เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
SAY YES TO LOVE - ใครๆ ก็เคยรัก... หรือว่าไม่จริง?Maya Jett
Heartbreakfree : วันที่ปล่อยหัวใจออกมาจากกรง
  •     

        หลังจากที่เคยคิดว่ารักคนๆ หนึ่งมาตลอดหนึ่งปีเต็มๆ เป็นหนึ่งปีที่เราไม่ได้เจอกันและแทบไม่ได้ติดต่อกันเลยแม้แต่น้อย ยังดีที่มีโลกโซเชี่ยลให้เราได้แอบตาม แอบเห็นความเคลื่อนไหวและอัพเดตชีวิตของเธอบ้าง แต่ถึงยังไงเราก็ไม่ได้คุยกันเลยแม้แต่น้อย จนเราเคยคิดด้วยซ้ำว่าคงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว กับความรักที่คิดว่าเป็นการตกหลุมรักที่แรงที่สุด อิมแพคที่สุด และคงไม่มีวันจะชอบใครได้มากเท่านี้อีกแล้ว.. มันก็คงจะจบลงไปอย่างช้าๆ ด้วยการไม่รู้จักกันอีกเลย น่าเสียดาย 

    แต่ใจเราไม่เคยคิดแบบนั้นเลย ลึกๆ เชื่อเสมอว่าเราต้องได้เจอกันอีก

        จะเล่าให้ใครฟังคงไม่ค่อยมีใครเข้าใจ เพราะเคสนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ คือไปตกหลุมรักใครสักคนที่อยู่ในประเทศที่ไกลจากบ้านเราเป็นพันๆ ไมล์ ตกหลุมรักเค้าทั้งที่ไม่ค่อยจะรู้จักเค้าด้วยซ้ำ ตกหลุมรักตั้งแต่วันแรกที่เจอ และได้เจอแค่สามวัน หลังจากนั้นก็ต้องบินกลับบ้าน พอกลับมาก็คิดถึง อยากสารภาพความรู้สึก (ที่ตอนนั้นไม่ยอมทำ) ก็เลยเขียนจดหมายไปหา ส่งข้อความไปหา เธอพยายามคุยด้วยเท่าที่ทำได้อยู่เสมอจนกระทั่งวันหนึ่งชีวิตเธอเปลี่ยน และในที่สุดเธอก็หายไป

        ดูสิ ตกหลุมรักใครคนนึงแบบขั้น MAX แต่ทำอะไรไม่ได้ จะให้ลืม จะให้ไปชอบคนอื่น ก็หาไม่ได้ ในประเทศนี้ไม่มีอีกแล้วแน่ๆ คนแบบนั้น ต้องเธอคนเดียวเท่านั้น แต่มันเป็นไปไม่ได้ (หรืออาจเป็นไปได้น้อย) จนในที่สุดก็ยอมรับและปล่อยให้เรากลายเป็นคนแปลกหน้ากัน จนในที่สุดเมื่อเวลานั้นมาถึงอีกครั้ง เราไม่คิดว่าเธอจะยอมมาเจอ

        วินาทีที่เรากำลังเดินไปหาใครสักคนที่ไม่ได้เจอมาเป็นปีๆ มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายยากมาก มันก้ำกึ่งระหว่างความตื่นเต้น ความกลัว ความประหม่า ความดีใจ และวินาทีที่กำลังจะเดินไปเจอเธอ คนที่ไม่ได้เจอมาเป็นปี คนที่เราเจอกันครั้งสุดท้ายคือปีกว่าๆ มาแล้ว และความรู้สึกเราค้างไว้ที่เราชอบเธอ...

        แวบแรกที่เจอหน้าเธออีกครั้งมันอธิบายยากมาก เรายิ้มให้กัน กอดกันแน่น แน่นมากๆ จนรู้สึกเหมือนเปิดทีวีดูซีรีส์ตอนใหม่ที่เราดูค้างไว้ที่ตอนเก่าที่จบไปเมื่อปีที่แล้ว (ให้รอนานสัสๆ) และพอเปิดมาใหม่ ทุกอย่างก็ดูคล้ายเดิม แต่มีบางอย่างทีเปลี่ยนไป..

        เธอตัดผมสั้น สั้นกว่าเดิมตั้งเยอะ เธอแต่งตัวแปลกไปจากครั้งก่อนที่เจอกัน เรียกได้ว่าเธอเปลี่ยนลุคไปมาก เปลี่ยนสไตล์การแต่งตัว และอิทธิพลส่วนใหญ่ที่ทำให้เธอเปลี่ยนไปแบบนี้ก็คงไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากแฟนใหม่ของเธอ เรารู้ดีทุกอย่าง เราติดตามเธอตลอด เพียงแต่เราไม่ได้คุยกันเลย และครั้งนี้เรามาเจอกันอีกครั้งเราก็มีเรื่องมากมายให้คุยกัน ในหัวเราคิดอะไรเยอะแยะไปหมด แต่จากการที่เตรียมตัวมาอย่างดีตลอดหนึ่งปีว่าเจอหน้าเธออีกทีจะไม่เงียบ จะไม่เขิน จะร่าเริง จะกวนตีนแบบที่ตัวเราเป็น สุดท้ายแล้วพอมาเจอเธอเราก็กลายเป็นเหมือนเดิมอีกละ... เราเงียบ แต่ก็คุยกับเธอตลอด เพียงแต่เราไม่ได้ทำตัวเหมือนเวลาเราอยู่กับเพื่อนคนอื่นๆ เราตื่นเต้น เราดีใจจนไม่รู้จะอธิบายยังไง น้ำเสียงและรอยยิ้มของเธอยังคงเหมือนเดิม ดีใจจังที่ได้ยินเสียงนี้อีกครั้ง

        ก่อนหน้าที่จะเจอกันเราแอบหวังว่าเธอคงจะไม่พาแฟนมาเจอ แล้วเราก็รู้ดีว่าเธอคงไม่ทำแบบนั้น แต่พอเราเจอหน้ากัน ไปหาอะไรกินกัน เราก็เริ่มพูดถึงชีวิต และเธอก็เริ่มพูดถึงแฟนเธอ

    “เราเล่าเรื่องเธอให้โจฟัง โจอยากเจอเธอนะ ถ้าเธอโอเคเราจะเรียกโจมาที่นี่ หรือไม่ก็ไปหาโจที่บ้านเราก็ได้... ถ้าเธอโอเคนะ แต่ถ้าไม่อยากเจอเราอยู่ที่นี่กันสองคนก็ได้”


    เธอพูด

    เรายิ้มแล้วบอกว่า

    “อยากเจอสิ เราอยากเจอโจมากเหมือนกัน”
    “จริงเหรอ!”

        เธอดูดีใจมาก เราดีใจที่ทำให้เธอดีใจ และเราก็ไม่ได้โกหกด้วย เราอยากเจอแฟนเธอจริงๆ เราอยากรู้ว่าโจจะเป็นคนยังไง เธอถึงรักหมดใจและสามารถพูดได้ว่าคือ “The love of my life” ได้ขนาดนี้

        เธอขอโทษทุกเรื่องที่เคยเกิดขึ้น ทั้งเรื่องที่ไม่เคยตอบจดหมาย เรื่องที่ไม่เคยตอบคำถามที่เราถาม เรื่องที่หายไปและไม่ตอบอะไรกลับมาอีก เราบอกไปว่าเราไม่โกรธ เราเข้าใจ เรารู้ดีว่าเธอมีเหตุผลของเธอ (ถึงแม้ตอนนั้นจะเสียใจก็ตาม) แต่เราคิดว่าเธอจะไม่คุยกับเราและคงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว เธอบอกว่าไม่มีวัน

    “เราขอโทษที่ทำแบบนั้นนะ แต่เราจะไม่มีวันตัดเธอออกไปจากชีวิตหรอก เพราะเธอเป็นคนที่พิเศษกว่าใครเลยรู้มั้ย.. ไม่เคยมีใครเขียนจดหมายให้เราแบบเธอเลยนะ”

    เธอพูด 

        เราไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่มองเธอด้วยความรู้สึกที่มากมายที่อยู่ในดวงตา เธอเห็นแบบนั้นเลยเข้ามากอด กอดนานมาก นานจนจากที่เรารู้สึกเฉยๆ ก็อยากร้องไห้ขึ้นมา แต่ไม่ได้ร้องนะ มันไม่ได้เศร้าเลยแม้แต่นิด แต่มันเป็นอะไรที่สวยงามและอบอุ่นหัวใจดี

        เรามองหน้าเธอ ผู้หญิงที่เคยตกหลุมรักและชื่นชมมากมาตลอดหนึ่งปี มาตอนนี้เธอดูเปลี่ยนไปเยอะ และเราก็ได้รู้ตัวว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่เราคิดในหัวมาตลอดมันมีเรื่องเสริมเติมแต่งให้เธอกลายเป็นใครอีกคนนึงมาตลอด และความเป็นจริงแล้วเธอก็เป็นแค่คนๆ นึงที่ไม่ได้เป็นควีนเลิศเลออะไรที่เราแต่งตั้งให้เองในใจ วันเวลาและระยะทางนี่มันทำให้อะไรหลายอย่างบิดเบี้ยวไปมากเลยนะ ไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่คิดว่าคงเข้าใจกัน

        แต่ไม่ว่ายังไงเราก็ยังรักเธออยู่ดี อาจเป็นความรู้สึกที่แตกต่างจากก่อนหน้านี้ แต่พอมาเจอกันครั้งนี้เรารู้สึกเปลี่ยนไปจากเดิม แต่ความรักยังคงอยู่




        เราออกจากร้านอาหารและเธอเดินพาเราไปหาโจ ไปบ้านเธอ เธอดูดีใจที่เรายินดีและอยากเจอโจ ระหว่างที่เดินข้างกันเธอเอามือมาโอบเราไว้และหันมาบอกว่าเราตัวหอมจังเลย.. ทุกอย่างช่างเหมือนเดิมไม่มีผิด เธอยังดูเอ็นดูเราเหมือนวันแรกที่เจอ ยังขี้เล่น ยังไม่สนใจเวลาเราถามคำถามเธอ ยังฮัมเพลงเวลาเดินเล่น ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง เรามีความสุขมากๆ แม้จะรู้ว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงเธอต้องรีบไปขึ้นเครื่องบินไปเบอร์ลิน ส่วนเราต้องรีบไปโคเปนเฮเกน แต่อย่างน้อยวันนี้ช่างเป็นวันที่ถูกกำหนดมาอย่างดี เพราะถ้าไม่ใช่วันนี้ เราคงไม่ได้เจอกันอีกแน่นอน

        เมื่อมาถึงบ้านเธอ นาทีแรกที่เราเจอกับโจ เรารู้สึกถูกใจทันที ช่างเป็นความรู้สึกที่วิเศษอย่างบอกไม่ถูก การที่เรามาเจอแฟนของคนที่เราเคยตกหลุมรักมากๆ เนี่ย ถ้าคนทั่วไปคงโกรธ เกลียด อิจฉา แต่พอมองหน้าโจและรอยยิ้มโก๊ะๆ นั่นแล้วเรารู้สึกว่าเราชอบโจ และเธอเองดูจะดีใจมากที่เราชอบโจ ทุกอย่างช่างอบอุ่นใจจริงๆ

        โจเป็นผู้หญิงผมสั้นๆ ที่ดูมีความโก๊ะๆ เด๋อๆ ในความสวยและห้าวๆ เท่ๆ ของเธอ และไอ้ความอะไรแบบนี้แหละที่ทำให้เราไม่รู้สึกหมั่นใส้หรือรู้สึกด้านลบกับเธอเลย โจสนใจเราและถามตลอดว่าอยากได้อะไรมั้ย อยากกินอะไรมั้ย ทั้งโจและเธอต้อนรับเราอย่างดี และเมื่อโจเดินไปหยิบของในอีกห้อง เธอก็เข้ามากอดเรานานมาก เธอบอกว่ามีความสุขมากที่เรามาหาวันนี้ มีความสุขมากที่เราอยากมาเจอโจ มีความสุขมากที่เรากลับมาที่ประเทศนี้อีกครั้ง...

    เราบอกเธอว่าเราก็มีความสุขที่ได้เจอกับเธออีก

    และเมื่อเราต้องกลับ เธอเดินออกมาส่งและพูดย้ำอีกครั้งว่ามีความสุขขนาดไหน เธอถามเราอีกรอบว่า

    “เธอโอเคใช่มั้ยที่มาเจอโจ?”
    “โอเคสิ เราดีใจนะที่ได้มาเจอโจ ดีใจจริงๆ เพราะเราอยากรู้เกี่ยวกับเธอตลอด และเราก็ดีใจที่เธอได้เจอคนที่ดีและทำให้เธอมีความสุข”


        เธอดูดีใจมากจนเราไม่คิดว่าเธอจะดีใจขนาดนี้ และเราก็ดีใจจริงๆ เราเพิ่งได้รู้ว่าการที่รักใครสักคนมากๆ และดีใจเวลาเค้ามีความสุขเนี่ยมันเป็นแบบนี้นี่เอง ความรักที่ไม่ต้องครอบครองและมีความสุขกับคนที่ได้เค้าไปครอง มันอาจจะเป็นความรักจริงๆ อาจจะเป็นเวลาที่เราปลดปล่อยหัวใจตัวเองออกมาจากกรงขังบางอย่างที่ขังมันไว้นานมาก (สงสาร) อย่างที่บอกแหละ ที่เราเคยเขียนบทความนึงไปว่า เรารักเค้าหรือรักคนที่เราสร้างขึ้นมาเอง เราว่าส่วนหนึ่งที่ผ่านมาเราก็สร้างเธอในอีกแบบหนึ่งขึ้นมาเองในความคิด และพอเรามาเจอเธออีกครั้งเราก็รู้ว่าจริงๆ แล้วเธอคือคนนี้แหละ คนที่เราคงต้องใช้เวลาอีกเยอะเพื่อเรียนรู้ แต่ถามว่ารักมั้ย รักสิ มันรักไปแล้วนี่

        การกลับมาเจอกันของเราวันนี้อาจดูเหมือนจะเศร้า แต่เราไม่รู้สึกเศร้าขนาดนั้นเลย หากจะเศร้าก็คงเศร้าเพราะเรามีเวลาเจอกันแค่นิดเดียว และกว่าจะได้เจอกันอีกคงอีกปีหรืออาจนานกว่านั้น ไม่รู้สิ ไม่รู้ว่าจะเจอกันอีกเมื่อไหร่เพราะชีวิตเธอก็ดูไม่นิ่งหรือธรรมดาเหมือนคนทั่วไปซะด้วย

    เธอกับโจหมั้นกันแล้วด้วย

        ดีใจกับเธอที่ได้มีชีวิตที่มีความสุขและได้ใช้ชีวิตอยู่กับคนที่รักที่สุด ส่วนเราก็ต้องกลับไปใช้ชีวิตต่อในแบบของเรา แบบที่ยังไม่เจอ The love of my life แล้วก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชีวิตนี้จะได้เจอรึเปล่าน่ะสิ

        ก่อนบอกลาเธอเข้ามากอดเราอีกครั้งและนานมาก กอดสุดท้ายมักจะนานกว่ากอดทักทายเสมอ ไม่ว่าจะกับใครก็ตาม (ยกเว้นคนที่ไม่รักเรา) บางทีเราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมฟ้าต้องกำหนดให้เรามักเจอคนมากมายที่อยู่ไกลๆ และเราต้องลาจากเค้าเสมอ ซึ่งเราไม่รู้ว่าจะได้เจอเค้าอีกเมื่อไหร่ ต่อให้มีตังค์มาก็ยังลำบากอยู่ดีหากไม่ได้อยู่ในประเทศเดียวกัน..

    “ไว้เจอกันนะ ถ้าเธอมาที่นี่อีกเมื่อไหร่ขอให้บอก บ้านเรายินดีต้อนรับเสมอ มาอยู่นานแค่ไหนก็ได้เลย”

        เธอจูบแก้มเรา และกอดสุดท้ายที่แสนอบอุ่นนี้คงทำให้เราคิดถึงเธอไปอีกนาน เราบอกลากันจนเธอหันหลังเดินกลับไป เราหันกลับแล้วเดินต่อไป.. แวะพักนั่งที่สวนสาธารณะที่เมื่อกี๊เธอเพิ่งบอกว่าเธอชอบมานั่งที่นี่เวลาเศร้าๆ ตลกดีเนอะ เพราะเราไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตอนนี้เราเศร้ารึเปล่า แต่มันก็ไม่ใช่ความรู้สึกแบบมีความสุขสุดๆ เพียงแต่มันไม่ได้เศร้า ไม่ได้สุขเวอร์ แต่รู้สึกต่างไปจากเดิมเท่านั้นเอง...



    เรานั่งมองต้นไม้ ใบไม้ เป็ดในน้ำและคนที่เดินไปเดินมา 

    วันนี้ที่มัลเมออากาศดีมาก ดีจนอยากยกให้เป็นวันดีๆ อีกวันนึงในชีวิต..
    แดดอุ่นๆ ในยามเย็น ในอากาศประมาณ 10 องศาเนี่ยมันช่างอบอุ่นจริงๆ และถึงแม้จะรู้สึกโหวงๆ แปลกๆ เหมือนได้ปล่อยอะไรไปบางอย่าง แต่ลึกๆ ก็มีความรู้สึกที่ทำให้ยิ้มออกมาได้โดยไม่รู้ตัว

        จบแล้วสินะ Chapter นี้ ถึงแม้จะไม่ได้จบแบบสีสันสดใสแบบฤดูร้อนที่แล้ว แต่คราวนี้มันเป็นสีโทนพาสเทล ที่ไม่ได้ดูหวือหวาแต่ยังคงความสุขไว้แหละ...

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in