เธอเสียบกุญแจไปที่รูด้วยหวังว่ามันจะพาเธอออกไปสู่อิสรภาพ แต่ความหวังก็ต้องพังทลายเพราะไม่ว่าจะไขด้วยด้านใด กุญแจทองเหลืองดอกนั้นก็ไม่สามารถที่แทรกจะเข้าไปในรูได้ ดังนั้น เธอจึงหันไปหาตู้เสื้อผ้าข้างประตู และพบว่ามันก็ถูกล็อคไว้อย่างแน่นหนาด้วยโซ่และแม่กุญแจตัวหนึ่ง 'อย่างกะตู้อาถรรพ์แน่ะ' เธอพูดติดตลกกับตนเอง หลังจากปลดล็อคโซ่และเปิดตู้ปริศนานั้นออกดู หลอดไฟเพียงดวงเดียวของห้องนั้นก็ดับวูบลง เธอทรุดตัวลงนั่งและดันแผ่นหลังประชิดกับตู้ด้วยความกลัว ลมหายใจเริ่มที่จะติดขัด หยดเหงื่อที่ไหลพร่างพราวไปทั่วใบหน้ายิ่งทำให้ลิ่มเลือดเหนียวเหนอะส่งกลิ่นร้ายกาจออกมา หัวใจเธอขณะนี้เต้นเร็วราวกับมันจะวายเสียให้ได้ ความรู้สึกคลื่นเหียนก็พุ่งขึ้นมาจ่อที่คอหอย แต่ทันใดนั้น แสงไฟดวงน้อยก็สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง เธอสูดลมเข้าลึก และพยายามปรับการหายใจของตนเอง เมื่อผ่านไปสักระยะ เธอก็ค่อยๆยันตัวเองขึ้นยืนและมุ่งความสนใจไปท่ี่ประตูตู้ปริศนาที่เปิดอ้าออก ภายในตู้อันว่างเปล่านั้นมีเพียงสิ่งของสิ่งเดียวที่วางอยู่

         เครื่องพิมพ์ดีดของไวโอเล็ต

         มันเป็นของขวัญที่เธอซื้อมาจากร้านมือสองให้แฟนสาวเมื่อสองปีก่อน เธอยกเครื่องพิมพ์ดีดนั้นขึ้นมาพินิจและปิดตู้นั้นลง ใจก็ครุ่นคิดอย่างหวั่นกลัวถึงการปรากฎตัวของมัน เมื่อเธอมองดูก็พบว่าบนกระดาษที่เสียบค้างไว้มีข้อความหนึ่งพิมพ์ไว้ด้วยหมึกสีแดง

         ช่ ว ย ด้ ว ย

         ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องก็แผดดังขึ้นมาจากภายนอกห้องที่ปิดตาย ลักษณะและความดังบ่งบอกให้รู้ถึงความเจ็บปวดและความหวาดกลัวที่สุดจะจินตนาการของเจ้าของเสียงร้อง แต่สิ่งสำคัญที่สุด มันเป็นเสียงของไวโอเล็ต 

         "ซาราห์!!! ช่วยด้วย!!!" ไวโอเล็ตร้องตะโกน

         ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยแรงตระหนก เธอโผไปที่ประตูปิดตายและทุบมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

         "เปิดประตูเดี๋ยวนี้! ไอ้เวรที่ิอยู่ข้างนอกนั่นน่ะ! ปล่อยเธอเดี๋ยวนี้! แล้วเปิดประตูส้นตีนนี่ด้วย!"

         'คลิ๊ก'

         ประตูเบื้องหน้าคลายล็อกออกอย่างน่าประหลาดใจ เสียงร้องที่เคยกรีดแหลมบัดนี้ได้เงียบลงไปแล้ว เธอค่อยๆเปิดประตูออกอย่างหวาดกลัว 

         เบื้องหน้าเธอนั้นคือความว่างเปล่า ไม่มีทั้งไวโอเล็ต ไม่มีโถงทางเดิน ไม่มีห้องใดรอเธออยู่ มีเพียงกำแพงอิฐแดงก่อแน่นจนไม่ปรากฎรูให้ส่องมอง

         เธอตัวสั่นเทาด้วยความหวาดผวาและตื่นตะลึง เธอจ้องมองไปที่กำแพงปริศนานั้นเป็นเวลากี่นาทีก็มิทราบได้ ภายในชั่วอึดใจหนึ่ง เครื่องพิมพ์ดีดเบื้องหลังเธอก็ส่งเสียงต็อกแต๊กออกมา มันกำลังเริ่มพิมพ์ด้วยตนเอง บนกระดาษแผ่นเดิมนั้น ปรากฎข้อความเพิ่มขึ้นมา

         ชั้นอยู่นี่แล้ว ไม่ต้องกลัวไป

         ตู้เสื้อผ้าข้างประตูเริ่มที่จะสั่นไหวและประตูก็ค่อยๆเปิดอ้าออก ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดอย่างน่าสะพรึงกลัว มือขาวซีดผุเน่ายื่นออกมาจากภายในตู้อย่างแช่มช้า

         ซาราห์จ้องมองมันด้วยจิตอ้ันว่างเปล่า สติสัมปชัญญะของเธอล่องลอยออกไปจากร่างเสียแล้ว ทันใดนั้น เธอก็ได้ยินเสียงแหบแห้งดังออกมาจากเบื้องหลังของเธอ

         "ซา...ราห์"

         เมื่อเธอหันหลังกลับไปก็ประจัญหน้าเข้ากับใบหน้าเน่าเละที่เธอแทบจะสันนิษฐานไม่ได้ว่าเป็นใคร แต่เธอก็แน่ใจว่าดวงหน้านั้นเป็นของไวโอเล็ต แฟนสาวของเธอ ซึ่งขณะนี้กำลังจ้องมองเธอด้วยรูโบ๋ที่เคยเป็นดวงตาที่สุกสกาว มันเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดเท่าที่เคยประสบพบพานมาในชีวิต ไวโอเล็ตของเธอที่เคยแสนสวยดังฟ้าประทานบัดนี้ิแปรสภาพกลายเป็นศพเน่าที่ราวกับผุดขึ้นมาจากขุมนรก เธอจ้องลึกเข้าไปในนั้นและรู้สึกโหวงในช่องท้อง สายตาเธอเริ่มพร่ามัว อากาศที่มีอยู่รอบกายก็ค่อยๆหมดลง




















         เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากนิทราด้วยใบหน้าที่กดแน่นอยู่กับหมอน แล้วก็พบว่าความน่ากลัวที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่ฝันร้ายครั้งหนึ่งเท่านั้น เธอถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก 'ขอบคุณพระเจ้า' เธอคิดขณะเอื้อมมือไปกอดไวโอเล็ตที่นอนอยู่ข้างกายเพื่อที่จะปลดปล่อยตนเองจากอสุภนิมิต 'ขี้เกียจไปทำงานชะมัดเลย' เธอบ่นขรึมกับตนเองขณะหันหน้าไปมองแฟนสาวที่ทอดกายอยู่ข้างๆ


























         ว่างเปล่า

         เธอผุดลุกขึ้นนั่ง

         ขณะนี้ เธออยู่ในห้องไม้ห้องหนึ่ง เก่าและร้าง พร้อมด้วยตู้เสื้อผ้าที่ดูหรูหราหลังหนึ่ง
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in