In EuropeTup Peerapat
เวียนนา: ในร่องรอยของราชวงศ์ Habsburg

  • ภาพแรกที่ผมเห็นเมืองเก่าของเวียนนา ผมพูดกับตัวเองในใจว่านี่สินะยุโรปปลายทางในฝันของผมมานานแสนนาน สำหรับคนชอบเดินเที่ยวในเมืองเก่า ถ่ายรูปตามตรอกซอกซอยของเมืองสวยๆ หรือตื่นเต้นกับการได้ไปพิพิธภัณฑ์  ยุโรปจะเป็นคำตอบของสิ่งเหล่านี้ได้หมดสิ้น ด้วยความรู้ทางประวัติศาสตร์ของผมที่จำกัดอยู่ไม่เกินศตวรรษก่อนจะลืมตาดูโลก ภูมิภาคที่น่าสนใจที่สุดอาจจะไม่ใช่อิตาลีหรือกรีซที่สั่งสมอารยธรรมมาร่วมสองพันปี และก็ไม่ใช่เมืองหลวงของนักท่องเที่ยวอย่างปารีส หากแต่เป็นดินแดนแถบยุโรปตะวันออกที่ประวัติศาสตร์ศตวรรษที่ 20 อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวของวีรบุรุษ ทรราชย์ รอยเลือด และคราบน้ำตา


    ภูมิภาคที่เราเรียกกันติดปากว่ายุโรปตะวันออก นั่นจริงๆ เป็นการเรียกขานตามชาวอเมริกัน หากแต่สำหรับชาวยุโรปแล้วยุโรปตะวันออกจะหมายถึงประเทศที่อยู่เลยจากประเทศโปแลนด์ไปแล้วอย่างรัสเซีย ยูเครน หรือเบลารุส ส่วนโซนที่เรามักเรียกกันว่ายุโรปตะวันออกอย่างฮังการี โรมาเนีย โปแลนด์ ชาวยุโรปมักจะเรียกกันว่ายุโรปกลางมากกว่า บางครั้งเข้าไปร้านหนังสือที่มีทั้งหนังสือภาษาอังกฤษและภาษาอื่นของยุโรปจะเห็นความแตกต่างของหน้าปกหนังสือนำเที่ยวตามการเรียกขานนี้ แต่นั่นแหละครับ ผมคงเขียนตามความคุ้นเคยที่จะเรียกภูมิภาคดังกล่าวว่ายุโรปตะวันออก และการเดินทางของผมครั้งนี้ก็จะอยู่ในยุโรปตะวันออกเสียเป็นส่วนใหญ่ หรือถ้าพูดแบบอิงประวัติศาสตร์สักหน่อยผมเดินอยู่ในดินแดนที่เป็นคอมมิวนิสต์เก่านั่นแหละ


    จุดเริ่มต้นของการเดินทางของผมอยู่ที่กรุงเวียนนา เมืองหลวงของออสเตรียหรืออาณาจักรออสเตรียฮังการีในอดีต เมืองที่ครั้งหนึ่งเคยชื่อว่าร่ำรวยศิลปวัฒนธรรมที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ความเจริญหลั่งไหลมาสู่เมืองริมฝั่งน้ำดานูบแห่งนี้ในยามที่ราชวงศ์ Habsburg ยังเป็นหนึ่งราชวงศ์ที่มีเคยมีอิทธิพลมากที่สุดในยุโรป ตั้งแต่สัมผัสแรกในเวียนนา ผมก็มีโอกาสมาเดินเล่นดูเมืองเก่าเวียนนาอย่างผ่านๆ ตั้งแต่พระราชวังฤดูหนาว (Habsburg Palace) โดยเฉพาะด้านตึกใหม่ที่สร้างเป็นปีกรูปครึ่งวงกลมโดยมีอนุสาวรีย์ของ Prince Eugen von Savoy อยู่ด้านหน้า หรือวิหาร St.Stephen’s วิหารสำคัญที่สุดของเมือง แต่บริเวณที่ผมชอบที่สุดของโซนเมืองเก่าคือคือที่เรียกว่า Maria Theresa Platz ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างออกไปจากพระราชวังนัก โดยเป็นสวนเล็กๆ ที่รายล้อมด้วยพิพิธภัณฑ์สำคัญสามแห่ง โดยสองด้านเป็น พิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นพร้อมกันในรูปแบบเดียวกันโดยฝั่งหนึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Kunsthistorisches ที่มีงานศิลปะชิ้นสำคัญๆ ที่สะสมมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ Habsburg ยังรุ่งเรือง อาทิ  Madonna of the Meadow ของ Raphael และ Tower of Babel ของ Pieter Bruegel ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งซึ่งเป็นตึกรูปแบบเดียวกันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ Natural History ที่เดิมผมไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไปดู แต่เมื่อมีเวลาจึงแวะไปดูและพบว่าเหนือความคาดหมายมากของสะสมทั้งหินและอัญมณีชนิดต่างๆ นับพันชิ้น สัตว์สตาฟท์จำนวนมาก ซึ่งแน่นอนว่าของเหล่านี้ส่วนใหญ่เก็บรวบรวมมาตั้งแต่ก่อนประเทศจะเปลี่ยนเป็นระบอบสาธารณรัฐ อีกด้านหนึ่งของถนนเป็นที่ตั้งของ Museumsquartier ที่เรียกได้ว่าเป็นแหล่งรวมของฮิปสเตอร์ของกรุงเวียนนาแห่งหนึ่งนอกจากจะเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ศิลปะหลายๆ แห่งอย่าง Leopold Museum และ Museum of Modern Art แล้ว ทาง Museumsquartier ยังจัดสรรพื้นที่กว่า 60,000 ตารางเมตรสำหรับกิจกรรมต่างๆ ซึ่งในช่วงที่ผมไปก็มีงานสำหรับ Food Truck รวมถึงเวทีคอนเสิร์ตขนาดย่อยในยามค่ำคืน แต่จุดที่สำคัญที่สุดของ Maria Theresa Platz แห่งนี้คงหนีไม่พ้นอนุสาวรีย์ที่เป็นที่มาของชื่อสถานที่ ซึ่งก็คืออนุสาวรีย์ของจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซ่า (Maria Theresia) สตรีที่มีบทบาทมากที่สุดในประวัติศาสตร์ออสเตรีย    

    Maria Theresa Platz

    พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Kunsthistorisches

    Museumsquartier

    จุดเปลี่ยนสำคัญของกรุงเวียนนา ซึ่งอาจจะรวมถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ยุโรปและประวัติศาสตร์โลกคงเป็นเหตุการณ์เมื่อปี 1683 ที่เรียกกันทั่วไปว่า Battle of Vienna หลังจากที่สงครามระหว่างชาวคริสต์และอิสลามดำเนินมาอย่างต่อเนื่องร่วม 700 ปี ในช่วงปีท้ายๆ ที่อาณาจักรออตโตมันสามารถปักธงพระจันทร์เสี้ยวและดวงดาวลงได้ตลอดแนวคาบสมุทรบอลข่าน ทรานซิลเวเนีย จนถึงอาณาจักรฮังการี ยึดครองตลอดลำน้ำดานูบตั้งแต่เบลเกรด เรื่อยมาจนถึงกรุงบูดา (1) กรุงเวียนนาจึงเปรียบเสมือนประตูเมืองของทวีปยุโรปทั้งทางบกและทางน้ำ ในปี 1529 กองทัพออตโตมันเคยมีความพยายามที่จะยกทัพเข้ายึดครองกรุงเวียนนามาแล้วครั้งหนึ่งแต่ก็ล้มเหลวกลับไป ก่อนที่อีกร้อยกว่าปีต่อมาในปี 1683 กองทัพออตโตมันจึงได้ระดมกำลังทัพครั้งใหญ่อีกครั้งเพื่อที่จะทำสงครามเผด็จศึกกับชาวคริสต์ โดยเริ่มต้นด้วยการบุกเข้ายุโรปผ่านทางเวียนนาเป็นเมืองแรก ตลอดการสงครามที่ผ่านหลายศตวรรษฝั่งออตโตมันมักจะเป็นฝ่ายได้เปรียบกองทัพจากยุโรปในเรื่องกำลังพลอยู่เสมอ แต่ในการศึกครั้งนี้ ทางยุโรปตระหนักดีว่าหากอาณาจักรออสเตรียพ่ายแพ้ให้แก่ออตโตมันนั่นอาจจะหมายถึงการพ่ายแพ้ของชาวคริสต์ทั่วทั้งทวีป จึงได้เกิดการจัดตั้งกองกำลังพันธมิตรที่นำโดยกองทัพจาก Habsburg เอง จากอาณาจักร Holy Roman Empire หรือเยอรมนีในปัจจุบัน รวมถึงจากโปแลนด์และลิทัวเนีย  เช่นเดียวกับทางฝรั่งเศสและอาณาจักรอื่นๆ ที่ส่งกำลังเข้าสนับสนุนในช่วงหลัง แม้ว่ากองทัพออตโตมันจะสามารถยึดกรุงเวียนนาในระยะแรก แต่กองทัพของชาวยุโรปก็สามารถรบเอาชนะไปได้ในสมรภูมิสำคัญที่ภูเขา Kahlenburg ซึ่งทำให้กองทัพออตโตมันต้องล่าถอยไป และหลังจากนั้นไม่นานนักก็เสียอำนาจในการปกครองในฮังการี รวมถึงบางส่วนของบัลข่าน (ส่วนที่เป็นสโลวาเนีย โครเอเชีย และ บอสเนียเฮเซโกวินา ในปัจจุบัน) ให้กับอาณาจักร Habsburg ความพ่ายแพ้ในสงครามครั้งนี้ของอาณาจักรออตโตมันถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความเสื่อมถอยของอาณาจักรที่เกรียงไกรที่สุดในโลก ที่ค่อยๆ สิ้นสุดอำนาจลงก่อนจะล่มสลายลงไปหลังสงครามโลกครั้งที่ 1

    พระราชวัง Habsburg (พระราชวังฤดูหนาว)


    ในด้านกลับกัน เมื่อหมดความหวาดระแวงจากภัยคุกคาม กอปรกับศิลปวิทยาการที่ได้รับการฟื้นฟูสั่งสมมาแล้วจากช่วง Renaissance อาณาจักรต่างๆ ในยุโรป ก็ต่างพัฒนาตนเองขึ้นมาจนกลายเป็นมหาอำนาจของโลกในช่วงหลายศตวรรษต่อมา ราชวงศ์ Habsburg เองก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของภาคพื้นยุโรปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซ่าที่ครองราชย์ยาวนานถึง 40 ปีตั้งแต่ปี 1740 - 1780 พระนางได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลในศตวรรษที่ 18 เพราะนอกจากจะเป็นจักรพรรดินีแห่งอาณาจักรออสเตรียที่ในขณะนั่นครอบคลุมทั้งดินแดนฮังการี คาบสมุทรบอลข่านรวมถึงเนเธอแลนด์ พระนางยังได้อภิเษกสมรสกับไกเซอร์ฟรานซิสที่หนึ่งแห่งอาณาจักร Holy Roman ซึ่งมีอำนาจเหนือพื้นที่ประเทศเยอรมนี สาธารณรัฐเชค สวิซเซอร์แลนด์ และภาคตะวันตกของออสเตรียในปัจจุบัน นอกจากนี้เธอยังได้ส่งลูกสาวไปแต่งงานกับผู้ปกครองของดินแดนต่างๆ ทั้งอาร์คดุ๊กแห่งปาร์ม่าที่อิทธิพลทางตอนเหนือของอิตาลี และพระราชาเฟอดินานที่ 4 แห่งเนเปิ้ลที่มีอำนาจครอบคลุมอิตาลีตอนใต้ตลอดจนเกาะซิซีลี (2) รวมถึงลูกสาวคนที่มีชื่อเสียงที่สุดที่กลายเป็นราชินีคนสุดท้ายแห่งผรั่งเศสที่ชื่อ Marie Antoinette ช่วงเวลาดังกล่าวจึงนับเป็นช่วงที่ราชวงศ์ Habsburg ถือว่ามีอิทธิพลสูงที่สุด  นอกจากการขยายอำนาจจนครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรปแล้ว ในรัชสมัยของจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซ่ายังได้มีการปฏิรูปที่สำคัญต่างๆ ทั้งโครงสร้างรัฐบาล การเก็บภาษีสิ่งก่อสร้าง พัฒนาระบบสาธารณสุข รวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเช่นการประกาศห้ามการล่าแม่มด!!! อย่างไรก็ตามพระนางยังโดนนักประวัติศาสตร์วิพากษ์วิจารณ์เรื่องจำกัดการนับถือศาสนา ทำให้กลุ่มโปรเตสแตนต์จึงกีดกันตลอดรัชสมัย เช่นเดียวกับยิวที่โดนจำกัดสิทธิมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสั่งให้ชาวยิวกว่า 20,000 คนทั้งหมดย้ายออกจากปรากในปี 1744 อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาดังกล่าวกรุงเวียนนาได้กลายเป็นศูนย์กลางความเจริญทั้งด้านเศรษฐกิจ ศิลปวิทยการ โดยหนึ่งในคนที่เข้ามาแสวงหาความสำเร็จในยุคนั้นได้แก่คีตกวีจากซาลซ์บูร์กที่ชื่อ Wolfgang Amadeus Mozart


    พระราชวัง Schonburnn (พระราชวังฤดูร้อน)

    ความเจริญในยุคสมัยดังกล่าวจึงทำให้ชื่อของมาเรีย เทเรซ่าโดดเด่นขึ้นมาในประวัติศาสตร์ชายเป็นใหญ่ของยุโรป อีกประจักษ์พยานสำคัญของความรุ่งเรืองราชวงศ์ Habsburg ได้แก่พระราชวัง Schonburnn พระราชวังขนาดใหญ่ซึ่งประกอบด้วยห้องถึง 1,444 ห้อง โดยพระราชวงศ์จะย้ายไปประทับในช่วงหน้าร้อน เมื่อเปรียบเทียบกับพระราชวังต่างๆ ในยุโรป ความยิ่งใหญ่ของพระราชวังแห่งนี้มีเพียงพระราชวัง Versailles ในปารีสเท่านั้นที่จะสามารถเทียบเคียงได้ พระราชวัง Schonburnn ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1569 แต่ตัวตึกรวมถึงสวนรอบๆ ที่เราเห็นอยู่ในทุกวันนี้สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซ่านั้นเอง

    แม้ว่าราชวงศ์ Habsburg จะสร้างฐานอำนาจในภาคพื้นยุโรป และสั่งสมความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมต่างๆ มากมาย แต่ราชสำนักแห่งอื่นๆ ตลอดศตวรรษที่ 17-19 ได้หันหน้าออกทะเลเพื่อแสดงหาเส้นทางทางการค้ากับโลกตะวันออก รวมถึงการเข้ายึดครองเป็นอาณานิคมเหนือดินแดนโพ้นทะเลเหล่านั้น อำนาจทางทะเลนำมาซึ่งความมั่งคั่งของอาณาจักร ในทางกลับกันอาณาจักรออสเตรียที่เคยรุ่งเรืองในยุคจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซ่า กลับค่อยๆ เสื่อมถอยอำนาจลง อาณาจักรภายใต้การปกครองเริ่มเรียกร้องอำนาจการปกครองตกเอง ภายใต้สถานะที่อ่อนแอลงของราชวงศ์ Habsburg ในปี 1848 ราชบัลลังค์ของอาณาจักรออสเตรียก็เปลี่ยนผ่านไปสู่จักรพรรดิหนุ่มวัยเพียง 18 ปีที่ชื่อฟรานซ์ โจเซฟ (Franz Joseph)

    จักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟได้ชื่อว่าเป็นคนที่จริงจังกับการทำงานมาก โดยจะตื่นตั้งแต่ตีสี่ในตอนเช้า และจะทำงานถึงดึกดื่นค่ำคืนเสมอๆ โดยเทียบกับราชวงศ์คนอื่นๆ ของยุโรปที่มักจะมีกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ในชีวิตประจำวันมากมาย แต่จักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟมีเพียงการไปพักผ่อนในพระราชวังต่างเมืองเพื่อล่าสัตว์บ้าง แต่ก็จะต้องมีขุนนางต่างๆ คอยถวายงานด้วยเสมอ ในรูปแบบการปกครองแบบศูนย์กลางที่คนคนเดียว แม้ว่าจะมีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีมาทำหน้าที่บริหาร แต่ทางฟรานซ์ โจเซฟ ก็เลือกที่จะตัดสินใจเองในหลายๆ เรื่อง ในการเข้าไปดูพระราชวังฤดูร้อน Schonburnn หรือพระราชวังฤดูหนาวในเมือง เราจะได้เห็นห้องบรรทมและห้องทรงงานของจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟ ซึ่งยังคงรักษาไว้ในลักษณะเช่นเดียวกับในสมัยที่ จักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟ ยังมีชีวิตอยู่ โดยมีบันทึกไว้ว่าชีวิตส่วนใหญ่ของเขาคือตื่นเช้า รับประทานอาหารบนเตียงนอน ก่อนจะตื่นขึ้นมานั่งที่โต๊ะทำงาน หลายๆ ครั้งที่ทำงานตั้งแต่ตื่นจนถึงค่ำคืน และเข้านอนบนเตียงเล็กๆ ไม่ได้ประดับหรูหรามากมาย


    จักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟ (นั่ง) พร้อมด้วยน้องชายทั้งสาม (จากซ้ายไปขวา) เจ้าชายคาร์ล ลุดวิก เจ้าชายแม็กซิมิเลียน และเจ้าชายลุดวิก วิกเตอร์ ถ่ายประมาณปี 1860 (ที่มา: Wikipedia)

    ในช่วงแรกของชีวิตยุวกษัตริย์ ได้มีการแต่งตั้งรัฐบุรุษคนสำคัญอย่างเจ้าชาย Felix แห่ง Schwarzenberg ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีและมีบทบาทสำคัญยิ่งในนโยบายทั้งภายในและต่างประเทศของอาณาจักรออสเตรีย แต่หลังจากการตายของเขาในปี 1852 ฟรานซ์ โจเซฟก็เหมือนขาดที่ปรึกษาที่รู้ใจคนสำคัญ และทำให้ฟรานซ์ โจเซฟ ต้องเข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจตั้งแต่อายุยังน้อย ฟรานซ์ โจเซฟได้รับฉายาว่าเป็นจักรพรรดิคนสุดท้ายของยุโรป เพราะระยะเวลาการครองราชย์ที่ยาวนานถึง 68 ปี เป็นช่วงที่การปกครองระบอบอาณาจักรที่เคยรุ่งเรืองในยุโรปค่อยๆ เสื่อมสลายลง แม้ว่าพระองค์จะพยายามกอปกู้สถานะของอาณาจักรออสเตรียและราชวงศ์เพียงใด แต่ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงสถาบันเก่าแก่ปรับเปลี่ยนและทันทานกระแสของโลกได้เท่าทัน ชีวิตของจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟจึงกลายเป็นตัวแทนของโศกนาฎกรรมของความล่มสลายของอาณาจักรออสเตรีย ที่ถูกถ่ายทอดผ่านความโดดเดี่ยว ความสูญเสียของคนรอบข้าง การสูญเสียอำนาจเหนือดินแดนต่างๆ และสูญสิ้นบารมีเหนืออาณาจักรของตนเองในท้ายที่สุด

    จักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟ มีน้องชายที่สนิทสนมกันคือ Ferdinand Maximilian Joseph หรือที่รู้จักกันในนามแม็กซิมิเลียน ซึ่งอายุน้อยกว่าเขาเพียง 2 ปี โดยหลังจากขึ้นครองราชย์ของพี่ชาย เขาได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บังคับบัญชากองทัพเรือและเมืองท่าสำคัญ Trieste รวมถึงเป็นผู้สำเร็จราชการของดินแดนทางตอนเหนือของอิตาลีในปัจจุบันที่มีเมืองสำคัญๆ อย่างมิลาน และเวนิซ ซึ่งการที่แม็กซิมิเลียนได้ออกมาอยู่นอกกรุงเวียนนาทำให้ได้มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสื่อมศรัทธาของผู้คนที่มีต่อราชวงศ์ Habsburg อันนำมาซึ่งการเรียกร้องที่จะแยกตัวออกเป็นอิสระอีกทั้งยังได้บอกไปยังพี่ชายของตนว่าควรที่จะเปิดโอกาสให้เดินแดนเหล่านี้มีสิทธิในการปกครองตนเองมากขึ้น ซึ่งขัดแย้งกับแนวความคิดของฟรานซ์ โจเซฟ ที่มีแนวคิดเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศที่ค่อนข้างแข็งกร้าว จึงได้ปลดน้องชายตนเองออกจากตำแหน่ง ทางแม็กซิมิเลียนก็ไม่ได้เดินทางกลับกรุงเวียนนา แต่เลือกที่จะใช้ชีวิตเงียบๆ อยู่ในปราสาทริมทะเลในเมือง Trieste ต่อไป

    จนกระทั่งในปี 1864 สถานการณ์ในอาณานิคมแม็กซิโกที่มีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชนชั้นนำ และประชาชนทั้งชาวพื้นเมืองและชาวยุโรปอพยพซึ่งส่วนใหญ่มาจากสเปน ทั้งนี้ราชวงศ์ที่ปกครองสเปนก็มีเป็นสายหนึ่งของราชวงศ์ Habsburg ทำให้กลุ่มชนชั้นนำในแม็กซิโกในขณะนั้นจึงมองหาทางออกโดยการรื้อฟื้นระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และเชิญเชื้อพระวงศ์ระดับสูงของ Habsburg มาเป็นจักรพรรดิในดินแดนใหม่แห่งนี้ โดยหวังผลทั้งในด้านการได้รับการยอมรับจากกลุ่ชาวสเปนอพยพและการได้รับการหนุนหลังจากราชวงศ์ในยุโรปในการปกครองแม็กซิโก จึงได้ทำการเชิญแม็กซิมิเลียนให้มาเป็นจักรพรรดิแห่งแม็กซิโก โดยได้ขึ้นครองราชย์โดยมีพระนามว่าจักรพรรดิแม็กซิมิเลียนที่หนึ่งแห่งอาณาจักรแม็กซิโก (Emporer Maximilian I of Mexico)

    จักรพรรดิแม็กซิมิเลียนมีความคิดที่ Liberal มากกว่าชนชั้นนำในขณะนั้นมาก แนวนโยบายของจักรพรรดิแม็กซิมิเลียนในช่วงแรกจะแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการปฏิรูปการปกครองในแม็กซิโกจะให้อำนาจและสิทธิกับประชาชนมากขึ้นมากหากเทียบกับนโยบายจากราชสำนักยุโรปอื่นๆ รวมถึงความพยายามในการปฏิรูปการถือครองที่ดินให้พ้นไปจากรูปแบบศักดินาเจ้าที่ดินแบบยุโรป อย่างไรก็ตามความขัดแย้งของกลุ่มชนชั้นนำ กับประชาชนในแม็กซิโกที่มีมาก่อนหน้านั้นแล้ว ได้นำไปสู่สงครามกลางเมืองและราชสำนักแม็กซิมิเลียนก็พ่ายแพ้ให้กับกองทัพปฏิวัติของ Benito Juárez ที่ได้รับการสนับสนุนโดยประเทศเกิดใหม่อย่างสหรัฐอเมริกา Benito ได้สถาปนาประเทศแม็กซิโกที่ปกครองระบอบสาธารณรัฐขึ้น ในปี 1867 ในขณะที่จักรพรรดิแม็กซิมิเลียนจึงถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าในวัยเพียง 34 ปี


    การประหารชีวิตจักรพรรดิแม็กซิมิเลียน (ที่มา: Wikipedia)

    ในขณะที่น้องชายกำลังประสบกับชะตาที่ยากลำบากในดินแดนใหม่ จักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟเองก็เผชิญกับปัญหาจากประเทศรอบข้าง ซึ่งบทสรุปส่วนใหญ่คือความพ่ายแพ้ของอาณาจักรออสเตรีย นับแต่การตัดสินใจเข้าข้างอังกฤษและฝรั่งเศสในสงครามไครเมีย (Crimean) ในช่วง 1850s ที่ทำให้สูญเสียพันธมิตรสำคัญอย่างรัสเซียไป และที่สำคัญคือการทำสงครามกับอาณาจักรปรัสเซีย (Austro-Prussian War) ในช่วง 1866 ซึ่งผลจากความพ่ายแพ้ในครั้งนั้นทำให้อาณาจักรออสเตรียสูญเสียพื้นที่หลายส่วนซึ่งอยู่ในประเทศเยอรมนีในปัจจุบันให้กับอาณาจักรปรัสเซีย เช่นเดียวกับทางตอนเหนือของอิตาลีที่ทางกลุ่มรวมชาติอิตาลีได้อาศัยจังหวะดังกล่าวเปิดสงครามกับทางออสเตรีย และทำให้ดินแดนดังกล่าวได้เข้ารวมกับกับประเทศอิตาลีที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ในปี 1862 จากการรวมอาณาจักรเล็กๆ ในคาบสมุทร Apennine ซึ่งเป็นไปตามที่แม็กซิมิเลียนเคยคาดการณ์ไว้

    จักรพรรดินีอลิซาเบธ ปี 1867 (ที่มา: Wikipedia)

    สำหรับชีวิตส่วนตัวของจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟ ได้แต่งงานเพียงครั้งเดียวกับเจ้าหญิงอลิซาเบธแห่งบาวาเรียหรือที่รู้จักกันในชื่อของ Sisi ซึ่งดูเหมือนจะมีชีวิตเป็นที่สนใจของคนในยุคหลังมากกว่าฟรานซ์ โจเซฟเสียอีก ในการเข้าชมพระราชวังทั้งฤดูหนาวและฤดูร้อน เมื่อเดินจากห้องของจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟมาก็จะเข้าสู่ห้องของจักรพรรดินีอลิซาเบธที่ดูจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จักรพรรดินีอลิซาเบธจะใช้เวลาวันละหลายชั่วโมงกับการทำความสะอาดเส้นผม หรือการออกกำลังกายเพื่อรักษาหุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้เป็นที่นิยมสำหรับผู้หญิงในยุคสมัยนั้น ไม่เว้นแม้แต่ชนชั้นนำ ในพระราชวังฤดูหนาวมีส่วนหนึ่งที่จัดเป็นนิทรรศการที่เรียกว่า Sisi Collection ซึ่งจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับต่างของเธออีกด้วย นอกจากนี้จักรพรรดินีอลิซาเบธยังชื่นชอบการเดินทางไปท่องเที่ยวยังที่ต่างๆ ซึ่งนักประวัติศาสตร์ได้อธิบายว่าการที่เดินทางบ่อยนั้นน่าจะเป็นเพราะความขัดแย้งกับเจ้าหญิงโซฟีแห่งบาวาเรียผู้เป็นแม่ยาย จึงเลือกหลีกหนีออกนอกกรุงเวียนนา โดยเมืองที่จักรพรรดินีอลิซาเบธใช้เวลาอยู่มากที่สุดก็คือบูดาเปสต์แห่งฮังการี ซึ่งส่วนหนึ่งก็ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้กับชาวฮังกาเรียนกับราชวงศ์ Habsburg มากขึ้น ความใกล้ชิดของจักรพรรดินีอลิซาเบธกับชนชั้นนำของฮังการีมีส่วนเป็นอย่างยิ่งในการทำให้การเจรจาเพื่อขอปกครองตนเองของฮังการีกับจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟ ประสบความสำเร็จในปี 1867 อันนำมาซึ่งการมีรัฐบาลเป็นของตนเองในกรุงบูดาเปสต์ แต่ยังอยู่ภายใต้ราชวงศ์ Habsburg เช่นเดิน โดยอาณาจักรออสเตรียก็เปลี่ยนชื่อเป็นอาณาจักรออสเตรียฮังการีนับแต่นั่น โดยข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นนโยบายต่างประเทศไม่กี่ครั้งในรัชสมัยของฟรานซ์ โจเซฟที่ประสบความสำเร็จ โดยที่ไม่มีสงครามนองเลือดและทางราชวงศ์ก็ไม่ได้สูญเสียอำนาจไป

    จักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟและจักรพรรดินีอลิซาเบธมีบุตรด้วยกันทั้งสิ้น 4 คนแต่เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวคือมกุฎราชกุมารรูดอล์ฟ (Archduke Rudolf) ซึ่งได้รับการคาดหวังที่จะขึ้นเป็นจักรพรรดิของอาณาจักรออสเตรียคนต่อไป ในปี 1881 มกุฎราชกุมารรูดอล์ฟในวัย 23 ปีได้เข้าพิธีมงคลสมรสกับเจ้าหญิงสเตฟานี่แห่งเบลเยียม (Princess Stéphanie of Belgium) แน่นอนว่าเป็นการแต่งงานด้วยเหตุผลทางการเมืองที่ตามมาด้วยการครองคู่ที่ไม่ค่อยราบรื่นนัก อย่างไรก็ตามทั้งคู่ก็มีบุตรสาวด้วยกันหนึ่งคนคือเจ้าหญิงอลิซาเบธแมรี่ (Archduchess Elisabeth Marie of Austria)  ต่อมาในปี 1887 มกุฎราชกุมารรูดอล์ฟได้ย้ายไปอยู่ที่ตำหนัก Mayerling ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางใต้ของกรุงเวียนนา และได้พบรักกับคนรับใช้ที่ชื่อ Mary Vetsera แต่ความรักดังกล่าวได้รับการคัดค้านจากจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟอย่างรุนแรง โดยสั่งให้ตัดความสัมพันธ์กับVetsera เสีย ซึ่งมกุฎราชกุมารรูดอล์ฟตัดสินใจยุติความขัดแย้งระหว่างเขากับพ่อด้วยโศกนาฏกรรม โดยเช้าวันที่ 30 มกราคม 1889 แทนที่เขาจะเดินทางไปพบพ่อตามคำสั่งที่เมืองบูดาเบสต์ในฮังการี เขากลับเลือกที่จะฆ่าตัวตายพร้อมกับคนรัก โดยมกุฎราชกุมารรูดอล์ฟเป็นคนยิง Vetsera ก่อนแล้วจึงยิงตัวเองตายตาม โดยเขาจบชีวิตของว่าที่กษัตริย์ลงในวัยเพียง 30 ปี ในขณะที่สาวใช้ Vetsera วัยเพียง 17 ปี   

    หลังจากการฆ่าตัวตายของรูดอล์ฟ ตำแหน่งมกุฏราชกุมารของราชบังลังค์ Habsburg จึงตกเป็นของเจ้าชายคาร์ล ลุดวิก (Archduke Karl Ludwig of Austria) น้องชายเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟ แต่ในปี 1896 คาร์ล ลุดวิกก็มาเสียชีวิตลงอย่างกระทันหัน ทำให้ตำแหน่งมกุฎราชกุมารจึงตกเป็นของเจ้าชายฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ (Archduke Franz Ferdinand) ผู้เป็นลูกชายคนโตของคาร์ล ลุดวิกแทน ในขณะที่จักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟก็เป็นพี่ชายที่ต้องจัดงานศพให้น้องชายทั้งสองของตน   

    ทางด้านจักรพรรดินีอลิซาเบธหลังจากการสูญเสียลูกชายเพียงคนเดียวทำให้อลิซาเบธเลือกที่จะแต่งกายด้วยสวมเสื้อผ้าสีดำตลอดหลังจากนั้น รวมถึงการเดินทางหนีจากความเป็นจริงในตำแหน่งจักรพรรดินีแห่งราชวงศ์ Habsburg มากยิ่งขึ้น โดยการเดินทางไม่ได้หยุดอยู่เพียงสถานที่ตากอากาศยอดนิยมสำหรับชนชั้นสูงในยุโรปอีกต่อไป หากแต่ได้เดินทางไกลออกไปถึงอิยิปต์ แอลจีเรีย โมร๊อคโค มาลต้า หรือแม้แต่ตุรกี ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในอดีตที่จะมีจักรพรรดินีของราชวงศ์ระดับสูงของยุโรปจะกล้าเสด็จไปเยือนอดีตประเทศศัตรูเป็นการส่วนพระองค์ โดยการเดินทางครั้งสุดท้ายของจักรพรรดินีอลิซาเบธคือการไปเยือนเจนีวาในปี 1898 พร้อมผู้ติดตามเพียงหนึ่งคน โดยในระหว่างที่เดินอยู่บนถนนของเมืองที่ชื่อว่าสงบสุขที่สุดของยุโรป จักรพรรดินีอลิซาเบธได้ถูก Luigi Lucheni ชาวอิตาเลียนเข้าทำร้ายร่างกายด้วยมีดที่บริเวณหน้าอก ก่อนจะเสียชีวิตในคืนดังกล่าว (3)

    ข่าวการเสียชีวิตของจักรพรรดินีอลิซาเบธสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วทั้งยุโรป แม้ว่า Lucheni จะไม่ได้ทำไปโดยมีกลุ่มการเมืองไหนสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง แต่เป็นการแสดงถึงความไม่พอใจที่มีต่อชนชั้นสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าราชวงศ์ในยุโรป จะว่าไป Luchein เองก็ไม่ได้วางแผนที่จะลอบสังหารจักรพรรดินีอลิซาเบธตั้งแต่ต้น หากแต่เป้าหมายของเขาคือเจ้าชายฟิลิปแห่ง Orléans ซึ่งเป็นแกนนำของราชวงศ์ฝรั่งเศสในขณะนั้น (4) แต่เนื่องจาก Luchein ไม่สามารถเข้าถึงตัวเจ้าชายฟิลิปได้จึงเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นชนชั้นสูงคนอื่นๆ แทน ในที่ Luchein เองอ้างว่าไม่รู้ว่าผู้หญิงที่เขาสังหารนั่นเป็นใครรู้เพียงแต่ต้องเป็นสมาชิกสังคมชั้นสูง ผลจากการกระทำดังกล่าวทำให้เขาถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ก่อนที่จะแขวนคอตายในคุกในปี 1910 (5)


    จักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟในวัย 75 ปี (ที่มา: Wikipedia)

    ในช่วงที่ผมไปที่กรุงเวียนนาเป็นปีครบรอบ 100 ปี การสวรรคตของจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟ จึงมีการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับเขาในหลายๆ ที่โดยเฉพาะที่พระราชวังทั้งสองซึ่งมีการจัดแสดงทั้งข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวบางส่วนที่ไม่เคยนำมาจัดแสดง ภาพถ่าย รวมถึงนิทรรศการเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ตลอดรัชสมัยอันยาวนาน จักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟ เป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานถึง 68 ปี ยาวนานเป็นลำดับที่ 3 ในประวัติศาสตร์ยุโรป แม้ว่าด้านนโยบายต่างประเทศจะโดนนักประวัติศาสตร์ยุคหลังตัดสินว่าผิดพลาดเป็นส่วนใหญ่ แต่คุณูสำคัญของจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟ คงเป็นการพัฒนาสาธารณูปโภคของเมืองทั้งถนนวงแหวน (Ringstraße) รอบตัวเมืองเก่าของเวียนนาที่สร้างทับบนเเนวกำแพงเมืองเก่าซึ่งได้กลายเป็นโครงข่ายสำคัญในการพัฒนาเมืองในยุคต่อมา การสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่และสวยงามจำนวนมากทั้งอาคารรัฐสภา ทั้งโรงละครโอเปร่า (ทั้งที่กรุงเวียนนาและกรุงบูดาเปสต์) รวมถึงการบูรณะสิ่งก่อสร้างเก่าๆ ที่สำคัญเช่นโรงละครหลวง (Burgtheater) และพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Kunsthistorisches โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดโอกาสให้ศิลปินหนุ่มวัยเพียง 26 ปีที่ชื่อ Gustav Klimt เป็นผู้รับผิดชอบในการวาดภาพฝาผนังภายในอาคาร จนกลายเป็นงานสร้างชื่อให้กับ Klimt ซึ่งในเวลาต่อมาก็ได้วาดภาพ The Kiss อันโด่งดัง    

    พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Kunsthistorisches 

    ท่ามกลางการเติบโตของชนชั้นพ่อค้าในกรุงเวียนนา ยิ่งเบียดบังรัศมีของพระราชวัง Habsburg ลงมากว่าเดิม ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 กรุงเวียนนาเป็นแหล่งชุมนุมของผู้แสวงโชคจากหลากหลายทิศทาง โดยในอาณาจักร Habsburg เองมีชนชาติต่างๆ อาศัยอยู่ไม่น้อยกว่าสิบเชื้อชาติ ในรัฐบาลเองจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟก็มีชาวเซิร์บ (Serb) เป็นที่ปรึกษาอยู่หลายคน จนทางอาณาจักรเยอรมนีเคยวิพากษ์วิจารณ์ราชวงศ์ Habsburg ว่ามีความเป็นเซิร์บมากกว่าเยอรมัน ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ประชากรในกรุงเวียนนาเพิ่มขึ้นสูงถึง 2 ล้านคน ซึ่งใกล้เคียงกับในปัจจุบัน

    ในทางกลับกัน แม้ว่ารอบข้างจะเปลี่ยนแปลงไปด้วยแรงขับดันของสังคมผู้ประกอบการ ราชสำนัก Habsburg ยังคงความเป็นอนุรักษ์นิยมอย่างเต็มที่ ซึ่งสาเหตุสำคัญก็เนื่องมาจากจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟที่เป็นคนไม่เปิดใจยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลง รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นอย่างมากมายในช่วงชีวิตเวลาดังกล่าว พระราชวัง Habsburg กลายเป็นสถานที่ที่มีไฟฟ้าหลังจากที่อื่นๆ ของเมือง ห้องน้ำสมัยใหม่ได้รับการติดตั้งในพระราชวังตามแนวความคิดของจักรพรรดินีอลิซาเบธ ไม่ใช่ฟรานซ์ โจเซฟผู้ซึ่งปฏิเสธในเบื้องแรก ในขณะที่อังกฤษเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมจนกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ผู้คนในอาณาจักรออสเตรียฮังการียังต้องใช้เสื้อผ้าที่มาจากการเย็บด้วยมือ เช่นเดียวกับเครื่องพิมพ์ดีดที่รัฐบาลนำมาใช้หลังจากถูกคิดค้นขึ้นหลายสิบปี กรุงเวียนนาจึงกลายเป็นตลาดที่ผู้คนจำนวนมากเข้ามาติดต่อค้าขาย ทำมาหากิน บนซากปรักหักพังของราชวงศ์ Habsburg ที่แทบจะไม่มีบทบาทในสังคมและเศรษฐกิจแล้ว


    ความเสื่อมอำนาจลงของราชวงศ์ Habsburg ทำให้อาณาจักรต่างๆ เริ่มเรียกร้องที่จะเป็นอิสระจากออสเตรียฮังการี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฝั่งออตโตมานให้อิสระภาพแก่รัฐต่างๆ ในคาบสมุทรบอลข่าน รวมถึงอาณาจักรเซอเบียร์ของชาวเซิร์บด้วย อย่างไรก็ตามดินแดนบอสเนียเฮอร์เซโกวีนาซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเซิร์บเช่นกัน ยังอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรออสเตรียฮังการี กลุ่มชาตินิยมเซิร์บจึงมีการเคลื่อนไหวต่อต้านราชวงศ์ Habsburg มากยิ่งขึ้น

    จนกระทั่งในเดือนกรกฎาคมปี 1914 จุดเปลี่ยนสำคัญของหน้าประวัติศาสตร์โลกก็มาถึงเมืองมกุฎราชกุมารฟรานซ์ เฟอดินานด์แห่งราชบังลังค์ Habsburg พร้อมด้วยเจ้าหญิงโซเฟียภรรยา เดินทางมาเยือนซาราเจโวในบอสเนียเฮอร์เซโกวีนา และได้ถูก Gavrilo Princip กลุ่มชาตินิยมชาวเซิร์บใช้ปืนสั้นสังหารทั้งคู่ท่ามกลางเจ้าหน้าที่บอสเนียเฮอร์เซโกวีนาจำนวนมาก การสังหารดังกล่าวเป็นการตบหน้าราชวงศ์ Habsburg อย่างรุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ Princip ได้รับการยกย่องจากชาวเซิร์บด้วยกันให้เป็นวีรบุรุษ จักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟจึงตัดสินใจตอบโต้อย่างรุนแรง ด้วยการตัดสินใจบุกเซอร์เบียในอีกหนึ่งเดือนให้หลัง ซึ่งนั่นก็นับเป็นจุดเริ่มอย่างเป็นทางการของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง  

    ไม่มีนักประวัติศาสตร์คนไหนบอกว่ากระสุนนัดเดียวที่ซาราเจโวจะทำให้เกิดสงครามโลกได้ เพราะบนปลายยอดภูเขาน้ำแข็งนั่นยังมีปัญหาต่างๆ แฝงอยู่มากมาย เหตุผลของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสามารถอธิบายได้ทั้งจากการวิเคราะห์ฝั่งออสเตรียฮังการี เยอรมนี รัสเซีย ฝรั่งเศส หรือภาพรวมของยุโรป มีหน้าหนังสือจำนวนมากมายในรอบร้อยปีที่ผ่านมาพยายามอธิบายสาเหตุของมหาสงครามครั้งนั้น ว่ากันว่าคนในยุโรปที่เกิดในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้นคาดเดาไม่ได้เลยว่าในชีวิตของเขาจะต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล แม้ว่าสงครามโลกครั้งที่หนึ่งจะเกิดเวลาแค่ 4 ปี แต่การสิ้นสุดลงด้วยสนธิสัญญาแวร์ซายก็เป็นเพียงการสงบศึกชั่วคราว ก่อนที่จะปะทุขึ้นอีกครั้งในอีกไม่กี่ปีให้หลังในนามของสงครามโลกครั้งที่ 2  

    การตัดสินใจบุกเซอร์เบียของฟรานซ์ โจเซฟนั่นได้รับการต่อต้านจากอาณาจักรรัสเซียซึ่งเป็นพันธมิตรกับเซอร์เบีย และเมื่อออสเตรียฮังการีกับเซอร์เบียกลายเป็นคู่สงครามกันก็เท่ากับว่าออสเตรียฮังการีและรัสเซียกลายเป็นคู่สงครามกันไปด้วย และนั้นก็ดึงมหาอำนาจอื่นๆ ในยุโรปอย่างเยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี รวมถึงอังกฤษและอเมริกาในภายหลังเข้าสู่มหาสงครามครั้งนั้น

    ในปี 1916 สองปีหลังจากสงครามเริ่มต้นขึ้น จักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟก็สวรรคตลงด้วยวัย 86 ปีหลังจากครองราชย์มายาวนานกว่า 68 ปี โดยมกุฎราชกุมารคนที่ 4 แห่งรัชสมัยก็ขึ้นครองราชย์แทน โดยมีพระนามว่าจักรพรรดิชาร์ลที่หนึ่ง และเพียงสองปีหลังจากนั้นออสเตรียฮังการีพร้อมด้วยพันธมิตรอันประกอบด้วยเยอรมนี ออตโตมัน และบัลแกเรียก็พ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

    หลังการสิ้นสุดสงครามในฐานะผู้แพ้สงคราม อาณาจักรต่างๆ เช่นฮังการี เชคโกสโลวาเกีย โครเอเชีย ที่เคยอยู่ภายใต้อำนาจของราชวงศ์ Habsburg ก็แยกตัวออกเป็นอิสระ เป็นอันสิ้นสุดอาณาจักรออสเตรียฮังการีที่เคยยิ่งใหญ่พร้อมๆ ลงกับการล้มสลายของมหาอาณาจักรออตโตมันที่พวกเขาเคยเอาชนะได้เมื่อสามร้อยกว่าปีก่อน

    ในปี 1919 หนึ่งปีหลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จักรพรรดิชาร์ลที่หนึ่งก็ถูกบีบให้สละราชบังลังค์ และออสเตรียก็ก้าวเข้าสู่ยุคการปกครองแบบสาธารณรัฐในเวลาต่อมา



    หมายเหตุ

    (1) ตอนนั้นยังไม่มีการรวมบูดากับเปสต์ โดยเมืองหลวงของอาณาจักรฮังการีคือฝั่งบูดา

    (2) ดินแดนอิตาลีในอดีต ปกครองแยกกันเป็นอาณาจักรเล็กๆ

    (3) มีดที่ใช้ในการฆาตกรรมดังกล่าวจัดแสดงอยู่ใน Sisi Museum ในกรุงเวียนนา

    (4) ในขณะฝรั่งเศสปกครองด้วยระบบสาธารณรัฐ อย่างไรก็ตามในหมู่ราชวงศ์ Bourbon ก็จะมีตำแหน่งที่เรียกว่าเป็นผู้มีสิทธิในราชบังลังค์ (Orléanist) หรือมีสถานะเป็นหัวหน้าราชวงศ์ในทางอ้อมซึ่งหลายๆ ราชวงศ์ในยุโรปก็ยังคงมีตำแหน่งดังกล่าวอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยเจ้าชายฟิลิปในขณะนั้นก็เป็นผู้มีสิทธิในราชบังลังค์ของฝรั่งเศสและยังมีกลุ่มผู้จงรักภักดีอยู่จำนวนหนึ่งจนทำให้ Luchein คิดลอบสังหาร

    (5) หลังจากการชันสูตรศพเขาแล้วนั้นยังได้มีการเก็บรักษาศีรษะของเขาไว้ในขวดโหลและเก็บไว้ที่ University of Geneva ก่อนที่จะมีการส่งมอบให้รัฐบาลออสเตรียในปี 1986 โดยปัจจุบันศีรษะของ Luchein ก็ยังคงถูกเก็บรักษาอยู่ที่ Anatomical Institute of the University of Vienna



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in