เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Kill Him Before Christmas ComesPrywrytes
โพสต์นี้มีเนื้อหาที่อาจไม่เหมาะสมกับเยาวชน ที่จริงเขาอยากเปลี่ยนชื่อศพ
  • น้ำทะเลซัดขากางเกง กลิ่นของลมติดลงบนเนื้อเสื้อผ้า


    อีซรามองแผ่นหลังเปลือยเปล่า แล้วคิดกับตัวเองว่านี่เป็นเช้าที่ดี เขาย่ำลงทะเลไปจนกางเกงหนักอึ้ง ตามไปจนคลื่นที่ซัดมาทำปลายเส้นผมเปียก รสเกลือชัดเจนไปถึงแก้ม


    คนตรงหน้าเขาดำลงไปใต้น้ำแล้วว่ายมาหา แหวกผิวน้ำขึ้นมาดั่งว่าอีซรารออยู่


    “ไม่เห็นเมคเซนส์เลย”


    “อะไร”


    “ตอนนี้หัวโล่งมาก แต่ก็ยังคิดอะไรไม่ออกอยู่ดี แถมหนาวด้วย”


    “ดำลงไปอีกที”


    “เหอ”


    “ดำลงไปอีกที”


    ฝ่ายนั้นทำหน้าสงสัย แต่มุมปากยกยิ้ม แล้วยอมดำลงไปใต้น้ำอีกครั้ง


    อีซราจุ่มตัวเองตามลงไปข้างใต้ เขามองเห็นฟองอากาศ ทราย เจสัน เทมส์ แล้วทั้งสองก็ว่ายกลับขึ้นมาหาท้องฟ้าข้างบนด้วยกัน ทั้งที่อายุเท่ากัน แต่เทมส์ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดมาจากโปสเตอร์โฆษณามหาวิทยาลัย และไม่ใช่แค่เพราะใบหน้าเกลี้ยงเกลาเมื่อเทียบกับคางมีแถบตอเคราของอีซราด้วย ดังนั้นก็ต้องอ้างอารมณ์สุนทรีย์ในตัวแล้วตอบว่าเป็นที่แววตา


    เขาพยักหน้าให้กับสภาพเปียกปอนอยู่ในทะเลแล้วหันหลัง เตรียมเดินกลับขึ้นชายฝั่ง “ไอเดียฉันมาแล้วแฮะ ขอตัวก่อน”


    “เฮ้ เดี๋ยวสิ แล้วเมื่อกี้ให้ฉันดำลงไปอีกทำไม” เทมส์โวย น้ำเสียงงุนงนมากกว่าหัวเสีย


    “กระต่ายมากระซิบข้างหูพอดี บอกฉันว่าต้องเห็นนายใต้น้ำ ใครบอกรึไงว่านี่เกี่ยวกับนาย” อีซราทำเป็นเหลียวกลับไปมองด้วยสีหน้าซื่อสนิทพลางแกล้งทำเป็นเห็นมโนภาพ “มันมาแล้ว ขอบคุณมาก เห็นเต็มสองตาเลย ฉากเปิด ทะเล ตัวเอก ไม่ สายตาของตัวเอก เห็นศพอยู่ใต้ผิวน้ำ ศพยิ้มทะเล้นหน่อยๆ ดูไม่น่าไว้ใจ แล้วศพนั่นก็ตามหลอกหลอนเขา –” เขาเตรียมใจโดนน้ำทะเลสาดหน้า ไม่ใช่เทมส์โถมตัวเข้าใส่ให้ล้มลงใต้น้ำด้วยกันทั้งคู่


    ท่อนแขนยาวหุ้มด้วยผิวหนังขาว ในบางมุมแสง อีซราเรียกว่าสีเนื้อไม่ลง แขนนั่นรัดตัวเขาไว้ พาเขากลับขึ้นมา แล้วกอดเขาไว้แนบแผ่นอกวาวผิวน้ำเกาะพร่างอีกชั้นหนึ่ง เขาใช้มือเกี่ยวลำคออย่างไม่รู้ว่าจะเอามือตนไว้ตรงไหน พวกเขาเพิ่งเจอกันแค่สองวัน แล้วก็เห็นสภาพเปลือยของกันและกันไปหนแล้ว


    “นายเรียกใครเป็นศพ”


    “นั่นสินะ กำลังคิดอยู่ ชื่อคงประมาณ ปีเตอร์ แจ็คละมั้ง”


    “นั่นมันชื่อกับชื่อ”


    “ไม่เสมอไป แต่ถ้างั้น ปีเตอร์ แจ็คแอสแล้วกัน”


    “ได้”


    เทมส์ลากพวกเขาลงไปใต้น้ำ ไม่ทันให้อีซราได้ทันคาดเดาว่าคิดจะทำอะไร เขาโดนรัดขาพาดแนวบ่าแล้วยกขึ้นเหนือน้ำเสียก่อน ปลายเท้าเขายังโดนผิวน้ำอยู่เลย แต่ความเป็นจริงว่าชายหนุ่มที่ภายนอกดูเหมือนพวกอ้อนแอ้นยกคนตัวพอกัน ไม่ต้องพูดถึงว่าอีซราค่อนข้างมั่นใจในน้ำหนักแขนสองข้างตนพอสมควรอีก ดังนั้นค่อนข้างน่าประทับใจและน่ากลัวจนเขาพยายามขดตัวอยู่รอบศีรษะอีกฝ่าย ขาข้างหนึ่งหลุดจากมือลงไปในน้ำ อีซรารู้สึกเหมือนติดอยู่กลางต้นไม้โดดเดี่ยวกลางทะเล


    ใบหน้าคมคายนั้นขยับจนรสทะเลย้ำตัวเองอยู่ในโพรงปาก ไม่โรแมนติคเอาเสียเลย ไหนจะหมอนั่นทุ่มเขาลงไปในน้ำทันทีอีก


    ตั้งชื่อศพตอนเปิดเรื่องว่าเจมส์แล้วกัน



    เขาเชื่อว่าถ้านำอัตตาของนักเขียนที่ไร้ความมั่นใจในตัวเองไปวัด ตาชั่งจะพัง อีซราเชื่อแบบนั้น ตาชั่งของเขาพังไปตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมแล้ว


    แสงยามบ่ายคล้อยเย็นสาดสางห้องซึ่งกำแพงสามด้านเจาะเข้าไปเป็นชั้นหนังสือ อัดแน่นด้วยสันหลากหลายสีสัน สารพัดถ้อยคำที่อีซราอ่านไม่ถี่ถ้วนเท่าความดื้อรั้นจะซื้อแต่ละเล่มมารายล้อมตัวเองเอาไว้ยามนอน เล่มที่สภาพเยินกว่าหน่อย ขอบปกเคลือบลอก ขอบหน้าเปื้อน วางสุมเหมือนเกมเจนก้าไม่มั่นคงข้างเตียง ปลายเตียง ข้างประตูห้องน้ำ บนหลังชักโครก ใต้เตียง อยู่ร่วมกับถุงเท้า ดัมเบลห้าปอนด์ เศษเปลือกลูกอม และฝุ่นไปเสียเถอะ ความเติมเต็มที่ไปไม่พ้นหน้ายี่สิบแปดเพราะเขาไม่ชอบการตัดฉากหรือวิธีที่คนเขียนอีกฟากศตวรรษแนะนำตัวละครใหม่


    กระจกห้องน้ำสะท้อนภาพผมสีน้ำตาลปัดยุ่งไปคนละทิศละทางค่อยๆ เลื่อนตัวลู่ตกลงตามแรงโน้มถ่วง ขณะเจ้าตัวโก้งโค้งตัว ใช้ศอกยันข้างขอบอ่างแล้วเอามือยันหน้าตัวเองไว้ระหว่างแปรงฟัน อันที่จริงไม่ใช่ท่าแปรงถนัดอะไรเลย แต่เขาแค่อยากแสดงออกตามความรู้สึกเหนื่อยล้า ทุกคนชอบพูดกันว่าสามสิบไม่ใช่วัยจะนอนดึก แล้วก็พากันนอนดึกต่อไป คำพูดพวกนี้ยิ่งชวนให้เศร้าเข้าไปใหญ่เวลาคนพูดเป็นเพื่อนร่วมงานกะดึกด้วยกันทั้งนั้น


    “ถ้าได้เป็นนักเขียนเต็มตัวเมื่อไรจะนอนเร็ว” อีซราเคยเปรยไว้เช่นนั้น ทั้งวงหัวเราะน้ำลายกระเด็น บอกว่าฝันไปเถอะ ซึ่งตัวเขาคร้านจะถามว่าหมายถึงส่วนที่เขาจะเป็นนักเขียนเต็มตัว หรือส่วนที่จะนอนเร็วหลังได้เป็นนักเขียนเต็มตัว


    เขาล้างหน้าแล้วออกมาเดินหาถุงเท้า อากาศเย็นนิ่งมาหลายวันแล้ว แต่อีซราไม่ชอบใส่ถุงเท้านอน


    เสียงฮัมเพลงคริสต์มาสชัดขึ้นพอเปิดประตูออกไปข้างนอก อพาร์ตเมนต์พวกเขาเหมือนทำจากบันไดวนมากกว่าระเบียง เยื้องลงไปจากหน้าห้อง เพียงขยับนิดเดียวก็เห็นชานบันไดใหญ่ และจาร์ค อิงการ์ด เพื่อนบ้านชั้นล่างกำลังช่วยเจ้าของตึกแต่งต้นสนปลอมเหมือนปีก่อน เวลามีของชิ้นใหญ่ขนาดนี้อยู่ใกล้เท่านั้น คนรอบข้างถึงระลึกได้ว่าไซร์ อิงการ์ดสูงราวหกฟุต หมวกซานตาครอสบนหัวอิงการ์ดทิ้งพุ่มขาวฟูพาดบ่านูนดันเสื้อไหมพรมสีฟ้า อีซราเอากำปั้นชกด้านหลังไหล่เบาๆ ใส่เนื้อผ้าอ่อนนุ่ม “ขอให้ราบรื่น”


    “ช้าก่อน แรนเดมตัน”


    อีซรากลอกตา ปล่อยให้คนที่ชอบเรียกเขาด้วยนามปากกา (บนปกงานตีพิมพ์แล้วเพียงชิ้นเดียวในประวัติของอีซรา กีเดียน โกลด์สก็อต) รั้งแขนไว้


    อิงการ์ดยื่นดาวให้ “มีส่วนร่วมหน่อย คิดเสียว่าอวยพรวันนี้ให้ตัวเองก็ได้”


    “ตามใจ” อีซรายอม เขาหยิบดาวออกจากมือซึ่งปลายนิ้วมีรอยสายกีตาร์ติดถาวร แล้วเสียบฐานดาวลงบนยอดต้นสนซึ่งรัศมีกิ่งก้านนั่นกินพื้นที่ชานบันไดไปเกือบครึ่ง และบังทิวทัศน์อีกฟากกระจกหน้าต่างทรงผอมสูงถึงเพดานไปเกือบสามในสี่ เหลือให้เห็นแค่ยอดตึกซึ่งยังไม่เริ่มประดับไฟตามเทศกาลแบบถนนข้างล่าง


    ปลายนิ้วด้านแข็งแตะหน้าอีซราตอนอิงการ์ดดึงเขาไปหอมแก้มฟอดใหญ่ คืนสิ้นปีก่อน เขากับอิงการ์ดจูบกันตอนเที่ยงคืน เดิมพอเริ่มสนิทกัน อิงการ์ดจะดึงอีซราไปกอดบ่อยๆ และมีอีซราเข้าไปโผกอดอีกฝ่ายบ้างเป็นบางครั้ง แต่หลังจากจูบกันหนนั้น พวกเขาก็เริ่มหอมแก้มกันด้วย แม้ทุกครั้งจะยังเป็นหมอนั่นหอมก่อน แล้วมีบางครั้งอีซรากอดคออีกฝ่ายเพื่อหอมกลับ ไม่แปลกเลยที่ทุกคนอนุมานกันถ้วนหน้าว่าจาร์ค อิงการ์ดมาจากฝรั่งเศส จึงต้องตาโตตกใจกันหมดพอเจ้าตัวทำหน้างง แล้วเฉลยว่าเกิดและโตจากฟลอริดา


    และเป็นนักเขียน


    จาร์ค อิงการ์ดเป็นนักเขียนเต็มตัว นักเขียนประเภทที่แค่เงินจากงานเขียนก็อยู่สบาย มีหน้าวิกิพีเดียของตัวเอง มีงานแจกลายเซ็น งานเปิดตัวนิยายเล่มใหม่ เกมกับละครเว็บไซต์ดัดแปลงจากนิยาย มีแพเนลตามงานกิจกรรม มีเพื่อนที่ตื๊อให้อิงการ์ดไปพูดในชมรมพัฒนางานเขียนแวะมาอ้อนวอนหน้าห้องเป็นระยะ เคยเป็นแขกรับเชิญวิทยุออนไลน์


    อีซรายีผมดำสนิทคล้ายขอพร อิงการ์ดปั้นหน้าตาย เท้าสะเอวปล่อยเขายุ่งกับผมตามใจชอบแล้วค่อยเหน็บว่าตนไม่ใช่รูปปั้นตำนานเอเชียหรือตัวนำโชค


    “หวังว่าวันนี้จะมีไอเดียดีๆ นะ แรนเดมตัน”


    “เหอะ นายก็รู้ว่าฉันไม่ได้มีปัญหาแค่เรื่องนั้น”


    “ไปคุยกับไซมอนต์บ้างเถอะน่า”


    “ขอตัวก่อนละ เจอกันตอนดึก” เขารีบเดินลงบันไดตัดบทสนทนา


    คริสต์มาสประดังเข้าใส่ ทั้งเขาและคนสัญจรทุกคน อีซราเดินผ่านเสียงสั่นกระดิ่ง ของตกแต่งสีแดงเขียวไม่ก็ขาวแดง ซานตาครอสถือกล่องรับบริจาค กลุ่มเด็กมัธยมปลายปาของไล่พวกคนจากเดอะซัลเวชั่นอาร์มี เขาย่ำหลบแอ่งน้ำ เพราะถุงเท้าชื้นๆ ไม่ใช่เรื่องสนุก ดิ่งลงบันไดรถไฟใต้ดิน


    อีซรามองคนแปลกหน้าท่วมระยะสายตา พจนานุกรมความว้าเหว่อันคลุมเครือให้คำศัพท์ว่า son‧der /ˈsɑndɚ/ ล้ำประจักษ์ (น.) คือ “การตระหนักได้ว่าแต่ละคนที่เดินสวนกันไปทั่วต่างมีชีวิตที่ชัดเจนและซับซ้อนเหมือนของตัวเราเอง พวกเขาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน เพื่อนฝูง กิจวัตร ความกังวล รวมถึงความบ้าคลั่งที่สืบต่อกันมา แล้วเรื่องราวอันยิ่งใหญ่เหล่านั้นต่างดำเนินไปอยู่รอบด้านตัวเราเหมือนรังมดกระจายตัวฝังลึกอยู่ใต้ดิน เต็มไปด้วยเส้นทางนับพันของชีวิตที่เราไม่มีวันรู้ว่ามีอยู่ ชีวิตที่เราอาจจะโผล่เข้าไปในนั้นเพียงครั้งเดียว เป็นตัวประกอบที่นั่งจิบกาแฟอยู่ในฉากหลัง เป็นภาพเบลอสัญจรบนทางด่วน เป็นแสงตรงหน้าต่างยามค่ำคืน” พลอยให้คิดถึงเรื่องนี้วนไปมา มีใครเป็นนักเขียนอีกไหม เขาอาศัยอยู่ในซอกบรรทัดของใครที่ไปได้ไกลกว่าถ้อยคำของนายแรนเดมตันบ้างหรือเปล่า มีใครอยากรู้บ้างไหมว่าตนอยู่กับอีซราหรือไม่ สังเกตเห็นกันบ้างหรือมองข้ามไป ขณะที่คนหนึ่งจับห่วงในรถไฟ ก้มหน้าอ่านข่าวเกี่ยวกับหนุ่มฟลอริดา รึเล่นดนตรีอยู่ข้างทาง


    เขามองคนแปลกหน้าแล้วสงสัยว่ามีใครเพิ่งทิ้งศพไว้ข้างหลัง มือชาเพราะล้างน้ำชำระคราบเลือดซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ไม่ถึงขนาดเลดี้แมคเบธหรอก อันนั้นอีซราคงได้รู้สึกทึ่มน่าดูถ้าเห็นแล้วไม่คิดอะไรเลย


    “หลายเรื่องเริ่มต้นด้วยศพก็จริง พวกมีคนหาย มีคนโดนฆ่า มีคนฆ่าคนตาย”


    “สองอย่างหลังไม่ใช่สิ่งเดียวกันรึ”


    “ไม่” คริสต์แตร์ปัดมือ เธอนั่งเอนตัวเนือยเหนือที่วางแขนของโซฟาเบาะเดี่ยวขนาดใหญ่ แม้ที่นั่งและตำแหน่งแต่ละคนจะค่อนข้างเป็นวงกลม ทว่าทุกคนล้วนรู้สึกกำลังรายล้อมเจ้าหล่อน “ที่ฉันจะบอกคือ ฉันชอบความสนใจของอีซรานะ แต่คุณจะไม่ลองเขียนแนวสืบสวนดูหน่อยเหรอ”


    ทุกสายตาจับจ้องมา อีซราหน้าขึ้นสีชมพู แถบไรหนวดเคราสีเข้มช่วงล่างใบหน้าเขายิ่งเด่นน่าดู ไม่อย่างนั้นเทมส์คงไม่ยกมือขึ้นตบคางเขาเบาะๆ เชิงให้กำลังใจ “ไม่ละ ผมไม่ชอบแนวนั้น มันยุ่งยากเกินความเข้าใจ”


    “คุณไม่ต้องซีเอสไอ เอ็นวายก็ได้ โรว์ลิ่งก็เขียนสืบสวนที่แทบไม่ยุ่งกับนิติวิทยาศาสตร์เลย แค่ตัวละครเดินเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้เกี่ยวข้องไปมา ใส่วิทยาศาสตร์ตรงหัวท้ายนิดหน่อย” (“เพราะแม่นั่นรับวิทยาศาสตร์มากกว่านั้นไม่ได้น่ะสิ พวกทรานส์โฟบเป็นงั้นกันหมด” ใครสักคนในกลุ่มแค่นหัวเราะออกจมูกดังครืด) “มันออกไปทางดราม่าด้วยซ้ำ”


    “ซึ่งมันก็เลยไปรอดแค่เล่มเดียวไม่ใช่รึไง เล่มสองน่าเบื่อจนคุณยังอ่านไม่จบด้วยซ้ำ” หล่อนเม้มปากดั่งคนโดนจับได้เสียแล้ว “แถมในกลุ่มเรามีแนวสืบสวนตั้งห้าคน” สองคนเน้นลูกไม้ซับซ้อนชนิดคริสต์แตร์สั่งให้จัดห้องตามในเรื่องเพื่อทำความเข้าใจแทบทุกสัปดาห์ อีกคนเป็นแนวสืบคดีของหาย ตัวจริงชนตัวปลอม คดีแพ่ง อีกคนเป็นสืบคดีดังไม่เคยคลายในประวัติศาสตร์ และคนสุดท้ายเขียนแฟนฟิคเชอร์ล็อค โฮล์มส์


    “โลกเราก็ไม่ได้หยุดผลิตนิยายสืบสวนแค่เพราะมีโคนัน ดอยล์ --  อกาธาร์ คริสตี้ โดโรธี เซเยอร์ ลินวูด บาร์เคลย์ โอสึอิจิ รึฮิกาชิโนะ เคโงะ สักหน่อย”


    “นั่นคุณพยายามไล่ชื่อแบบให้ดูมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์เปล่าน่ะ”


    “ฉันแค่อ่านงานคุณแล้วรู้สึกว่า มันเริ่มได้ดรามาติคดี” หล่อนเมินเขาเฉยทั้งที่พูดกับเขาอยู่ “แต่ถ้ามันเป็นแบบนี้ทั้งเรื่อง มันจะน่าเบื่อนะ คุณเขียนเรื่องโทนเดียวกันทั้งงานไม่รอดใช่ไหมล่ะ”


    เขาเม้มปาก ได้แต่ชี้นิ้วให้แต้มแสนรู้แก่คริสต์แตร์


    “ฉันแค่แนะนำแนวสืบสวนเพราะถ้าใส่พวกตำรวจ สืบคดี ขั้นตอน มันจะดูจับต้องได้มากขึ้น แต่ถ้าคุณมีไอเดียอื่นก็ลองดูเถอะ แค่คุณต้องยอมรับได้แล้ว”


    “ว่า”


    “ว่าคุณไม่ได้ชอบเขียนงานแนวนี้ คุณแค่ชอบเริ่มแบบนี้”


    มือของเทมส์ย้ายมาตบเข่าเขา อีซราแกล้งซบหน้าลงสะอื้นบนหัวหมอนั่น เพื่อนร่วมวงบนพนักวางแขนโซฟาสี่เบาะจึงลูบหลังเขาช่วยทำเป็นปลอบ


    “ขอบคุณนะ แมเรียน ถ้างั้นผมขอตัวก่อน” อีซราลงจากพนักวางแขนของโซฟาที่เทมส์นั่งอยู่ บางคนอวยพรขอให้งานวันนี้ราบรื่น


    สำนักพิมพ์ไซมอนต์เฮ้าส์มีคอร์สซึ่งทุกวันนี้ยังมีคนคอยถามกันบนอินเทอร์เน็ตว่า ต้มตุ๋นกันหรือของจริง หกเดือนก่อน สำนักพิมพ์เปิดรับพิจารณาต้นฉบับยังไม่สมบูรณ์ (ระ บุ ว่ า ต้ อ ง ไ ม่ ส ม บู ร ณ์) จากนั้นก็คัดเลือกนักเขียนยี่สิบกว่าคนมาเป็นสมาชิกคอร์สอบรบการเขียน พวกเขากลายเป็นสมาชิกเดินเข้าออกตึกสำนักพิมพ์แทบทุกวัน มีห้องทำงานกับคอมพิวเตอร์ให้ยืม ขนมฟรี ส่วนถ้าใครอยากช่วยงานสำนักพิมพ์ ก็เพียงดูข้อความในกรุ๊ปแชทว่ามีงานอะไรบ้าง บางวาระให้ค่าแรงเป็นโอกาสเข้าร่วมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย บางทีมีจ่ายเงินพิเศษให้ กลุ่มแบ่งออกเป็นสอง อีซราได้ยินว่าโตสุดของอีกกลุ่มอายุยี่สิบสี่ เด็กสุดคือสิบสาม ส่วนในกลุ่มพวกเขาซึ่งมาเจอหน้ามาเรียน คริสต์แตร์ทุกเย็นวันพฤหัสบดี คนอายุมากสุดคือหกสิบสาม เด็กสุดคือยี่สิบสอง


    เป้าหมายหลักคือเขียนงานชิ้นใหม่ ไขว้นิ้วขอมันดังขึ้นชั้นคลาสสิคหรือได้ทำภาพยนตร์สักเรื่อง เป้าหมายรอง -- ได้ยินว่าเจ้าของคนใหม่ของไซมอนต์เฮ้าส์ต้องการให้บ้านนักเขียนไร้ชื่อ “คุณเธออยากสร้างกิลด์นักเขียน” คริสต์แตร์เคยเปรยไว้เช่นนั้น "ไอเดียหล่อนปนๆ กับไอเดียของโครงการศิลปินของไอร์แลนด์น่ะ เลี้ยงดูก่อน ตัวงานจะมาเอง" ในกลุ่มของคริสต์แตร์มีหกคนเคยตีพิมพ์ผลงานแล้ว อีกสี่คนยังไม่เคยกระทั่งเขียนเรื่องสั้นสักเรื่องจบ สามเดือนแรกมีแต่บทสนทนาเกลี้ยกล่อมกับเถียงไปมาว่าจะตั้งสมาธิกับผลงานชิ้นยาวเรื่องไหน ไม่มีใครยังเขียนเรื่องเดียวกับที่ส่งสมัครคอร์สนี้สักคนเดียว อีซราเขียนเรื่องที่ตนผุดไอเดียขึ้นมาหลังเข้าร่วมคอร์สนี้ ตอนนั้นเขากับเทมส์ตกลงรับงานพิเศษ เครน ไซมอนต์ เจ้าของไซมอนต์เฮ้าส์หาคนไปทำความสะอาดบ้านพักตากอากาศริมหาด หลังจากนั้น อีซราก็ติดแหง็กอยู่กับนิยายที่มีแค่หน้าเปิดห้าหน้าแรก ศพในจินตนาการนามเจมส์ ส่วนเทมส์มัวสนุกกับการสร้างโลกใต้สมุทรจนมีข้อมูลอ้างอิงรวมถึงเกร็ดต่างๆ เป็นเล่มหนาเตอะ ทว่ายังไม่เริ่มเขียนสักหน้าเดียว หกเดือนของพวกเขาหมดไปกับการปรึกษา ทำการบ้านชิ้นย่อยให้ทุกคนในกลุ่มช่วยกันวิจารณ์ ซึ่งอีซราก็ไม่เคยอยู่จนจบสักครั้ง เนื่องจากเขาต้องไปเข้างานตอนสองทุ่ม


    “คุณโกลด์สก็อต”


    เสียงทรงพลังมากับเสียงกระแทกส้นรองเท้าลงพื้นห้องรับรองบริเวณทางเข้าตึกสำนักพิมพ์ แล้วอีซราก็รู้ว่าตนต้องเผ่น “ขอให้ได้หนังสือดีๆ นะ คุณไซมอนต์”



    พวกเพื่อนร่วมงานเห็นเขาวิ่งหน้าตาตื่นมาถึงห้องพักพนักงาน ล้วนบอกได้ว่าเขาเจอใครก่อนมาถึงร้าน ตั้งแต่คนอายุน้อยกว่าบนม้านั่ง ไปถึงคนอายุมากสุดที่เป็นคนสอนพนักงานทุกรายชงเหล้า อีซราโดนอ่านออก “บางทีถ้านายเลิกรั้น นายอาจจะไม่ต้องทำงานที่นี่ก็ได้นะ”


    “เงียบไปเลย” เขาแยกเขี้ยวพร้อมเปลี่ยนเสื้อผ้า เจสลอร์ไม่มีระเบียบอะไรนักหนาเรื่องเครื่องแต่งกาย นอกจากว่าถ้าจะใช้ผ้ากันเปื้อนต้องเป็นผ้าผูกเอวของร้าน ส่วนที่เหลือแค่เสื้อผ้าสำหรับมาเปื้อนอวลกลิ่นเหล้าโดยเฉพาะ “ถ้าสตีเฟ่น คิงมาชวนพวกนายไปเขียนงานด้วยกัน พวกนายจะตกลงรึไง”


    “ก็ไม่ แต่พวกเราในนี้ นอกจากนายแล้ว ไม่มีใครอยากเป็นนักเขียนสักหน่อย” พนักงานอาวุโสสุดยืนเท้าโต๊ะ ชี้หน้าสวนกลับมา อีซราดันหัวไหล่กระแทกฝาตู้เก็บของปิด เบือนหน้าหนี “ไม่ใช่ทุกคนชอกช้ำแล้วอยากนำความเศร้าไปเขียนนะ องค์หญิง ฉันแค่อยากซดเหล้า”


    “แล้วก็นอนกับใครก็ได้ที่เมตตาพอ หรือไม่มีมาตรฐาน”


    นิ้วกลางชูใส่กันไปมาในห้องพัก


    “ฉันอาจจะอยากเป็นนักเขียนกับบาร์เทนเดอร์ไปพร้อมกันก็ได้ พวกนายไม่รู้สักหน่อยว่างานเขียนฉันเป็นยังไงบ้างแล้ว”


    “เอ่อ เพราะนายไม่เคยยอมให้อ่านไง”


    “ทะลึ่ง”


    “บ้านเอ็งสิ” เขาโดนผ้าเช็ดโต๊ะตีหน้า “อีกอย่าง ถ้างานเขียนนายไปได้สวย ต่อให้อยากเป็นบาร์เทนเดอร์ยังไงนายก็ไม่ไปขอโอนเนอร์ทำสามกะรวดหรอก”


    “แสนรู้ชะมัด”


    “นายอยากชงเหล้ากับไล่พวกใช้บัตรปลอมเข้ามาเป็นงานอดิเรก ฉันอยากเป็นผู้จัดการร้านนี้”


    “เกรงว่าคุณพี่คงต้องฆ่ากันตายกับลูน่าก่อน”


    ตอนทยอยเดินออกจากห้องพัก ประตูอีกฝั่งเปิดจังหวะเดียวกัน สองพนักงานอาวุโสผู้เล็งตำแหน่งผู้จัดการที่ร้านนี้ยังไม่มีด้วยซ้ำ เจ้าของร้านเหมาความรับผิดชอบส่วนนั้นไว้เอง ต่างมองหน้ากันเหมือนทุกวัน แล้วสาวเท้าเข้าไปในส่วนผับให้ถึงก่อนคนแรกดั่งจะเป็นสัญญาณอะไรสักอย่าง อีซราเห็นภาพนี้เป็นร้อยครั้งหรือมากกว่านั้น คู่แข่ง แต่เขาไม่เคยเอาไปเขียนอะไรได้สักทีหนึ่ง เช่นเดียวกับอีกล้านล้านสิ่งในความทรงจำ


    เขากลับติดอยู่กับศพนามเจมส์ที่ไม่เคยเห็นจริง



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in