หา !? ไส้เดือน !!!Dareka Ayumi
หา !? ไส้เดือน !!! (ตอนที่ 1 เพื่อน)
  •                  เราชื่อมายด์ ชีวิตของเราตั้งแต่เด็ก จนโต ไม่เคยพบกับโมเม้นท์ของความรัก(จากคนนอก) 
    เราเป็นคนที่มั่นใจในหน้าตาของตัวเองมาก เราจึงไม่เคยพึ่งพาเครื่องสำอาง 
    อาจจะเป็นเพราะเห็นเพื่อนในชั้น ที่แต่งหน้าแล้ว ดูเหมือนตัวตลก
    หรือจะว่าไป อาจจะเป็นเพราะคนในครอบครัวของเรา มีเฉพาะผู้ชาย
    เราเป็นพี่คนโต เราจึงมักแสดงตัวเป็นเสาหลักของคนในบ้าน แถมแม่ของเรา
    ก็จากไปตอนที่เรายังอยู่ประถม เราเลยไม่มีต้นแบบ จนกระทั่งเข้าเรียนมัธยม

                       หลังจากเราขึ้นมัธยมปลาย ชีวิตเราก็เจอกับปัญหาพายุระดับดีเปรสชัน
    ซึ่งน้องคนสุดท้องของเรา ที่โตตามกันมาติดๆ ผันตัวเป็นซิสค่อน 
    ทำให้เราเลยต้องทิ้งความเป็นผู้หญิงเข้าไปอีก ด้วยการฝึกมวยแข็ง เพื่อป้องกันตัว

                        แม้คนในครอบครัวรู้ แต่ก็ช่วยอะไรเราไม่ได้ อีกอย่าง 
    เราคงไม่เคยเผยด้านที่อ่อนแอให้ใครเห็น แล้วเรามักจะเป็นคนตรงไปตรงมาเสมอ
    ถ้าเราบอกว่ารับผิดชอบได้ ทุกคนในบ้านก็จะเชื่อ และตั้งความหวังไว้ในตัวเราด้วยความมั่นใจ
    นั้นก็เพราะ เราไม่เคยทำพลาด เราเริ่มต้นรับผิดชอบตั้งแต่งานบ้าน ไปจนถึงเลี้ยงน้องทุกคน
    ในส่วนของแม่ที่จากไป

                          พ่อของเราเป็นคนที่มักจะออกเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดบ่อยๆ 
    เราจึงกลายเป็นผู้ปกครองที่ถูกแต่งตั้งโดยความชอบธรรม มีอำนาจสูงสุดภายในบ้าน

     
  •                         เราเป็นคนชอบช่วงเวลาก่อนฝนตก นอกจากจะมีลมพัดเย็นสบาย 
    แสงแดดก็ไม่จ้าจนเกินไป ชีวิตมัธยมของเราถ้าไม่นับปัญหาซิสค่อนของน้องคนสุดท้อง
    ทุกอย่างก็ดูราบรื่นดีมากๆ เพื่อนทุกคนในชั้นก็เป็นมิตร ครูอาจารย์ก็เป็นมิตร 
                            
                             ทำให้เรามีเวลาว่างที่จะฝันถึงชีวิตในอนาคต กับ เจ้าชายซักคน
    แน่นอนว่า ต้องหน้าตาดี และ มีฐานะ แต่นั้นเป็นแค่ชีวิตในอุดมคติ 
    ในตอนนี้ เราอยากประกอบอาชีพวาดรูปขายมากกว่า เราว่ามันก็โอเคดี
    ทั้งเรายังใช้เวลาว่างวาดรูป แต่เราไม่ชอบวาดให้ใครเห็น จึงไม่มีใครรู้
    สิ่งนี้ เลยถูกปิดเป็นความลับจากเพื่อนๆทุกคน

                               เห็นเราเป็นคนเงียบๆ แต่เราหยิ่งในศักดิ์ศรีที่กินไม่ได้ของตัวเองมาก
    เราจะเป็นคนตรงไปตรงมา ชอบก็พูด ไม่ชอบก็พูด ถึงแม้เพื่อนๆในห้อง อาจจะให้คำแนะนำมาบ้าง
    ว่าเราควรเก็บวาจา เก็บกริยา ให้ดูนิ่ง ให้ดูเหมือนเป็นคนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เสียหน่อย 
    เราจะดูมีเสน่ห์ขึ้นมาทันที

                                เราได้แต่รับฟังไว้ จนกระทั่ง คนที่มักจะทำตัวเป็น กุ๊ย จากห้องสี่ 
    มาล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวของเรา วันนั้น เราเลยแสดงศิลปะป้องกันตัว 
    ด้วยการฟันศอกเข้าตรงดั้งจมูกของมัน
    คนที่สอนมวยแข็งให้กับเรา ก็คือน้องชายคนกลาง 

    "พี่มีพรสวรรค์ด้านการต่อสู้"

    น้องชายคนกลางพูดขณะเห็นเราออกอาวุธ 
    เพราะเราเองก็คิดว่า เราออกการโจมตีได้ไวมาก
    แต่ ความไวเกินไปยังหมายถึงความแม่นยำที่น้อยลง
    ความหนักหน่วงที่ลดลงอีกด้วย (เพราะเราต้องอาศัยการรอ เพื่อส่งแรงจากทั้งร่างกาย)

    วิธีเดียวที่จะลดจุดอ่อนของเรา คือการใช้ส่วนที่แข็งของร่างกายเรา
    ปะทะเข้ากับส่วนที่อ่อนที่สุดของคู่ต่อสู้ (หลายคนคงนึกภาพออก)

                                  ทุกคนในห้องทึ่งกับสิ่งที่เราทำ จนปรบมือ โห่ร้องกันใหญ่
    แต่ ปัญหาไม่ได้จบตรงนั้น หลังจาก กุ๊ย มันพาเพื่อนนอกโรงเรียนมาประมาณ สี่ถึงห้าคนในตอนเย็น
                                   แต่ ทั้งห้าคน ไม่มีใครพกศิลปะป้องกันตัวติดมือกันมาเลย
    เราจึงแค่เดินถอยหลัง พร้อมออกอาวุธ เก็บทีละคน ที่ตามเข้ามา ทีละครั้ง หายใจไว้เพื่อเก็บแรง 
    ในไม่ช้า พวกกุ๊ยนั้นก็ยอมแพ้ แล้วใช้ปากต่อสู้กับเราแทน 

    "ไอ้ แว่นเอ้ย"
    "ไอ้ ไม่ใช่ผู้หญิง"
    "แม่* ไอ้หัวเถิก"

    สารพัดศัพท์กุ๊ย เรารู้สึกเจ็บแค้นนิดหน่อย จนเกือบวิ่งไล่ไปซ้ำ 
    แต่เราถือว่าศิลปะป้องกันตัว ไม่ใช่เครื่องมือเพื่อสนองอารมณ์ส่วนตัว

                                        
                                   อีกหนึ่งเหตุผล ที่เราไม่รู้สึกตื่นเต้น ไม่รู้สึกว่ามันยาก ขณะรับมือกับ 
    กุ๊ย 5 คนพร้อมกัน นั้นก็เพราะสถานการณ์แบบนี้ เราเคยเจอมาบ่อยมากๆ น้องคนสุดท้องนั้นแหละ
    ซิสค่อน เป็นมวยด้วยนะ แล้วพอมันสู้ไม่ได้ มันก็จะเรียกเพื่อนๆมา (ไม่อยากจะพูดแบบนี้ แต่ 
    ต้องขอบคุณมันนั้นแหละ) เพราะงั้น เราผ่านการต่อสู้มาอย่างโชกโชน จริงๆเราเอาชนะคนพวกนี้ได้ เพียงแค่อาศัยวิธีการสกปรก ดูเหมือนว่า คราวนี้ คงไม่จำเป็นเลย
          
                                
                                     แต่ปัญหาก็ยังไม่จบ

                                   ตุ๊บ 

                                    เสียงอะไรบางอย่างตกลงกับพื้น เราหันไปมองด้วยความสงสัย มันมีเด็กนักเรียนใส่กางเกงขายาว เสื้อแขนยาว หัวทรงกะลา ยืนอ้าปากค้างมองมาที่เรา เราจำไอเด็กคนนี้ได้ มันก็เป็นกุ๊ยเหมือนกัน ห้องเดียวกับไอคนเมื่อกี้ด้วย มันเคยเถียงกับครูหน้าเสาธงเรื่องเครื่องแบบ
     แล้วเป็นเด็กที่ขึ้นห้องปกครองบ่อยมาก เราไม่รู้จริงๆว่า มันรอดมาได้ไงจนถึงทุกวันนี้ 
                                    
                                     เราถอนหายใจ มองว่ามันคงทึ่ง เป็นเรื่องปกติ แต่ที่เราไม่เคยนึกถึงคือ
    ไอนั้นมันไม่ปกติ !
  •                                  ตื่นเช้ามา กุ๊ย หัวกะลานั้น มันรอเราอยู่ในห้อง พร้อมกับคนที่น่าจะเป็นเพื่อนมันอีกคน ตาตี่ๆ หัวฟูๆ ผอมๆ เราไม่แน่ใจว่ามันมาห้องเราทำไม เราจำได้ว่า มันอยู่ห้อง ม.6/4 ซึ่งเป็นห้องที่ทางโรงเรียนมีข่าวลือว่า เป็นห้องพิเศษ ที่เกินเยียวยา ครูอาจารย์เลยแทบไม่ต้องเข้าสอน 

                                      ข่าวลือดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริง เพราะพวกนี้สองคน มานั่งหลังห้องเรียนเราตอนเรียน เราเริ่มรู้ว่า นี้เป็นปัญหาแล้วล่ะ

    "โอ๊ย ฉองคนข้างหลังนั้น เป็นนักเรียนที่เน้ป่าวคั่บ"

    ครูสอนภาษาอังกฤษที่เป็นฝรั่ง พูดไทยไม่ชัด พูดขึ้นด้วยความสงสัย

    "เหี้ยอะไรวะ ไอฝรั่งขี้นก"

    กุ๊ย หลังห้อง นั่งข้างหลังเรา กระแทกโต๊ะตัวเองก่อนจะตะโกนลั่นห้อง
    หูย เราแทบสะดุ้ง รู้สึกเหมือนคลื่นเสียงมัน ทำทรงผมเราเกือบยุ่งไปหมด
      (สมชื่อเด็กห้องสี่จริงๆ)

                                    เราเป็นคนที่นั่งหลังห้องเหมือนกัน เราเลยคิดว่าต้องรับผิดชอบ ไล่พวกนี้ไป 
    "นี้ ช่วยออกไปได้มั้ย มันรบกวนครูและคนอื่นๆในห้อง"

                                  มันลุกขึ้นจากเก้าอี้พรวดพราด ทำหน้า ทำตา อ้าปาก เหมือนได้คนได้ยินสัญญาณไฟไหม้ ใส่เรา เราว่า มันต้องอยากจะลองมือกับเราแน่ๆ เราเลยกะตั้งใจจะนัดที่ให้ไปเจอกัน แต่ว่า-

    "ครับลูกพี่"

                                   มันพูดเบาๆ โค้งคำนับเรา จนคนที่อ้าปากค้างตอนนี้ คือเรานี้แหละ เรานั่งค้างอยู่ แต่เราสงสัยว่าเราอาจจะได้ยินผิด เราเลยเก็บอาการ ค่อยๆหันไปดูสถานการณ์ในห้อง ปรากฏว่า
     ทุกคนในห้องได้ยินเหมือนที่เราได้ยิน เพื่อนชายหลายๆคนดูเฮฮาเสียงดัง จนครูฝรั่งต้องบอกให้หยุด แล้วกลับไปเรียนกันต่อ

                                      แต่เหลือเชื่อ นั้นเป็นการพบกันครั้งแรก ของเพื่อนที่ดีที่สุดของเราทั้งสองคน 
    .

    .

    .

    .

                               
  •                                   จริงๆแล้ว เราบอกให้พวกนั้นด้วยน้ำเสียงเข้มอย่างจริงจังว่า 
    "เราไม่ใช่ลูกพี่พวกนาย ช่วยอย่าทำอะไรแบบนั้นอีกแล้วนะ เราไม่อยากเกี่ยวข้องกับคนอย่างพวกนาย"

                                      กุ๊ยทั้งสองคนดูช็อคน่าดูอะ บางทีเราก็คงพูดแรงไป เด็กหัวกะลาคนนั้นมองหน้ากับเพื่อนหัวฟูอีกคน ก่อนจะพยักหน้า แล้วก็โค้งคำนับ เราโล่งอกที่เคลียกันเข้าใจ แต่เราเข้าใจผิด ซึ่งเรามารู้เอาทีหลัง

    .
    .
    .
                                         
                                  ด้วยความที่ เราเป็นคนปกติอะ ถ้าเราไปข้องเกี่ยวกับคนไม่ดี อย่างพวกกุ๊ย ชีวิตเราก็จะต้องเป็นแบบคนพวกนั้น อีกอย่าง เราเป็นคนมีความรับผิดชอบ เกินกว่าจะไปสุงสิงกับเด็กห้องสี่

    และแล้ว ข่าวการทะเลาะวิวาทของเด็กห้องสี่ก็มาถึงหูเรา 

    "เฮ้ย ลูกน้องแกโดนหามไปโรงบาลแล้วไอมายด์" 

                                 เพื่อนผู้ชายที่เป็นตัวตลกของห้อง ชื่อเอก วิ่งเข้ามาพูดในกลุ่ม ทุกคนในห้องหันมามองหน้าเราด้วยความสงสัย ว่าเราจะเคลื่อนไหวอย่างไร เพราะ นั้นเป็นครั้งแรกที่ทุกคนรู้จักเราในฐานะ 'หัวหน้านักเลง' 

    "ไม่รู้จักโว้ย มันทึกทักไปกันเอง หลังจากเห็นเรามีเรื่องกับไอพวกเด็กวันก่อน"

    เราตะโกนให้คนทั้งห้องได้ยิน และเข้าใจตรงกัน

    พับ เสียงมือของเพื่อนชายอีกคน จ็อปหัวหน้าห้อง ตบที่หลังเราเบาๆ
    "มายด์ แกไม่ต้องห่วงว่าพวกเราเข้าใจผิด แกรีบไปดูอาการลูกน้องของแกดีกว่า"

                                ก่อนเราจะเถียง อ้าปากพูด คนในห้องตะโกน เฮ รอบใหญ่ 
    แล้วเพื่อนผู้หญิงก็มาฉุดกระชากลากเราไปโรงบาล นั้นเป็นการหนีโรงเรียนครั้งแรกในชีวิตของเรา
    เราไม่มีจังหวะได้อธิบาย เพราะเหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็วมาก ทั้งคำถาม ทั้งมุขตลกของคนในห้อง

    เราได้แต่ถอนหายใจช่วยไม่ได้
    ถือว่ามาหนีเที่ยวซักครั้งในชีวิตแล้วกัน
    เพราะดูท่า คนในห้องจะตื่นเต้นกับเรื่องหนีเที่ยวมาก
    เราไม่อยากทำลายบรรยากาศ เลยเงียบไว้

    ทั้งห้อง กว่ายี่สิบคน โบกรถสองแถว นั่งไปถึงโรงบาล
    "เฮ้ย ไอมายด์ ลูกน้องแกชื่อจริงอะไรวะ"

                               เอก ตะโกนถาม จากเคาเตอร์ที่หน้าโรงบาล 
    ขณะที่พนักงานกระพริบตาด้วยความประหลาดใจ
    และคนหันมามอง ด้วยความขายหน้าในสายตาของประชาชน
    เราจึงเดินเข้าไปพูดใกล้ๆ 

    "กุบอกว่ากุไม่รู้จักมัน ไม่รู้เว้ย-"

    เรากระซิบ แต่มีคนมาขัดจังหวะ

    "ศุภเรศ รัตนพันธ์ กับ จีรวัตร จารุสาร คับ" 

                                 ห้วหน้าห้อง ที่ชื่อจ็อป ขยับแว่นของตัวเอง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงซีเรียส
    ไอนี้ มันสมควรจะเป็นนักเรียนดีเด่น เป็นศักดิ์ศรี เป็นต้นแบบของโรงเรียนเราแท้ๆ
    เราเลยหมดอารมณ์ที่จะต่อล้อต่อเถียง 
  •                              พอไปถึง ห้องฉุกเฉิน พยาบาลแนะนำให้คนอื่นๆรอข้างนอก 
    เราจึงเดินเข้าไปกับจ็อป 

    "ทำไมแกถึงรู้จักพวกนั้นได้อะจ็อป"

                                 เราพูดระหว่างเดินไปยังที่หมาย 
    จ็อป ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะยิ้ม ขยับแว่น พร้อมเสียงกระแอมอีกเล็กน้อย (เยอะ)

    "สิ่งที่น่าสนใจ เรารู้ทั้งหมดนั้นแหละ"

    (อ่า หมอนี้มันกูเกิลเดินได้นี้เอง)

    .
    .
    .
    .

                                  เราไปถึงห้องรวม เห็นสภาพของเด็กสองคน ปิดผ้าพันแผล สายน้ำเกลือโยง
    "สภาพดูไม่ได้เลย แล้วเรื่องมันเป็นมายังไงอะ" เราถามจ็อป

    "อยู่ๆสองคนนี้ ก็เข้ามาอาระวาดในห้อง ท้าสู้กับคนทั้งห้องสี่ เพื่อจะเป็นจ่าฝูง
    คนทั้งห้องสี่ก็เจ็บตัวไปเหมือนกัน เพียงแต่สองคนนี้ ที่หนักที่สุด แต่พวกเค้าสู้แบบถวายชีวิตแล้วล่ะ..."

                                    จ็อปพูดเหมือนกับคนอยู่ในเหตุการณ์ 
    จู่ๆเราก็รู้สึกว่า เรื่องนี้มันเกี่ยวกับเราจากคำพูดของจ็อป 
    แต่เราพยายามไม่สนใจ 

    แคร๊กๆ 

                               เราสะดุ้ง เพราะ เตียงคนไข้ขยับ ไอตัวหัวกะลานั้น มันเริ่มขยับตัว ลุกขึ้นมายืน
    เราต้องอ้าปากค้าง เพราะได้พบกับเหตุผลที่แท้จริง

    "ผมกับจ๊อดยึดห้องสี่ได้แล้วคับ เราพยายามพิสูจน์ว่าเรามีค่า ที่คู่ควรกับตำแหน่งลูกน้องสำเร็จแล้ว"

    กุ๊ยหัวกะลานั้นพูด ขณะที่เรายืนเหมือนคนวิญญาณหลุดออกจากร่าง
    .
    .
    .
    "ทำดีมาก"

    อยู่ๆประโยคสั้นๆ ก็หลุดออกจากปากเรา
    เฮ้ย ! 
    เราพยายามทวงคำพูดคืน แต่ศักดิ์ศรีมันค้ำคอ 

    "ต่อจากนี้ไป อย่าลงมือทำอะไรโดยไม่ปรึกษาเราก่อน"

                   สุดท้าย เราก็พูดไปเหมือนกับกำลังเล่นละคร ในใจแทบอยากจะกรีดร้อง
    แต่สองคนนี้เจ็บตัว เพราะเราดันไปพูดให้พวกเค้าเข้าใจผิด
    เราเองที่พลาด เพราะไม่ยอมอธิบายให้ชัด ว่าทำไมเราถึงไม่อยากคบหากับคนพวกนี้

    แต่ ในใจเราคิดว่า ไม่เป็นไร  ปีสุดท้ายแล้ว อย่างน้อยก็ทนๆเรียนจบไป
                   



  • จนในที่สุด วันจบการศึกษาจากมัธยมปลาย 

    "งั้น ขอบคุณสำหรับที่ผ่านมาเนอะ"

    เรากล่าวกับพวกลูกน้องของเรา แดง (หัวกะลา) กับ จ๊อด (หัวฟู)

                      ทั้งสองคนทำท่าตกใจ หันมามองหน้ากันกับเพื่อน
    ก่อนจะยิ้มแล้วพยักหน้า โค้งคำนับ 

                  ฮ่า ในที่สุด เราก็จบการศึกษา ตลอดช่วงที่ผ่านมา ไอสองคนนี้ มันมาเรียนในห้องเดียวกับเรา 
    เดินตามหลังเรา แต่เราต้องยอมรับว่า พวกนี้ คือหนึ่งในเพื่อนร่วมชั้น เพื่อนร่วมห้อง
     ชีวิตกุ๊ยของเราจบแล้ว ได้เวลาเริ่มต้นใหม่เสียที (เป็นไปตามแผน)
    .
    .
    .
    .

    เราสอบเข้าคณะศิลปกรรม สู่รั้วมหาลัย เป็นช่วงที่เราตัดสินใจเรียนศิลปะ
    วันสอบ วันนั้น 
    ทำให้เรารู้ว่า

    เราคิดผิดเรื่องหนึ่ง

    ว่า การใช้ชีวิตแบบกุ๊ย จะจบไปกับมัธยมปลาย . . .

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in