ทากะเด็กส่งปลาploy_kamp
บทนำ
  • ‘โลกนี้มันน่าเบื่อชะมัด’

    โทรุในชุดนักเรียนม.ปลาย กำลังสาวเท้าออกห่างจากตัวบ้าน เพื่อไปโรงเรียนดังเช่นทุกวัน

    ‘โลก’ เป็นสิ่งที่น่าเบื่ออันดับต้นๆของเขา ‘โรงเรียน’ เอง ก็ไม่ได้ทิ้งระยะห่างจากโลกมากเท่าไร

    โรงเรียนที่มีแต่พวกที่เอาแต่ตัวเอง จนไม่รู้ตัวว่าทำร้ายคนอื่น หรือพวกที่ชอบทำร้ายคนอื่นเพื่อปกปิดความอ่อนแอของตัวเอง คนประเภทนี้มีอยู่ทุกซอกมุมของโรงเรียนและสังคมที่เขาอยู่

    แต่มันก็ไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่มักจะเห็นแก่ตัว เอาแต่ตัวเองเป็นหลัก เลือกปกป้องตนเองมากกว่าคนอื่น ก็ในเมื่อคนเรามีชีวิตเดียว ทำไมต้องเสียสละตัวเองเพื่อคนอื่นด้วยล่ะ?

    ใช่! เขาเองก็เป็นแบบนั้น เพียงแค่เขาไม่ได้แสดงออกอย่างที่หลายๆคนทำ แต่กลายเป็นว่า ยิ่งเขาไม่แสดงออก ยิ่งตกเป็นเป้านิ่งให้พวกที่อยากแสดงอำนาจทำร้ายเขาอยู่บ่อยๆ

    ที่ว่ามานี้ไม่ได้มีอะไรมาก…เขาก็แค่ถูกคนทั้งโรงเรียนแบน ไม่มีเพื่อน ไม่มีคนคบ ไม่มีใครกล้าคุยด้วย มีแต่คนคอยจะกลั่นแกล้ง ไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้ามาช่วยด้วยซ้ำ มีบ้างที่มีคนส่งสายตาสงสารมาให้ แต่ก็ไม่ได้ช่วยเขาแต่อย่างใด บ้างก็ทำหน้าสมเพช บ้างก็รู้สึกสะใจ แต่ส่วนใหญ่ก็ปล่อยผ่าน ทำเป็นไม่เห็น เพราะไม่อยากให้ตัวเองเดือดร้อน นี่แหละ…มนุษย์

    เขาจะไม่โทษหรอกว่าคนพวกนั้นเห็นแก่ตัว แต่มันเป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดเสียมากกว่า ไม่ก็เป็นกลไกป้องกันตัวเองจากความเจ็บปวดล่ะนะ เพราะคิดแบบนั้น เลยอาเรื่องคนที่มารังแกไม่ได้สักที

    การมาโรงเรียนทุกวัน กลายเป็นกิจวัตรประจำวันที่เขาต้องทำ ไม่ได้รู้สึกยินดียินร้าย รู้แค่ว่าต้องมา ได้อะไรกลับไปบ้างไหม? แน่นอน ได้อยู่แล้ว รอยแผลไงล่ะ! แผลเป็นของรอยเย็บเกือบ8เข็มที่ข้อมือยังอยู่ เตือนให้เห็นและตอกย้ำว่า…มนุษย์ด้วยกันเองนี่แหละน่ากลัวที่สุด แผลบนตัวล่าสุดมีที่ไหนอีกนะ? อ้อ! ตรงโคนขานี่ไง หากถามว่าโดนอะไรมา อืม~ น่าจะโดนเตะตัดขาแล้วก็สไลด์เหมือนนักวอลเล่ย์บอลตอนรับลูกไม่มีผิด แล้วยังบังเอิญไปโดนอะไรสักอย่างกระแทกเข้าด้วย เลยทำให้ช้ำจนม่วงขนาดนี้ นี่ยังไม่รวมแผลภายใต้ชุดนักเรียนอีกนะ เยอะจนจำที่มาได้ไม่หมด

    ….

     

    …ถึงหน้าโรงเรียนแล้ว ไม่อยากเข้าไปเลยแฮะ แต่ก็ได้แค่คิด หลีกเลี่ยงไม่ได้ เลยต้องจำใจสาวเท้าเข้าไปในโรงเรียนอย่างรวดเร็ว ปฏิกิริยาของทุกคนที่เห็นเขาคือ…ทุกคนต่างหลีกตัวออกราวกับเขาเป็นตัวเชื้อโรค เป็นเรื่องปกติไปแล้วล่ะ ถ้าคนพวกนั้นมาใกล้สิถึงจะแปลก อ้อ! ไม่นับรวมตอนที่จะมาแกล้งนะ

    เดินตามทางมาสักพักก็ถึงห้องเรียน มัธยมศึกษาปีที่ 6/1 เห็นแบบนี้เขาเองก็อยู่ห้องคิงนะ เรียนก็เก่ง แต่ไม่รู้ทำไมทุกคนต้องเอาแต่แกล้งเขา โทรุปลงกับคำถามที่หาคำตอบไม่ได้สักที แล้วก้มหน้ามองโต๊ะตัวประจำข้างหน้าตัวเอง เหมือนวันนี้จะมีข้อความเพิ่มมาด้วย

    ‘ไปตายซะ ไอ้แว่น!!!’

    ‘ตายตามพ่อมึ-ไปเลย!!! อยู่ไปก็รกโลก’

    วันนี้มีไล่ไปตายด้วยแฮะ น่าสนใจเหมือนกันนะ ก็ไม่ได้อยากจะอยู่บนโลกเน่าๆแบบนี้สักเท่าไรหรอก ตายๆไปยังจะดีซะกว่า หรือวันนี้จะกลับไปฆ่าตัวตายเลยดีนะ ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรที่สำคัญด้วยสิ เออ! น่าคิดดีแฮะ

    โทรุส่ายหัวให้กับความคิดบ้าๆ แล้วนั่งลงโดยไม่สนใจรอบข้างหรือข้อความบนโต๊ะที่เพิ่มขึ้นมาเสียเท่าไร ยิ่งใส่ใจยิ่งรู้สึกไร้ค่า…

    ….

     

    คาบเช้าผ่านไปอย่างเชื่องช้า โทรุรอเวลาเลิกเรียนแทบไม่ไหว แต่ก็ต้องทนอยู่อย่างจำใจ เขาซื้อยากิโซบะปังขึ้นมากินที่ดาดฟ้าคนเดียวอย่างเช่นที่เคยทำ บนนี้มันสงบ ไม่มีผู้คน มีเพียงสายลมที่พัดถูกผิวเนื้อเขา ให้เขารับรู้ว่าตนยังมีชีวิตอยู่บนโลกที่…เน่าแบบนี้

    เวลาพักเที่ยงผ่านไปไวราวกับไม่เคยมี เขาเข้าเรียนคาบบ่ายด้วยความกระตือรือร้นขึ้นมานิดหน่อย เพราะอีกแค่ 3 ชั่วโมง เขาก็จะได้กลับบ้านแล้ว

    โทรุขยับแว่นที่สวมอยู่ให้เข้าที่เล็กน้อย พร้อมกับก้มลงไปหยิบหนังสือคณิตศาสตร์ขึ้นมา เตรียมพร้อมเรียนวิชาต่อไป ถ้าจะถามว่าบนโลกนี้เขาชอบอะไรบ้าง คณิตศาสตร์คงเป็นคำตอบหนึ่งที่เขาต้องตอบแน่นอน

    ….

     

     

    กริ๊งงงงงงงง~

    16.00 น.

    เสียงกริ่งดังขึ้น แจ้งเวลาเลิกเรียนของวันนี้ คาบสุดท้ายของเขาว่าง เพราะคุณครูไม่อยู่ จึงทำให้เขาต้องฟุบหน้าลงกับโต๊ะอย่างไม่รู้จะทำอะไรดี อยากจะหนีกลับบ้านก่อนก็ทำไม่ได้ เพราะมียามอยู่ และมีกล้องวงจรติดทั่วโรงเรียน โทรุจึงทำได้แค่ปล่อยเวลาผ่านไปจนถึงเวลาเลิกเรียน

    โทรุค่อยๆหยิบกระเป๋าเป้ขึ้นมาตรวจสอบอุปกรณ์ว่าครบไหม เขาทำแบบนี้ทุกวัน เพราะมีหลายครั้งที่คนในห้องมักขโมยของจากกระเป๋าเขาไป แต่ไม่เคยจับตัวได้เลยสักครั้ง เมื่อตรวจสอบเสร็จแล้ว โทรุก็เหวี่ยงเป้ไปข้างหลัง สอดแขนเข้าอย่างคุ้นเคย แล้วจึงเดินออกจากห้องเรียนมา

    ….

     

    ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีก็ถึงบ้านเขาแล้ว ซึ่งตอนนี้น่าจะไม่มีใครอยู่ เพราะพ่อกับแม่ไปทำงานกันหมด เขาชินแล้วแหละ ที่บ้านนี้…ไม่ได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน มันนานเสียจนเขาลืมความรู้สึกอบอุ่นบนโต๊ะอาหารที่เคยเกิดขึ้นไปหมด

    โทรุเดินขึ้นมาที่ชั้นสองของบ้าน เปิดประตูเข้าห้องของตัวเองไป หยิบกีต้าร์ตัวโปรดมานั่งเล่นอย่างคุ้นมือ

    เกือบ 2 ชั่วโมงเต็มที่โทรุใช้เวลาอยู่กับกีต้าร์ มันเป็นทางเดียวที่เขาจะสามารถปลดปล่อยความรู้สึกอัดอั้นที่สะสมมาทั้งวัน และอีกหลายๆวัน เขาไม่มีเพื่อน ไม่มีที่ปรึกษาที่ไหน ไม่มีใครที่จะมาคอยรับฟังปัญหาหรือความรู้สึกของเขา

    และคงเป็นเพราะไม่เคยพูดความรู้สึกของตัวเอง โทรุจึงเป็นคนเงียบ เก็บตัว ไม่พูดไม่จากับใคร แต่ใช่ว่าเขาจะไม่อยากทำ เพียงแต่มันทำไม่ได้ มีหลายครั้งที่เขาเองก็อยากร้องไห้ออกมาให้มันจบๆ แต่สุดท้ายน้ำตาก็ไม่เคยไหล จะมีก็เพียงแค่…เสียงเต้นจากหัวใจที่มันเต้นแรงขึ้นจนเขาเจ็บหนึบที่หน้าอกไปหมด

    บางครั้งเขาก็คิด…ว่าควรตายไปให้มันจบๆซะก็ดี ไม่ต้องมาเป็นภาระให้พ่อแม่ หรือเป็นคนที่ไม่ต้องการของสังคม ไม่ต้องมารู้สึกเจ็บปวดอย่างที่เป็นอยู่แบบนี้ แต่สุดท้าย…เขาก็ทำไม่ได้ ทำแบบนั้นไม่ลง มันดูเป็นการทรยศต่อตัวเองเกินไป คนอย่างเขาถ้าจะตายมันง่ายเกินไป พระเจ้าไม่ต้อนรับเขาหรอก

    ….

     

    กิ๊งก่อง~

    เสียงออดหน้าบ้านดังขึ้นมาในยามที่ชายหนุ่มตกอยู่ในความเจ็บปวดที่ตีขึ้นมาเล่นงานในอก เขาสะดุ้งนิดหน่อย เพราะไม่คิดว่าจะมีคนมาในเวลาแบบนี้ จะว่าพ่อกับแม่ก็ไม่ใช่ พวกท่านมีกุญแจบ้าน หรือว่าจะมาผิดบ้านกันนะ

    โทรุลุกขึ้นแหวกผ้าม่านตรงหน้าต่างของห้องออกเล็กน้อย เพื่อดูหน้าคนมาเยือน

    อืม…ไม่คุ้นเลยแฮะ ใส่แมสปิดปาก ไหนจะหมวกอีก แล้วถือลังโฟมอะไรก็ไม่รู้ใหญ่เป็นบ้า มาวางระเบิดรึเปล่าเนี่ย?!

    ยืนสงสัยอยู่บนห้องไม่ได้ทำให้โทรุได้คำตอบแต่อย่างใด เขาเดินลงมายังชั้นล่างเพื่อจะออกไปเปิดประตูรั้วให้กับคนเยือน แต่ไม่ทันได้ก้าวออกจากบ้านดี เสียงคนที่ถือกล่องโฟมก็ทักขึ้นมา

    “เฮ้! คุณครับ!! บ้านยามาชิตะใช่ไหมครับ? ช่วยเซ็นรับของหน่อยครับ!” คนตัวเล็กที่ถือกล่องโฟมใหญ่กว่าตัวว่าขึ้นทันทีที่เห็นเขา ตัวก็นิดเดียว เป็นเด็กส่งของได้ไง ดูยังไงก็น่าจะอยู่ม.ปลายเหมือนเขา แต่อาจจะเป็นรุ่นน้อง

    “ของอะไรหรือครับ?”

    “ปลาครับ คุณนายเขาสั่งไว้ เลยมาส่งที่บ้านครับ ช่วยมาเซ็นรับด้วย ผมหนัก”คนตัวเล็กนั่นว่า พลางเบะปากออกเล็กน้อย เพราะโทรุเอาแต่ยืนจ้องคนตรงหน้าไม่ยอมทำอะไรสักที

    “อ๋อ โอเค! สักครู่นะ ต้องจ่ายเงินด้วยไหม?”

    “ไม่ต้องครับ คุณนายจ่ายไว้แล้ว แค่เซ็นรับก็พอครับ” เด็กนั่นว่า พลางดึงแมสปิดปากลง เพื่อให้หายใจได้สะดวกขึ้น

    ทันทีที่เห็นใบหน้าครึ่งล่างของอีกฝ่ายที่โผล่พ้นสิ่งปิดกั้น ปากหนากอปรกับดวงตากลมโตใสที่ดูน่ามองตลอดเวลา ทำให้เขายืนนิ่งราวกับหินที่ถูกเมดูซ่าสาป น่ารัก! น่ารักเป็นบ้า! เด็กส่งปลาต้องน่ารักขนาดนี้ไหม!!!

    อีกฝ่ายเองก็ยืนนิ่งพิจารณาใบหน้าของโทรุอยู่เช่นกัน ตัวสูงเป็นบ้า เด็กส่งปลาจำเป็นยืนคิด ที่ว่าจำเป็นเพราะว่าวันนี้เขามาส่งของแทนพี่ที่ทำงานเฉยๆ ปกติจะเป็นคนอื่นมาส่ง ก็เด็กส่งปลาคนนี้เป็นถึงลูกเจ้าของตลาดปลาเชียวนะ ใครจะกล้าใช้นอกจากพ่อบังเกิดเกล้าของตัวเอง คิดแล้วเด็กส่งปลาก็ยังแค้นไม่หาย เลิกมองหน้าไอ้คนอมทุกข์ได้แล้ว กลับบ้านดีกว่า

    “งั้นผมไปแล้วนะครับ” 

    “อ่า…ครับ ขอบคุณครับ”

    หลังจากที่เด็กส่งปลาเอ่ยลา ก็หันหลังเตรียมจะเดินกลับไปขึ้นรถที่จอดไว้ แต่…ยังไม่ทันได้ก้าวเท้าได้ถึงสามก้าวดี เสียงของโทรุก็เรียกขึ้นมาก่อน

    “เอ่อ…เดี๋ยวครับ”

    เด็กส่งปลาหันหน้ามาแทบจะทันที จนโทรุเกรงว่ามันจะหักเสียก่อน รีบอะไรขนาดนั้น โทรุยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยกับปฏิกิริยาคนตรงหน้า

    “ครับ?” อีกฝ่ายหันมาขานรับแทบจะทันทีที่ถูกเรียกไว้

    “ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ?”

    “น่าจะได้นะ…ครับ” เด็กส่งปลาพยักหน้าเบาๆเป็นเชิงอนุญาต ถ้าคำถามไม่ยากเกินไปเขาก็ตอบได้หมดนั่นแหละ

    “คะ…คะ..คุณชื่ออะไรเหรอครับ?” โทรุว่าพลางยกมือขึ้นเกาท้ายทอยอย่างประหม่ากับสายตาคู่สวยตรงหน้า

    “ทะ..ทากะครับ”

    “…”

    “ละ…แล้วคุณล่ะครับ?” เด็กส่งปลาถามขึ้นบ้าง เพราะหลังจากที่เขาตอบชื่อตัวเองกลับไป โทรุก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา เอาแต่จ้องหน้าอยู่ได้ จะพูดอะไรก็ไม่พูด

    “ผมโทรุครับ ยะ..ยินดีที่รู้จัก” มือที่เกาท้ายทอยอยู่ ถูกชักออกมาหมายจะจับมืออีกฝ่ายเพื่อจะทำความรู้จักให้ครบขั้นตอน แต่ก็ชักกลับมาอย่างเกรงว่าอีกฝ่ายจะรังเกียจ

    “ยินดีที่รู้จักครับ ผมไปก่อนนะ” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ทากะจึงค้อมหัวลงให้เล็กน้อย เป็นการขอตัว และเดินกลับขึ้นรถไปตามความตั้งใจเดิม

    โทรุยืนกอดลังโฟมใส่ปลาแน่น อย่างไม่มีทีท่าว่าจะปล่อย ทั้งยังยืนมองอีกฝ่ายขึ้นรถจนขี่ลับสายตาไป เขาจึงถือลังโฟมใส่ปลากลับเข้าบ้านตัวเองบ้าง

    ….

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in