terrormelodista
Inside the forest.



  • เทปบันทึกเสียง
    วันที่ 12 สิงหาคม XXXX

    "..เกิดอะไรขึ้นกับคุณและสามีของคุณ"
    "เขาเห็นมัน"
    "มันเหรอ?"
    "ใช่ครับ สิ่งที่ชาวบ้านเตือนพวกผม แต่พวกผมนั้นไม่ยอมฟังพวกเขา"
    "คุณพอจะเล่าคร่าวๆ ได้ไหม คุณภพธร?"
    "...."
    "ผมรู้ว่ามันทำใจยาก...แต่คุณต้องเล่า"
    "..."
    "คุณจะเป็นเคสสุดท้ายที่เราจะช่วยได้ คุณภพธร..อย่างที่เราได้อธิบายไปก่อนหน้านี้ เรามาจัดการเรื่องเหล่านี้โดยเฉพาะ ผมไม่อยากเห็นผู้คนเหล่านั้นอยู่ในสภาพนั้นอีก ดังนั้น..คุณต้องเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับพวกคุณสองคน เพื่อที่จะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก"
    "แล้วว่านล่ะ.."
    "ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาบ้าง แต่มันกลืนกินเขาจน...เราไม่สามารถที่จะเยียวยาเขาได้เหมือนคนอื่นๆ ที่ผ่านมา "
    (เสียงสูดลมหายใจเข้าของภพธร)
    "คุณสามารถที่จะเล่ามันออกมาได้ไหม?"
    "...ครับ"






















    คุณเคยสงสัยไหมว่าในป่านั้นมีอะไร?


    สิ่งที่หลายๆ คนกลัวจากในป่า อาจจะเป็นสัตว์ร้าย หมีตัวโต หมาป่าสีเทา หรือแม้กระทั่งภูตผีปีศาจ






    รวมไปถึง ความมืด ด้วย






    สิ่งที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ คือการเดินทางของผมกับสามี และผมได้สูญเสียเขาไปตลอดกาลอย่างไม่มีวันหวนคืน....














    ผมชื่อภพธร สุนทรญาณกิจ หรือ ตู่ 
    ผมเป็นนักสำรวจป่า ค้นหาสิ่งใหม่ๆ ในป่าเขาเกือบทุกรูปแบบ ค้นหา จดบันทึก และรายงาน นี่คืองานของผม ส่วนอีกคน มีศักดิ์เป็นสามีของผม เขาชื่อธนกฤต พานิชวิทย์ หรือ ว่าน เขาเป็นเชฟมือทองที่ยอมออกจากวงการการทำอาหารมาช่วยงานผม เพราะเขาก็สนใจในธรรมชาติเช่นเดียวกันกับผม พวกเรามักจะไปไหนมาไหนด้วยกัน ตัวติดกันยิ่งกว่าปาท่องโก๋เสียอีก (หัวเราะ) 

    วันนั้น ว่านได้บอกผมว่า "ไปป่านี้ไหม? เป็นพื้นที่ที่ไม่เคยสำรวจได้สำเร็จสักคนเลยนะ" ผมเริ่มสนใจหลังจากที่ว่านแนะนำผมมา "น่าสนใจดีนะคุณ" ผมตอบ ป่าที่ว่าคือป่าเอล์ม เป็นพื้นที่ป่าที่ไม่เคยมีใครสำรวจได้สำเร็จแม้แต่คนเดียว ผมไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทำไมถึงไม่สามารถสำรวจได้หมด แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่าไหร่ ผมเริ่มทำการหาข้อมูลจากในอินเทอร์เน็ต แผนที่ สอบถามคนในพื้นที่บ้าง ชาวบ้านในระแวกนั้นบอกกับผมว่า 






    อย่าเข้าไป






    นั่นคือประโยคเดียวที่ผมได้จากชาวบ้านในระแวกนั้น..




    "ว่าน...พี่ว่าเราไม่ควรเข้าไปที่นั่นนะ" ผมแสดงความกังวลออกมาอย่างชัดเจนที่สุด แต่ด้วยความดื้อรั้นของว่าน เขาเลยบอกกับผมว่า "พี่จะกลัวทำไมล่ะ? เราเป็นนักสำรวจ! เราก็ผ่านอะไรมาเยอะด้วยกันแล้วนี่นา" ว่านบอกผมแบบนั้น แต่ใบหน้าของผมไม่เคยแสดงความกังวลขนาดนี้มาก่อน แม้กระทั่งความคิดที่เป็นอยู่ในตอนนี้ เวลานี้ พรุ่งนี้พวกเราทั้งสองคนก็ต้องออกเดินทางเข้าป่าเอล์มเพื่อสำรวจพื้นที่ที่ไม่เคยมีใครสำรวจได้สำเร็จมาก่อน ผมจึงได้แต่ภาวนากับตัวเองว่า เดี๋ยวมันก็จะดีเอง 

    วันต่อมา เราเริ่มออกเดินทางเพื่อเข้าไปในป่า ผมหันหลังไปมองชาวบ้านที่มองด้วยแววตาอย่างสิ้นหวัง หมดอาลัยตายอยาก เหมือนว่าพวกเราจะไม่ได้ออกมาจากที่ป่าแห่งนี้อีกเลย ความกังวลของผมเริ่มกลับมาอีกครั้ง แต่เมื่อผมเข้ามาแล้ว ผมก็ต้องเดินหน้าหาความจริงที่ว่านั้นต่อไป "เร็วเข้าสิพี่ อืดอาดเป็นเต่าวิ่งเลย" ว่านหยอกล้อผม ผมรีบสาวเท้าไปเดินข้างว่าน ว่านผู้ที่ดูตื่นเต้นทุกครั้งที่เดินเข้าป่า เขาจะชอบกางแขนเป็นใบพัดคอปเตอร์และวิ่งรอบตัวผมเหมือนเด็กอายุห้าขวบ (หัวเราะ) 

    เมื่อใกล้ค่ำแล้ว และเราทั้งสองก็เดินเข้าไปในป่านี้จนห่างไกลจากหมู่บ้านไปพอสมควรจนลิบตา ผมและว่านก็ตกลงว่าเราจะปักหลักตรงนี้ ว่านเริ่มก่อกองไฟแล้วช่วยผมกางเต้นท์ "พี่ดูกังวลนะ" ว่านพูดขึ้นมาหลังจากที่เราทั้งคู่เงียบไปสักพักใหญ่ ผมแสดงออกขนาดนั้นเชียวเหรอ
    "ไม่เป็นไรหรอกว่าน พี่โอเค" ผมตอบไป "แต่สีหน้าพี่ไม่เลยนะ" ว่านกางเต้นท์เสร็จแล้วเดินเข้ามากอดผม
    "งานนี้จะผ่านไปด้วยดี ถ้าจบงานนี้ เราก็พักผ่อนให้เต็มที่ไปเลย ตกลงไหม?" ว่านมองผมแล้วหอมแก้มผมอย่างอ่อนโยน
    ผมถอนหายใจ "..ก็ได้"
    ว่านยิ้มกว้างจนตาปิด ผมยิ้มตามว่าน มันเป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผมรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง

    หลังจากที่เรานั่งทานมื้อค่ำกันสักระยะใหญ่ เราก็เข้านอนกันตามปกติ ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี 






    จนกระทั่งเข้าวันที่ห้า.....





    ผมหยิบสมุดบันทึกขึ้นมา หลังจากที่ผมสะดุ้งตื่นกลางดึกทุกครั้ง แต่สิ่งที่แตกต่างไปก็คือ คืนนี้มันไม่เหมือนคืนก่อนๆ...








    Popetorn 
    14 October XXXX


        เป็นอีกคืนที่ผมได้สะดุ้งตื่นกลางดึกขึ้นมา ซึ่งมันเป็นอาการที่ผมไม่เคยเป็นมาก่อนนับตั้งแต่เป็นนักสำรวจ ผมตื่นมาเห็นว่าน สามีของผมที่กำลังนั่งหันหลังใส่ผม ผมเรียกเขา แต่ไม่หันมา (เขาคงละเมออีกแล้ว) มันทำให้ผมขนลุก เขาพูดพึมพำบางอย่างเหมือนพูดคุยกับสิ่งมีชีวิตบางอย่างนอกเต้นท์ด้วยภาษาที่ผมไม่คุ้นเคยเลยแม้แต่นิดเดียว..ได้โปรด ตื่นสักทีสิ ผมนอนไม่หลับแล้วนะ!!












    "แล้วว่านได้ทำอะไรอีกไหม?"
    "เขา..หัวเราะ ไม่เหมือนเสียงหัวเราะทั่วไป มันทำให้ผมขนลุกทุกครั้งที่นึกถึงเสียงหัวเราะนั่นของเขา.."
    "แล้วยังไงต่อ?"
    "เมื่อเข้าวันที่เจ็ด..."









    วันที่เจ็ดหลังจากที่เข้าไปในป่าเอล์ม



    ว่านที่ผมคุ้นเคย เขาหายไป.. ว่านที่ในสภาพตอนนี้ รอบดวงตาคล้ำ หลายๆ ครั้งที่เขาชอบเงยหน้าเหม่อมองต้นไม้เหมือนกับว่าเขากำลังสื่อสารกับต้นไม้ หรือเห็นอะไรบ้างอย่าง เขาเปลี่ยนไปจนผมรู้สึกไม่ค่อยดีอย่างมาก ยิ่งเข้าป่านับวันเข้า ยิ่งทำให้ว่านดูน่ากลัวอย่างที่ผมบอกไม่ถูก
    "ว่าน เราออกจากที่นี่กันเถอะ.."
    "เราจะไม่ไปไหนทั้งนั้น!!!" เขาตะคอกขึ้น จนผมสะดุ้งตกใจและหยุดเดิน ผมเงียบเพราะทั้งกังวลและหวาดกลัวว่านไปด้วย เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน "พี่ไม่เห็นเหรอ.. ที่นี่มันสวยและ น่าอยู่ จะตาย" เขาคลี่ยิ้มออกมา มันเป็นรอยยิ้มที่เหมือนเข้าสู่ภวังค์ ในหัวของเขาคิดอะไรอยู่กันแน่..

    ผมตัดสินใจจะค้างคืนที่นี่เป็นคืนสุดท้าย ก่อนจะออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ตอนเช้าตรู่
    "ว่าน เรามา---- ว่าน...?" ผมหันไปหา ว่านหายไป เขาทิ้งกระเป๋าไว้ ผมตะโกนเรียกเขาทันที "ว่าน!! ผมไม่เล่นด้วยนะ!! ออกมาเดี๋ยวนี้! ว่าน!" ผมหยุดและหันมองซ้ายมองขวา กวาดสายตาเพื่อที่จะหาว่าน แต่เขากลับหายไปในระยะเวลาอันสั้น ผมเริ่มกังวลอย่างมาก เลยวางกระเป๋าไว้และหยิบกระเป๋าใบเล็กมาสะพาย ใส่ของที่จำเป็นของผมไว้ (ไดอารี่ มือถือ แผนที่ จีพีเอส กระเป๋าสตางค์ และกล้องถ่ายรูป)และผมเริ่มต้นออกเดินทางหาว่าน ผมมีไฟฉายติดมือมาหนึ่งชิ้น เพื่อไว้ใช้ป้องกันตัว ทุกย่างก้าวที่เดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ผมหยุดและเงี่ยหูฟังเสียง




    นั่นเสียงว่าน..









    ผมเดินไปตามเสียง และเมื่อใกล้เสียงของว่านมากขึ้น มันไม่ได้มีแค่ว่านคนเดียว ผมเห็นอะไรสักอย่าง ที่มันสูงกว่าว่านมากๆ ผมไม่รู้ว่านั่นคือมนุษย์หรือเปล่า.. ผมแอบหลังต้นไม้และมองสิ่งที่เกิดขึ้น มันเหมือนพิธีกรรมบางอย่าง ว่านหยิบมีดออกมา ซึ่งมันคือมีดพับตัวโปรดของว่าน เขาจับใบหูข้างขวาของตัวเขาเองและตัดหูของตัวเอง
    "ผะ..ผมทำเพื่อท่าน-- ฮ่าๆ--- ฮึก..ความเจ็บปวดที่ท่านต้องได้เห็น ท่านต้องชอบ ผมยอมทุกอย่าง!" ว่านตะโกนออกมา ทั้งร้องไห้และหัวเราะไปด้วย เขาเฉือนใบหูของตัวเองออกและชูมันขึ้นไปข้างบนอย่างภาคภูมิใจ ผมเอามือปิดปากเพื่อให้ตัวเองเงียบที่สุด มือและใบมีดที่เปื้อนเลือดสีแดงฉานนั่นมันทำให้ผมพะอืดพะอมมาก ผมเห็นเหมือนกิ่งไม้ที่เคลื่อนไหว มันเหมือนมืดขนาดใหญ่ที่ค่อยๆ ลงมาและควักลูกตาของว่านทั้งสองข้างออกมา ผมได้ยินเสียงว่านที่กรีดร้องออกมา เขาทั้งร้องไห้และหัวเราะด้วยความปิติยินดี ผมค่อยๆ ถอยหลัง แต่เสียงใบไม้นั้นดังขึ้นมาเสียก่อน ผมหันไปมองใบไม้ และรีบเงยหน้ามอง สิ่งที่ผมเห็นคือภาพนิ่ง พวกเขาจดจ้องมาที่ผม รวมถึงกิ่งไม้นั่น ว่านหันมาหาผม เลือดสีแดงสดที่กำลังไหลรินลงมา มือที่เปือนเลือด ทั้งมีดและใบหูของเขา เขาฉีกยิ้มให้ผม รอยยิ้มที่ผมไม่มีทางลืมไปตลอดชีวิต.....



    "พี่ตู่..รู้ไหมว่ามันสวยงามแค่ไหน"










    "หลังจากนั้น?"
    "ผมวิ่งหนี วิ่งจนเหนื่อย ผมลืมเหนื่อย จนขาผมแทบไร้ความรู้สึก ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อ ผมสติแตกไปเลย..."
    "..แต่เราก็เจอเขากลางป่า และพาเขาออกมาได้ "
    "ครับ...คุณบอกผม"
    "แต่เราช่วยเขาไม่ได้จริงๆ...หลังจากนี้ คุณก็ใช้ชีวิตปกติได้เลย"
    "..."



    จบการบันทึก












    (end)


































    end credit

    เทปวิดีโอ
    วันที่ 13 สิงหาคม หลังจากได้สอบถามภพธร


    "คุณธนกฤต"
    "...."
    "คุณไม่สามารถออกไปจากที่นี่ได้อีก เพราะคุณไม่มีทางหายเป็นปกติได้"
    "กูไม่สน กูทำเพื่อเขา เขาเป็นสิ่งสวยงามของกู.."
    "มันน่ะเหรอ?"
    "มึงกล้าดียังไงที่ใช้สรรพนามแบบนั้นกับเขา!!!!"
    "..เอาน้ำมา"
    "ไม่!!! กูไม่เอาน้ำ!!!!"
    (เสียงสาดน้ำ)
    (เสียงธนกฤตและเสียง???กรีดร้องออกมาดังอย่างเจ็บปวด)
    "พวกของแกอยู่ที่ไหน"
    "กูไม่มีวันบอกหรอก..."
    (เสียงสาดน้ำ)
    "อย่ายุ่งกับกู!!!!!! พวกมึงจะต้องตาย!! กูคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าพวกมึงจะรู้จัก!!! มึงจะไม่ได้อะไรจากกูทั้งนั้น!!!!!"
    (เสียงกรีดร้องหวีดแหลม)



    -------------------------------------------------------------






    จบการบันทึก











    สามารถมาเมนชั่น พูดคุยหรือติชมได้นะคะ :)



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in