READ OUT LOUD!melada
To Kill a Mockingbird
  • ผลงานคลาสสิกของ Harper Lee ว่าด้วยเรื่องราวที่เกิดทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา เมื่อทนายคนหนึ่งต้องว่าความแก้ต่างให้กับลูกความผิวสีที่โดนข้อหาข่มขืนหญิงสาวผิวขาว

    To Kill a Mockingbird ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1960 ถือเป็นวรรณกรรมอมตะเรื่องหนึ่งที่มีความโดดเด่นในการเล่าเรื่อง ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ (Pulitzer Prize) มีการแปลเป็นภาษาต่างๆ ทั่วโลก อีกทั้งถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี ค.ศ.1962 ด้วย

    — คำโปรยปกหลัง.
    To Kill a Mocking Bird
    ผู้เขียน: Harper Lee
    สำนักพิมพ์: HarperCollins
    จำนวนหน้า: 323 หน้า
  • เราว่านักอ่านหลายคนคงรู้จักเรื่องนี้ หรืออาจจะเคยเห็น/ได้ยินผ่านๆ บ้าง เราเองก็เป็นคนหนึ่งที่รู้จักแต่ไม่เคยอ่านซักที เรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์มาหลายครั้ง ส่วนฉบับภาษาไทยก็มีแปลในชื่อ ผู้บริสุทธิ์ ซึ่งปัจจุบันคงหาฉบับนี้ได้ยากมากแล้ว เราก็พยายามหาแล้ว แต่ไม่ได้ จนแพรวสำนักพิมพ์ได้พิมพ์เรื่องนี้ใหม่ในชื่อ ฆ่าม็อกกิ้งเบิร์ด พร้อมทั้งโปรโมตเรื่องราวอย่างน่าสนใจ เราก็สนใจนั่นแหละ แต่ไม่ซื้อนะ เวลาจะซื้อหนังสือเก่าหรือหนังสือที่ตีพิมพ์มานานแล้ว เราชอบค้นหาแบบมือสองก่อน ก็เลยได้ฉบับภาษาอังกฤษแบบมือสองมา ส่วนแบบมือหนึ่งก็ยังมีขายนะ ทั้งที่ Asia Books และ Kinokuniya ส่วนฉบับแปลภาษาไทยที่พิมพ์ล่าสุดก็ยังหาซื้อได้หลายที่
    ฆ่าม็อกกิ้งเบิร์ด (To Kill a Mockingbird) ฉบับแปลภาษาไทย พ.ศ.2559
    ภาพจาก readery.co
    ตอนอ่านคำโปรยหลังปก เรื่องย่อ และอื่นๆ ที่โปรโมตมา เราคิดว่าเรื่องนี้จะเน้นไปที่การทำงานของทนายอย่างเข้มข้นตั้งแต่ต้นเรื่อง เน้น Courtroom drama อะไรทำนองนั้น แต่จริงๆ แล้ว To Kill a Mockingbird เป็นเรื่องเล่าผ่านมุมมองของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ 'Jean Louise' หรือ 'Scout' ที่อาศัยอยู่กับพี่ชายชื่อ 'Jem'  และพ่อที่เป็นทนายความชื่อ 'Atticus' 

    Scout เป็นตัวละครที่ฉลาด ชอบตั้งคำถาม แต่ก็มีความไร้เดียงสาและซื่อบริสุทธิ์แบบเด็กๆ คนอ่านอย่างพวกเราก็จะได้รู้เรื่องผ่านการบอกเล่าของ Scout ซึ่งช่วงแรกของเรื่องจะไม่ได้กล่าวถึงคดีมากนัก จะเน้นไปที่การใช้ชีวิตของ Scout เป็นส่วนใหญ่ เช่น เรื่องที่โรงเรียน คนแถวบ้าน การเล่นกับพี่ชายและเพื่อน การสอนของพ่อ ฯลฯ ซึ่งเรื่องราวที่ Scout เล่าก็สะท้อนภาพสังคมอเมริกันสมัยนั้นได้ โดยเฉพาะประเด็นที่เปราะบางมากๆ อย่างการเหยียดผิว

    ระหว่างที่อ่าน ก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แนวของเราเลยแฮะ ช่วงเนื้อเรื่องก่อนถึงตอนสู้คดี ยอมรับเลยว่าเราค่อนข้างเบื่อ เพราะเรื่องราวจะเน้นที่มุมมองของ Scout เป็นหลัก เราไม่ได้บอกว่าไม่ดีนะ แต่การดำเนินเรื่องแนวนี้ไม่ถูกจริตเราจริงๆ ช่วงที่เราชอบที่สุดคือตอนสู้คดีกันในศาลนั่นแหละ ลุ้นตามตลอด ถึงมีแค่ไม่กี่บท แต่ก็ขมวดปมได้ดีมากๆ

    ส่วนด้านภาษานั้น ก็ไม่ได้อ่านยากนะ คงเป็นเพราะเล่าเรื่องผ่านมุมมองของเด็กด้วย แต่มีพวกศัพท์แสลงเยอะอยู่ และมีคำที่สื่อถึงการเหยียดผิวอย่างรุนแรงด้วย ซึ่งก็เข้าใจว่าเป็นบริบทในเรื่องนั่นแหละ

    ถึงแม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะไม่ใช่หนังสือที่ถูกใจเรานัก เพราะความเข้าใจผิดก่อนอ่านของเราเองที่คิดว่ามันจะดำเนินเรื่องแบบแนวที่เราชอบ แต่พออ่านจบเราก็รู้สึกว่ามันเป็นหนังสือที่ดีเลย มีประโยคที่เป็นคำคมเด็ดๆ เพียบ อ่านแล้วได้ฉุกคิดอะไรหลายอย่าง เช่น การตัดสินคน ความเท่าเทียมของคน การให้ค่าความดี-เลว ฯลฯ เข้าใจเลยว่าทำไมถึงได้รางวัลและคำยกย่องมากมาย

    ถ้าใครอยากอ่านนิยายแนวทนายสู้คดีที่มีประเด็นเกี่ยวกับการเหยียดผิวเรื่องอื่นๆ เราขอแนะนำนิยายของ John Grisham เรื่อง A Time to Kill (ยุติธรรมอำมหิต) กับ The Chamber (นาทีประหาร) ทั้งสองเรืื่องกล่าวถึงประเด็นการเหยียดผิวในช่วง 1960s-1980s เล่าเรื่องแนว Crime Thriller กับ Courtroom Drama มีดราม่าเข้มข้น เน้นเรื่องคดีความแน่นๆ ฉบับแปลภาษาไทยของทั้งสองเรื่อง น่าจะหายากหน่อย เพราะพิมพ์มานานมากแล้ว ส่วนฉบับภาษาอังกฤษน่าจะหาซื้อได้อยู่ มีการพิมพ์ใหม่หลายครั้ง และมีภาพยนตร์ที่สร้างจากสองเรื่องนี้ด้วย
  • Favorite Quote

    “No suh, I’s scared I’d be in court, just like I am now.”
    “Scared of arrest, scared you’d have to face up what you did?”
    “No suh, scared I’d hafta face up what I didn’t do.”

    — บทสนทนาระหว่าง Tom Robinson (จำเลย) กับ Mr.Gilmer (ทนายฝ่ายโจทก์) ขณะซักค้านพยานในศาล, หน้า 225.

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in