หา !? ไส้เดือน !!!Dareka Ayumi
หา !? ไส้เดือน !!! (ตอนที่ 3 รูมเมท)
  •                 วันรุ่งขึ้น วันที่สองของชีวิตในมหาลัย รอยช้ำตรงน่อง มันปวดมากขึ้น 
    เจ็บทุกครั้งที่ลงเท้า จนเราต้องเดินโขยกเขยก แค่วันแรก ก็เกิดเรื่องเสียแล้ว
     แต่ความเจ็บปวดทางกายมันไม่เท่ากับความพ่ายแพ้ต่อจิตใจของเรา
    โดยเฉพาะความผิดพลาดครั้งแรกในชีวิต ค่อนข้างเป็นความเจ็บปวดที่เราทนไม่ได้

    ถ้าเราไม่ปล่อยให้อารมณ์มาครอบงำ เราคงไม่เจอความผิดพลาด
    ถ้าจะต้องโทษก็ต้องโทษไอสองตัวนั้นด้วย-

    "เฮ้ย"

    หลังจากแต่งตัวอาบน้ำกินข้าว เราเปิดประตูออกมา 
    ก็เจอชายหน้าคุ้นสองคน นอนอยู่หน้าห้องพัก

    แดง หัวกะลา กับ จ๊อด หัวฟู ในชุดที่ไม่ใช่ชุดนักศึกษา
     มันใส่ชุดสีดำแบบนี้กันมาตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย 
    เราเริ่มสงสัยว่า สองคนนี้ได้ซื้อเครื่องแบบนักศึกษาของมหาลัยกันหรือเปล่า

    ตั้งแต่มัธยมจนตอนนี้ก็ยังใส่ชุดเดิมๆ 
    เราไม่เข้าใจกับความคิดของคนเหล่านี้เอาเสียเลย
  • "อรุณสวัสดิคับลูกพี่ เอ้ย พี่มายด์"

    แดงลุกขึ้นมายืน หน้าตางัวเงีย พร้อมๆกับจ๊อด ยกมือทักทาย อ้าปากหาวครั้งใหญ่

    "พวกแกพักกันที่ไหนอะ"
    เราตัดสินใจข้ามคำถามร้อยแปดพันเก้า คัดเลือกมาโดยเฉพาะจุดสำคัญที่สุด

    แดง และ จ๊อด หันไปมาดูพื้นหน้าห้องพักของเรา ก่อนจะหันกลับมาตอบ
    "ตรงนี้แหละคับ"

    เราอ้าปากค้าง ทั้งไม่แน่ใจว่าเรากำลังเจอกับคนประเภทไหนที่เป็นนักศึกษา
    ที่ไม่ต้องเจอปัญหาอะไรในชีวิตได้ขนาดนี้ 

    "ทำไมไม่ไปเช่าหอพักล่ะ"

    เราพูดไปขณะเดินเขย่ง

    "เรามาเรียนใกลจากบ้านคับ ผมกับจ๊อดก็ทำโรตีขาย ประทังชีวิต - ให้ผมช่วยคับ"

    แดงกล่าว ก่อนจะตกใจเห็นท่าเดินของเรา
    เราตาเบิกกว้าง ก่อนจะสังเกตเห็นทั้งสองคนพยายามมาช่วยพยุงตัวเราจนเสียสมาธิฟังคำตอบ

    "เฮ้ย อย่ามาโดนตัวเรา ไอพวกบ้า" เราตะคอก 

    สุดท้ายแดงกับจ๊อดก็หยิบของที่เราถือไปแทน

    "บอกแล้วไงว่า ไม่ใช่ลูกพี่ลูกน้อง แต่เป็นเพื่อนกัน" เราว่าพร้อมถอนหายใจ

    "ถ้างั้น นี้ก็เป็นเรื่องปกติของเพื่อนนะคับพี่มายด์" 
    แดงกล่าว ก่อนจะเดินไปช่วยเปิดประตูตึกหอพัก

    "นั้นสิ งั้นเพื่อช่วยเหลือกัน พวกแก มาพักในห้องเราดีกว่า ทำอะไรอย่างอื่นนอกจากโรตีได้ปะ 
    กำลังอยากได้พ่อครัวพอดีเลย"

    แดงกับจ๊อดหันมามองหน้าเรา ก่อนจะมองหน้ากันเอง

    "ไม่ได้คับ ผมว่ามันน่าเกลียด อีกอย่างพี่มายด์ ก็เป็นผู้หญิง" แดงกล่าวก่อนส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้

    "ทำไมอะ พวกแกคิดไม่ซื่อกับเรา ?" 

    เราถามไปโดยพยายามที่จะหาที่พักให้สองคนนี้ 
    ซึ่งเราไม่รังเกียจการอยู่ร่วมกับเพื่อนผู้ชายที่เราไว้ใจ 
    ถึงยังไงซะ เราเคยอยู่ร่วมชายคาเดียวกับคนที่พยายามทำมิดีไม่ร้ายมาตลอดชีวิต 
    มันจะแปลกตรง และ เลวร้ายไปกว่านี้ได้ไงอีก เรานึกภาพไม่ออกจริงๆ


  • "ไม่ได้ก็คือไม่ได้คับ อีกอย่าง พวกเรารับผิดชอบชีวิตตัวเองกันได้แล้ว 
    ช่วยเข้าใจไว้ด้วยคับ พวกเราไม่คิดจะเข้าไปเป็นตัวถ่วงมือถ่วงเท้าของพี่มายด์ไปกว่านี้"

    โห่ว แดงพูดดูปีกกล้าขาแข็งกว่าที่ผ่านมามาก จนเราเกือบตกใจ

    "ชิ ก็มาช่วยทำข้าว ทำความสะอาด แบบพึ่งพาอาศัยกัน
     ไม่ได้ถ่วงอะไรซักหน่อย เรายิ่งแพ้ฝุ่น"

    แดงกับจ๊อด หันมาเสียงดัง ผับ ก่อนจะมองหน้าทำความเข้าใจกันเองสองคน
    เราอ้าปากด้วยความสงสัยเล็กน้อย 

    "งั้นช่วยไม่ได้นะคับ พวกเราจะเข้าไปทำความสะอาด ทำกับข้าวให้เองคับ เห็นแบบนี้
    จ๊อดเป็นพ่อครัวที่มีฝีมือมากๆคับ งั้นเย็นนี้เราจะขนของไปไว้ในห้องพี่มายด์กัน"

    ทั้งคู่จากที่เดินปกติอยู่เมื่อครู่ 
    ตอนนี้ ทั้งสองคนมันเดินราวกับนักบัลเล่ต์ที่เต้นไปมา อย่างกะคนมีความสุข
    เฮ้อ ถ้าอยากมาก็บอกว่าอยากมาตั้งแต่แรกก็จบไปแล้ว
    .
    .
    .

    หลังจากเรียนได้สามคาป 
    ดูเหมือนเราจะไม่ได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ในห้องเลย
    อีกหนึ่งเหตุผลคงต้องโทษไอสองคนที่คอยประกอบข้างเราอยู่ตลอด

    แต่ดีเหมือนกัน
    ถึงเราจะชอบอยู่ตัวคนเดียว แต่การได้อยู่เหมือนกับครอบครัวภายในบ้าน
    ทำให้เรารู้สึกอบอุ่นแบบแปลกๆ

    ตอนนั้น คงเพราะเรากับแดงและจ๊อด ร่วมพ่ายแพ้มาพร้อมกัน
     จึงเลยรู้สึกเชื่อใจพวกนี้มากขึ้น และการที่เราเสนอให้ทั้งสองคนมาพักห้องเดียวกัน
    ก็ทำให้เรายิ่งรู้สึกว่า สองคนนี้เป็นเหมือนคนในครอบครัว 


  •                 เหตุผลที่เราไม่รู้สึกรำคาญทั้งสองคน ขณะเรียน 
    คงเพราะสองคนนี้เอาแต่หลับ
    เราเริ่มกลับมาคิดว่า ถ้าเราจะอยู่กับคนพวกนี้ไปจนจบการศึกษา
    งั้นคนพวกนี้ ก็จะเป็นเหมือนแขนขาของเรา

    และสำหรับแขนขาของเรา เราเตรียมความพร้อม เตรียมแผนการให้กับมันเสมอ

    บางทีเราเริ่มคิดว่า ถึงเวลาที่เราจะต้องขอความช่วยเหลือจากทั้งสองคน
    ด้วยการเริ่มมอบความเชื่อใจให้ หรืออาจจะหมายถึงการช่วยดึงทั้งสองคน
    ออกมาจากโลกสังคม กุ๊ย

    ในทางกลับกัน 
    จนถึงตอนนี้ เราไม่รู้สึกว่า คนสองคนนี้ เป็นคนที่ต่างจากคนธรรมดาเลย
    หรือบางที เราอาจจะเป็นกุ๊ยไปแล้ว จนแยกความจริงไม่ออก

                     อย่างแรกที่เราต้องทำคือ เลิกสงสัย เลิกแบ่งแยก 
    บางทีนั้นอาจจะเป็นวิธีเดียวที่จะอยู่กับมัน แล้วอาศัยพึ่งพากันได้อย่างเต็มที่ก็ได้

    .
    .
    .

    ตึก ตัก พลุบ พับ

                       ตกเย็น แดง กับ จ๊อด ก็รบกันอีกแล้ว 
    เราเลยมานั่งสังเกตซักพัก เห็นความหลากหลายในท่าทาง และวิธีต่อสู้
    แต่มันเรียกว่า 'มั่ว' มากกว่า

    คงเพราะ แดง และจ๊อด เจอคู่ต่อสู้มาหลายแบบ คงลอกเลียนมาใช้ 
    จนไม่มีรูปแบบตายตัว เรียกว่า เรียนศิลปะการต่อสู้มาจากการต่อสู้จริง ล้วนๆ 

                       แต่เราต้องผงะ หลังจากเห็นแดงรับหมัดด้วยใบหน้า แล้วจ๊อดเป็นคนเจ็บมือแทน
    แดงยิ้มเหมือนกับว่า รู้ล่วงหน้า แล้วเข้าไปรวบตัวข้างหลังจับเหวี่ยงลงกับพื้นหญ้า เหมือนมวยปล้ำ

    "เฮ้ย ทำได้ไงอะ" เราเผลอหลุดปากตะโกนออกไป

    จ๊อดกับแดงสังเกตเห็นเราที่สนใจจึงยิ้ม

     "หมายถึงท่าจับทุ่มเมื่อกี้เหรอคับ นั้นเพราะผมล่อให้จ๊อดต่อยเข้ามาเรื่อยๆจนได้จังหวะ-"

    "ไม่ใช่" เราตัดบทแดงก่อนจะยาวแบบไร้สาระ

    "เมื่อกี้แกตั้งใจรับหมัดแดงด้วยหน้า แล้วทำไมแดงเป็นคนเจ็บล่ะ" เราถามด้วยความสงสัย

                        แดง ตีที่แก้มของตัวเองก่อนพูดว่า

    "คงเพราะผมโดนต่อยบ่อยๆ จนรู้จังหวะที่เราสามารถเกร็ง 
    เพื่อขยับใบหน้ากระแทกหมัดกลับไปได้ แต่มันไม่ได้ผลทุกครั้ง..."

                         แดงส่ายหน้าก่อนจะกล่าวต่อ

    "ไอคนที่เรารบกันวันแรก
    หมัดของไอนั้น มันทะลวงแผนของผมอย่างน่าเสียดาย"

    เราก็เพิ่งรู้ว่า คนพวกนี้มีการวางแผนการเป็นด้วยเหมือนกัน


  •                        หลังจากตกดึก เรากับแดงและจ๊อด เดินไปซื้อของตามทาง
    ซึ่งจ๊อดรับผิดชอบเรื่องอาหาร ส่วนแดงตัดสินใจจะรับผิดชอบเรื่องทำความสะอาด

    ระหว่างทางเราก็พยายามอธิบายตัวของเราว่า เราใช้ชีวิตอยู่กับน้องในบ้าน
    ปัญหาที่น่าอาย ที่เราไม่เคยกล้าเล่าให้ใครฟัง เรากลับเล่าให้กับ กุ๊ย 
    ที่เราแอนตี้ มาตลอดชีวิต เล่าอย่างไม่ลังเล
     เราก็ไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเสียเท่าไหร่


                           เราแค่รู้สึกว่า กับคนเหล่านี้ 
    เราสามารถแสดงความอ่อนแอให้พวกเขาเห็นได้

                              พอถึงที่พัก แดงก็จัดการทำความสะอาดห้องในทันที จ๊อดเองก็เตรียมครัว
    ทำให้เรารู้สึกสบายใจขึ้น ที่ไม่ต้องเตรียม จัดการงานทุกอย่างในบ้านด้วยตัวของตัวเอง

     เป็นความรู้สึก ที่แปลก เพราะเรารับผิดชอบเรื่องทุกอย่างในบ้านมาด้วยตัวคนเดียว
    น้องๆถึงได้มีเวลาให้กับตัวเอง พัฒนา ฝึกฝน เพราะงั้น เราถึงได้เข้าใจ

    คงได้เวลาที่เราจะได้ฝึกฝนตัวเองบ้างแล้ว

    ว่าแล้วเราก็หยิบการบ้านขึ้นมาเคลีย เราแน่ใจว่า ทั้งสองคนคงอ่อนวิชาพวกภาษา
     หรือพวกประวัติศาสตร์ เราจึงคิดว่าควรติวตอบแทนเสียหน่อย

    โชคดีที่ คณะศิลปกรรม ไม่ต้องเรียนคณิตศาสตร์ แต่จะเจอกับพวกประวัติศาสตร์ 
    และสังคม งานฝีมือ เสียเยอะกว่า สองคนนี้ ถ้าขยันพอ ก็คงจะผ่านไปได้
  • "ลูกพี่ เอ้ย พี่มายด์ จะว่าไป ห้องพักนี้ ราคาเท่าไหร่คับ กว้างน่าดูเลย"

    แดงถูพื้นไป ซักพัก จึงพูดขึ้นด้วยความสงสัย

    "เราก็ไม่แน่ใจ แต่เจ้าของตึก รู้จักกับพ่อน่ะ คงได้ราคาดีหน่อย" 

    เราว่าก่อนจะถูกขัดด้วยกลิ่นหอมจากห้องครัว

    "โห หอมจัง"
    เรารีบวางอุปกรณ์วิ่งไปยังห้องครัว
    "แน่นอนคับ ถึงเราจะอยู่แบบคนจรจัด แต่เรื่องคุณภาพอาหารเท่านั้น ที่ผมขอการันตีคุณภาพ- 
    ระวังพื้นลื่นด้วยคับลูกพี่ เอ้ย พี่มายด์"

    แดงพยายามอธิบาย จึงตามมาในห้องครัวด้วย ปรากฏว่า จ๊อดกำลังทำต้มกระดูกหมู
    ภายในมีทั้ง หัวไชเท้า แครอท ที่เพิ่งซื้อมาจากตลาด มันดูเรียบง่าย แต่กลิ่นหอมมาก

    วันนั้น เป็นช่วงที่เราเฮฮามีความสุขกับชีวิตในบ้าน
    กับคนที่เหมือนคนในครอบครัว 

    เรารู้สึกว่า สองคนนี้ ไม่ใช่เป็นอะไรที่เรียกว่า กุ๊ยเลย
    หรือบางที

    เป็น กุ๊ย ก็ไม่เห็นจะเลวร้ายตรงไหนเลย ...

  • ค่ำคืนผ่านไปอย่างรวดเร็ว

    มีเรื่องตลกเล็กน้อย ตอนเราออกจากห้องน้ำพร้อมผ้าเช็ดตัว
    เราก็เกือบลืมไปว่า สองคนนี้ไม่ใช่พี่น้องแท้ๆที่เราเคยอยู่ร่วมด้วย

    แต่ทั้งสองคนก็ให้พื้นที่แก่เรามาก ด้วยการไปนั่งขดกันอยู่มุมห้อง หันหลังให้เรา

    "ในอ่างมีน้ำอุ่นนะ" เราพูดขึ้นให้ทั้งสองคนรู้ว่า เราใช้ห้องน้ำเสร็จแล้ว

    "คับลูกพี่ เอ้ย พี่มายด์"

    แดงมักจะเป็นคนพูดอยู่เสมอ ส่วนจ๊อดจะเป็นคนเงียบๆ ที่พูดขึ้นมาบางครั้งบางคราว
    สองคนนี้เหมือนกับพี่น้องฝาแฝด ถึงหน้าตาจะไม่เหมือนกันก็ตาม 

    แต่ทั้งคู่ก็มีอะไรที่คล้ายกันมาก โดยเฉพาะความบ้าๆบอๆ

    ทั้งคู่เหมือนกำลังตกลงเรื่องการใช้ห้องน้ำ

    เราเลยเตรียมที่นอนให้ด้วยการปูผ้าใกล้ๆเตียง
     ปิดเครื่องปรับอากาศในห้องนั่งเล่น 
    แล้วเข้านอน พร้อมหรี่ไฟในห้องลง

    ดูเหมือน "ทีม" ของเราพร้อมสำหรับชีวิตมหาลัยแล้ว

    พอรู้ว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว เราก็รู้สึกอบอุ่น ขึ้นมาอีกครั้ง

    รู้ว่ามีคนที่พร้อมจะสู้ไปพร้อมกัน รู้ว่ามีคนที่เราสามารถ วางใจได้เหมือนกับที่วางใจตัวของตัวเอง

    ความเครียดทั้งหมดในคืนนั้นหมดไป เรานอนมองไปยังหน้าต่างจนเผลอหลับไปในที่สุด


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in