AllRise89allrisemookie
530 #markten

  •  

    เมื่อผมลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ก็ไม่เหลือเราสองคนแล้ว

    จริงๆ เป็นหลายครั้งที่ดูเหมือนจะตลอดไปด้วยซ้ำที่ผมรู้สึกแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    มันเหมือนเมื่อวานนี้เองที่เขาเดินออกไปจากห้อง ประโยคสุดท้ายจาก “เจอกัน” กลายเป็นยิ้มบางๆ ที่ไม่อาจสื่อความหมายอะไรได้เลย


                   “เราไม่รู้จะอยู่ต่อไปในฐานะอะไรว่ะ”


    ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนเพื่อนก็ไม่ใช่ที่ผมและและเขาสร้างมันขึ้นมาเองกับมือในช่วงแรกมันโคตรจะเหมือนการได้กินมาม่าในตอนกลางดึกที่หิว มันเหมือนการขึ้นรถไฟเหาะครั้งที่สอง ปราศจากความกลัวจากครั้งแรก ความรู้สึกที่ในตอนแรกไม่มีใครพยายามหาคำจำกัดความเพราะ 'ที่เป็นอยู่มันก็ดีอยู่แล้ว' โดยที่ผมเองรู้อยู่ลึกๆ ว่ามันอาจจะสร้างปัญหาในภายหลัง

     

    การมีเขาอยู่ในชีวิตมันเป็นเหมือนคำตอบ default สำหรับทุกคำถาม เรียกว่านึกอะไรไม่ออกบอกเขาได้เลยทุกอย่าง ชีวิตผมเคยง่ายไปหมดในตอนนั้น แต่ว่าตอนนี้ แค่จะหายี่ห้อน้ำยาปรับผ้านุ่มที่เคยใช้ผมยังทำไม่ได้เลย


    “เธอต้องจำไว้บ้างสิ ถ้ารอบหน้ามาซื้อเองจะได้รู้ไงมาร์ค”
    “ถ้ามาซื้อเองก็ให้เธอถ่ายรูปส่งมาดิ”
    “แล้วถ้าเค้าไม่อยู่ล่ะ หมายถึงไม่อยู่อีกต่อไปแล้ว เธอก็ต้องรู้เองมั้ย”
    “ไม่ให้เตนล์ไปไหนหรอกนะ”

     

    และสุดท้ายก็เป็นผมเองที่ไม่เคยทำได้อย่างที่พูดเลย เพื่อนบางคนบอกว่าผมโรแมนติก จำวันเกิดเก่ง เซอร์ไพรส์เก่ง ถ้าใครเป็นคนพิเศษของผมคงต้องโชคดีแน่ๆ ซึ่งผมก็เห็นด้วยในเรื่องนี้ ตอนที่อยู่ด้วยกันผมไม่เคยขาดตกบกพร่องในเรื่องการทำให้เค้ามีความสุขเลย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าแบบที่ชอบใส่ ไอติมรสที่ชอบกิน หนังเรื่องโปรดที่ดูเป็นสิบรอบก็ไม่เบื่อ ผมจำได้ทุกอย่าง

     

    อย่างเดียวที่ผมทำให้เขาไม่ได้คือการให้สถานะที่ชัดเจนกับเขา

     

                    มันไม่ใช่ความไม่มั่นใจหรือการเผื่อเลือกอะไรก็ตามแบบคู่อื่นๆ เป็น หลายปีที่ผ่านมานี้ถ้านับความสัมพันธ์ที่พิเศษที่สุดผมก็มีเขาแค่คนเดียว พ่อแม่ของทั้งฝั่งเขาและผมก็รู้กันว่าเราทั้งสองคนสนิทกันมาก แต่เรื่องเดียวที่ทำให้ผมยังไม่กล้าจะไปยืนตรงนั้นข้างๆ เขาคงเป็นความไม่ได้เรื่องของตัวผมเอง มันคงดูตลกและฟังดูล้าหลังมากๆ ถ้าผมจะบอกว่าบ้านของผมยังไม่ได้ยอมรับการคบหาเพศเดียวกันแบบคนรัก

     

                    ด้วยความที่ผมเป็นลูกคนโตของบ้าน มีน้องชายอีก 1 คน และน้องสาวอีก 1 คนการเป็นพี่ชายคนโตในครอบครัวที่มีธุรกิจใหญ่โตเป็นของตัวเองทำให้พ่อแม่คาดหวังกับตัวผมมากที่สุด มาร์คต้องดีที่สุดและเป็นตัวอย่างที่ดีให้น้องๆ นะ แม่ว่าไว้แบบนั้นเสมอ

     

                    จุดเปลี่ยนมันคงเป็นช่วงหลังจากเราเรียนจบและเริ่มทำงานนี่แหละ ที่ใครๆ บอกว่าความลับไม่มีในโลกนั้นคงไม่ใช่เรื่องโกหก มันเป็นตอนเย็นวันเสาร์ที่ผมและเตนล์นอนก่ายกันที่โซฟาเพื่อดูหนังที่ชอบ ด้วยบรรยากาศกับหลายๆ อย่างตอนนั้นทำให้เราเกือบที่จะมีอะไรกันที่โซฟา อันที่จริงก็ถอดเกือบหมดทั้งตัวแล้ว ตอนนั้นเองที่แม่และน้องชายผมเปิดประตูคอนโดเข้ามาและเห็นเกือบทุกอย่างที่เราทำกัน


                    ผมไม่โทษน้องชายตัวเองเลยเพราะผมเคยบอกรหัสประตูเอาไว้ มันก็คงกะจะมาเซอไพรส์นั่นแหละ หลังจากนั้นแม่ก็ให้ผมกลับบ้านเพื่อไปคุยเรื่องนี้อย่างจริงจังพร้อมพ่อด้วย 


                   ในตอนนั้นเองที่ผมตระหนักได้ว่าการโตเป็นผู้ใหญ่ ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำอะไรก็ได้ หรือเป็นอะไรก็ได้อย่างที่อย่างที่ใจหวัง


                    หลังจากคุยกับที่บ้านเสร็จแน่นอนว่าผมไม่มีสิทธิ์ไปขัดใจอะไรพ่อแม่ ผมกลับมาที่คอนโดของเรา ไฟในห้องมืดสนิท มีร่างเล็กๆ ที่นั่งอยู่ตรงโซฟาและพาดขาไว้บนโต๊ะ เตนล์หันมาสบตาผม ด้วยสายตาว่างเปล่า รอคำตอบที่ดูเหมือนเค้าจะรู้อยู่แล้ว ผมเดินไปนั่งข้างๆ เว้นระยะห่างออกมานิดหน่อยก่อนจะรวบรวมความกล้าแล้วพูดออกไป


               “มาร์คบอกที่บ้านแล้ว คือ แม่บอกว่าเราเป็นเพื่อนกันต่อไปได้ แต่ว่า...”
               "เพื่อนหรอมาร์ค เค้าถามจริงๆ เลยนะ ที่ไม่ชัดเจนกับเค้ามาตลอดเพราะเรื่องที่บ้านหรอ มาร์ครู้อยู่แล้วใช่มั้ย"
               "...................."
               "เค้าคิดเองมาตลอดว่ามาร์คกับเค้าคงรู้กันดีว่าเรารู้สึกยังไงกัน เราแม่งอยู่ด้วยกัน เอากัน ทำอะไรด้วยกันหลายอย่างเลยนะเว่ย"
               "เตนล์"
               "แล้วเธอจะมาบอกให้เราเป็นเพื่อนกันหรอ"

    จบประโยคนั้นของเตนล์ผมก็เหมือนมีหินมาถ่วงที่ท้อง ผมเอื้อมมือไปจับมืออีกคนมากุมไว้ น้ำตาของเตนล์ไหลออกมาเหมือนมันจะไม่มีวันหยุดอีกแล้ว  

     

    “มาร์คไม่ได้จะบอกว่าเราต้องเลิกกันนะ”
    “เลิกหรอมาร์ค เรายังไม่เคยเป็นอะไรกันด้วยซ้ำ”
    “เตนล์ แต่มาร์ครักเตนล์นะ เตนล์ก็รู้ใช่มั้ย”
    “แค่เค้ารู้ว่าเธอรักเค้ามันไม่พอว่ะมาร์ค จริงๆ นะ”

     

    สุดท้ายแล้วผมก็ได้แต่ปล่อยให้เขาจากไป


    คงจะจริงที่มีคนบอกว่าบางคนอยู่ในใจนานกว่าอยู่ด้วยกัน จนตอนนี้หกเจ็ดปีผ่านมาแล้วผมก็ยังคิดถึงเขาอยู่เลย ผมออกไปใช้ชีวิต ไปเจอเพื่อนเก่าๆ เจอใครหลายคนเข้ามาทั้งทางตรงทางอ้อม แต่ตีหนึ่งตีสองทีไร วันไหนที่ยังไม่หลับ ก็จะมีความคิดที่ว่าทำไมตอนนั้นคิดหาทางออกไม่ได้เลย ทำไมตอนนั้นถึงปล่อยเขาไปแบบนั้น แล้วก็จะมีความคิดต่อมาว่า ก็ถูกแล้ว เราคงไม่ได้เกิดมาคู่กันแบบที่พ่อแม่บอก


     รู้ตัวอีกทีก็ตีห้าครึ่งแล้ว

    ยังคิดถึงอยู่เลย 

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in