หา !? ไส้เดือน !!!Dareka Ayumi
หา !? ไส้เดือน !!! (ตอนที่ 2 กฏหมู่)
  •                หลังจากจบการศึกษาจากระดับมัธยมปลาย 
    เราก็เข้ามาสอบตรง เข้าสู่มหาลัย 
    ถึงจะจบสายวิทย์ แต่เราไม่ลังเลที่จะเลือกศิลปะ

                    เพราะตอนที่เสียแม่ไปใหม่ๆ เราคิดว่า 
    เราต้องเป็นตัวอย่างให้กับน้องๆที่คลานตามๆกันมา 
    ด้วยการเรียนในสาขาที่เราคิดว่ายากอย่าง วิทย์-คณิต 

                    แต่ดูเหมือน น้องของเราทุกคนจะมีวุฒิภาวะ มีมุมมองที่กว้างกว่าเรา
    โดยเฉพาะน้องคนกลาง เป็นทั้งที่ปรึกษา และจิตแพทย์ส่วนตัวของเราเสียด้วย
    (น้องคนกลางพยายามเรียนด้วยตัวเอง เพื่อช่วยเหลือจิตผิดปกติ 
    เรื่องซิสค่อนของน้องคนสุดท้องนั้นแหละ
    รู้สึกปัญหาในบ้านเรา จะผลักพวกเราให้เก่งขึ้นในหลายๆด้านจริงๆ)

    เราเลยแน่ใจว่า เราไม่ต้องเลี้ยงน้องๆไปจนตลอดชีวิต

    เราเลยคิดจะทำอะไรเพื่อตัวเองบ้าง 

                        ไม่มีปัญหาตอนสอบ ถึงมีชื่อที่เราคุ้นๆอยู่ในรายชื่อผู้เข้าสอบด้วย เราไม่ได้ให้ความสนใจมันเท่ากับรายละเอียดชุดนักศึกษา ที่เรากำลังจะได้มาใส่ ต้องบอกว่ารู้สึกภูมิใจไม่น้อยเลยทีเดียว

    .

    .

    .


  •                       เราเป็นคนที่ชอบอ่านวรรณกรรม ดูหนัง ฟังเพลง เหมือนคนปกติ
     ชอบใช้เวลาอยู่กับตัวเองคนเดียว มากกว่าจะออกไปเที่ยวสังสรรค์ 
    (คงเพราะไม่มีงบซื้อเสื้อผ้า เราใส่เสื้อผ้าของแม่ที่หลงเหลืออยู่ แล้วโดนล้อบ่อยๆ
    ทั้งที่เราก็ชอบสไตล์ที่แม่ใส่)
     เราที่รับผิดชอบเป็นเสาหลัก จะต้องห่วงเรื่อง 'แบบอย่าง' มาเป็นอันดับแรก

                          ขืนเราเป็นคนฟุ่มเฟือย เราก็อาจจะหมดน้ำหนักในคำพูด 
    เกี่ยวกับเรื่องความฟุ่มเฟือย นั้นคือความรับผิดชอบ ที่เราแบกมาทั้งชีวิต

                          แต่เข้ามหาลัยคราวนี้ เหมือนกับการที่เราได้เริ่มต้นชีวิตใหม่
    เพราะน้องของเรา ก็ไม่ได้เป็นเด็กๆให้เราต้องคอยดูต่อไปอีกแล้ว
    เราจึงเริ่มจัดของ เตรียมย้ายไปอยู่หอพัก

                          ก่อนแผนการจะเริ่มต้น พ่อของเราก็นัดประชุม 
    และเตรียมโอนย้ายอำนาจของหัวหน้าครอบครัว ให้กับ หนึ่งในสองของสมาชิก
    ที่เหลืออยู่ในบ้าน

    "ให้หมีเป็นดีกว่าคับ"

                          แม็ก น้องคนกลาง ที่ดูพึ่งพาได้ จิตแพทย์ของบ้าน ปัดความรับผิดชอบให้ หมี
    ที่มีความผิดปกติทางจิต ซิสค่อน ความเห็นนี้ เรายืนค้านทันที แบบไม่รอฟังเหตุผล

     "บ้าแล้ว แม็กเป็นพี่สุดที่เหลืออยู่ในบ้านนะ ทำไมให้หมีเป็นล่ะ"

                            แม็ก นิ่งไปซักพัก ก่อนจะตั้งพอร์ตโฟลิโอของหมี ลงบนโต๊ะ

    "ถึงแม็กจะอายุมากที่สุดที่เหลืออยู่ในบ้าน แต่เรื่องบริหาร จัดการ 
    คนที่มีผลงาน รางวัล ที่แสดงถึงความรับผิดชอบสูงที่สุดในบ้านที่เหลืออยู่ ก็คือ หมี ..."

                             เราอ้าปากค้าง ก่อนจะพลิกแฟ้มสะสมผลงานของหมี แบบลวกๆ แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ดูเหมือนแม็กจะไม่ได้กุเรื่องขึ้น

    "พ่อ ! แบบนี้ ไม่ได้นะ!"

                              เราตะคอกใส่พ่อ ขณะที่พ่อของเราทำหน้าทำตาซีเรียส กอดอก สูดลมหายใจเข้าปอด พ่อเป็นคนที่เข้าข้างเรามาตั้งแต่ไหนแต่ไร เพราะงั้นเราเชื่อว่าพ่ออาจจะรับฟังบ้าง แต่ผลที่ได้คือ

  • "การให้หมี ได้ขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งผู้นำ จะทำให้เขาได้เข้าใจบทบาทของผู้มีความรับผิดชอบมากขึ้น"

                                พ่อของเรากล่าว ขณะหลับตา ไม่มองดูสายตาอ้อนวอนของเรา

    "ปัญหาไม่ใช่ตรงนั้นซักหน่อย พ่อก็เห็นไม่ใช่เหรอ ว่าหมีพยายามแค่ไหน ..."

                                  เราพยายามเหลือบไปมองหน้าน้องสายเลือดแท้ๆของตัวเอง
     เรามองเห็นแต่คำว่า ซิสค่อน เพราะ ทั้งชีวิต เราหาทางแก้ปัญหานี้ไม่ได้ แยกห้องก็แล้ว 
    ยังโดนสะเดาะกลอน ฝึกศิลปะป้องกันตัวก็แล้ว แต่หมีก็ฝึกเหมือนกัน แถมหลังๆมานี้
     ต้องอัดเข้าจุดยุทธศาสตร์ถึงสองสามครั้งกว่ามันจะยอมแพ้
     คือ หมีมันพยายามทำทุกอย่าง เพื่อทำให้เรายอมจำนน ถ้าเป็นผู้หญิงอ่อนแอ 
    เราไม่อยากนึกภาพว่าจะเกิดอะไรขึ้นไปแล้วบ้าง 
    แต่การที่เรายิ่งพูด อาจจะยิ่งทำให้ทุกคนเห็นความคิดแง่ลบ
    จนทำให้เราเสียความน่าเชื่อถือ 

    "เฮ้อ ก็ได้"

                               เรากล่าวตัดบท จนหมีนั่งยิ้ม ส่วนพ่อเราและแม็ก พยายามอธิบายต่อ

    "เราได้ฝากการดูแล รับผิดชอบ ไว้กับจิตแพทย์มือหนึ่งของบ้านแล้ว เพราะงั้นวางใจได้เลย"

                               พ่อของเราพูดด้วยเสียงเข้มฟังดูน่าเชื่อถือ แต่กลับขยับตัวยกนิ้วโป้ง ขึ้นมาเก๊กยิ้ม
    ทำให้ความน่าเชื่อถือ และคำพูดดูกลายเป็นเรื่องล้อเล่นไปในที่สุด

    "ใช่คับ อย่างน้อยแม็กก็ยังอยู่ที่นี้ เป็นที่ปรึกษาของหมีได้เหมือนกัน"

                                 แม็กกล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มท่าทีขึงขัง แต่ดันตีอกตัวเองรัวๆ จนกลายเป็นเรื่องขำขัน 
    พ่อลูกกันไม่มีผิด
  • .

    .

    .
      
                             ถึงเราจะเรียนวิทย์-คณิต แต่แพ้น้องๆในบ้าน เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ตลอด
     อย่างเราต้องการรู้ว่า มีสารเคมี(ยานอนหลับ)ปนเปื้อนในอาหารหรือเปล่า
     เราก็ต้องขอช่วยแม็ก น้องคนกลาง ดูให้ตลอด เฮ้อ 

                              แต่พอนึกถึงชีวิตมหาลัย เรากลับรู้สึกดีขึ้น และพร้อมที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ดีเปรสชั่นของเรา กำลังจะพัดผ่านพ้นไป ถึงเวลาก้าวสู่วันที่ท้องฟ้าแจ่มใส


                               เมื่อย้ายเข้าไปในหอพักใกล้มหาลัย เราก็เดินทาง ซื้อเครื่องแบบ ซื้ออุปกรณ์การเรียน
    รับผิดชอบตัวเองทั้งหมด 


    แล้วตอนนั้นเอง ที่เรื่องที่เราไม่คาด ไม่ฝัน ปรากฏขึ้นต่อหน้า ขณะกำลังแบกของกลับหอพัก

    นั้นคือเหตุการณ์ช็อค ระดับพายุใต้ฝุ่น เข้ามาในวันซึ่งท้องฟ้าแจ่มใส 

    ชีวิตใหม่ของเราเริ่มต้น และ จบลงทันที ด้วยคำพูดสั้นๆว่า

    " ลูกพี่ ! "

                         แดง หัวกะลา และ จ๊อด หัวฟู เข้ามาสวมกอดเราราวกับญาติ 
    ผู้ที่ได้กลับมาเจอกัน หลังพลัดพรากหายสาบสูญไปในช่วงเหตุการณ์พายุเข้า

                           ขณะเราอยู่ในสภาพร่างไร้วิญญาณได้ไม่นาน เราได้สติคืนมา จึงทิ้งของลงพื้น ก่อนจะแทงเข่าเข้าจุดยุทธศาสตร์ของมัน ก่อนจะฟันศอกซ้ำเข้าที่ดั้งจมูก 
    แล้วค่อยๆใช้สายตาข่มขู่จ๊อดอีกคนให้ปล่อยมือจากตัวเรา

    ตุ๊บ ตั๊บ 

                            แดง หัวกะลา ลงไปนอนม้วนตัวเหมือนกิ้งกือหดตัว ก่อนจะตามมาด้วยเสียงครวญคราง 
    ส่วน จ๊อด หัวฟู เห็นลักษณะเหมือนไก่ถูกเชือด ท่าทีไม่ดี จึงรีบปล่อยมือ พร้อมชูมือขึ้นแสดงท่าทียอมแพ้
    จึงหนีรอดจากการถูกเราสังหาร

    "ต้องขออภัยจิงๆคับ จริงพวกเราสงสัยมานานแล้ว 
    ทำไมต้องเลือกคณะศิลปะคับ ทั้งที่จบวิทย์"

                               แดง กล่าว พร้อมพยายามพยุงตัวเองขึ้น 
    ขณะใช้มือป้องกันจุดยุทธศาสตร์ของตนเองไปด้วย

    นั้นมันควรจะเป็นคำถามของเรา ทั้งที่เราบอกลาไปแล้ว ...

    นั้นทำให้เรานึกได้ว่า
     ถ้าเราไม่อธิบายให้ชัดเจน เจ้าพวกชอบมองโลกในแง่บวกนี้ 
    จะตีความเข้าข้างความคิดตัวเอง จนได้คำตอบที่เราคาดไม่ถึงอยู่เสมอ

    เราจึงถามเพื่อความแน่ใจ
    "พวกแก...ตามเรามาเหรอ ทำไมถึงไม่บอกกันบ้างล่ะ ?"

                               



  • แดง น้ำตาใหล ขณะที่จ๊อดไปตบบ่าให้กำลังใจ เหมือนฉากดราม่าไม่มีผิด

    "ใช่แล้วคับ เราเข้าใจ เพราะลูกพี่ บอกลาแบบนั้น
    เพื่อไม่อยากรบกวนให้พวกเราพยายามสอบเข้าไปในมหาลัยยากๆสินะคับ..."

    แดงหยุดซับน้ำมูกตัวเองก่อนจะกล่าวต่อ
    "พวกเราเลยไม่ปริปากพูด แอบติดตาม จนกว่าจะรู้ผลสอบ ถึงจะบอกได้"       
           

    หมายความว่า ถ้าเราสอบเข้าคณะแพทย์ พวกกุ๊ยนี้ จะต้องตามเรามาให้จนได้งั้นสินะ
    เป็นความรู้สึกที่ ควรจะปลื้ม หรือควรจะกลัวดี            

    "งั้นเหรอ อื้ม ทำดีมาก แต่วันนี้เราเหนื่อยแล้ว เจอกัน...วัน...เรียน..."    

    เราหิ้วข้าวของ กลับไปยังหอพัก ราวกับร่างไร้วิญญาณ
    เราจะทำยังไงดี เราจะจัดการยังไงดี

    หรือ ว่าเราจะไล่พวกนี้ไป
    แต่ 
    คนบ้าอะไรทำถึงขนาดเลือกเส้นทางชีวิตเพื่อติดตามคนอื่น

    "เรามีอะไรดีขนาดนั้นเลยหรือไง" 

    เป็นคำถามที่ เราพยายามทบทวนแค่ไหน เราก็ไม่พบคำตอบ นอกจากถามเจ้าตัวด้วยตัวเอง 
    แต่ถ้าช่วยไม่ได้ เราก็คงต้องทนอยู่กับพวกนี้ไปจนจบ

     ...อีกครั้ง
    ในฐานะ ... กุ๊ย

    .

    .

    .
  • คาปเรียนแรก เริ่มต้น
    ดูเหมือน แดง กับ จ๊อด จะยังไม่มาปรากฏตัว

    ทำให้เรารู้สึกโล่งอกเล็กน้อยที่ไม่ต้องพยายามอธิบาย ปรับความเข้าใจกับเพื่อนใหม่ตั้งแต่เช้า
    (สุดท้ายก็ต้องอธิบายอยู่ดี)

    อากาศดูแจ่มใส จนเดาได้ว่า คงร้อนมากในช่วงเที่ยง

    "เป็นไงบ้าง ชอบมหาลัยมั้ย"

                             รุ่นพี่ผู้ชาย ของคณะเรา ซึ่งเข้ามาจัดการดูแลแถวของกิจกรรมต้อนรับ
    ในช่วงหกโมงเช้า นัดพวกเราเจอก่อนจะเข้าห้องเรียน 
    โดยการสอนใช้อุปกรณ์ ทั้งวิธีฝึกฝน ขัดเกลาฝีมือในการวาด
    พร้อมเคล็ด และประสบการณ์อีกเล็กน้อย 

                              แล้วพายุก็มาถึง มันคือเสียงเดินลากเท้า จำนวนสองคน 
    ซึ่งเป็นเสียงจังหวะคาแรคเตอร์ของคนที่เราจำได้แม่น 
                               ด้วยความสงสัย เราจึงหันไปมอง
     สีหน้าของแดงกับจ๊อดอยู่ในจังหวะทะลุจุดเดือด
     (สีหน้าของคนที่เหมือนกับได้พบกับคนที่ฆ่าพ่อแม่ตัวเอง)

     ก่อนสองคนนั้นจะเริ่มเหวี่ยงหมัดเข้าใส่รุ่นพี่
    ที่พยายามซักถามเหตุผลในการมาสายของทั้งสองคน แล้วโดนไล่ออก 
    เรารู้สึกว่าผลที่ตามมามันอาจจะแย่สำหรับเรายิ่งกว่าเก่า

    "อ้า ขอโทษค่ะ"

    เราตะโกนลั่นให้รุ่นพี่ได้ยิน
    เพื่อนใหม่หันมามองเราด้วยความสงสัย 
    ขณะกำลังหมกมุ่นอยู่กับการเหลาดินสอในมือ 
    เพื่อเตรียมวาดภาพ

    "สองคนนี้ เพื่อนของหนู หนูดันไปบอกเวลาเขาผิดค่ะ"
    รุ่นพี่หันมายิ้มกับเรา แล้วพยักหน้าด้วยความเข้าใจ 
    (ก่อนที่จะเผลอไปเห็นสีหน้าอันโหดเหี้ยมของสองคนนั้นเข้า)

    "งั้นคราวหลังอย่ามาสายกันอีกนะ"

                               ขณะเราโล่งอก
     แดงกับจ๊อดยกมือทักทายเรา แต่สายตายังจับจ้องไปยังรุ่นพี่ที่กำลังเดินจากไป
     เราคิดว่าเราอาจจะไม่มีโอกาสหยุดสองคนนี้เป็นครั้งที่สอง 
    เมื่อเกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้นอีกเราจึงตัดสินใจสร้างความเข้าใจกับทั้งสองคน

    "ช่วยทำดีกับทุกคนหน่อยนะ เราอยากจะเรียนที่นี้เงียบๆ
     แล้วจบแบบเงียบๆ ไม่อยากให้มีเรื่องทะเลาะวิวาท 
    แล้วก็ถ้าจะติดตามเรา ต้องห้ามใช้ความรุนแรงอย่างเด็ดขาด"

    แดงกับจ๊อด พยักหน้า พร้อมโค้งด้วยความเคารพ จนเราต้องโค้งกลับ 
    เพื่อไม่ให้ดูเหมือนเราเป็นลูกพี่พวกกุ๊ยนี้

    "แล้วก็เราสามคน เป็นเพื่อนกัน ไม่มีลูกพี่ ไม่มีลูกน้อง"

    แดง กับ จ๊อด มีสีหน้าตกอกตกใจ แต่ก็หันมามองหน้ากับเพื่อน
     แล้วพยักหน้าเราเคยเห็นโมเม้นท์แบบนี้มาก่อน
     เลยชักหวั่นๆในความเข้าใจของทั้งสองคน
  • .
    .
    .

    "พี่มายด์ต้องเข้าใจว่า พวกเราไม่นับใครเป็นพี่นอกจากคนที่เรายอมรับ"

                                  ขณะนั่งกันอยู่หลังห้องเพื่อรออาจารย์เข้ามาสอน แดงพูดขึ้นมาเบาๆ
    จ๊อดเองก็พยักหน้าสนับสนุนความคิดของแดง

    "อืม ยังไงก็ได้ แต่อย่าไปใช้กำลังทำร้ายใครก็แล้วกัน"

    จ๊อด ยกมือขึ้น เหมือนต้องการจะถามอะไรเราบางอย่าง

    "...ว่าไง" เราพูดขึ้นเพื่อให้อนุญาติจ๊อดถาม (รู้สึกเหมือนเป็นครูประถมกำลังสอนเด็กอะ)

    "ถ้าเราโดนลงมือไม้ลงมือก่อนล่ะคับ" 

                                      จ๊อดที่ดูไม่ค่อยพูดค่อยจา ดูถ้าจะมีเหตุมีผลกว่าแดง 
    เราจึงทบทวนซักพัก แล้วก็รู้ว่า รุ่นพี่คงไม่ลงมือกับพวกเราก่อน

    "ถ้าโดนลงมือก่อน ... อืม... งั้นเอาแบบนี้"

    เราสูดหายใจก่อนจะพูดต่อให้จบประโยค

    "ไหนๆ พวกเราก็ไม่ใช่พวกมือสมัครเล่น ที่เตะต่อยไม่เป็น 
    แต่เพื่อไม่ให้ดูน่าเกลียด เหมือนเราเป็นพวกชวนทะเลาะวิวาท 
    ต้องมีใครคนใดคนหนึ่งของเราสามคน ที่อยู่ในเหตุการณ์ 
    ต่อสู้แทน แต่อีกคนจะต้องยืนเฉยๆเท่านั้น ไม่อย่างนั้น ..."

    เราหรี่ตาเล็กน้อย ด้วยความภาคภูมิใจกับกฏที่ตั้งขึ้น 
    "คนๆนั้นจะไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้ติดตามของเรา !"

    ดูเหมือน จ๊อด และ แดง พอใจกับคำตอบของเราด้วยการพยักหน้าอย่างช้าๆ

  • เราไปเข้าห้องน้ำ พูดกับตัวเองหน้ากระจกว่า
    เราจะต้องผ่านมันไปได้ด้วยดี 

    จากนั้นก็กลับมาที่ห้อง ด้วยความแฮปปี้

    "เด็กปีหนึ่งใช่มั้ย ทำไม ไม่สวัสดีรุ่นพี่"

    จ๊อด กับ แดง ยืนอยู่หน้าห้อง กับรุ่นพี่ที่ใส่ชุดบ้าน

    "ใครเป็นรุ่นพี่ของใครนะ"

    แดงว่า 

    เรารู้สึกหน้าถอดสี แต่ขยับหรือเปล่งเสียงไม่ได้
    เพราะเรารู้สึกว่า กฏที่เราตั้ง มันไร้ช่องโหว่

    แต่ภาพที่ปรากฏตรงหน้าต่อจากนั้นคือ แดง อมลมในปาก แล้วใช้มือตบที่แก้มตัวเอง 
    ราวกับเชื้อเชิญให้รุ่นพี่ลงมือก่อน

    "ถ้าเป็นรุ่นพี่จริง ต่อยก่อนเลยเด้ -"

    ผลั๊ก

    เสียงดังสนั่นไปทั่วทางเดิน แดงล้มไปนอนคว่ำหน้า นิ่งไปเลย

    จากนั้นจ๊อด ก็พยายามเหวี่ยงหมัด แต่พี่คนนั้นบล็อคหมัด

    เรารู้ทันทีวินาทีที่พี่คนนั้น ถอยก้าวออกไปหนึ่งข้าง

    "Boxing" 

    พี่คนนั้นกล่าว ก่อนจะรัวหมัดสองสามครั้ง แล้วจ๊อดก็ทรุดตัวลงไปนอนคว่ำหน้า
    เรายกมือขึ้นปิดปาก เพราะกลัวเสียงจะหลุดออกไป



  • "คราวนี้ เรียกรุ่นพี่ ได้แล้วยัง ไอพวกกร๊วก"

    รุ่นพี่คนนั้น กระทืบจ๊อดกับแดงสลับกันไปมา

    เราเริ่มไม่พอใจอย่างที่สุด เพราะแดงกับจ๊อดไม่มีศิลปะป้องกันตัว
    เป็นแค่พวกที่มีประสบการณ์ชกต่อย แต่รุ่นพี่น่าจะรู้เรื่องนั้นดี แล้วยังซ้ำเติมผู้แพ้แบบนั้น


    "พอได้แล้วมั้งค่ะ"

    เราพูดเสียงเรียบเพื่อกำจัดอารมณ์ที่ไม่จำเป็นของตัวเองออก
    จำได้ว่า เราเร่งฝีเท้าเดินไป จนยืนอยู่ใกล้ระยะโจมตี เพื่อข่มรุ่นพี่คนนั้น
    แต่เราไม่ได้ตั้งการ์ด เพียงแต่ยืนด้วยใช้เท้าซ้ายที่ไม่ถนัดนำเอาไว้
    แล้วเขย่งเท้าขวาเล็กน้อย เพื่อฟุตเวิร์ค 

    "โห่ว เด็กปีหนึ่งรอบนี้ มีนักมวยเสียด้วย"

    ดูเหมือนว่าเราจะประกาศตัวเยอะไป 
    รุ่นพี่คนนั้น ย้อมผมสีแดง ผิวคล้ำ หน้าตาก็ดูใช้ได้ 
    ทำให้เราคิดว่าคงไม่จำเป็นต้องลงมือ (ถือว่าหน้าตาดี รอดไปนะ)

    ฟุบ 

    เราตาเบิกกว้าง หายใจไม่ทั่วท้อง
    เพราะเราเพิ่งหลบหมัดของรุ่นพี่คนนั้นแบบอัตโนมัติ
    เรานึกไม่นึกว่าเค้ากล้าจะชกเรา

    "ฮ๊ะ-"

    เราเบ่งเสียงออกมา เพื่อเพิ่มแรง (ตามที่น้องคนกลางเคยแนะนำ)
    ก่อนจะสืบเท้าเข้าใกล้เป้าหมาย
    แล้วออกอาวุธโดยใช้แรงจากร่างกายทุกส่วนช่วยผลัก
    เพราะจะโค่นยักษ์ เราที่เป็นผู้หญิง แรงมันยังน้อยเกินไป

    เราใช้ศอกตีเข้าใต้คางของรุ่นพี่ แต่ดูเหมือนเค้าจะเอียงคอหลบ เลยเฉียดไปนิดเดียว

    เป็นครั้งแรกที่เราทุ่มทุกอย่างที่มีออกอาวุธใส่คู่ต่อสู้

    อาวุธที่เราออก ที่ตอนใช้อย่างเต็มที่ มันอาจะเสี่ยงถึงชีวิต
    แต่เรากำลังป้องกันตัว ป้องกันชีวิตของตัวเอง
    เรารู้แค่ว่า ความพยายามครึ่งๆกลาง มันไม่พอ


  • รุ่นพี่คนนั้นยิ้มเหมือนรู้ว่าตัวเองเหนือกว่า
    ทำให้เราเริ่มไม่พอใจเข้าไปอีก 

    เค้าเริ่มใช้ฟุตเวิร์ค แล้วเตะเราที่ขา เร็วกว่าเราเสียอีก
    ตอนนี้เราเสียการทรงตัว เสียจุดยืนจนล้มลงไปนั่ง
    ก่อนที่เราจะรู้ว่า นี้คือพลังของผู้ชาย ที่ฝึกฝน ต่อสู้มาเยอะกว่าเรา

    " หยุดเดี่ยวนี้นะ ! "

    เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังมาจากทางเดินของห้องน้ำหญิง
    เราหายใจหอบ เพราะความตึงเครียด ได้ถูกผ่อนลง 
    เรานั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น หันไปมองที่มาของเสียง

    "เดี่ยวนี้พี่เก่ง ลงมือลงไม้กับผู้หญิงด้วยเหรอคะ"

    พี่ที่ชื่อเก่ง หยุดฟุตเวิร์ค แล้วหัวเราะกลบความตึงเครียดของสถานการณ์

    "บ้าป่าว แค่เล่นๆกันเอง แอนนี่"

    ดูเหมือนพี่ผู้หญิงคนนั้นจะชื่อ แอนนี่ พี่ที่ชื่อเก่งกล่าว ก่อนจะเดินสวนเราไป

    "เผื่อจะเล่นกับผู้หญิงคนไหนอีก จะบอกให้รู้ว่า หนูยินดีเป็นเพื่อนเล่นให้ทุกเมื่อนะคะ"

    พี่แอนนี่กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ขณะที่พี่เก่งเดินสวนเธอไป

    "โห่ว น่ากลัวๆ แต่อย่าลืมว่า กฏของที่นี้ มีเฉพาะกฏหมู่นะ น้องแอนนี่"

    พี่เก่งกล่าวก่อนเดินหายออกไปจากตึก  
  • จ๊อดกับแดงดูเหมือนจะไม่เป็นไรมาก 
    หลังจากพี่แอนนี่ช่วยตรวจ ปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ในห้องพยาบาลมหาลัย

    "ปีหนึ่งเหรอ ชื่ออะไรนะ"

    พี่แอนนี่ พันผ้าตรงน่องที่ฟกช้ำให้กับเรา ก่อนจะถาม

    "มายด์ค่ะ ปีหนึ่ง" เราตอบ

    "ขอโทษด้วยนะ ในมหาลัยมันมีพวกผู้ใหญ่ที่เป็นเด็กปัญญาอ่อนอยู่เยอะ"

    พี่แอนนี่พูดขณะนั่งลงบนเตียงใกล้ๆ 
    "เพื่อนหนูก็เหมือนกันค่ะ ขอบคุณที่มาช่วยไว้นะคะ" เรากล่าวแบบยิ้มๆด้วยความเกรงใจ

    เพราะฝ่ายที่เป็น 'พวกผู้ใหญ่ที่เป็นเด็กปัญญาอ่อน' ฝ่ายเราก็มีเหมือนกัน
    เราคิดในใจขณะหันไปเหลือบมองแดงกับจ๊อด

    "มายด์เป็นสาวเป็นแซ่ คราวหลังถ้ามีเหตุการณ์แบบนั้นอีก เรียกคนให้ช่วยนะจ๊ะ"

    พี่แอนนี่พูดพร้อมกับหยิกแก้มเราเบาๆ 

    "เคอะ" เราตอบด้วยเสียงเพื้ยนๆ เพราะกระพุงปากโดนเธอหยิบไปใช้ 
    พร้อมกับความรู้สึกละอายใจ ที่ดันไปลงมือก่อเรื่องทะเลาะวิวาท  

    ซักพักเพื่อนของพี่แอนนี่ก็ตามมา และเราก็บอกลากัน
  • .
    .
    .
    หลังจากเรารอให้จ๊อดกับแดงได้สติ 
    พวกเราก็กลับเข้าไปเรียนปกติ

    ดูเหมือนทั้งสองคนจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น 
    ส่วนแผลที่ขา เราก็อ้างว่าหกล้มจนแค่ช้ำนิดหน่อย 

    พอถึงตอนเย็น 
    แดงกับจ๊อดก็สู้กันเอง สงสัยคงจะรู้ตัวว่าอ่อนแอเกินที่จะรบกับใครได้
    (แต่แพ้ขนาดนั้น ยังจะริสู้อีกเนอะ)

    "เฮ้ย ตอนสู้กันใครเค้าหันตัวไปตรงๆร้อยเปอร์เซ็นต์ หันข้างสิไอบ้า"

    เราตะคอกใส่ทั้งคู่จากในห้องเรียน ซึ่งเรากำลังเคลียการบ้าน

    "ไม่ได้นะคับลูกพี่-เอ้ย พี่มายด์ ไม่งั้นเราจะดูเหมือนกลัวคู่ต่อสู้"

    แดงตะโกนกลับมา 
    งั้นหมายความว่าเรายืนแบบกลัวคู่ต่อสู้มาตลอดสินะ

    "ความกลัวมันทำให้แกไม่แพ้นะ ไม่ดีเหรอ"

    ทั้งคู่ยิ้ม

    "ผมคิดว่าพี่มายด์จะไม่สนับสนุนให้พวกเราต่อสู้เสียอีก"

    เรารู้สึกว่าเสียเชิงให้สองคนนี้
     จึงไม่พูดต่อ ปล่อยให้สองคนนั้นลองผิดลองถูกกันเองตามใจ


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in