365 Days of Summerchocr011
8/21
  • เช้าวันจันทร์ นี่เราไม่ได้เขียนบันทึกนานขนาดไหนแล้วนะ
    วันนี้ไม่มีเรียนแปดโมงเหมือนพรุ่งนี้ 
    วันนี้ต้องจ่ายค่าเทอม แต่ไม่รู้ว่าพ่อโอนเงินมารึยัง 
    คงยังมั้ง เพราะเพิ่งบอกไปเมื่อวานว่าเสียค่าเทอมเท่าไหร่ 
    พ่อบอกว่าจ่ายค่าเทอมแล้วส่งใบเสร็จมาให้ดูด้วย 
    เซฟใบค่าเทอมใส่แฟลชไดร์ฟตัวจิ๋วเรียบร้อย เตรียมปริ้น แล้วเอาไปจ่ายที่ธนาคาร 

    วันนี้จะได้เรียนวิชาวรรณกรรมญี่ปุ่นร่วมสมัยเป็นภาษาไทยสักที 
    คิดถึงการเรียนเป็นภาษาไทยมาก เพราะไปแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่นมาเกือบปี 
    เอียนภาษาญี่ปุ่นมากๆ ฮาา จากที่เคยเกลียดภาษาอังกฤษ ตอนนี้เริ่มทำใจให้กลับมาชอบได้แล้ว 

    ปีนี้จะมีรุ่นน้องไปแลกเปลี่ยน ม.ญี่ปุ่นที่เดียวกับที่เราเคยไปตั้งสองคน แถมได้ทุนทั้งคู่ 
    ลึกๆแล้วรู้สึกดีใจมากที่ปีนี้มีน้องๆไปที่เดียวกัน คิดมาตลอดและคงกลายเป็นอะไรที่ฝังใจไปแล้ว 
    เพราะตอนเรียนอยู่ที่นั่น เราไม่ค่อยตั้งใจเรียน 
    ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ เลยคิดว่าทำให้มหาวิทยาลัยเสียชื่อรึเปล่าหนอ
    นี่ถ้าไม่ได้เรียน สถานะตอนนี้ก็นีทดีๆนี่เอง 
    แหนะ ยังกล้าพูดว่าตัวเองเป็นคนดี จริงๆแล้วเราว่าเราเป็นคนสร้างภาพพอตัวเลยนะ 
    สร้างภาพว่าตัวเองเป็นคนดี เอียนตัวเองแปลกๆ เกลียดการมีอยู่ของตัวเอง 
    โดยเฉพาะเวลามองตัวเองในกระจกแล้วอยากจะเอาอะไรเขวี้ยงใส่ให้มันตายไปเลย 
    ดูความคิดสิ ปกติที่ไหน 

    นี่ถ้าตอนนี้มีความสุขดี คงไม่มานั่งพิมพ์อะไรทบทวนตัวเองหรอก 
    ซื้อของมาฝากอาจารย์ที่ปรึกษาด้วยแหละ แต่ยังไม่กล้าโผล่หน้าไปหาเขา 
    ยังรู้สึกเสียใจ เหมือนเราไปทำให้เขาผิดหวังในตัวเราซ้ำๆซากๆ 
    ค่อยไปหาตอนที่เอาใบดรอปไปให้เขาเซ็นดีมั้ย เขาคงคิดในใจว่า "อีกแล้วเหรอ..." 
    นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราจะดรอป แต่จริงๆอาจารย์เขาคงไม่ได้คิดอะไรหรอก 
    คงทำหน้าที่ไปตามปกติของเขาล่ะนะ เหมือนทุกๆครั้ง 
    เขาก็ทำหน้าที่อาจารย์ที่ปรึกษาได้ดีมาโดยตลอด 

    ถ้ามันจะมีอะไรผิดพลาด ก็คงเป็นเราเองที่คิดอยากเรียนมหาวิทยาลัย 
    ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ จะไม่เรียนต่อแล้ว จบ ม.6 คงหาทำงานแถวโรงงานเลย 
    มีเงินเดือนให้แม่ แม่คงดีใจ ก็เท่านั้นแหละชีวิต ไม่รู้ว่าตัวเองอยากจะไขว่คว้าหาอะไรนักหนา 
    ชื่อเสียงเงินทอง ต้องการรึก็ไม่ จริงๆแล้วแค่อยากเรียนศิลปะเท่านั้นเอง แต่ทางบ้านไม่เห็นด้วย 
    อยากบอกแม่ว่า ถ้าจะกำหนดชีวิตลูกขนาดนี้ ก็บังคับให้ทำอะไร สอบเข้าอะไรตั้งแต่ยังอยู่ ม.6 ได้มั้ยล่ะ คือแม่เราอยากให้เราเป็นข้าราชการน่ะ ช่วงนี้ใกล้เรียนจบแล้ว เลยโดนกรอกหูตลอดที่กลับไปบ้าน 
    ว่าเรียนจบแล้วรีบสอบราชการเลยนะ 
    ถ้าลูกไม่ได้ทำงานราชการ 
    แม่คงนอนตายตาไม่หลับ 
    ประโยคนี้ดังก้องอยู่ในหูเราจนถึงวันนี้ 
    แม่ก็ยังเป็นแม่ที่ควบคุมชีวิตเราต่อไปจริงๆ 

    คือว่า เมื่อวานเราได้ตัดสินใจว่าจะไม่เรียนวิชาจิตวิทยาตัวที่ลงเรียนไป เพราะงานกลุ่มเยอะ
    แถมพอมาคิดดูว่าเทอมหน้าถ้าต้องเรียนจิตวิทยาอีกสามตัว เพื่อเก็บเป็นไมเนอร์ ก็ไม่น่ารอด 
    เราเกลียดตัวเองที่ชอบประเมินตัวเองไว้สูง คิดว่าคงเรียนได้ เอาให้จบก็พอ 
    แต่จริงๆ พอมาเจองานกลุ่มเยอะๆ แล้วก็ตายไปเลย เป็นแบบนี้ตลอด 
    หาสาเหตุไม่ได้ว่าทำไมถึงเรียนวิชาที่มีงานกลุ่มไม่รอด 
    ตอนมัธยมมีเพื่อนคนนึงเคยพูดว่า เราเป็นคนเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ อีโก้สูง 
    มันก็คงเป็นแบบที่เขาว่าจริงๆ 

    มาคิดดู ถึงไม่ได้ทำอะไรเลวๆให้คนอื่น ก็โดนคนอื่นเกลียดอยู่ดี 
    เศร้าจัง อยากตายไปให้พ้นๆ แต่ก็ไม่กล้าฆ่าตัวตาย 
    มาคิดดูเราเป็นคนที่ไร้ค่ามากเลยอ่ะ 
    ในฐานะลูก ก็ไม่สามารถทำให้แม่ภูมิใจได้เลย ถึงแม้เราจะเคยเรียนดี ได้รางวัลจากการประกวดสมัยมัธยม แม่ก็ไม่เคยชมเราเลยสักครั้ง จำได้เลยว่าพอมาถึง ม.6 ตอนที่เราสอบติดแล้ว พอบอกแม่ แม่ดูดีใจมาก แต่เป็นเราที่มานั่งงงเอง ว่าสอบติดแล้วไปไหนต่อวะ เราอยากเรียนอันนี้จริงๆเหรอ แน่นอนว่าตอนนั้นสอบติดคณะที่ไม่ได้เรียนในตอนนี้หรอก นี่ก็เรียนในมหาวิทยาลัยมาหลายปีแล้ว 
    สภาพตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับปลิงดูดเงินพ่อแม่ไปวันๆ ถ้าเราตายไปซะ เขาคงโล่งใจ 

    หลังกลับมาจากญี่ปุ่น เราก็คิดนะว่า อยากปรับปรุงตัวเอง ก็ปรับปรุงได้แค่อาทิตย์แรกที่เปิดเทอม ตอนนี้ก็กลับมารุงรัง เป็นคนขี้เกียจเหมือนเดิม ถ้าจะมีอะไรที่ทำให้ชีวิตเราฉิบหาย ก็คงเป็นความขี้เกียจในตัวเรานี่แหละ 

    วันนั้นเพื่อนมาเที่ยวห้อง ระบายให้เพื่อนฟังว่าตอนนี้ไม่รู้ว่าเรียนจบแล้วจะไปทำอะไรดี คือที่อยากทำน่ะมันไม่มี ถึงงานจะมีเยอะก็เถอะ ไปกระโดดลงแม่น้ำลึกๆให้ตายก็คงรับสภาพศพตัวเองไม่ไหว ที่กลัวอีกอย่างคือ กลัวว่าถ้าฆ่าตัวตายแล้วไม่ตาย จะรับสภาพตัวเองหลังจากนั้นไม่ได้ 

    เคยมีความฝันนะ แต่ตอนอยู่ญี่ปุ่น เจอกับสภาวะการเงินขัดข้องหนักๆแล้วรู้เลยว่า ฝันที่มีก็แค่ฝันหวาน ฝันลมๆแล้งๆ เงินจะกินยังไม่มี จะเอาสมองที่ไหนไปคิดเรื่องความฝัน อนาคต จะเอาแรงที่ไหนไปตั้งใจเรียน พูดแบบนี้ก็คงหาว่าแก้ตัว ซึ่งก็จริงแหละ เรามันคนเห็นแก่ตัว ไม่เคยคิดโทษตัวเองเลย เพื่อนก็บอกว่า อย่าคิดมาก พอเรียนจบแล้วมันจะมีทางไปของมันเอง มันคงทำให้เรามองเห็นอะไรชัดขึ้น แต่เราก็อยากมีเป้าหมายแบบใครเขาบ้าง ที่เขาขยันเรียนกันแทบเป็นแทบตาย เพื่อให้ได้เกียรตินิยม เรานับถือพวกเขามากเลย การเรียนในมหาวิทยาลัยให้ได้ A ทุกตัวนี่ไม่ง่ายเลย เราลองแล้ว ไม่รอด

    เหมือนตัวเองมีกำแพงสูงๆที่ก้าวข้ามไม่พ้น 
    พักการเรียนดีมั้ยนะ 
    แล้วเมื่อไหร่จะเรียนจบ
    ไม่รู้ ปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตได้มั้ย ตอนนี้ไม่อยากคิดอะไรแล้ว
    เอาแต่หนีแบบนี้ เมื่อไหร่จะกล้าเผชิญความจริงวะ
    พยายามแล้ว แต่ไม่รอดอ่ะ 
    ก็พยายามให้มากกว่านี้สิ
    ไม่อ่ะ อยากจบละ
    เรียนจบ?
    จบชีวิตน่ะ
    อย่าเพิ่งดิ อยู่ด้วยกันก่อน
    พอเถอะ อย่าให้ต้องพูดซ้ำๆเลย 
    จริงๆนะ 
    อยากให้อยู่ 
    อยู่เถอะ
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in