หา !? ไส้เดือน !!!Dareka Ayumi
หา !? ไส้เดือน !!! (ตอนที่ 4 ชื่อกลุ่ม)
  •                กฏหมู่บ้างล่ะ ใช้ความรุนแรงบ้างล่ะ แล้วอาจารย์หายหัวไปไหนกันหมด
    ทำไมในมหาลัยจึงกลายเป็นถิ่นที่เด็กปกครองเด็กกันเองได้ 

    มันรู้สึกมีอิสระ พร้อมๆกับ ความรู้สึกของกรงกักขัง 
    เพราะเรารู้สึกว่าคนคุมกฏ มันไม่มีคุณธรรมเอาเสียเลย แล้วใครเป็นคนเลือกมา
    หรือ คนที่ดีกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว ?

    "ลูกพี่ เอ้ย พี่มายด์ เห็นสองคนที่นั่งหลังห้องป่าวคับ"

    ขณะนั่งจมอยู่กับระบบแปลกๆของสังคมแบบใหม่ในรั้วมหาลัย มาได้สองอาทิตย์
    แดงก็สะกิด ส่งซิกเบาๆ ให้เรามองไปยังหลังห้อง

    "ผู้ชายที่สวมหมวกแก็ป ที่เขียนว่า LA อยู่บนหัวนั้น กับผู้ชายอีกคนที่ดูโทรมไม่แพ้กัน"

    แดงว่าจบ เราสังเกตซักพัก ก่อนจะม้วนคิ้วทำหน้าสงสัยกลับไปยังเจ้าตัว
    "สองคนนั้นเสื้อผ้าสีจาง ขาดๆ เหมือนกับเป็นพวกนักต่อยนักตีนะคับ"

                        เราถอนหายใจ รู้สึกเหนื่อยกับตรรกะแบบกุ๊ย ของแดง 
    "เสื้อยืมป่าว แต่ขนาดพวกแกก็ยังไม่เห็นจะซื้อเครื่องแบบมหาลัยมาใส่เลย"








  •                       ซักพัก อาจารย์ที่สอนอยู่ก็ให้จับกลุ่มห้าคน เพื่อใช้สีจากหลอดที่แจกให้
    ด้วยความที่อยู่ไม่ไกลกัน และต่างก็ไม่รู้จักคนในห้อง เรากับแดงและจ๊อด 
    เข้าไปรวมกลุ่มกับคนสองคนนั้น

    "หอพักราคาแพงน่าดูเลยนะ"

    ชายใส่หมวกกล่าวทักทาย 
    เรากระพริบตาตอบกลับด้วยความงงๆ
    หรือเค้าเห็นเรากับแดงและจ๊อดออกมาจากตึก

    "ไม่สิ เดินออกมาจากตึกพร้อมกัน เดินมาพร้อมกันสามคน 
    ยิ่งตึกที่ราคาแพงแบบนั้นด้วยแล้ว คงต้องอยู่ช่วยกันหุ้นมากกว่า
    แสดงว่าทั้งสามคน เป็นรูมเมทกัน"

    เราแน่ใจว่า ชายใส่หมวกที่กำลังพูด ได้เห็นพวกเราแน่ๆ
    "ทำไมถึงแอบดูพวกหนูเหรอ"
    เรากล่าวกลับไปด้วยน้ำเสียงเอาจริงเอาจัง เพราะไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องตลก

    "เปล่าๆ แค่สังเกตจากดินแดงที่ติดอยู่กับรองเท้าของทั้งสามคน"

    "หา ?" แล้วสวนกลับทันควันด้วยความไม่พอใจ

    ก่อนชายสวมหมวกแก๊ปจะยิ้มราวกับบอกให้เราใจเย็นๆ

    "ก็รอยน้ำฝนจากบ่าของผู้ชายทั้งสองคน ที่มีรอยเปียก ขวา กับ ซ้าย สลับกัน 
    นั้นหมายความว่า ทั้งสามคนเดินทางมาจากที่เดียวกัน ในเวลาพร้อมกัน 
    ใช้ร่มคันเดียวกัน พอพื้นที่ร่มไม่พอกันฝน
     คนที่เป็นผู้หญิง ก็จะได้ยืนอยู่ตรงกลาง
     ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษของผู้ชาย
    นั้นทำให้เธอไม่มีจุดเปียกอยู่กับตัวเลย
    นอกจากที่พื้นรองเท้ากับขากางเกง"

                       เราอ้าปากค้าง ไอนี้มันเป็น เชอร์ล็อก โฮล์มส์ หรือไง
    ขณะที่เราทึ่ง แดงกับจ๊อด คิ้วขมวด พร้อมแสดงท่าปรบมือชื่นชมเบาๆ

    เราจึงถามต่อด้วยความไม่แน่ใจ
    "แล้วรู้ได้ไงว่าเรามาจากหอพักราคาแพง" 

    ชายสวมหมวกแก๊ป ยิ้มหน้าระรื่น 
    "เพราะขณะนี้ บริเวณหนึ่งกิโลเมตรจากมหาลัย ไม่น่าจะมีดินแดงได้
    นอกจากเป็นดินแดงจากสิ่งก่อสร้าง และทันทีที่รู้จุดวางของดินแดง
    ผมก็เชื่อมเส้นทางมหาลัยกับ จุดดินแดง เท่านี้ก็เหลือหอพักไม่กี่ที่
    แต่มีจุดเดียวที่จะต้องใช้เส้นทางเดินชิดซ้ายด้วยแล้ว เราก็เลยเดาว่า
    ต้องเป็นหอที่ราคาแพงนั้นแน่ๆ ผมแน่ใจหลังจากรู้ว่าทั้งสามคนอยู่ด้วยกัน"

    ชายสวมหมวกแก๊ป กล่าวจบ แดงกับจ๊อดปรบมืออีกรอบ

  •                      เรารู้สึกเหมือนกำลังโดนข่มด้วยตรรกะ จึงลองท้าลองพิสูจน์
    "งั้น ผู้หญิงตัวอ้วนๆนั้นพักที่ไหน"

    ชายสวมหมวกแก๊ป หันไปมองได้ไม่ถึงสามวินาที

    "หอใน ของมหาลัย" ชายคนนั้นกล่าว ตามด้วยเสียง โฮ่ เบาๆด้วยความชื่นชมจากแดงและจ๊อด

    "เหตุผลล่ะ" เราถามต่อ

    "คนที่ใช้รถมอไซต์เดินทางมาจากนอกมหาลัย หรือเดินเท้ามา 
    ไม่ว่าถือร่มหรือสวมเสื้อกันฝน
     จะมีร่องรอยฝนติดอยู่ ตรงก้น ไม่ก็ส่วนขากางเกง
     แต่เด็กคนนั้นไม่มีร่องรอยฝนติดอยู่ตามตัวเลย
    ฝนตกในช่วงก่อนเริ่มเรียน หนึ่งชั่วโมง
     ยิ่งถ้าเป็นคนหอใน ที่พักของมหาลัย ก็สามารถเดินมา
    ตามจุดที่มีหลังคาหลบฝน จนมาถึงจุดเรียนได้อย่างไม่ต้องเปียกฝน"

    ชายสวมหมวกแก๊ปชี้ไปยังคนอื่นๆในกลุ่ม แล้วพูดต่อ

    "สังเกตจากคนอื่นๆ ดูเหมือนว่า หลายคนที่พักอยู่ในหอใน
     จะไม่มีร่องรอยเปียกฝนเหมือนกัน
    นั้นหมายความว่า พวกเขาอาจจะนัดกันเป็นกลุ่ม
     ว่าจะเดินทางมารอก่อนล่วงหน้า
    ที่ฝนจะตกก็เป็นไปได้"

    "โฮ่" แดงกับจ๊อดลุกขึ้นปรบมือส่งเสียงดัง จนอาจารย์ขอให้ลดเสียง

    "ผมขอเดาบ้างๆ" แดงกระซิบในกลุ่ม ให้ทุกคนได้ยิน
     เหมือนกับกลุ่มพวกเราจะไม่สนใจกับงานที่อาจารย์สั่งอีกต่อไปแล้ว
    เราได้แต่นั่งดูด้วยสีหน้าช่วยไม่ได้

    "ชุดที่พวกนายใส่ ดูเก่ามากแล้ว เพราะ
     มาจากการต่อยตี ประสบการณ์การต่อสู้อันโชกโชนใช่มั้ยล่ะ"

    เราเกือบเก็บหัวเราะไว้ไม่อยู่
    แต่พอหันไปมองสีหน้าของชายหมวกแก๊ปและเพื่อนของเขา 
    ทำให้รู้ว่า นี้ไม่ใช่เรื่องตลก

    ทั้งคู่หน้าซีด คอกตก จนหมวกแก๊ปที่สวมอยู่ตกลงมา
    ได้สามวินาทีก่อนจะรู้ตัว แล้วก็หยิบขึ้นมาปัดฝุ่น
     ที่เหมือนเขาจะช็อคมาก
     จนสติสตังไม่อยู่กับเนื้อกับตัว 

    "มันดูเหมือนเสื้อเก่าสินะ ก็ไม่แปลกหรอก 
    เพราะถ้าค้นชื่อของพวกผมในตารางสอนของมหาลัยในเว็บ
    ก็จะพบตารางของชื่อซ้ำกับรุ่นก่อน นั้นคือ 
    ผมเป็นพี่ซิ่ว และนี้คือ เสื้อผ้าเก่าของผมนั้นเอง
    แต่ไม่นึกว่ามันจะเก่าจนเห็นชัดขนาดนั้น..."

    พี่ชายคนสวมหมวกกล่าว 
    เราพยายามทบทวนศัพท์ที่เคยได้ยินมา
    'พี่ซิ่ว' คือเด็กที่เข้ามาสอบเรียนใหม่เป็นเฟรชชี่อีกรอบสินะ 
     
    "แต่ ไม่ต้องห่วง ผมมองทุกคนเหมือนเพื่อนร่วมชั้น 
    ไม่ต้องกลัวว่าเราจะถือว่าแก่กว่าอายุน้อยกว่า
    ยังไงเราก็มาพร้อมกัน"

    เขาทิ้งท้ายก่อนจะพยักหน้าเองเออเอง เราก็ค่อนข้างเห็นใจ 
    และรู้สึกกลัวว่าอาจจะโดนกลับมาเป็นพี่ซิ่วบ้าง แต่เราคงไปกระโดดน้ำตายคงง่ายกว่า
    เพราะเราเป็นคนที่ไม่มีทางพลา- ก่อนจะคิดแบบนั้น 
    เรานึกถึงความผิดพลาดเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนที่ผ่านมา

    ตอนนี้ เราพูดคำว่า "ไม่มีวันผิดพลาด" คงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
     




  • .
    .
    .

                ดูเหมือนช่วงการรับน้อง จะหยุดไปนานพอสมควร
    แต่เมื่อฝนหยุด กิจกรรมรับน้องก็ดำเนินต่อ เรื่องแปลกๆก็เกิดขึ้น

    เมื่อทุกคนถูกจัดแถว แล้วให้เดินขึ้นไปบนเนินเขาของมหาลัย
    ที่ซึ่งมีแต่ซากปรักหักพังของตึกร้าง ของเครื่องมือ อุปกรณ์การเรียน
    กองอยู่เกะกะ จนทำให้เดินลำบาก

    เราตื่นเต้นกับการเดินทางเล็กๆครั้งนี้
    รุ่นพี่บางคนมาสปอยใกล้ๆหูเราว่า

    "เค้าจะพาไปดู 'ลิง' กัน" 

    เราได้แต่สงสัย ทำไม อะไร ยังไง
    จนกระทั่ง สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
    มันไม่ใช่ ลิง แต่เป็นชายในชุดสีดำ
    ทาขอบตาสีดำ
    ยืนตามระเบียบพักรอพวกเราอยู่ประมาณสองคน

    พร้อมมีคนนั่งดูบนอัฒจันทร์
    ให้ความรู้สึกเหมือนกับ โคโลเซียม 

    .
    .
    .

  • "พวกผม ขอยินตีต้อนรับพวกคุณ"

    ชายคนที่สวมชุดดำ พูดจาเป็นทางการ
     จนเรารู้สึกเป็นทางการ
    จนเกิดอาการเครียดเล็กน้อย

    ชายชุดดำพยายามอธิบายว่า นี้คือส่วนหนึ่งของกิจกรรม
    ในการรับน้อง รับเฟรชชี่เข้าสู่คณะ 

    ขณะที่เรากำลังถูกจัดให้ยืนแถวตรง 
    จู่ๆ ชายชุดดำก็เหมือนเป็นคนละคน ตะคอกใส่พวกเรา
    จนทุกคนสะดุ้ง
    (ไม่เห็นต้องขึ้นเสียงแบบไม่มีเหตุผล)

    แต่ซักพัก บนอัฒจันทร์ มีชายชุดดำประมาณ หกถึงเจ็ดคน
    นั่งรวมอยู่กับผู้ชม เดินลงมาเหมือนเตี๊ยมกันมาก่อน

    แล้วก็มาไล่เดินตะคอกใส่คนในแถวที่เป็นเฟรชชี่ทุกคน
    (เราว่ารู้เอาทีหลังว่า มันคือการโดนว๊าก)

    อยู่ๆก็มีคนหัวเราะ
    เราแทบตาถลนออกมาพร้อมกับสำลักน้ำลายตัวเอง
    ใครมันยังมีคนกล้าทำลายบรรยากาศอันดุเดือด 
    หรือจะเรียกว่า เสียสต-
    ก่อนเราจะเมินสถานการณ์จบ เราเห็นสีหน้าของคนที่คุ้นเคย

    "ไอแด้ง" เราพูดขึ้นด้วยเสียงแหบแห้งเพื่อให้มันได้ยินเพื่อตั้งสติ
    มันอยู่ถัดห่างจากเราไปประมาณ สี่คน 

    แต่เราเรียกมันช้าไปแล้ว
    เพียงเสี้ยววินาที
    ชายชุดดำมาจากทุกสารทิศ ยืนล้อมไอ้แดงเอาไว้

    "มีอะไรน่าขำ"

    เราหยุดหายใจไปชั่วขณะ เราไม่แน่ใจว่ามันนับเลขเป็นหรือเปล่า
    เรากำลังอยู่ในโลกที่ถูกตัดขาดจากโลกความเป็นจริง
    แล้วแถมอีกฝ่ายก็เป็นพวกอาศัยกฏหมู่ เน้นความรุนแรง
    ทำไมถึงไม่อ่านสถานการณ์กันเลย ไอพวกลูกน้องบ้านี่-

    "ก็ลองแตะตัวผมสิคับ"

    เราอ้าปากค้าง !!!
  • ชายชุดดำแตะ ที่หัวของไอ้แดง

    พริบตาเดียว เราเดาได้เลย ว่าชายที่แตะตัวไอ้แดงก่อน
     นั้นหมายถึงการสำเร็จเงื่อนไขข้อตกลงในการโต้ตอบ
    เราพยายามมองหาว่าจ๊อดอยู่ที่ไหน
     เพื่อจะส่งซิกไปห้ามมันไว้

    แต่ดูเหมือนว่าคนที่ช้าที่สุดในโคโลเซียมแห่งนี้ ก็คือเรา

    จ๊อดลอยอยู่กลางอากาศหลังพวกชายชุดดำ
    "อวั๊ก"
    เบอร์ของรองเท้าไอ้จ๊อด ประทับตราเต็มหน้าของหนึ่งในชายชุดดำ
    ที่เอามือไปแตะหัวไอ้แดง

    ชายชุดดำหนึ่งคนลงไปนอนบนพื้นไม่ได้สติ

    ไอ้แดงยังไม่ขยับ จนชายชุดดำอีกคนมาแตะตัวไอจ๊อดเข้า

    "มึ*แตะตัวเพื่อนกุแล้วนะไอสั*"

    แดงออกอาวุธทันทีใส่คนที่เข้าเงื่อนไข 
    เฟรชชี่ที่เหลือรีบแตกแถว หลบความวุ่นวายที่เกิดขึ้น
    แม้แต่พวกชายชุดดำ ก็แสดงสีหน้าวิตกกังวล

    นี้อาจจะเป็นโอกาสดี ที่จะอาศัยความชุลมุนเป็นการทำแต้มต่อ
     วินาทีนั้น เราไม่ได้ถอยไปเหมือนเฟรชชี่คนอื่นๆ
    วินาทีนั้นเรารู้ว่า ถ้าเราอยู่สู้กับทั้งสองคน 
    อยู่สู้กับครอบครัวของเรา
    ไม่ว่าศัตรูหน้าไหน หรือใคร เราก็ชนะ

    วันนั้น อีกครั้งที่อารมณ์เข้าควบคุมเราอย่างเต็มร้อย 
    "แดง จ๊อด ลืมเรื่องเงื่อนไข อาละวาดให้เต็มที่เลย !"

  • เราตะคอกลั่น จนชายชุดดำทุกคนตกใจแสดงสีหน้าหวาดกลัว

    ผั๊ว  เสียงดังสนั่นโคโลเซียม

    เราวิ่งเข้าไปตีศอกใส่หนึ่งในนั้น จนล้มทั้งยืน

    "ลูกพี่ !" จ๊อด กับ แดง ตะโกนให้เราอย่างคนมีแรงใจเต็มที่
    เพราะทั้งคู่คงไม่คิดว่าเราจะลงไม้ลงมือช่วยพวกมัน

                   ความเจ็บแค้นจากความพ่ายแพ้รอบที่แล้ว
    ทำให้เราเลิกสนใจพวกคนที่ไม่เป็นศิลปะการต่อสู้
    ทิ้งให้พวกแดงและจ๊อดจัดการไล่มันไป
    เรามองไปหาตัวการที่น่าจะเป็นหัวโจก
    ถ้าเล่นงานมันได้ 
    เราจะทำลายขวัญกำลังใจของคนทั้งกลุ่มของพวกชายชุดดำ

                     อยู่ๆเราก็ยิ้มอย่างตื่นเต้น 
    หัวหน้าชายชุดดำ ที่เป็นคนเปิดงาน แสดงสีหน้าอาการกลัวอย่างเห็นได้ชัด
    เราเลยฟันศอกเข้าตรงหน้าท้อง ก่อนจะตีเข้าปลายคางเพียงเสี้ยววินาที

    ก็ทำให้ชายร่างใหญ่กว่า ลงไปกองหมดสติอยู่กับพื้น 
    เราได้ยินเสียงกรีดร้องของพวกเฟรชชี่ เกือบทำให้เรารู้สึกผิดเหมือนกัน

    "สุดยอดเลยลูกพี่ !" แดงกับจ๊อดตะโกนไล่หลัง

    อากาศเริ่มหนาว ท้องฟ้าเริ่มมืด เราสามคนยืนอยู่ใจกลางโคโลเซียม
    ที่ถูกสร้างขึ้นจากซากปรักหักพัง ด้วยการเชื่อมเหล็ก

    แปะ แปะ แปะ 

    พอฝนตก ก็เหมือนกับในหนังทุกอย่าง
    เราคิดว่า เราควรหนี 
    แต่ใจหนึ่งก็อยากจะอยู่ดูใบหน้าของคนที่เราจะต่อสู้ด้วย
    แขนขาของเรา เริ่มสั่นด้วยความกลัว 
    .
    .
    .

  • "เฟรชชี่ไฟแรงจริงจริ๊ง คิดยังไงถึงต้องแก้ปัญหาด้วยการใช้กำลังคับ"

    คนที่ใส่ชุดบ้านนั่งอยู่บนอัฒจันทร์ส่วนบน ตะโกนผ่านเสียงฝน
    ขณะที่ทุกคนเงียบสนิท 

    "พวกมึ*ลงมือลงไม้ก่อน ยังมีหน้ามาพูดอีกเหรอวะ"

    แดงตะคอกกลับไปแบบไม่รู้สึกถึงความตึงเครียดที่เข้าครอบคลุมพื้นที่รอบๆ
    เสียงเหล็กแกว่งไปมา ขูดถูลากกับพื้น ในมือของคนที่สวมชุดบ้าน 
    ค่อยๆดังมาถึงหูพวกเราสามคนผ่านเสียงฝนซ่าๆ

    ถ้ารับมือกับอาวุธ พวกเราสามคนเละแน่ๆ

    สิ่งที่เราทำได้คือ

    จำใบหน้าของคนที่จะหมายจะเล่นงานเราไว้ก็พอ
    จากนั้นเราก็เห็นคนที่ยืนขึ้นใกล้ๆมัน
    ไอพี่เก่ง คนที่เตะขาเรา แล้วก็ซ้อมพวกแดงกับจ๊อด

    "ลูกพี่ วิ่งไปกับจ๊อด เรียกคนให้ช่วยก็ได้คับ เดี่ยวผมถ่วงเวลาไว้เอง"
    แดงกระซิบบอกเรา 
    เราหันไปมองด้วยสีหน้าของคนที่โกรธจัด เพราะไม่เห็นด้วย
    มันต้องมีวิธีที่ดีกว่านั้น 
    เราไม่ทิ้งคนในครอบครัวไว้ให้ไอพวกสวะนี้เด็ดขาด
    คนที่เลวยิ่งกว่ากุ๊ย ก็คือพวกมันนั้นแหละ หลบอยู่หลังจำนวนคน
    อ้างว่าตัวเองเป็นความถูกต้อง ไอพวกขี้ขลาด 

    เราได้แต่ด่าทอมันอยู่ในใจ ด้วยความสิ้นหนทาง
    ก่อนคนสั่งล้อมพวกเรา พูดกับเฟรชชี่ว่า

    "ดูไว้นะคับ พวกสวะ ก็ต้องเจอกับวิธีสวะๆ"
    เราปรี๊ดแตก จนแทบไปพุ่งไปหามันด้วยการกระโดดทีเดียว
     
    มันให้สัญญาณ คนพวกนั้นค่อยๆขยับเข้ามา แดงวิ่งเข้าไปหามันก่อน
    "พาลูกพี่หนี ไอจ๊อด"
    จ๊อดยืนมองหน้าเราด้วยความลังเล รอให้เราตัดสินใจ 


  • "เดี่ยว"

    คนที่ใส่ชุดบ้าน ที่ยืนอยู่ข้างไอพี่เก่ง บอกให้ทุกคนหยุดมือ

    "มีแขกมา"

    อยู่ๆกลุ่มคนถือดาบยาว อยู่ในชุดกันฝนสีดำ 
    รองเท้าบูท สวมหน้ากากปิดบังตัวเอง
    บางคนก็สวมหมวกกันน็อคเต็มใบ
    เดินทยอยเข้ามา 

    จนทำให้พวกใส่ชุดบ้านบางคนบนอัฒจันทร์ ลุกขึ้นหนี
    แม้แต่เราก็คิดว่า ถ้าพวกนี้ไล่ฟัน เราคงต้องตายแน่ๆ

    "ต้องการอะไรจ๊ะ"
    แม้แต่ชายชุดบ้าน ก็ดูจะเกรงใจคนกลุ่มนี้

    หนึ่งในกลุ่มชุดกันฝน ชี้ดาบมาที่กลุ่มพวกเราสามคน 
    ก่อนสมาชิกสองสามคนจะเดินมาฉุดเราไป

    ยังไงก็ตาม ไอ้แดงกับไอ้จ๊อดพยายามดิ้นหนี
    จนเราต้องบอกให้มันหยุดสู้ 

    "คนพวกนี้ไม่ใช่พวกเดียวกับไอ้พวกบนอัฒจันทร์"

    เราหันไปมองหน้าหัวโจกของพวกบนอัฒจันทร์เป็นครั้งสุดท้าย 
    ถึงเราจะเป็นตัวโกงของเรื่อง แต่เรารู้แล้วว่า เราไม่ได้เป็นคนเดียว
    หลังจากได้เห็นกลุ่มคนในชุดเสื้อกันฝน . . .

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in