johndoroommoonwnt
when the rain comes


  • Rain, rain go away
    come again another day





    "หนังสือใหม่มาลงแล้ว ว่างจัดวันไหน"

    เสียงนั้นลอยข้ามชั้นไม้มาจากฝั่งขวา ผมดึงหนังสือเล่มหนาออกชั้นในหมวดปรัชญา พบกับใบหน้าของบรรณารักษ์คนสนิทที่มองมาผ่านช่องโหว่นั้น

    "วันที่ฝนไม่ตก"

    "เธอก็รู้ว่าฝนตกทุกวัน" 

    ผมหัวเราะ ไม่ทันไรกลิ่นชื้นของฝนก็ลอยมากับลม คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นกระดาษของหนังสือเก่าๆบนชั้น เสียงฟ้าร้องดังครืนเมื่อใกล้ถึงเวลาปิดทำการของร้านหนังสือ ผมปิดหน้าต่างกระจกก่อนสายฝนจะแตะสัมผัสที่ผิวเนื้อ สวมเสื้อคาร์ดิแกนทับเพื่อความแน่นหนาก่อนก้มหน้าอ่านหนังสือเล่มเดิมที่อ่านค้างไว้

    "อาทิตย์หน้าต้องไปหาหมอหรือเปล่า"

    "ก็อยากจะตอบว่าไม่" 

    "ฉันก็อยากได้ยินแบบนั้นเหมือนกัน"  เอวายิ้มก่อนคว้ากระเป๋าหนังมาสะพายไว้พร้อมกับร่มสีดำ ทันทีที่ประตูกระจกเปิดออก เสียงฝนข้างนอกที่กำลังเทกระหน่ำก็ดังกว่าเก่า  

    เธอกางร่มออกไปพร้อมกับใครอีกคนที่สวนเข้ามาในเวลาปิดทำการ ผมเงยหน้าสบตานิ่งและชะงักเนิ่นนาน หูสองข้างสดับฟังเพียงเสียงฝนกระทบพื้นดิน

    "ร้านปิดแล้วครับ"

    เขาชะงัก ถือร่มที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝนก่อนมันหยดลงพื้นจนชื้นเเฉะ 

    "พอจะเปิดให้ผมซักสิบนาทีได้หรือเปล่าครับ"

    ไม่ได้ครับ ยังไงก็ไม่ได้  ผมคิดในใจแล้วเอ่ย

    "แค่สิบห้านาทีเท่านั้นนะครับ"

    สิ้นประโยครอยยิ้มบางก็ฉายชัดออกมา








    เขาชอบสวมเสื้อคอเต่าสีเอิร์ทโทน

    บางวันอาจมีเสื้อโค้ทสวมทับ หรือไม่ก็เป็นเพียงเสื้อไหมพรมสีเข้มๆ ชอบมาในตอนเย็นพร้อมกับร่มสีดำหนึ่งคันในมือ  ส่วนใหญ่จะเดินวนเวียนแถวโซนปรัชญา แต่ถ้าจุดที่เราสบตากันบ่อยครั้งคงเป็นโซนวรรณกรรม

    เหมือนว่าเรากำลังเล่นเกมจับผิด

    จับจ้องอีกฝ่ายยามเผลอใผล ใครถูกจับได้เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และไม่นานให้เกมนั้นดำเนินจนนานเกินไป เป็นชายหนุ่มที่ตรงเข้ามาพร้อมกับหนังสือเล่มหนา เขาวางมันลงบนโต๊ะ มีรอยยิ้มจางๆติดอยู่บนริมฝีปากเมื่อเรามองหน้ากัน

    "ชอบเชกสเปียร์หรอ"

    "ครับ คุณล่ะ ชอบอ่านแนวนี้หรอ"

    "ผมอ่านได้หมด สืบสวน ปรัชญา แฟนตาซี อะไรอีกล่ะ" เขาเว้นวรรคให้นึกคิด "โรแมนติก"

    "คุณทำงานแถวนี้หรอ"

    "ครับ คุณล่ะ เป็นบรรณารักษ์หรอ"

    "เปล่า" ผมว่า "เป็นเจ้าของร้าน"

    เสียงฝนกระทบพื้นดังเปาะแปะ อยู่ดีๆเราก็หมดเรื่องจะคุยกันไปเสียอย่างนั้น มันเนิ่นนานแม้จะผ่านไปไม่กี่นาที ผมเฝ้านึกถึงสารพัดเรื่องราวเพื่อยื้อบทสนทนา หนังสือ อาชีพของเรา หรือแม้แต่สภาพอากาศ

    "ดูท่าฝนจะตกหนักนะครับวันนี้"

    "ครับ สงสัยผมคงต้องหลบอยู่ในนี้อีกนานเลยล่ะ" เขายิ้ม เป็นรอยยิ้มหยอกเหย้าที่กลับทำให้รู้สึกอบอุ่นแม้อากาศจะเย็นชื้น กระจกโมเสคที่หน้าต่างถูกเกาะด้วยหยดน้ำพราว ร้านหนังสือใจกลางนิวยอร์กกับสภาพอากาศที่เกลี้ยกล่อมให้หลับใหล

    "ถ้าไม่รบกวนจนเกินไป หลังปิดร้านแล้วคุณอยากไปดื่มกาแฟด้วยกันไหมครับ" เขาถามอย่างนุ่มละมุน และผมก็ยิ้มให้ด้วยไมตรีทั้งหมดที่มีก่อนเอ่ยปฏิเสธแผ่วเบา

    "ขอบคุณที่ชวนนะครับ แต่ไว้โอกาสหน้าจะดีกว่า" 

    เขาพยักหน้าในความเงียบ ส่วนผมนั่งกำมือใต้โต๊ะแน่นเมื่อหัวใจเจ็บหนักยิ่งกว่าตอนถูกฉีดยาครั้งแรก

    เฝ้าถามตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เพราะอะไรกันเขาถึงปรากฎตัวในวันที่สายฝนเทกระหน่ำ จะมีซักครั้งไหมที่ท้องฟ้าจะสดใสเพื่อต้อนรับชายหนุ่มร่างสูงคนนั้น

    แล้วคำตอบที่ท้องฟ้ามอบให้ผมในทุกๆวันคือสายฝนที่ตกกระทบบนพื้นดิน







    แดดแรงจ้าในวันถัดมา

    เงาของกิ่งไม้พาดผ่านหน้าต่างกระจก อยู่ดีๆเสียงรถยนต์ที่แล่นบนท้องถนนก็น่าฟังยิ่งกว่าเสียงฝนกระทบพื้นดิน ผมเฝ้ารอเวลาชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า เหลือบตามองนาฬิกาบนผนังเสียจนปวดลูกตา กระทั่งเสียงกระดิ่งเหนือประตูดังขึ้นถึงได้ยืดหลังตรง เหลือบมองชายหนุ่มยืนเลือกหนังสือในมุมวรรณกรรมเงียบเชียบ

    หากไม่เข้าข้างตัวเองจนเกินไป มีเหตุผลอะไรที่เราต้องเข้าร้านหนังสือในทุกๆวัน หรือหากมองข้ามเหตุผลข้อนั้น เขาก็ดูจะอ่านหนังสือไวเกินไปเสียหน่อย

    "คุณจอห์นนี่อ่านหนังสือไวมากเลยนะครับ" ผมเอ่ยขณะห่อหุ้มหนังสือปกแข็งด้วยพลาสติกใส ได้รับเสียงกระแอมไอตอบกลับมาเบาๆ

    "อ่านจบบ้างไม่จบบ้างครับ แต่ส่วนใหญ่อ่านไม่ทัน"

    "ซื้อวันละเล่มสองเล่มแบบนี้ เป็นผมก็คงอ่านไม่ทันเหมือนกันครับ" ผมหัวเราะ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเก้อเมื่อพบว่าชายหนุ่มกดยิ้มมุมปากแล้วมองเนิ่นนาน  

    "สงสัยผมคงโดนจับได้แล้ว"

    "คุณไม่ใช่คนแรกหรอกครับที่ทำแบบนี้"

    "แล้วจะทำยังไงดีล่ะครับ" เขาว่า "คุณจะทำกับผมเหมือนคนอื่นหรือเปล่า"
     
    ผมทำท่าคิด หลบสายตาเขาเพื่อมองแสงตะวันยามบ่ายก่อนจะเอ่ยประโยคของคุณจอห์นนี่ที่ดังชัดในบ่ายของเมื่อวาน

    "ไม่รู้สิครับ แต่ถ้าไม่รบกวนจนเกินไป หลังผมปิดร้านแล้วคุณอยากไปดื่มกาแฟด้วยกันหรือเปล่า"










    เขาไม่ซื้อหนังสือเพิ่มหลังจากวันนั้น

    สามอาทิตย์ผ่านไป สิ่งที่เปลี่ยนแปลงหลังจากที่เราทั้งสองคนดื่มกาแฟจนหมดแก้วคือแววตาและความรู้สึกที่แจ่มชัด เขาปรากฎตัวพร้อมกับหนังสือที่เคยซื้อไป เลือกมุมที่อยู่ไม่ไกลจากสายตาของกันและกันแล้วนั่งอ่านวรรณกรรมในมือเงียบเชียบ บางครั้งบางครา การพักสายตาของเราคือการสบตากัน

    เสียงพลิกกระดาษดังท่ามกลางความเงียบ ผมปิดหนังสือปกแข็งลงก่อนนั่งสังเกตลูกค้าคนโปรด วันนี้เขาสวมผ้าพันคอลายทาง อากาศเย็นขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อยแม้ไม่มีฝน ใกล้สิ้นสุดฤดูแล้ว ผมหวังว่าจะได้ชีวิตชีวาคืนกลับมาอีกครั้ง

    ครืด

    ผมหลุดจากภวังค์เมื่อได้ยินเสียงขาเก้าอี้ลากกับพื้น คุณซอเก็บหนังสือใส่กระเป๋าหนัง ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงคล้ายเตรียมจะบอกลา
       
    "กลับแล้วหรือครับ" เขาพยักหน้า นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มมองกลับมาด้วยแววตาเเบบเดิมอย่างเช่นทุกครั้ง

    "วันนี้ที่บ้านของผมมีงานเลี้ยงเลยต้องรีบกลับน่ะ" เขาว่า คว้าร่มมาถือไว้แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเดินออกจากร้าน อึกอักอยู่นานจนผมเลิกคิ้วมองกลับไป

    "อันที่จริงมันก็ไม่ได้สำคัญอะไร แต่ถ้าไม่รังเกียจ...คุณ..อยากไปงานวันเกิดของผมหรือเปล่าครับ" 

    "ครับ? งานวันเกิดของคุณหรอ" ผมเบิกตากว้าง ลนลานจนพูดไม่รู้เรื่อง "ขอโทษนะครับ แต่ผมไม่รู้มาก่อนเลยไม่ได้เตรียมของขวัญไว้ให้"

    "ไม่เป็นไรเลยครับ" เขาว่า "แค่คุณยอมไปก็ถือว่าเป็นของขวัญให้ผมแล้ว"

    ผมเม้มริมฝีปาก กลั้นยิ้มเอาไว้เสียจนแก้มแทบเเตก ถ้าจะต้องขอบคุณอะไรเป็นสิ่งแรก ผมไม่ลังเลเลยที่จะขอบคุณท้องฟ้าและดวงตะวัน

    -ขอบคุณนะครับที่วันนี้ฝนไม่ตกลงมา








    บ้านของจอห์นนี่เป็นแบบทาวน์โฮม มีสนามหญ้าปูอยู่ก่อนถึงฟุตบาท ส่วนใหญ่จะเป็นไม้ประดับแทนไม้ใหญ่ปลูกไว้หน้าบ้าน ภายในไม่มีอะไรตกแต่งมากมายแต่ของทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ฝั่งขวาของบ้านคือชั้นไม้ที่เต็มไปด้วยหนังสือเล่มน้อยเล่มใหญ่ ผ้าม่านที่คลุมบานหน้าต่างสะบัดพริ้วไหว ครู่เดียวสาวผิวเข้มก็รวบมันไว้ก่อนแขวนไฟตกแต่งเข้าแทนที่

    ผมเจอกับเอมิลี่ สาวผิวสีที่เป็นเพื่อนสมัยมัธยมของเขา ถัดมาในห้องครัวคือชาร์ล็อตต์และวิลสัน กลางบ้านที่กำลังช่วยกันจัดงานคือบรูค ชาร์ลีและเอริค 

    ผมอาสาเป็นพ่อครัวช่วยชาร์ล็อตต์และวิลสัน ระหว่างทำพาสต้าพวกเขาพูดถึงวีรกรรมสมัยเรียนของจอห์นนี่จนห้องครัวเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ รู้ตัวว่ากำลังถูกแอบฟังก็ตอนที่เจ้าของเรื่องเล่ากระแอมไอ ใช้สะโพกพิงกรอบประตูก่อนชี้หน้าเพื่อนสนิททั้งสองคนอย่างคาดโทษ

    "พึ่งรู้ว่าคุณเป็นคนแบบนี้"

    "แบบไหน" เขาถามขณะเดินนำออกจากห้องครัว มีแววตาใสบริสุทธิ์มองกลับมาคล้ายไม่เข้าใจนัยยะของประโยค 

    "หัวโจก"

    "ข่าวมั่วหรือเปล่า"

    "หมายถึงข่าวไหนล่ะ" ผมเอ่ยล้อ "ที่คุณแอบเอาน้ำตาลทรายเทใส่หม้อน้ำรถของอาจารย์หรือที่เตะบอลเข้าห้องปกครองจนกระจกแตก"

    ผมหัวเราะ หยุดยืนหน้าบานหน้าต่างก่อนกลายเป็นยิ้มบางๆเมื่อเจ้าของวันเกิดมองกลับมา  "สุขสันต์วันเกิด หวังว่าปีนี้จะมีความสุขมากกว่าปีที่แล้ว"

    "แน่นอน" เขาว่าแล้วพยักหน้าเบาๆ "เพราะวันเกิดปีนี้มีคุณ"






    เพิ่งเคยเห็นเขาในมุมที่ไม่เคยเห็น

    เพลงไม่คุ้นหูกับจอห์นนี่ในท่าเต้นประหลาด ผมหลุดหัวเราะได้ไม่นานข้อมือก็ถูกคว้าไว้ให้ลุกขึ้นยืน กลายเป็นหุ่นเชิดให้เขาบังคับทำท่าตลกๆอยู่นานสองนานกระทั่งทำนองเพลงเปลี่ยนไป มือหนาที่เคยกำข้อมือไว้จึงเลื่อนลงต่ำแล้วโอบสะโพกไว้หลวมๆแทน

    เราเดินย่ำบนพรมกำมะหยี่ มีเพลงแจ๊สจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงดังคลอเบาๆ ผมวางคางพิงไหล่ของเขาและเขาวางคางไว้บนศีรษะ ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเสียงลำโพงหรือเพราะความรู้สึกข้างใน จังหวะการเต้นของหัวใจมันถึงได้ดังเเจ่มชัด 

    สองชั่วโมงหลังจากนั้น  ผมยืนล้างจานพรางคิดถึงเรื่องราวระหว่างเรา เงียบเชียบก่อนฟ้าจะร้องครืน ท้องฟ้าที่เคยปลอดโล่งเปลี่ยนเป็นมืดสนิท เสียงฝนเทกระหน่ำลงมาไม่นานหลังจากนั้น เพียงเท่านั้นหัวใจก็เต้นระส่ำด้วยความกังวล

    "ผมล้างเองก็ได้"

    "เอริคกลับไปแล้วหรอ"

    "เมื่อกี้นี้ มันฝากบอกลาคุณด้วย" เขาว่า ส่วนผมปิดน้ำก่อนเช็ดมือลงบนผ้าสีตุ่น เม้มริมฝีปากไว้แน่นเมื่อพยายามหาวิธีกลับบ้านอย่างปลอดภัย

    "ดูท่าฝนจะตกหนักนะครับ" เขาพยักหน้า แหวกม่านสีครีมออกก่อนจะเห็นแสงฟ้าสว่างวาบชั่ววินาที ผมสูดลมหายใจเข้าลึก อ้ำอึ้งอยู่นานก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว "จะว่าอะไรไหมถ้าผมจะขออยู่ที่นี่จนกว่าฝนจะหยุดตก"


    ไม่แน่ใจว่าเขาอนุญาตหรือไม่ ผมหลุบตามองพื้นพรมกำมะหยี่ เสียงฝนกระทบพื้นดังเปาะแปะเมื่อจอหนนี่ยังไม่ยอมเอ่ยคำตอบ กระทั่งปลายเท้าสองข้างของเขาเคลื่อนขยับเข้าใกล้ผมจึงเงยหน้ามองนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้น

    "รู้ไหม ต่อให้คุณขออยู่ที่นี่ตลอดไปผมก็ยอม"

    ผมไม่รู้ว่ามีเหตุผลอะไรถึงต้องขออยู่ที่นี่ตลอดไป แต่ถ้าหมายถึงให้อยู่กับเขา แน่นอนว่าผมตกลงเงื่อนไขนั้นโดยไม่มีข้อแม้

    อยู่ดีๆเสียงฝนก็ดังอื้ออึงในหูทั้งสองข้างเมื่อสัมผัสนิ่มนวลของริมฝีปากกดประทับ ผมเอียงหน้ารับสัมผัสนั้นด้วยความเต็มใจ เปิดริมฝีปากให้เขาช่วงชิงเรียวลิ้นอย่างไม่นึกรังเกียจก่อนจะก้าวถอยไปทุกๆขณะที่ถูกจู่โจม รู้ตัวอีกทีปลายทางก็สิ้นสุดลง ผมทิ้งแผ่นหลังให้ประทะกับหมอนอิงบนโซฟา เมื่อเปิดเปลือกตามองก็พบว่าเขากำลังปลดกระดุมออกอย่างอ้อยอิ่ง


    จอห์นนี่มองด้วยแววตาหวานเชื่อมกว่าทุกครั้ง เขาคลุกเข่ากลางหว่างขา สอดแทรกนิ้วมือผ่านร่มผ้าและผิวเนื้อ ปลดเปลื้องอาภรณ์อย่างนิ่มนวลก่อนพรมจูบไปทั่วทั้งร่าง ตั้งแต่ขมับสองข้างไล่ลงต่ำลงสู่หน้าท้อง มันร้อนผ่าวในทุกบริเวณที่ถูกสัมผัส เขาตวัดปลายลิ้นก่อนฉกชิมความหวานจนพอใจถึงได้สอดใส่เข้ามาอย่างถนุถนอม

    ไม่แน่ใจว่าฝนยังตกอยู่ไหมเพราะในเวลานั้นผมได้ยินเพียงเสียงหยาบโลน หูทั้งสองข้างสดับฟังเพียงประโยคที่คนบนร่างพยายามพร่ำบอก

    ผมเกลียดสายฝน
    เกลียดความชื้นแฉะ
    เกลียดเเอ่งน้ำขัง
    เกลียดความเเสบร้อนของผิวหนังยามโดนหยดน้ำสัมผัส


    ผมเกลียดมันมาเนิ่นนานกว่ายี่สิบปี
    แต่อยู่ดีๆในวันนี้ผมกลับหลงรักมันเสียอย่างนั้น











    ผมถามเอวาว่าไวเกินไปไหมหากจะเรียกความรู้สึกนี้ว่ารัก
    เอวาตอบว่า "การจะตกหลุมรักใครไม่เกี่ยวข้องกับเวลา"

    เคยได้ยินมาว่า ผู้ชายใช้เวลา8.2วินาทีในการตกหลุมรัก
    แต่สำหรับผม ทฤษฎีนั้นดูเปล่าประโยชน์ เพราะผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเริ่มวัดวินาทีแรกที่ตอนไหน

    ยามสบตา
    สนทนา
    หรือยามสัมผัส

    หรือแท้จริงแล้ววินาทีแรกของเราเริ่มไม่เท่ากัน

    "คิดจะบอกเขาเมื่อไหร่"

    "วันที่ฝนไม่ตก"

    "นี่" เธอเอ็ดเสียงเบา "จะปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้นะ มันร้ายแรงมากรู้หรือเปล่า"

    "ก็เพราะร้ายแรงผมถึงไม่กล้าบอก ที่ผ่านมาเป็นยังไงคุณก็เห็นไม่ใช่หรอ"

    "แต่-"

    "ผมแค่ไม่อยากเสียเขาไป" ผมว่าอย่างเหนื่อยอ่อน ขอเวลาให้ผมมากกว่านี้ ยืดเวลาทำใจออกไปอีกหน่อย "ถ้าตอนนี้เป็นช่วงเวลาของความสุขก็ขอผมตักตวงมันไว้ให้มากที่สุดได้ไหม"

    เธอเงียบไปเมื่อสิ้นประโยค

    ผมรู้ คนเราตายทุกคนไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน ไม่ว่าจะช้าหรือไว บางทีคุณอาจจะตายในวันพรุ่งนี้ ผมเองก็เหมือนกัน อาจจะตายเพราะรถชน จมน้ำ หรือไม่ก็เพราะสายฝน

    มันเกิดขึ้นได้ทุกขณะ เกิดขึ้นได้ทุกช่วงของลมหายใจ แม้จะรู้ดีแค่ไหน กระนั้นผมก็ยังทำตัวไร้เดียงสา เอาแต่เฝ้ารอเวลาและช่วงโอกาส


    สี่โมงตรง ฝนเทกระหน่ำลงมาอีกครั้ง ผมดึงคาร์ดิแกนปิดร่างกายจนมิดชิด สวมผ้าพันคอมายืนคอยเขาหน้าร้าน ประตูกระจกสะท้อนเงาชายหนุ่มในอีกฟากฝั่งของถนน เขายกมือทักทายใต้ร่มคันโปรด เมื่อเห็นรอยยิ้มของอีกฝ่ายฉายชัดผมก็ยิ้มบางกลับ


    โครม!!


    ดวงตาของผมเบิกกว้าง คล้ายได้ยินเสียงหัวใจแตกสลายท่ามกลางสายฝนกระหน่ำ ร่างกายของชายหนุ่มหมุนเคว้งกลางอากาศก่อนร่วงลงกระแทกพื้นถนน เสียงกระดิ่งเหนือประตูดังขึ้นก่อนราเชลจะหวีดร้อง แต่คล้ายผมจะลืมทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเองไปหมดสิ้น

    ลืมแม้ว่าจะแสบผิวเนื้อแค่ไหน
    ลืมแม้ว่าในยามนี้กำลังจะถูกริดลอนลมหายใจ

    "จอห์น...ได้ยินผมหรือเปล่า" ผมสะอื้น มือสั่นพร่า ไม่กล้าแม้แต่จะสัมผัสให้เขาให้เจ็บกว่าเดิม "ลืมตาได้ไหม...ลืมตามองผมหน่อยได้ไหม"

    เขาเงียบจนน่าใจหาย และผมก็ร้องไห้ออกมาอย่างทรมานแต่ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวดที่ร่างกาย มันมาจากหัวใจที่กำลังแตกกระจายอย่างช้าๆ เขานอนจมกองเลือดที่ถูกชำระล้างด้วยสายฝน เนื้อตัวเปียกปอนไปด้วยหยาดน้ำจนเห็นบาดแผลเด่นชัด


    เสียงไซเรนดังขึ้นพร้อมกับสติที่กำลังถูกพรากไป จากเจ็บปวดเริ่มชินชา เอวายื้อดึงผมไปกอดไว้ก่อนจะดึงโค้ทคลุมปกปิดผิวเนื้อของผมจากหยดน้ำทุกเม็ด

    ทุกอย่างพร่าเบลอ ไม่แน่ใจว่าเพราะน้ำฝนหรือน้ำตา ลมหายใจของผมเริ่มรวยริน ริมฝีปากสั่นพร่าเมื่อร่างของชายหนุ่มถูกหามขึ้นสู่เตียงพยาบาล

    ไม่ต่างกัน เมื่อสติกำลังจะจางหาย ผมทำได้เพียงเงยหน้ามองเมฆครึ้มบนผืนฟ้า ความเย็นเยียบของน้ำตกกระทบใบหน้า ผมหลับตาลงก่อนหายใจเฮือกสุดท้าย


    ถ้าต้องแลกด้วยการปกป้องใครซักคนบนโลกได้หนึ่งคน
    ผมไม่ลังเลเลยที่จะให้คนๆนั้นเป็นคุณ













    ทันทีที่ลืมตา ผมก็นึกถึงเขาเป็นคนแรก

    คนที่ชอบอ่านหนังสือพอๆกับชอบแสงแดด
    คนที่ชอบหลุดยิ้มเวลาสบตา
    และคนที่ชอบปฏิเสธผมทุกครั้งครา ในเวลาที่ฝนตก

    เอริคคือคนที่วิ่งเข้ามาหาเมื่อพบว่าผมเคลื่อนขยับ เขาสูดน้ำมูก กำฝ่ามือไว้ก่อนจะยิ้มออกมาคล้ายโล่งใจก่อนรอยยิ้มจะหายไปเมื่อผมเอื้อนเอ่ยเสียงเบา 

    "เขาอยู่ไหน"

     ไม่มีคำตอบของคำถาม เสียงชีพจรเต้นตามจังหวะการสูบฉีดโลหิตของหัวใจ ผมรู้สึกเจ็บหน้าอกข้างซ้ายยามเคลื่อนขยับ และคำตอบที่ดังเด่นชัดกลับกลายเป็นคำตอบที่ไม่อยากได้ยิน

    "เขาไปแล้ว" เอริคเอ่ยก่อนเม้มริมฝีปากไม่ยอมสบตา มีเสียงหวีดหวิวดังในหูของผมก่อนมันจะอื้ออึง   
     ประตูห้องเปิดออกพร้อมร่างของเอวาในชุดดำ ดวงตาของเธอแดงก่ำเช่นเดียวกับปลายจมูก

    "บอกผมได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น"

    "ดีแลนป่วยเป็นโรคแพ้ฝน" เธอว่าปนเสียงสะอื้น ซบหน้าลงกับฝ่ามือก่อนสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วเอ่ยต่อเสียงสั่น "ไม่มียาตัวไหนรักษาให้หายขาด เขาโดนฝนไม่ได้ ไม่ได้แม้แต่หยดเดียว ทุกครั้งที่ฝนตกเขาถึงไม่ยอมไปไหนกับคุณ"

    "ทำไมเขาไม่บอกผม"

    "เขาไม่อยากเสียคุณไป ไม่มีใครทนอยู่กับดีแลนได้นานหลังบอกความจริง เขาเลยเลือกที่จะเก็บมันเอาไว้เป็นความลับ"

    "ผมไม่เคยคิดจะทิ้งเขาไปเลยซักครั้ง" 

    "ฉันรู้ ดีแลนก็คงรับรู้เหมือนกัน" 

    ผมกำฝ่ามือไว้แน่น หลับตาลงเมื่อรู้ตัวว่าหยดน้ำตากำลังเอ่อล้น ราวกับระยะเวลาที่ผ่านมามันเร็วเกินไป เพราะหากรู้ตัวว่าวันนี้จะไม่มีเขา ผมคงจะไปร้านนั้นตั้งแต่หกโมงเช้า ใช้เวลาอยู่กับเขาให้เนิ่นนาน จะไม่มัวทำตัวอ้อยอิ่งให้เสียเวลา จะบอกรักเขาทุกวันและจะทำทุกวิถีทางไม่ให้เสียเขาไปไม่ว่าวิธีไหน

    "เขาบริจาคร่างกายให้โรงพยาบาลเมื่อสามปีก่อน" เอวาเอ่ยปนเสียงสะอื้น 

    "ตอนนี้หัวใจของเขาเป็นของคุณแล้วจอห์นนี่" 


    ผมหลับตาลงก่อนหยดน้ำตาจะท่วมท้น
    หากไม่ใช่สถานการณ์แบบนี้ 
    หากผมหน้าอกข้างซ้ายของผมไม่มีรอยผ่าตัด 
    คำพูดนั้นคงหวานซึ้งยิ่งกว่าประโยคไหน







     
    เอวาบอกว่าให้ใช้ชีวิตให้คุ้มค่ากับหัวใจที่คุณมอบให้
    อย่างไรดีล่ะครับ อันที่จริง ผมยังทำใจใช้ชีวิตไม่ได้เสียด้วยซ้ำ 

    ทุกครั้งที่หัวใจเต้นเป็นจังหวะ ผมจะเฝ้าคิดถึงแต่แววตาและบทสนทนาของเราทุกครั้ง  คล้ายกับมันย้ำเตือนความรู้สึกของผมตลอดเวลาว่าคุณยังอยู่ 


    คุณทำให้ผมกลายเป็นคนรักการอ่าน
    อยู่ดีๆ ผมก็กลายเป็นนักอ่านคนเก่งพร้อมกับลูกค้าคนโปรด เข้าออกร้านหนังสือบ่อยเสียยิ่งกว่าร้านสะดวกซื้อ 

    "คุณจอห์นนี่อ่านหนังสือเก่งมากเลยครับ"

    ผมยิ้มรับทุกครั้งเมื่อได้ยินประโยคนั้น 
    โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลยว่าจุดประสงค์แท้จริงแล้วคือการได้แอบมองเขาผ่านชั้นหนังสือวรรณกรรมเท่านั้น


    คุณชอบปฏิเสธผมบ่อยครั้งในวันที่ฝนตกหนัก ไม่ว่าจะร้านกาแฟหรือสวนสาธารณะ ไม่มีเลยซักครั้งที่เราจะได้ไปด้วยกันในวันที่เมฆครึ้ม  ผมแค่คิด บางทีคุณอาจจะไม่อยากไปด้วยกัน

    แต่เปล่าเลย 

    ในวันที่แดดแรงจ้า อยู่ดีๆคุณก็เอ่ยประโยคนั้นออกมาจนผมใจสั่น วินาทีที่สบตาคุณในร้านกาแฟร้านนั้น ผมรู้สึกว่าเครื่องดื่มในแก้ว หวานกว่าเดิมเป็นเท่าตัว


    คุณจากไปพร้อมกับวันสุดท้ายของฤดูกาล  คล้ายกับทุกหยดน้ำได้นำพาคุณไปจากผมโดยไม่มีวันหวนกลับ

    หากรู้ตัวว่าจะเสียคุณไป ผมจะบอกรักคุณตั้งแต่วินาทีแรกที่สบตากัน อาจจะเพ้อเจ้อเกินไปเสียหน่อย แต่รู้ไหม ทุกวันนี้ผมก็ยังคิดจะทำแบบนั้น

    คุณเคยถามผมว่าชอบฤดูไหนมากที่สุด ในตอนนั้นผมบอกคุณออกไปว่า "ผมชอบฤดูฝนครับ" แล้วคุณก็ทำหน้าหงอยออกมา 

    อย่าเสียใจเลยครับหากเราจะรักฤดูที่แตกต่าง เพราะหากให้เลือกระหว่างคุณกับฤดูฝน คำตอบของผมต้องเป็นคุณอย่างไม่ต้องสงสัย


    เร็วไปไหมครับหากจะบอกรักคุณหลังจากเรารู้จักกันไม่นาน
    แล้วช้าไปไหมครับหากจะบอกรักคุณในวันที่เสียคุณไปตลอดกาล

     
    โลกนี้มีคนเป็นล้าน บางคนใช้เวลาเนิ่นนานในการตกหลุมรัก แต่บางคนใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที

    แต่สำหรับผม , ผู้ชายที่ไม่ได้ชอบอ่านหนังสือแต่เลือกที่จะเปิดประตูบานนั้นเพื่อไปหาคุณ
    เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลใต้กรอบแว่น กับใบหน้าหวานที่ชะงักงันยามเราสบตากัน

    ผมรักคุณนับตั้งแต่วินาทีนั้น 
    — รักคุณตลอดมา







Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
double_bew (@double_bew)
อ่านจบแล้วน้ำตาซึมเลยค่ะ ;-;
ตอนที่อ่านฝนก็ตกเลยยิ่งอินเข้าไปใหญ่ ชอบความสัมพันธ์ของทั้งคู่ที่มันดูโรแมนติกและน่ารักมาก แต่ตอนจบก็คือเศร้ามากๆเช่นกันค่ะ เจ็บปวดมากๆ ฮือออออ

ปล.ขอบคุณสำหรับฟิกนะคะ ชอบมากๆเลยค่ะ 😊