In EuropeTup Peerapat
Prague 2 : กำแพงจอห์น เลนน่อนกับรองเท้าบู้ทเปื้อนฉี่ของสตาลิน
  • “You may say I'm a dreamer but I'm not the only one.”

    เสียงร้องของศิลปินวณิพกขับกล่อมนักท่องเที่ยวที่ผ่านมาเยี่ยมชม John Lennon Wall อย่างไม่ขาดสาย กำแพงเล็กๆ ยาวประมาณ 50 เมตรที่ถูกประดับด้วยภาพกราฟิตี้รูปจอห์น เลนน่อน รวมถึงเนื้อเพลงต่างๆ ของเขา กลายเป็นหมุดหมายหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนกรุงปราก ทั้งที่ศิลปินอดีตสมาชิกวง The Beatles ผู้เคยประกาศว่าตนเองโด่งดังกว่าพระเยซูผู้นี้ดูไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับกรุงปรากเลยแม้แต่น้อย แต่กำแพงแห่งนี้ก็นับว่าเป็นหลักฐานเล็กๆ ที่แสดงถึงการเข้ามาของดนตรีและกระแสบุพผาชนซึ่งมีส่วนสำคัญยิ่งในการนำไปสู่การล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในปี 1989

     John Lennon Wall

    ประเทศเช็กโกสโลวาเกียซึ่งโดนยึดครองโดยกองทัพนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนจะได้รับการปลดปล่อย โดยกองทัพแดงแห่งสหภาพโซเวียดในปี 1945 หลังจากนั้นสามปี เช็กโกสโลวาเกียก็เปลี่ยนการปกครองจากสาธารณรัฐไปสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ภายใต้การสนับสนุนของสหภาพโซเวียดที่มีอำนาจชี้นำการเมืองภายในประเทศมาโดยตลอด จากนั้นไม่นานก็มีการจับกุมนักโทษทางการเมืองที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาลกว่า 2 แสนคน โดยจำนวนมากถูกประหารชีวิตหลังจากการจับกุม รวมถึงการเซนเซอร์สื่อและการตวบคุมการแสดงความคิดเห็นของผู้คนต่อสาธารณะ แกนนำคนสำคัญของกลุ่มการเมืองที่มีความคิดเห็นตรงข้ามกับรัฐบาลคอมมิวนิสต์ก็ล้วนแล้วแต่โดนเล่นงานทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Milada Horakova แกนนำพรรค National Socialist และแกนนำกลุ่มใต้ดินในการต่อต้านนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงเวลาดังกล่าวเวทีการเมืองโลกยังเต็มไปด้วยบุรุษโดยเฉพาะอย่างยิ่งทหาร  Horakova นับว่าเป็นผู้หญิงคนเดียวในยุคนั้นที่มีบทบาทโดนเด่นขึ้นมาในภูมิภาค อย่างไรก็ตามเธอถูกรัฐบาลจับกุมและตัดสินประหารชีวิตในปี 1950 ทั้งนี้ Horakova มีลูกสาวหนึ่งคนซึ่งตอนที่เธอเสียชีวิตนั้นลูกสาวมีอายุเพียง 16 ปี โดยเธอได้เขียนจดหมายถึงลูกสาวก่อนที่เธอจะถูกประหารชีวิต แต่จดหมายดังกล่าวเพิ่งได้รับการเปิดเผยในปี 1990 หลังจากระบอบคอมมินวนิสต์ล่มสลายลงหรือ 40 ปีหลังจากที่เธอเขียนไว้ (1)

    ในช่วงแรกของการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์รัฐบาลเช็กโกสโลวาเกียก็ดำเนินรอยตามแนวทางของสตาลินอย่างเคร่งครัด วันฉลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปีคือวันแรงงาน (May Day) โดยในวันที่ 1 พฤษภาคม 1955 ก็ได้มีการเปิดตัวรูปแกะสลักหินจำลองสตาลินที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยสูงถึง 15 เมตร ตั้งอยู่บนเนินเขาทางทิศใต้ของตัวเมืองเก่าโดยสามารถมองลงมาเป็นแม่น้ำ Vltava และตัวเมืองปรากอย่างชัดเจน งานชิ้นดังกล่าวเป็นฝีมือของศิลปินชาวเช็กชื่อดังในขณะนั้นนาม Otakar Svec ซึ่งว่ากันว่าเขาไม่อยากจะทำงานนี้เท่ามดนัก และตัดสินใจฆ่าตัวตายก่อนหน้าการเปิดตัวผลงานชิ้นที่ใหญ่ที่สุดของเขาชิ้นนี้เพียงไม่กี่วัน อย่างไรก็ตามเป็นที่รู้กันว่าหลังจากการตายของสตาลินในปี 1953 ผู้นำของรัสเซียคนต่อมาอย่าง Nikita Khrushchev ก็ได้ดำเนินแนวนโยบายที่เรียกกันเล่นๆ ว่า De-Stalinization หรือการล้างภาพสตาลินออกไปจากผู้นำประเทศนั่นเอง ซึ่งตัวคุฟเชฟเองก็ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่โด่งดังที่สุดครั้งหนึ่งของศตวรรษที่ 20 ในการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียดเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 1956 ที่มุ่งไปที่การโจมตีอดีตผู้นำอย่างสตาลิน รวมถึงพูดถึงความโหดร้ายของสตาลิน การมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างภาพลักษณ์ในกับตนเองมากไปกว่าการรักษาแนวทางอุดมคติแบบคอมมิวนิสต์เป็นต้น สุนทรพจน์ดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการ De-Stalinization ซึ่งนอกจากจะยุบหน่วยงานต่างๆ ที่ขึ้นตรงกับผู้นำประเทศซึ่งตั้งขึ้นมาในสมัยสตาลิน ยังรวมไปถึงการย้ายศพของสตาลินออกจากอนุสรณ์สถานที่เก็บศพเพื่อให้ประชาชนเข้ามาแสดงความเคารพร่วมกับอดีตผู้นำอย่างเลนิน เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในค่ายคอมมิวนิสต์ที่ค่อยๆ ทำลายสัญลักษณ์และรูปเคารพของสตาลินซึ่งเคยถูกประดับประดาอยู่ทั่วภาคพื้นยุโรปตะวันออก รูปสลักสตาลินที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็หนีไม่พ้นชะตากรรมเดียวกัน โดยถูกทำลายลงในปี 1962 หรือเพียง 7 ปีหลังจากเปิดตัว

    อนุสาวรีย์สตาลินที่ (เคย) ใหญ่ที่สุดในโลก Credit: thecharnelhouse.org


    การตื่นขึ้นอย่างไม่มีวันหลับของปราก และเสียงเพลงแห่งประชาชน

    ในเดือนมกราคม 1967 Alexander Dubcek ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ แน่นอนว่าด้วยการสนับสนุนของรัฐบาลมอสโค จากภูมิหลังของ Dubcek ที่เคยใช้ชีวิตอยู่รัสเซียเป็นเวลาหลายปี รวมถึงยังเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม Dubcek นั้นมองเห็นถึงความเลวร้ายของระบอบคอมมิวนิสต์ที่ปกครองประเทศมาถึงยี่สิบปี อีกทั้งการรับรู้ถึงกระแสต่อต้านอย่างลับๆ ของประชาชนต่อรัฐบาลก่อนหน้าที่ล้มเหลวในการสร้างความนิยม รวมถึงแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน Dubcek จึงประกาศนโยบายที่สร้างความประหลาดใจให้กับรัสเซียเป็นอย่างมากคือการประกาศว่าจะปฏิรูประบอบคอมมิวนิสต์ โดยจะให้ประชาชนมีเสรีภาพมากขึ้น รวมถึงการยกเลิกการเซนเซอร์สื่อ ทันใดที่ประตูของเสรีภาพถูกเปิดขึ้น สื่อต่างๆ ทั้งวิทยุ โทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ก็ตื่นจากการหลับไหลกว่าสิบปี ข้อเขียนเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองหลั่งไหลออกสู่สาธารณะท่ามกลางความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบการปกครองที่ดีขึ้น แน่นอนว่ารัฐบาลรัสเซียก็โดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงโดยปัญญาชนชาวเช็กและชาวสโลวัก เหตุการณ์ดังกล่าวเรียกกันว่า Prague Spring อันเป็นเหมือนการลุกขึ้นเพื่อล้มระบอบคอมมิวนิสต์เป็นครั้งแรกของโลก

    แน่นอนว่ารัฐบาลรัสเซีย รวมถึงผู้นำอื่นๆ ของค่ายคอมมิวนิสต์ย่อมกังวลใจต่อสถานการณ์ในกรุงปราก แต่ Dubcek ก็ยังคงยืนกรานในจุดยืนของเขา เดือนสิงหาคม 1968 กองทัพที่นำโดยรัสเซีย และประเทศอื่นๆ ภายใต้สนธิสัญญาวอร์ซอกว่า 5 แสนนายได้เข้ายึกครองประเทศเช็กโกสโลวาเกียภายใต้ข้ออ้างเพื่อป้องกันการปฏิวัติเพือล้มล้างระบอบคอมมิวนิสต์ แม้ว่าการเข้ายึดครองดังกล่าวจะไม่ได้รับการต่อต้านจากกองทัพแต่ประชาชนที่เพิ่งได้ลิ้มลองรสชาตของเสรีภาพจึงออกมาเดินขบวนประท้วงกันตามท้องถนนในกรุงปราก ก่อนจะนำมาสู่การปราบปรามและการนองเลือด ซึ่งนำมาซึ่งการเสียชีวิตของประชาชนกว่า 100 คนและสูญหายอีกกว่า 500 คน หลังจากนั้นไม่นาน Dubcek (2) ก็ลงจากอำนาจเพื่อส่งผ่านให้ผู้นำคนใหม่ภายใต้นโยบายที่รัสเซียเรียกว่า Normalization   

    วรรณกรรมที่บรรยายสถานการณ์ของเช็กโกสโลวเกียในช่วงเวลาดังกล่าวได้ดีที่สุดคือความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต (The Unbearable Lightness of Being) ผลงานชิ้นสำคัญของ Milan Kundera นักเขียนเช็กผู้ที่ได้รับความนิยมมากในหมู่นักอ่านชาวไทยรวมถึงตัวผมเองด้วย  Kundera มีบทบาทสำคัญใน Writer’s circle ซึ่งเป็นกลุ่มแกนนำการเคลื่อนไหวในช่วง Prauge Spring ก่อนที่จะลี้ภัยการเมืองไปที่ฝรั่งเศสนับตั้งแต่ปี 1975 จนกระทั่งปัจจุบัน ข้อสังเกตุส่วนตัวอย่างหนึ่งของผมจากการใช้เวลาในเช็กแค่ช่วงสั้นๆ คือตามร้านในหนังสือในกรุงปรากโดยเฉพาะในโซนท่องเที่ยวที่ด้านหน้าจะเป็นชั้นวางผลงานของนักเขียนชาวเช็กที่มีชื่อเสียงทั้งที่เป็นภาษาเช็กและเยอรมัน (จริงๆ ผมก็แยกไม่ออกว่าอันไหนภาษาอะไร) หรือที่แปลเป็นอังกฤษ แทบจะไม่เห็นหนังสือของ Kundera ถูกจัดวางอยู่ด้านหน้าเลย เมื่อเทียบกับชื่อเสียงที่ค่อนข้างโด่งดังในระดับสากลของเขา ในขณะเดียวกันผมมีโอกาสคุยกับนักอ่านชาวเช็กสองคน ทั้งสองไม่ชอบงานของ Kundera รวมถึงบอกว่าคนเช็กไม่ค่อยชอบงานของ Kundera ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าการที่ Kundera เปลี่ยนไปใช้สัญชาติฝรั่งเศสและงานที่เขียนมาในช่วงหลังปี 1995 ก็เขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส ไม่ได้เขียนเป็นภาษาเช็กอีกและงานหลายชิ้นก็ไม่ได้รับการแปลเป็นภาษาเช็กอีกด้วย นิยายอย่างความเบาหวิวเหลือทนของชีวิตซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1984 ในภาษาฝรั่งเศสแต่หนังสือเล่มนี้กลายเป็นหลังสือต้องห้ามโดยรัฐบาลคอมมิวนิสต์ และเพิ่งมีการวางจำหน่ายฉบับภาษาเช็กอย่างเป็นทางการในปี 2006 นี่เอง อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาไม่ได้รับความนิยมในประเทศแม่ อาจเป็นเพราะประเด็นหลักในหนังสือของเขานั้นมักจะเป็นเรื่องความหมายของชีวิต ประเด็นในเชิงปรัชญามากกว่าเรื่องปัญหาการเมืองหรือพูดถึงอุดมการณ์ทางการเมืองอันอาจจะตรงกับความต้องการของประชาชนชาวเช็กในช่วงเรียกร้องประชาธิปไตยมากกว่า ผมจึงตั้งข้อสรุปเองว่า Kundera ไม่ได้เป็นนักเขียนที่ได้รับความนิยมมากนักในประเทศของเขาเอง ส่วนนักเขียนที่ได้รับสัมปทานเยอะหน่อยในพื้นที่หน้าร้านก็หนีไม่พ้น Kafka ที่เคยเขียนถึงไปแล้ว และ Jaroslav Seifert นักเขียนรางวัลโนเบลหนึ่งเดียวของเช็ก แต่นักเขียนที่ดูจะเป็นที่นิยมของคนเช็กในปัจจุบันมากที่สุดคงหนีไม่พ้นวาซลาฟ ฮาเวล (Václav Havel) กวีนักเขียนบทละครผู้ล้มระบอบคอมมิวนิสต์


    บรรยากาศริมแม่น้ำ Vltava ยามเย็น

    แม้ Prague Spring จะจบลงอย่างรวดเร็วด้วยรอยเลือดและคราบน้ำตา แต่ประชาชนภายในประเทศก็ได้ตื่นขึ้นแล้ว การเคลื่อนไหวใต้ดินของกลุ่มต่างๆ เริ่มมีมากขึ้น แต่เป็นเพียงคลื่นใต้น้ำเล็กๆ จากความไม่พอใจที่ยังไม่ใหญ่พอที่จะจมรัฐนาวาที่มีรัสเซียคอยประคับประคอง ในช่วงเวลาที่ขบวนการบุพผาชนต่อต้านสงครามเวียดนามกำลังเบ่งบานที่สหรัฐอเมริกา คนรุ่นใหม่ชาวเช็กก็เริ่มมีการเรียกร้องหาเสรีภาพเฉกเช่นเดียวกัน British Invasion (4) ไม่ได้บุกข้ามเฉพาะมหาสมุทรแอนแลนติกหลากยังเจาะทะลุผ่านม่านเหล็ก (5) เข้ามายังเช็กโกสโลวาเกียอีกด้วย The Beatles กลายเป็นขวัญใจของคนเช็กโกสโลวาเกียไม่ต่างจากวัยรุ่นทั่วโลกในขณะนั้น

    วงดนตรีที่มีบทบาทสำคัญต่อประวัติศาสตร์เช็กโกสโลวาเกียที่สุดคงหนีไม่พ้นวง The Plastic People of the Universe  (PPU) ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อปี 1969 ท่ามกลางความคึกคักของวัฒนธรรมใต้ดิน วงดนตรีดังกล่าวซึ่งนำโดย Milan Hlavsa ก็โดดเด่นขึ้นมาในฐานะวงดนตรีร๊อกที่มีการเอ่ยถึงเสรีภาพอย่างบ่อยครั้งในบทเพลง ว่ากันว่าในการแสดงคอนเสิร์ตในกรุงปรากเมื่อปี 1974 มีผู้เข้าชมถึงหมื่นคนซึ่งถือว่าสูงมากในขณะนั้น PPU จึงถือเป็นศูนย์กลางของศิลปินใต้ดินในยุคนั้น หลายๆ ครั้งที่คอนเสิร์ตของเขาจะมีกวีขึ้นไปอ่านบทกวีเพื่อปลุกประโลมใจชาวเช็กโกสโลวาเกียถึงความหวังต่อเสรีภาพ โดยกวีคนสำคัญก็ได้แก่ฮาเวล (Vaclav Havel) นั้นเอง ในยุคที่รัฐบาลต้องการควบคุมทุกอย่าง การแสดงดนตรีต่อสาธารณะจำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลเสียก่อน ซึ่ง PPU ยังไม่ได้แม้แต่ใบอนุญาตในการแสดงดนตรีด้วยซ้ำ ความนิยมในตัวพวกเขาจึงกลายเป็นศัตรูสำคัญของรัฐบาลคอมมิสนิสต์ขึ้นมาในทันที ในปี 1976 รัฐบาลจึงได้จับกุมตัวสมาชิกวง PPU ในข้อหาเป็นภัยต่อความสงบสุขของรัฐและถูกตัดสินให้จำคุก นั้นเป็นการสร้างความตื่นตระหนกให้กับนักเคลื่อนไหวจำนวนมากในเช็กโกสโลวาเกีย และเป็นเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เหล่านักต่อสู้กล้าที่จะเปิดเผยตัวมากขึ้น ในเดือนมกราคม 1977 เอกสารที่เรียกว่า Charter 77 โดยกลุ่มนักเขียน นักดนตรี และนักเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพต่างร่วมกันลงชื่อในเอกสารดังกล่าวซึ่งเนื้อหาได้โจมตีรัฐบาลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน และแน่นอนว่าฮาเวลคือหนึ่งในบุคคลสำคัญของการเคลื่อนไหวอันนำมาซึ่ง Charter 77 นี้ นอกจากการเผยแพร่ภายในประเทศแล้ว Charter 77 ยังมีการแปลเป็นภาษาอื่นๆ แล้วแอบส่งออกไปตีพิมพ์ยังสื่อสิ่งพิมพ์ชั้นนำในต่างประเทศอีกด้วย  

    การได้รับการจับตามองจากต่างประเทศมากขึ้นกอรปกับการไม่ได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชนภายในประเทศ ทำให้รัฐบาลเช็กโกสโลวาเกียแม้จะสามารถบริหารประเทศต่อได้แต่ก็ไม่สามารถปราบปรามกลุ่มต่อต้านที่ต่อมาเรียกตนเองว่ากลุ่ม Charter 77 นี้ลงได้ คงได้แต่เพียงพยายามควบคุมไม่ให้ไฟที่ลุกอยู่ลามไปมากกว่าเดิม แต่การควบคุมดังกล่าวก็ดูเหมือนจะไม่มีผล โดยมีประจักษ์สำคัญคือ John Lennon Wall ที่ถูกวาดขึ้นครั้งแรกในปี 1981 ไม่นานหลังจากการเสียชีวิตลงของเลนน่อน ที่ยังสะท้อนถึงการมีอยู่ของขบวนการบุปผาชนผู้เรียกร้องอิสรเสรีภาพ ว่ากันว่ารัฐบาลถึงขั้นต้องจัดคนมาเฝ้าบริเวณกำแพงดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้มีคนมาเขียนเรียกร้องเสรีภาพบนกำแพงดังกล่าวอีก John Lennon Wall ที่ดูเหมือนจะผิดที่ผิดทางกลางกรุงปรากนี้จริงๆ แล้วจึงเป็นหลักฐานสำคัญที่เหลืออยู่ของคลื่นธารประวัติศาสตร์การเรียกร้องสันติภาพของเช็กโกสโลวาเกีย การเคลื่อนไหวใต้ดินของกลุ่ม Charter 77 เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แกนนำของกลุ่มอย่างฮาเวลยังคงมีผลงานอย่างบทกวีและข้อเขียนต่างๆ เผยแพร่กันในหมู่ประชาชนผู้แสวงหาประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบทความเรื่อง The Power of the Powerless ผลงานชิ้นสำคัญของเขาที่เป็นเสมือนอุดมการณ์ของกลุ่มเคลื่อนไหวในเช็กโกสโลวาเกีย ในฐานะผู้นำทางปัญญาทำให้ฮาเวลถูกจับกุมตัวและจำคุกในฐานะนักโทษการเมืองหลายต่อหลายครั้ง

    ในระหว่างที่ผมกับเพื่อนชาวเกาหลีกำลังถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันอยู่บริเวณรอบ John Lennon Wall นั้น เราก็พบกับเพื่อนชาวแคนาดาที่พักในโรงแรมเดียวกันที่ Cesky Krumlov ในสองคืนหน้าโดยบังเอิญ หลังจากนั้นไม่นานสาวแคนาเดี้ยนก็หันไปเจอเพื่อนร่วมชาติอีกคนที่เคยร่วมชั้นเรียนกันมาสมัยมหาวิทยาลัย กำแพงเล็กๆ ในฝั่ง Little Quater แห่งนี้ อาจจะไม่อยู่ในโปรแกรมของทัวร์ส่วนใหญ่ แต่กลายเป็นจุดสำคัญที่กลุ่มนักท่องเที่ยวแบ็กแพ็คต่างแวะมาถ่ายรูปและถ่ายเซลฟี่กันตลอดเวลา  จากจุดดังกล่าวพวกเรา 4 คน (ที่เจอกันโดยบังเอิญ) เดินข้ามสะพานกลับมาสู่ฝั่งเมืองเก่าเพื่อหาอาหารเที่ยงทานในย่านจตุรัส Wenceslas ซึ่งนับว่าเป็นย่านธุรกิจการค้าสำคัญของปราก


    การปฏิวัติกำมะหยี่ และกวีผู้ล้มคอมมิวนิสต์

    หลังจากการพังทลายลงของของกำแพงเบอร์ลิน แรงกระเพื่อมดังกล่าวส่งผลมายังประเทศเพื่อนบ้านที่ยังอยู่หลังม่านเหล็กอย่างเช็กโกสโลวาเกีย โดยในการจัดงานรำลึกวันนักศึกษานานาชาติ (International Students’ Day) เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 1989 (6) นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยตามเมืองต่างๆ ในเช็กโกสโลวาเกียได้มีการนัดหมายกันเพื่อทำการชุมนุมครั้งใหญ่โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงปราก การรวมตัวของนักศึกษาจำนวนมหาศาลถูกปราบปรามโดยเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ อันนำมาซึ่งความโกรธแค้นของประชาชนให้ต่างเดินลงสู่ท้องถนนเพื่อร่วมประท้วงกับนักศึกษาจนเต็มจตุรัส Wenceslas โดยคนที่เดินนำประชาชนเหล่านี้ก็คือฮาเวลนั้นเอง นอกจากนี้ตามเมืองใหญ่อย่าง Bratislava และ Brno ก็มีการประท้วงเช่นเดียวกัน จำนวนคนที่เพิ่มมากขึ้นจากนักศึกษาจำนวนหมื่นสู่ประชาชนจำนวนแสนจนว่ากันว่าผู้ร่วมชุมนุมในช่วงท้ายเพิ่มขึ้นจนเกือบถึงหนึ่งล้านคนจนการชุมนุมต้องย้ายออกไปสวน Letna ที่มีพื้นที่มากกว่าในจตุรัส Wenceslas

    การชุมนุมที่จตุรัส Wenceslas

    Credit: RadioFreeEurope/RadioLiberty

    สุดท้ายเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ Miloš Jakeš รวมถึงผู้นำคนสำคัญอื่นๆ ก็ประกาศลาออกในวันที่ 24 พฤศจิกายนนั่นเอง ซึ่งนั่นยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้ชุมนุมประท้วงพอใจจึงยังไม่ยอมยุติการชุมนุม พร้อมทั้งประกาศหยุดงานพร้อมกันทั่วประเทศเป็นเวลา 2 ชั่วโมงในวันที่ 27 พฤศจิกายน โดยมีการประมาณกันว่ามีคนหยุดงานประมาณสามในสี่ของแรงงานทั้งหมด และในท้ายที่สุดประชาชนก็ได้รับชัยชนะในวันที่ 29 พฤศจิกายน โดยการที่รัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญยกเลิกการบังคับให้ประเทศปกครองโดยพรรคการเมืองเดียว อันหมายความถึงการที่ประเทศจะได้มีการเลือกทั้งในอนาคตหลังจากอยู่ภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์มาร่วม 40 ปี และประธานาธิบดี Husak ก็ได้ลาออกจากตำแหน่งไม่นานหลังจากนั้น

    Credit: RadioFreeEurope/RadioLiberty

    ภาพอันโด่งดังทั่วโลกได้เห็นจากการประท้วงครั้งนั้นคือภาพประชาชนนั่งลงคุกเข่าเพื่อขอไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความรุนแรงและแสดงออกว่าเป็นการชุมนุมที่ปราศจากอาวุธ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเพราะการประท้วงดังกล่าวถือเป็นการประท้วงที่มีความรุนแรงน้อยมาก เมื่อเทียบกับการล่มสลายของประเทศคอมมิวนิสต์อื่นๆ ในช่วงเวลาเดียวกันจนได้ชื่อเรียกว่าปฏิวัติกำมะหยี่ (Velvet Revolution) หลังจากนั้นไม่นานฮาเวลก็ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีรักษาการ โดยแรงสนับสนุนจากประชาชน การเลือกตั้งทั่วไปก็เกิดขึ้นในปีถัดมาและก็เป็นฮาเวลที่ได้รับเลือกจากประชาชนอย่าถล่มทลายให้มาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเช็กโกสโลวาเกียคนแรกที่มาจากการเลือกตั้งโดยฮาเวลได้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวอยู่จนถึงปี 2003 แม้ว่าคะแนนนิยมในตัวเขาอาจจะมีการลดลงบ้างในช่วงการดำรงตำแหน่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการควบคุมสภาหรือการประสานงานทางการเมืองที่เหมือนจะเป็นจุดอ่อนที่ทำให้เขาโดนโจมตีอยู่เสมอ ซึ่งนั่นรวมไปถึงการปล่อยให้เกิดการแยกประเทศออกเป็นสาธารณรัฐเช็กและสโลวักในปี 1992 อย่างไรก็ตามเขาถือว่าเป็นนักการเมืองที่มีภาพพจน์ขาดสะอาดตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง และยังคงเป็นที่รักของประชาชนจนได้ชื่อว่าเป็นรัฐบุรุษของโลกหลังคอมมิวนิสต์ โดยเขาได้เสียชีวิตลงเมื่อปี 2011 ด้วยวัย 75 ปี พิธีศพของเขาถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในวิหาร St. Vitus ในปราสาทปรากโดยมีประชาชนมาร่วมแสดงความอาลัยนับล้านคน ว่ากันว่านี่คืองานศพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในประเทศนี้ ผู้นำประเทศสำคัญๆ ในยุโรปต่างเข้าร่วมในพิธีดังกล่าว เช่นเดียวกับทางสหรัฐอเมริกาที่ทางอดีตประธานาธิบดี Bill Clinton และ Hilary Clinton ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศก็ได้เดินทางมาเข้าด้วยเช่นกัน ผู้นำจากทั่วโลกเข้าร่วม ยกเว้นแต่เพียงรัสเซียที่ไม่ได้ส่งผู้แทนมาร่วมในงานดังกล่าว

    ฮาเวลขณะปราศรัยต่อประชาชน Credit: RadioFreeEurope/RadioLiberty

    ภาพประชาชนเดินทางข้ามสะพาน Charles เพื่อไปร่วมในงานศพของฮาเวลที่ปราสาทปราก 


    เศษซากจากคอมมิวนิสต์ กับรองเท้าบู้ทเปื้อนฉี่ของสตาลิน

    หลังจากเดินเล่นอยู่แถวจตุรัส Wencesles สักพัก ผมและเพื่อนๆ ก็ตัดสินใจแวะไปดูพิพิธภัณฑ์คอมมิวนิสต์ (Prague Museum of Communism) ซึ่งตามแผนที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากจตุรัสนัก แต่เราใช้เวลาเดินหาพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวอยู่นานจนเริ่มจะเปลี่ยนใจ และเข้าใจไปว่าแผนที่คงทำมาไม่ถูกต้องหรือไม่ก็ปิดดำเนินการไปแล้ว เพราะในหนังสือนำเที่ยวก็ไม่ได้ระบุถึงมากนัก ในห้วงจังหวะสุดท้ายก่อนที่เราจะตัดใจเดินจากไป ผมก็เหลือบไปเห็นป้ายชี้เล็กๆ ว่า Museum is here ซ่อนอยู่ในซอยร้านฟาสต์ฟู้ดชื่อดังสัญลักษณ์ของทุนนิยมอเมริกา เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ ถึงได้รู้ว่าพิพิธภัณฑ์คอมมิวนิสต์นั่นซ้อนอยู่บนชั้นสองของตึกที่ชั้นล่างเป็นร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดดังกล่าว อีกทั้งอีกซีกหนึ่งของชั้นสองก็มีคาสิโนถูกกฎหมายเปิดอยู่


    พิพิธภัณฑ์นี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของความพ่ายแพ้ของคอมมิวนิสต์ที่เห็นได้ชัดที่สุด ทั้งสถานที่ตั้งที่หลบเร้นอยู่เหมือนรอยแผลเป็นที่เจ้าของอยากจะปกปิด ภายในเห็นแทบจะไม่พบนักท่องเที่ยวแม้ว่าจะตั้งอยู่กลางใจเมือง และราคาค่าเข้าค่อนข้างถูกมาก นิทรรศการภายในช่วงแรกเป็นการเอาข้าวของจากยุคคอมมิวนิสต์เช่นเครื่องแต่งกาย ป้ายประกาศของรัฐบาล รวมถึงรูปเคารพของผู้นำอย่างสตาลิน เลนนิน ที่มากองกันอยู่อย่างระเกะระกะให้ฝุ่นจับจนยากที่จะจินตนาการถึงสถานะที่เตะต้องไม่ได้ในอดีตของบุคคลเหล่านี้ ช่วงต่อมาพูดถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน การควบคุมประชาชนและสื่อในช่วงดังกล่าว ที่พิพิธภัณฑ์นี่เองที่เราได้มีโอกาสฟังเพลงของ The Plastic People of the Universe ช่วงท้ายของนิทรรศการจะมุ่งเน้นไปที่กระบวนการต่อสู้ของประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวของฮาเวล สุดท้ายพิพิธภัณฑ์คอมมิวนิสต์กลายเป็นการพูดถึงความเลวร้ายของระบอบคอมมิวนิสต์ แต่ไปเน้นย้ำคุณค่าของเสรีภาพและประชาธิปไตย




    ช่วงเย็นพวกเราซื้อเบียร์และอาหารจำนวนหนึ่งเดินขึ้นเนินที่เคยเป็นสถานที่ตั้งของรูปปั้นสตาลินที่ใหญ่ที่สุดในโลกอันกลายเป็นอดีตไปแล้ว ส่วนปัจจุบันก็คือแหล่งรวมของวัยรุ่นในการนั่งกินดื่มชมพระอาทิตย์ตกดินเหนือแม่น้ำ Vltava ปราสาทปราก รวมถึงเมืองเก่า ในความเห็นผมกรุงปรากจากมุมนี้สวยงามที่สุดและไม่แปลกใจเลยทำไมจึงถูกเลือกเป็นที่ตั้งของรูปปั้นสตาลิน เพียงแต่การเวลาที่ผ่านไปทางขึ้นที่เคยทำไว้อย่างยิ่งใหญ่หมายให้จัดรัฐพิธีปัจจุบันกลับปกคลุมไปด้วยต้นไม้ และรูปกราฟิตี้ ด้วยบนจุดที่เป็นที่ตั้งเก่าอนุสาวรีย์ถูกแทนที่ด้วยนาฬิกาซึ่งไม่มีใครสนใจมากนัก ฐานด้านล่างกลายเป็นร้านขายเครื่องดื่มเล็กๆ ผมไม่แน่ใจว่าหลายร้อยคนที่นั่งเป็นนักท่องเที่ยวและคนท่องถิ่นในอัตราส่วนเท่าใด แต่จากการสังเกตผ่านๆ อัตลักษณ์ที่เห็นน่าจะเป็นนักท่องเที่ยวแทบทั้งสิ้นที่ดิ้นรนแบกเครื่องดื่มจากร้านค้าราคาถูก เดินขึ้นเดินมาสังสรรค์กันบนยอดเนินแห่งนี้ พวกผมจับจองมุมหนึ่งที่พอมองเห็นแม่น้ำ Vltava นั่งกินเบียร์ดูพระอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขาด้านหลังปราสาทปรากคลอไปกับเสียงดนตรีจากโทรศัพท์ของใครบางคน เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุย และกลิ่นควันกัญชาจางๆ จากวัยรุ่นอเมริกันที่นั่งอยู่ไม่ห่างออกไป

    ทางขึ้นอดีตอนุสาวรีย์สตาลิน 


    ฟ้ายังไม่ทันมืดสนิท พวกผมก็เดินกลับลงสู่ตัวเมือง ในขณะที่ผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่ใช้เวลาทั้งคืนเพื่อรอดูพระอาทิตย์ขึ้นอีกครั้งในยามเช้า เนินที่ครั่งหนึ่งเคยเป็นสถานที่แสดงความยิ่งใหญ่ของบุคคลที่เคยทรงอำนาจที่สุดในโลกในช่วงเวลาหนึ่ง ตอนนี้วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งกำลังเปลี่ยนให้เป็นลานปาร์ตี้ คู่รักบางคู่ก็เปลี่ยนให้เป็นสถานที่พลอดรัก บางคนก็ใช้เป็นที่คุยเล่าเรื่องสนุกสนานอย่างผ่อนคลาย โดยแทบไม่รู้เลยลานเล็กๆ บนยอดเนินแห่งนี้เคยมีประวัติเป็นสถานที่ใดมาก่อน เคยมีประวัติอันยิ่งใหญ่เพียงใด คอมมิวนิสต์กลายเป็นอดีตที่ไม่มีใครสนใจแล้วในเมืองนี้

    วิวจากบนเนินที่มองเห็นแม่น้ำ Vltava

    ว่าแต่การดื่มกันข้ามคืนแบบนั้น พอเดาได้ใช่มั้ยครับว่าห้องน้ำนับเป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่สุดอย่างนึง และสิ่งก่อสร้างเดียวที่มีอยู่บนเนินแห่งนี้ก็คือฐานเก่าของอนุสาวรีย์สตาลินนั้นเอง ด้านในจึงไม่พ้นโดนดัดแปลงให้กลายเป็นห้องน้ำ 

    อดีตผู้นำที่พรากชีวิตคนไปหลายสิบล้านคนในไม่ถึงร้อยปีก่อน ตอนนี้ใต้รอยรองเท้าบู้ทเก่าๆ กลายเป็นที่รองรับของเสียจากนักท่องเที่ยวที่เดินข้ามซากของม่านเหล็ก เศษซากความพ่ายแพ้ของคอมมิวนิสต์


    ฐานของอนุสาวรีย์สตาลินที่ถูกดัดแปลงเป็นร้านขายเครื่องดื่มและห้องน้ำ

    Note

    (1) อ่านได้จดหมายฉบับนี้ได้ใน http://www.lettersofnote.com/2012/09/i-shall-always-be-with-you.html

    (2) Dubcek ถูกโยกไปอยู่ในตำแหน่ง Chairman of Federal Assembly of Czechoslovakia ที่ไม่มีบทบาทในการบริหารประเทศ โดยดำรงตำแหน่งดังกล่าวจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1992   

    (3) สุนทรพจน์ฉบับเต็มอ่านได้ใน https://archive.org/details/TheCrimesOfTheStalinEraSpecialReportToThe20thCongressOfThe

    (4) British Invasion เป็นปรากฎการณ์ในช่วงปี 1960s ที่วงดนตรีจากอังกฤษไปสร้างชื่อเสียงได้ในฝั่งสหรัฐฯ รวมถึงสามารถยึด US billboard chart ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นำโดยวง The Beatles The Rolling Stones และ The Whos เป็นต้น  

    (5) คำว่าม่านเหล็กถูกนำมาใช้ครั้งแรกโดยอดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ Winston Churchill

    ในวันที่ 5 มีนาคม 1946 โดยเขาได้พูดถึงนโยบายต่างประเทศของรัสเซียและมีประโยคสำคัญที่ว่า “From Stettin in the Baltic to Trieste in the Adriatic, an iron curtain has descended across the continent.” และวันเวลาดังกล่าวนับเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามเย็นอย่างไม่เป็นทางการ

    (6) วันนักศึกษานานาชาติ (International Students’ Day) เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึง Jan Opetel แกนนำนักศึกษาเช็กที่เดินประท้วงการเข้ายึดครองของนาซีในปี 1939 และถูกทำร้ายเสียชีวิตในการประท้วงดังกล่าว หลังจากนั้นได้มีนักศึกษาที่มาร่วมประท้วงถูกจำกุมประมาณ 1,200 คนเพื่อส่งไปยังค่ายกักกัน โดยมีการประหารชีวิตแกนนำนักศึกษาจำนวน 9 คนในวันที่ 17 พฤศจิกายน 1989 หลังจากนั้นเป็นต้นมาทุกวันที่ 17 พฤศจิกายนของทุกปีจึงถือเป็นวันนักศึกษานานาชาติ

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in