In the mood of second string #ที่สองไม่ไหวขอเป็นที่หนึ่งwickedwish_
06 - เน็ตฟลิกซ์มั้ยคร้าบเตง



  • “อันนี้ชมรมเน็ตฟลิกปะพี่”

    “ใช่เลยน้อง สนใจไหม ดูก่อนได้เว้ย” ไตตั้นรีบกุลีกุจอไปรับแขกคนใหม่

    “ทำอะไรได้บ้างอะ” เดี๋ยวนะ ทำไมคำถามมึงแหม่งๆ

    “ไม่มีอะไรมาก แค่พาดูเน็ตฟลิกซ์ทุกวันที่นัด ดูเสร็จเราก็จะมานั่งเขียนรีวิวเพื่อทำเยียร์บุ๊คกัน หรือจะรีวิวเป็นแนวVlogก็ได้เว้ย ออลอะเบ้าท์วอชชิ่งซีรีย์อ่ะยูโน้ววว ไงน่าสนใจปะ” เกลียดสำเนียงมึงอะ

    “ไม่ต้องออกค่ายให้เหนื่อยเลยชะ”

    “ถั่วต้ม”

    “เอาอะไรเข้าไปกินก็ได้ เหมือนโรงหนังเปล่า”

    “แน่นวลไอ้น้อง”

    “มีค่าใช้จ่ายเยอะไหม”

    “ไม่มีร้อยเปอร์เซ็น ทุกอย่างฟรี!”

    “แต่ผมว่า ผมสนใจชมรมดูดาวอะ”


    ห่าเอ๊ย แล้วมึงจะถามทำไมตั้งนานล่ะโว้ยยยย จังหวะนี้ผ้มจับพี่ตั้นแรงมากครับ สงสารและเมื่อยแทน ก็แม่งปั้นหน้ายิ้มชวนขนลุกมาตั้งแต่เช้าเพื่อเรียกลูกค้า แต่สิ่งที่พี่แกได้รับกลับมาก็คือพวกนักศึกษาเปรี้ยวตีน


    “หลอกให้กูพูดซะยาว เปลืองน้ำลายฉิบหายอีหน้าหมา”

    “ตั้น ไม่เอาค่ะ ไม่น่ารัก”


    ปริมที่นั่งเป็นหญิงงามเพียงคนเดียวในวงตรงเข้ามาลูบหลังประธานชมรมให้อารมณ์เย็นลง อย่าว่างั้นว่างี้เลย ตอนเช้าไอ้ปริมมันได้ประสาทแดกไปรอบนึงแล้วครับเพราะเจอลูกค้าแบบเดียวกัน พอตอนสายๆ ไอ้ตั้นเจอบ้างเจ้าหล่อนจึงจำต้องซอฟท์ลงแทน ไม่งั้นบรรลัยกันหมด


    “พักก่อนมา เดี๋ยวกูเปิดน้ำเย็นๆ ให้เลย”


    ผมว่าพร้อมลากคอเพื่อนรักเข้าไปหลังซุ้มอีกคนแล้วปล่อยให้ต้าเป่ากับกู๊ดเปลี่ยนเวรขึ้นมาตะโกนผ่านโทรโข่งบ้าง จะว่าเวทก็เวท จะว่าขำก็ขำ ก็พวกผมน่ะจริงจังกับชมรมนี้กันมาก แต่ครั้นจะให้ take it serious (จำจากไอ้กู๊ดมา) ก็ไม่ใช่ทางปะวะ แค่ทำทุกอย่างให้สนุก เอาเท่าที่ได้ แค่ไหนแค่นั้น


    ไอ้เบส ชมรมเราคนสมัครเท่าไหร่แล้ว

    “เช็คแปป อ่า...สามสิบกว่าแล้ว”

    “แย่จัง ต้องคัดออกอีกยี่สิบกว่าคน”


    อยากจะปิดฝาขวดน้ำในมือแล้วขว้างทั้งขวดใส่ไอ้ร่างสูงแสนกวนประสาทที่นั่งไขว่ห้างอยู่ตรงซุ้มข้างๆ ทว่าสิ่งที่ทำได้ดันมีเพียงมองอีกฝ่ายตาเขียวอย่างหงุดหงิดใจ

    คนหล่อต้องปากหมาแบบนี้ทุกคนไหมนะ


    “มีปัญหาอะไรก็พูดมาเลยดีกว่าปะ”


    ผมพยักหน้าหาเรื่องมนุษย์พระรอง เออ หาเรื่องดิ พี่มันกวนตีนผมก่อนอ่ะ


    “ไม่มีเวลาไปมีปัญหาหรอก ต้องรับสมาชิก แต่มึงคงจะไม่เข้าใจ”

    “ไอ้เชี่ยพี่!” โหหห ขึ้นเลยครับ


    ต้องต่อยเท่านั้นถึงจะจบ ปากเปราะแบบนี้อยู่แถวบ้านกูคือไม่รอดแล้ว หล่อก็หล่อเถอะ ถามหน่อยว่าพี่มึงเป็นอะไรนักหนา นับวันชักทำตัวเหมือนไบโพล่า อย่างตอนอยู่กับผมก็มีกวนประสาทนิดๆ หน่อยๆ พอให้หอมปากหอมคอ แต่ก็ไม่ถึงขั้นปรมาจารย์จนอยากเอาเก้าอี้ฟาดหน้าเหมือนในตอนนี้


    ‘อย่าทำผัวทิพย์กูเลยนะเจ้าชาย เว้นพี่แกไว้ซักคนเถ๊อะ’


    ถือว่าโชคยังดีที่ปริมห้ามผมเอาไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นบอกเลยว่าคนอย่างเจ้าชายไม่มีทางปล่อยให้ใครมาหยามศักดิ์ศรีชมรมเราแน่ แต่ถามหน่อยว่าตกลงไอ้ปริมมันอยู่ฝั่งไหน จากกระทำทั้งหมดเหมือนมึงไม่ได้อยากหลีกเลี่ยงความรุนแรงจริงๆ อ่ะ :<


    “โหย ผมรอเข้าชมรมไม่ไหวแล้วว่ะพี่”

    “ใจเย็นไอ้น้อง ไว้เจอกันเฟิร์สเดท”


    คงมีแต่ไอ้เด็กวิศวะหน้าคมที่ชื่อสิบนั่นแหละที่แวะมาชื่นชมซุ้มพวกผมไม่หยุดแม้ว่าเจ้าตัวจะสมัครไปแล้วตั้งแต่เช้า ถามว่าจำนวนสมาชิกที่มียาวขนาดไหนคงต้องตอบว่าหนึ่งครับ ไม่ใช่หนึ่งหน้ากระดาษนะ

    หนึ่งรายชื่อถ้วนไอ้สัส

    พวกผมยืนเรียกแขกจนถึงบ่ายสองโดยมีสิบน้องรักคอยเป็นหน้าม้า ว่ากันตามตรงไอ้สิบหน้าตามันก็หล่อใช่เล่น แต่ขอโทษนะคุณ พอผู้คนถูกไอ้สิบตกได้ประมาณห้าวิ ก็เหมือนจะมีออร่าความหล่อจากซุ้มข้างๆ ของใครบางคนสะกดจิตดึงลูกค้ากูไปหมดเลย

    แม่ง เริ่มรู้สึกว่าความหล่อของไอ้พี่พระรองเป็นภัยก็วันนี้

    แถมความน่าหมั่นไส้อีกอย่างก็คือ ชมรมพี่มันจะรับสมาชิกแค่สิบกว่าคนเท่านั้น หลักเกณฑ์ในการคัดก็คือคนที่มีแพสชั่นชอบดูดาวเป็นหลัก เรียนเก่งเรียนโง่ไม่เกี่ยว ถ้าแอดติจูดน่าสนใจก็คือผ่าน

    ส่วนใครที่อยากจะเข้าจริงๆ แต่ไม่มีโอกาสก็ต้องรอไฝว้สมัครแคมป์ของชมรมที่จะจัดแยกให้ติด เห้ย มันต้องอะไรขนาดนั้นวะชมรมนึงอ่ะ ตกลงมึงอยากได้สมาชิกใหม่ หรือจะเอาคนไปแข่งฟิสิกส์โอลิมปิก


    ‘ไปต่อไม่รอแล้วค่า สำหรับกิจกรรมช่วงบ่ายนี้จะเป็นการแจกงบจากผู้ใหญ่ใจดีให้ชมรมที่เข้าร่วมเล่นเกมส์ของทางองค์การนักศึกษา โดยมีมูลค่าสูงสุดถึง 2 พันบาทเลยทีเดียว แต่มีข้อแม้ก็คือชมรมที่เข้าร่วมจะต้องจับคู่กับชมรมใดก็ได้หนึ่งชมรม และส่งตัวแทนมาอย่างละหนึ่งคนค่า’


    ประกาศดังกล่าวจากเอมซีสาวสวยบทเวทีทำพวกผมทั้งชมรมหูผึ่งกันเป็นแถว บอกเลยว่าการรันกิจกรรมนับร้อยมาตั้งแต่เช้าขององค์การยังไม่ได้รับความสนใจเท่าไอ้กิจกรรมแจกเงินตอนนี้กิจกรรมเดียวเลยจ้า


    “ส่งใครดี ไอ้กู๊ดไหม มันฉลาด” ต้าเป่ากับไตตั้นปรึกษากันเคร่งเครียด

    “คิดเหมือนกัน เรายังไม่รู้เลยว่าเกมส์จะมาแนวไหน ส่งไอ้กู๊ดไปเพลย์เซฟสุด ถ้าเป็นอีปรีมเดี๋ยวแม่งขึ้นไปกรี๊ดผู้ชายอีก ส่วนถ้าเป็นไอ้เจ้าชายคงไปยืนเอ๋อ”

    “พวกกูได้ยิน!”


    แหม มึงพูดประดุจคนฟังนอนอยู่หออ่ะ ผมกลอกตา แต่ก็ไม่วายวิ่งว่อนช่วยเพื่อนๆ หาชมรมจับคู่ ที่เล็งๆ ไว้ก็มีชมรมโค้ฟเวอร์แดนซ์ฝั่งตรงข้าม กับชมรมปลูกป่าฝั่งถัดไป

    แต่ไม่ทันครับ หล่อไม่กลัวกลัวไว เพราะชมรมโค้ฟเวอร์โดนชมรมกีฬาตัดหน้าไปแล้วไอ้เวน ส่วนชมรมปลูกป่ามึงหายไปไหนกันหม๊ดดด โอยยย...ปวดหัวว่ะ พอวิ่งหาชมรมอื่นก็พบว่าทุกชมรมล้วนมีคู่

    ฮืออ วินาทีนี้ใจแป้วขั้นสุด กำลังจะได้เงินแท้ๆ แต่น้องเงินกลับติดปีกโบยบินไปไกล ทว่าพอสอดส่องสายตาสังเกตไปยังชมรมติดกันดันเหมือนจะพบว่าไอ้พี่พวกนี้ยังกำลังถกเถียงเรื่องการเข้าร่วมกิจกรรมไม่ตก


    “ยังไงกูก็ยืนยันว่าชมรมเราควรส่งคนหล่ออย่างไอ้พระรองขึ้นไป ผู้คนจะได้รู้จักชมรมเรามากขึ้น”

    “รู้จักแล้วไงวะ ยังไงก็รับจำนวนจำกัดอยู่ดี” เจ้าของชื่อเถียงหน้าตาย

    “มึงไม่เข้าใจพระรอง มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี คนรู้จักก็ยังดีกว่าไม่รู้จักปะ”

    “เฮ้อ...เมื่อไหร่พวกมึงจะได้ข้อสรุป ชมรมอื่นเข้าจับคู่กันหมดแล้ว” พี่หมูแดงที่ยืนฟังพี่เบสเถียงกับเพื่อนในกลุ่มลุกขึ้นเร่งรัดเพราะเริ่มจะทนไม่ไหว

    “ไม่ต้องห่วง ยังเหลือพวกเน็ตฟลิกซ์ ไม่น่ามีใครมาคู่กับพวกนี้หรอก”

    “อ้าวเห้ย พูดงี้พี่มึงหมายว่าไงวะ”


    ไอ้ตั้นที่ฟังเหตุการณ์อยู่ก่อนวาร์ปไปทางนั้นอีกแล้วครับท่าน เดือดร้อนพวกผมต้องรีบเข้าไปล็อคอมันไว้จนดิ้นแด้กๆ ไอ้ห่านี่ก็อารมณ์ขึ้นง่ายเหลือเกิน ส่วนไอ้คู่กรณีก็ยั่วโมโหเพื่อนกูเก่งเหลือเกิน

    เออ ยั่วกูก็เก่งด้วย


    “พักก่อนไอ้ลิงป่า พวกกูกำลังหาทางออกให้ชมรมของเราทั้งสองอยู่ อยากได้ไหมเงินน่ะ”

    “มันว่ากูเป็นลิงป่า พวกมึงเห็นมั้ย พวกมึงเห็นม้ายยยย”


    เชี่ยตั้นเป็นบ้ากว่าเดิมแล้วคุณ จนคราวนี้ไอ้กู๊ดกับไอ้ปริมที่ยืนฟังอยู่ในซุ้มต้องรีบเข้ามาล็อคตัวประธานประสาทแดกช่วยอีกแรง เฮ้อ...พี่เบสนะพี่เบส เป็นอะไรนักหนา ยั่วโมโหไอ้ตั้นไม่เลิก


    “สรุปยังไงวะไอ้พระรอง ช้ากว่านี้จะโดนตัดสิทธิ์เอา”

    “มึงก็รู้ว่ากูไม่ชอบเป็นจุดสนใจ”


    เออ กูรู้ครับพี่มึงหล่อและรังเกียจโลกภายนอกมาก อย่างกิจกรรมร่วมสนุกอะไรทำนองนี้ผมว่าก็ไม่น่าใช่ทางของพี่มันนักหรอก ถ้าพี่มันไปสิโคตรจะแปลก


    “ทำเพื่อชมรมครั้งเดียวนะรอง แล้วจอห์นนี่จะไม่เซ้าซี้รองอีกเลยเว้ย” หยึย ขนลุกตรงคำว่าจอห์นนี่

    “…..”

    “น่า เอาหน่อย แปปเดียว”

    “…..”

    “พระรอง อย่านิ่งดิวะ พวกกูคาดหวัง” พี่เบสกับพี่หมูแดงสมทบ

    “เฮ้อ ก็ได้ๆ” สุดท้ายคนหน้าตายก็ถอนหายใจยอมตกปากรับคำ

    “จริงนะเว้ย ไม่หลอกกันนะ”

    “แต่ต้องส่งไอ้เตี้ยไปกับกู”


    พอได้ยินคำว่าเตี้ยเท่านั้นแหละพวกผมถึงกับเลิ่กลั่กมองตากันปริบๆ หมายความว่ายังไง คือฝั่งชมรมดูดาวจะยอมจับคู่กับชมรมผมเข้าร่วมเกมส์งั้นหรอ


    “ไอ้กู๊ดแน่ๆ” ผมว่า

    “เลิกเล่นมุกที่เล่นไปแล้วซักที”

    “เห้ย ทำไมเลือกกูล่ะพี่ เอาไอ้กู๊ดไปดีกว่าไหม มันฉลาดกว่าผม น่าจะเป็นประโยชน์ให้ทีมได้มากกว่า”

    “งั้นก็ไม่ต้องแข่ง”

    “ได้ไงวะ สองพันเลยเลยนะโว้ย”


    พี่จอห์นกับไอ้เป่ารีบโพล่งขึ้นค้านหัวชนฝา สรุปคือเงินสองพันมันมีค่ามากกว่าการเห็นกูสองคนขึ้นไปทะเลาะกันบนเวทีสินะ เหอะ แล้วคิดเหรอว่าการใช้จิตวิทยากดดันแบบนั้นจะได้ผลจนทำให้ท่านเจ้าชายคนนี้ยอมออกไปน่ะ

    เออ! บอกเลยว่าได้ผล


















    ‘เอาล่ะค่า ตอนนี้เราก็ได้ตัวแทนจากชมรมต่างๆ จากทั้งมหาลัยแล้ว ไหนแต่ละท่านขายของกันหน่อยเร็วว่ามากจากชมรมอะไรกันบ้าง’


    พิธีกรสาวสวยขวัญใจหนุ่มๆ วัยกลัดมันเริ่มส่งไมค์ให้ผู้เข้าแข่งขันทีละคน หัวใจผมเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ เพราะไม่ค่อยถนัดงานที่ต้องเป็นจุดสายตาเท่าไหร่ กองเชียร์หน้าเวทีเพิ่มจำนวนมากขึ้นถนัดจนน่าเอะใจ ไมค์ถูกส่งผ่านมาเรื่อยๆ ก่อนสุดท้ายจะหยุดอยู่ที่มนุษย์เหนือเดือนข้างผม


    “ชื่อพระรอง จากชมรม never let the Stars fall alone”

    ‘กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด’


    เท่านั้นแหละ เสียกกรี๊ดดังกระหึ่มลั่นลานเหมือนกำลังประกวดดาวเดือนมหาลัยก็ไม่ปาน คือใจเย็นเนาะทุกคน อันนี้แค่ขึ้นมาเล่นเกมโง่ๆ บนเวทีเด้อ


    ‘ใครวะมึง อยู่ปีสี่ด้วย ทำไมไม่เคยเห็น หล่อเหี้ยๆ งื้ออออออ’

    ‘ถึงชีวิตจริงเธอจะเป็นพระรอง แต่ในใจเราเธอเป็นพระเอกนะ’

    ‘พี่เขาเป็นใคร นี่มันเกินไปแล้ว หัวใจกูรับไม่ไหว’

    ‘พี่พระรอง ฮือออ หล่อจนกูอยากคุกเข่ากราบสามรอบ ทำไมกูพลาดผู้ชายคนนี้ในชีวิตไปได้’

    ‘ปากกาในมือกูสั่นละ ใบสมัครชมรมดูดาวอยู่ไหน!’


    แต่ใดๆ ก็ไม่เท่าการที่ไอ้ปริมแหกปากตะโกนร้องลั่นอยู่ตรงโซนหน้าเวที คือเสียจริตมาก มึงสำรวมกว่านี้ได้ไหม คนเขาจะเลิกคิดว่ามึงเป็นผู้หญิงกันหมดแล้ว


    ‘เอาล่ะค่ะ พอก่อนๆ รบกวนน้องคนต่อไปแนะนำตัวเลย’


    คุณเคยพรีเซนงานต่อเพื่อนที่เก่งสุดๆ หรือเปล่า มันเป็นโมเม้นที่โคตรเหี้ย เหมือนโดนลากไปตบกน้ากลางสี่แยกเพราะคนก่อนทำเอาไว้ได้ดีมากๆ ส่วนงานของผมคือกระจอกงอกง่อย

    เฮ้อ...ความรู้สึกกูตอนนี้เป็นแบบนั้นเลยจ้า


    “เอ่อ...เจ้าชายครับ จากชมรม never let Netflix stay tune…”

    ‘เพื่อนผมครับ เพื่อนโผ้มมมม’

    ‘พี่เจ้าชาย!!! เจ๋งสุดๆ ไปเลยโว้ย ใจพี่แม่งอย่างเอา’


    ผมโคตรอยากจะแทรกแผ่นดินหนีเนื่องจากเสียงที่ตะโกนเชียร์มีเพียงคนในชมรมกับเด็กชายหน้าใหม่ที่แหกปากลั่นกว่าใครเขา ห่าเอ๊ย วินาทีนี้แทบอยากจะร้อง แล้วคือมึงไม่น่ากรี๊ดกูขนาดนั้นอ่ะ


    ‘และเกมส์ในวันนี้มีชื่อว่า ถ้าคุณแน่อย่าแพ้กระดาษหนังสือพิมพ์’


    อาเจ๊พิธีกรว่าพร้อมสั่งให้ทีมงานเดินเข้ามาปูกระดาษสีเทาแผ่นบางบนเวที จากนั้นก็พับออกครึ่งนึงให้ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคู่ยืนอยู่บนแผ่นกระดาษดังกล่าวด้วยกัน คุ้นๆ ไหม นี่มันเกมส์ละลายพฤติกรรมตอนรับน้องนี่หว่า ถามหน่อย ครีเอทิฟไดเรคเตอร์ขององค์การนักศึกษานี่มึงขี้เกียจคิดกิจกรรมถูกมะ


    “ยืนดีๆ เจ้าชาย”


    บางคนพูดเสียงเบาพอให้เรายินเพียงสองคนในขณะที่ผมกำลังขยับเท้าขยุกขยิกเพื่อหาจุเหมาะๆ ให้ทรงตัวได้


    “ก็มันแคบอ่ะพี่ หงายหลังนี่ฟาล์วเลยนะเว้ย”

    “ก็จับเอวกูไว้”

    “อย่างงี้หรอ”


    ถามพลางเอื้อมแขนไปโอบเอวคนตัวโต ส่วนเอวของผมก็ถูกอีกคนโอบไว้ไม่ต่างกันกัน แถมพอเงยหน้าขึ้นมองกลับพบว่าเป็นนัยน์ตาสีดำที่ก็กำลังมองลงมา ตรงจุดนี้รู้สึกว่าพี่มันโคตรจะตัวใหญ่ ถ้าผมกระโดดเข้าใส่คงให้ฟีลไม่ต่างจากกอดผ้านวมผืนเบ้อเริ่ม


    “อืม”

    “พี่เหมือนหมีเลยว่ะ”

    “มึงสิหมี”

    “แล้วเป็นอะไรพูดด้วยไม่มองหน้า” เออ เมื่อกี้ยังมองอยู่เลย

    “อยู่นิ่งๆ ดิ”


    มนุษย์ขี้รำคาญจิ๊ปาก ผมเลยเงียบ รอฟังคำสั่งต่อไปเมื่อเห็นว่าผู้เข้าแข่งขันบางคู่ตกรอบเพราะเล่นส่งคนตัวบิ๊กเบิ้มขึ้นมา อันที่จริงมันก็ไม่ได้ผิดหรอก เขาแค่ไม่รู้ว่าต้องเจอกับเกมส์อะไรนี่นา


    ‘เอาล่ะค่ะ รอบต่อไป พับหนังสือทบอีกครึ่งนึง แต่คราวนี้ทางทีมงานของเราจะป่วนโดนการใช้วัตถุรบกวนต่างๆ ภายในหนึ่งนาทีถ้าคุณรอดก็ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้เลยค่า’


    พูดจบแผ่นกระดาษใต้เท้าของเราทั้งสองก็ถูหั่นพื้นที่ให้ลดลงจนแทบจะต้องยืนบนเท้าเดียวกัน ซึ่งหมายความว่าไอ้พี่พระรองต้องยอมให้ผมเหยียบเท้ามันอ่ะเพราะเท้ามันโคตรใหญ่ ยืนคนเดียวก็เต็มแล้ว


    “พี่กอดกูแน่นๆ ดิ เดี๋ยวก็ล้ม”

    “…รู้แล้ว”


    ผมบ่นในตอนที่กำลังยืนอยู่บนเท้าอีกฝ่าย และแทบจะวินาทีต่อจากนั้นร่างผมก็ถูกดึงเข้าไปกอดจมอก อีกนิดคือจะสิ่งร่างพี่แม่งละ เอออ่ะ นี่ประชดกูปะเนี่ย


    ‘กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด’


    เสียงหวีดร้องดังลั่นขึ้นมาอีกรอบเมื่อภาพบนเวทีปรากฏกลุ่มคนสองคนกำลังกอดกัน ไม่รู้ว่าเขากรี๊ดคู่ชายหญิงด้านหลัง หรือกรี๊ดคู่ชายชายด้านหน้า แต่ที่รู้ๆ คือไอ้ปริมมึงเกินไปมาก ทั้งลานได้ยินเสียงมึงกรี๊ดทับคนอื่นไปแล้วครึ่งนึงเนี่ย


    ‘กูอยากเกิดเป็นน้องเจ้าชายอีเหี้ย แต้มบุญต้องสูงขนาดไหน’

    ‘เจ้าชายลูก ลงเวทีแล้วแม่ขอกอดหนูต่อได้ไหม แม่จ่ายเงินก็ได้ อะไรก็ได้’

    ‘ถ้ากูโดนกอดนะจะเป็นลมมันตรงนั้น จะรอให้เธอทำCPRเพียงคนเดียววว’


    ผมยิ้มแหยะๆ ก่อนสมาธิจะถูกรบกวนโดนใบไม้คันๆ ที่ทางทีมงานเดินเข้ามาสะบัดใส่ไม่หยุด คงอยากให้พวกผมคันจนไม่อาจยืนอยู่กับที่ได้ ซึ่งมันก็ได้ผลแหละเพราะผมหลุดดิ้นนิดหน่อย แต่สำหรับไอ้พี่พระรองเนี่ยสิ แข็งแกร่งสัส พระอิฐพระปูนของจริงก็คุณเขาล่ะ


    “พี่ยังไม่ได้ตอบเลยว่าใช้น้ำหอมอะไร”

    “ยุ่งจังเตี้ย”

    “ก็ตัวพี่มึงหอมอ่ะ”

    “ถ้าไม่เลิกพูดกูจะโยนมึงทิ้งเดี๋ยวนี้”


    ผมขยับปากหมุบหมิบบ่นคนขี้หงุดหงิด มันต้องหวงอะไรขนาดนั้นวะ กลัวผมไปซื้อตามมากหรือไงโถ่ เดี๋ยวให้ไอ้เป่าไปสืบให้ก็ได้ รายนั้นงานเสือกเป็นหลัก งานเรียนเป็นรอง


    ‘มาถึงรอบสุดท้ายกันแล้วค่ะ อุ้ยตายยยย ตกรอบไปเยอะเลยน้า’


    เจ๊แกพูดด้วยน้ำเสียงสะใจขั้นสุดที่สามารถเขี่ยหลายคู่ออกไปได้เกินครึ่ง ตอนนี้ที่มีอยู่ไม่น่าจะถึงห้าคู่อ่ะ และก็เป็นไปตามคาด รอบสุดท้ายแม่งโหดหินเกินมนุษย์มนา เหมือนสร้างมาเพื่อไม่ให้มีใครรอด เพราะพื้นที่หนังสือพิมพ์คือเล็กฉิบหายเลยครับ เล็กขนาดที่ถ้าต้องยืนคงต้องยืนด้วยเท้าเดียว


    “พี่ยังไงดีวะ ให้กูกระโดดกอดไหม”

    “มึงจะบ้าหรอ”

    “แต่มันเล็กนิดเดียวนะเว้ย”

    ‘ทุกคนพร้อมนะคะ 5...4...3...’

    “พี่พระรอง ยังไงดีเนี่ย เห้ย เขานับแล้วนะ”

    ‘2…1…’

    “เอาก็เอาวะ”


    เสียงกรี๊ดดังกระหึ่มกว่าครั้งไหนๆ จนผมต้องหลับตาหยี๋เพราะแสบแก้วหู โดยเฉพาะไอ้ปริม ผมเห็นภาพสโลโมชั่นของมันอ้าปากเหมือนคนเสียสติด้วยความงุนงง ก่อนจะรับรู้ว่าที่เพื่อนสาวต้องกรี๊ดโหยหวนแบบนั้นก็เพราะ...

    ผมถูกอุ้มในท่าเจ้าหญิงเนี่ยย!


    “พี่ มึงเอาท่านี้จึงดิ”


    ถามพลางวาดแขนคล้องคออีกฝ่ายจนแน่น คือยิ่งพี่มันยืนขาเดียวแบบนี้ผมจึงยิ่งถูกกระชับให้เข้าไปชิดใกล้ร่างอีกฝ่ายเพื่อความเซฟ


    “ก็ทำไปแล้ว...”


    ผมไม่รู้ต้องตอบอะไร ไม่รู้ต้องวางสมาธิตรงไหน จึงต้องพักสายตาที่ใบหน้าของใครบางคน คนที่เป็นเจ้าของน้ำหอมกลิ่นปริศนา กลิ่นที่ไม่ว่าจะดมกี่ครั้งก็อยากนอนหลับใกล้ๆ

    พี่มันแม่ง ชาติที่แล้วต้องเกิดเป็นหมอนหรือผ้าห่มแน่ๆ


    ‘เอาล่ะค่ะ ทางเราขอจับเวลาหนึ่งนาทีนะคะ ระหว่างนี้ขอให้ทุกคู่โชคดีจากการถูกรบกวนจากทีมงาน’

    “หนักไหมเนี่ย”


    ผมถามเพราะเห็นพี่มันยืนนิ่งมาซักพัก สายตาของเราเหมือนจะสบประสานกัน แต่จริงๆ ไม่ใช่ พี่มันไม่ได้มองตาผมซักนิด ราวกับกำลังจ้องมองข้างแก้ม ใบหู หรือไรผมที่ปรกหน้าผาก


    “อย่างกับหมู”

    “ถามจริงเลย”

    “พ่อแม่มึงไม่เคยให้กินข้าวหรือไง”

    “ก็...”


    ทว่าไม่ทันจะได้ตอบพี่ๆ ทีมงานก็เริ่มการก่อกวนที่หนักข้อขึ้นอีกรอบ อย่างสามสิบวิสุดท้ายนี่เดินโท่งๆ เข้ามาจี้เอวพวกกูเลยครับ ไอ้ผมน่ะไม่เท่าไหร่เพราะถึงดิ้นก็ยังโดนพี่พระรองมันอุ้มไว้อยู่ดี แต่ไอ้คนแบกผมเนี่ยสิ ยืนขาเดียวไม่พอยังต้องกัดปากแน่นเพื่ออดทนต่อการถูกเร้า


    “สู้ๆ นะพี่ ทนอีกนิดเดียวเราก็จะรอดแล้ว”


    ผมเม้มปากอดกลั้นไม่ต่างกัน แต่ก็พยายามให้กำลังใจคนตัวโต พี่มันกระชับกอดผมแน่นขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัวจนใบหน้าผมฝังแนบไปกับลำคออีกฝ่าย ขณะเดียวกันเสียงกรี๊ดกร๊าดจากด้านล่างก็ดังระงมไม่หยุดหย่อน


    “กูโคตรเกลียด”


    สังเกตว่ามันดังขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เข้ารอบที่สามแล้วล่ะ แต่นั่นก็ไม่เท่าเสียงเต้นโครมครามของอะไรบางอย่างที่กำลังดังไม่หยุดอยู่ข้างหูผม


    “หือ?”

    โคตรเกลียดเลยที่ต้องมาอดทนกับอะไรแบบนี้”


    และก็ดูเหมือนว่าจะดังขึ้นเรื่อยๆ ไปจนจบการแข่งขัน


















    [หนูมีอยู่แล้วพันนึง ขออีกสองพันได้ไหม ค่านั่งเครื่องไปกลับ นะคะๆๆ]

    “เฮ้อ...ทำไมใช้เงินเปลืองแบบนี้ อยู่ก็แค่มอห้า”

    [ก็หนูรักของหนู เข้าใจกันบ้างได้ปะ เจ้าชายก็รู้ว่าเงินส่วนใหญ่หนูล้วนเอาไปลงทุนกับการศึกษาทั้งนั้น]

    ตอแหล เดือนก่อนมึงยังโทรมาขอเงินกูไปซื้อลิปสติกอยู่เลย

    “คำว่าพี่มันหายไปไหน”

    [พี่เจ้าชายขาาาาาา ช่วยเจ้าหญิงหน่อยน้า นะๆๆๆ]

    “เออๆ รู้แล้ว”


    ผมถอนหายใจก่อนจะกดวางสายน้องสาวบังเกิดเกล้า ไม่วายต้องเข้าแอพเน็ตแบงค์ต่อจากนั้นเพื่อโอนเงินให้มันอีกตามเคย คงเป็นเวรกรรมของคนรักน้องสาว อยากได้อะไรพี่ชายคนนี้ก็ประเคนหาให้มาตลอด

    ทำไงได้ ก็ตามใจแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้วนี่...


    “เจ้าหญิงโทรมาหรอวะ สาด ทำไมไม่ให้กูคุยด้วย”

    “ไปไกลๆ เลย อย่ามายุ่งกับน้องกู”


    ผมดันหน้าต้าเป่าที่พยายามสาระแนจะดูจอโทรศัพท์ เห็นบ่นๆ เจ้าหญิงอย่างนี้แต่ผมหวงน้องมันมากนะครับ ไม่อยากให้ผู้ชายมาเกาะแกะเท่าไหร่ เอาแค่วันๆ เป็นติ่งเกาหลีก็ห่วงหมดตัวจะแย่ ว่ากันตามจริงการเป็นติ่งนั้นไม่ได้ทำให้ทุกคนหมดตัวหรอกถ้ารู้จักบริหารเงิน แต่น้องผ้มมันไม่ใช่คนแบบนั้นไง

    ส่วนไอ้ที่โทรมาขอเงินก็เพราะอยากได้ค่าเครื่องเพื่อเดินทางมาคอนเสิร์ตวงเคเอฟซีอะไรนั่นแหละ ครั้นจะให้นั่งรถบัสสิบกว่าชั่วโมงก็อดสงสารไม่ได้ น้องสาวทั้งคนอ่ะเนอะ ยิ่งโดนเสียงอ้อนๆ แบบนั้นคือกูเกมเลยครับ ชักกลัวแล้วว่าชาติที่แล้วผมกับเจ้าหญิงเกิดเป็นพี่น้องแบบกาสะลองซ้องปีปหรือเปล่า


    “หวงจริง แล้วโทรมาทำไม ขอเงินอีกอะดิ”

    “จะไปคอนเสิร์ต เห็นว่าไปนั่งรอกดบัตรหน้าเซเว่นตั้งแต่ตีห้า”

    “ใจมันเอา”

    “เอาเงินกูไปหมดเลยเนี่ยไอ้สัด”

    “เวท แล้วน้องมันนอนไหน” เกลียดคำว่าเวท สรุปติดไอ้ปริมมากันหมด

    “คอนโดพี่เจมส์มั้ง”

    “อ้าว พี่อ้ายไม่อยู่หรือไงวะ”

    “คอนโดพี่มันมีสองห้องนอน”

    “ได้ยินเสียงหวานทั้งคืนแน่เจ้าหญิงเอ๊ย”

    “กลัวอยู่ ยิ่งน้องสาวกูเคยทำตัวเด็กสมวัยเหมือนใครเขาบ้างล่ะ”


    ผมกอดคอบ่นกับต้าเป่าอีกสองสามประโยคขณะเดินไปยังตึกชมรม ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเป็นเรื่องสัพเพเหระ

    ผ่านไปแล้วกับกิจกรรมเปิดโลกชมรมของมหาลัย ถามว่าการแข่งขันวันนั้นพวกผมได้เงินมั้ย บอกเลยว่าฮึ! เพราะมันเป็นตอนสิบวินาทีแห่งชัยชนะที่ไอ้พี่พระรองถูกรบกวนโดยทีมงานขององค์การนักศึกษา

    พี่มันโดนจี้จนร่างกายโงนเงน จำได้ว่าภาพสุดท้ายคือเหมือนจมูกโด่งๆ เผลอก้มแตะลงบนข้างแก้มผมอย่างไม่ได้ตั้งใจ เท่านั้นแหละ...พี่มันก็ปล่อยมือจนร่างกูร่วงกระแทกพื้นไปเลยจ้า

    ห่า นึกแล้วยังเจ็บตูดไม่หาย จะปล่อยก็ไม่บอกกันดีๆ ก่อนล่ะวะ

    มาถึงชมรมผมก็เดินตรงไปทิ้งตัวยังโซฟาหลังใหญ่ มีกล่าวทักทายสมาชิกคนใหม่นอกจากไอ้สิบอีกสองคนอย่างน้องเก้าที่เรียนวิศวะปีหนึ่ง แล้วก็น้องแคทสาวขี้เซาที่ให้เหตุผลตอนเข้ามาเพราะอยากได้ที่หลับนอนเพื่อประหยัดไฟห้อง

    ครับ ชมรมกูมีสมาชิกใหม่สามคนถ้วนอันได้แก่ สิบ เก้า แคท แคท เก้า สิบ สิบ แคท เก้า

    ไง เยอะไหม เกือบเหยียบกันตายห่าแล้ว


    “เอาล่ะ เพื่อให้เข้าใจมากขึ้นเดี๋ยวคืนนี้พี่จะพาดูของจริงเลยแล้วกัน”

    “มีใครต้องรีบกลับหรือเปล่า แจ้งพวกพี่ได้นะ”

    “ไม่ค่า / อยู่ได้ครับ”


    ยิ่งพอมองไปยังชมรมฝั่งตรงข้ามแล้วยิ่งอนาถใจ รายนั้นเขารับคนเข้ามาเต็มโควตาแบบชิลๆ เวลาจัดกิจกรรมอะไรก็เหมือนเป็นชมรมจริงๆ ตัดภาพมาที่พวกกูนี่ เหมือนมาเล่นปาหี่อ่ะ


    “วันนี้เราทำไร”

    “Love Rosie กูคัดมาแล้ว วันนี้ต้องน้ำตา”

    “สุดยอดไปเลยพี่ ชมรมเราโคตรเจ๋ง”


    ไตตั้นทุบอกอย่างภาคภูมิใจ ส่วนไอ้สิบก็ร้องเฮสมกับเป็นลูกคู่ที่ศีลเสมอกันจริงๆ เออจ้ะ เห็นพวกมึงมีความสุขกูก็ดีใจ ไม่รู้จะเครียดไปทำไมล่ะเนอะ มีกันแค่นี้ก็สนุกกันแค่นี้

    ชมรมเราตกลงกันว่าจะนัดทำกิจกรรมอย่างเป็นทางการทุกวันจันทร์และพฤหัสฯ เนื่องจากวันศุกร์ทุกคนน่าจะโหยหาฟรายเดย์ไนท์ ส่วนชมรมข้างๆ เห็นว่านัดตามวันปกติตามข้อกำหนดของมหาลัย อันที่จริงชมรมไหนจะนัดวันไหนก็ได้ครับ และจะนัดกี่วันต่ออาทิตย์ก็ได้ขึ้นอยู่กับรูปแบบชมรม

    อย่างวันนี้ที่ไม่ได้เป็นวันนัดของพวกเราชาวเน็ตฟลิกซ์ น้องๆ ทั้งสามก็ยังเลือกที่จะมานอนกลิ้งเกลือกหลังเลิกเรียนด้วยเหตุผลที่ว่าไม่มีที่ให้ไป

    ไง เหตุผลพวกมึงโคตรรักชมรม น้ำตากูจะไหล

    มันเป็นตอนจังหวะพักสายตาระหว่างดูซีรีย์ที่ผมเปลี่ยนจุดโฟกัสไปยังทางชมรมดูดาว ก่อนจะพบว่าเป็นนัยน์ตาใครของบางคนกำลังจ้องมองมา ไม่รู้ว่ามันคือความบังเอิญหรือตั้งใจ แต่ที่แน่ๆ ก้อนเนื้อในอกผมชักเต้นแปลกๆ

    ไม่ใช่อะไร! วันนี้เป็นวันครบรอบกำหนดชำระหนี้กับไอ้พี่พระรอง! และประเด็นคือกูไม่มีตังค์ซักบาทเลยครับ ฮือออ จะว่ามีน่ะก็มีอยู่หรอก แต่ถ้าใช้พี่มันปุ๊ปคือกูต้องกินมาม่าทั้งเดือนปั๊ปเลยนะ

    โอ้ยย เจ้าหญิงนะเจ้าหญิง มึงทำให้พี่ชายมึงดูแย่


    “มึงๆ กูกลับก่อน รู้สึกปวดท้อง”

    “เป็นไรมากปะวะ ให้กูกลับด้วยไหมไอ้หนู” ต้าเป่าเด้งตัวขึ้นรีบแตะหน้าผากไปตามตัวผม

    “ไม่เป็นไรๆ แค่เหมือนจะท้องเสีย เดี๋ยวไปนอนพักที่หอคงหาย ไว้เจอกันนะเว้ย”

    “เห้ยๆ เดี๋ยวดิไอ้เจ้าชาย”


    ไม่ทันจะอยู่รอให้ไอ้เพื่อนรักรั้งคอ ผมก็สะพายกระเป๋าวิ่งแจ้นออกมาแล้ว ฮู่ว อย่างน้อยสุดสัปดาห์นี้ก็รอดพ้นจากการเจอหน้าไอ้พี่พระรองได้สองวันล่ะวะ


    ไปไหนเตี้ย


    รอดก็เหี้ยแล้ว

    ผมยืนตัวแข็งทื่อไปครู่หนึ่ง ส่วนไอ้คนที่ผมพยายามหนีก็เรียกชื่อกูซ้ำๆ เหมือนกลัวลืม ไม่พอ...มันยังค่อยๆ ย่างก้าวเข้ามาใกล้ แต่จังหวะนี้ใครจะอยู่ก็อยู่เลยจ้า เจ้าชายขอเผ่นก่อน ไว้เจอกันวันจันทร์นะนายพระรอง ให้เวลากูหาเงินหน่อยยย


    “เหนื่อยสัส”


    ผมยืนตัวงอเท้ามือกับเข่าทั้งสองข้างอย่างหมดแรงหลังใส่เกียร์หมาวิ่งลงบันไดจากชั้นบนสุดจนมาถึงชั้นล่าง ตึกห่านี้ก็สูงเหลือเกิน ไม่รู้จะสร้างทำไมตั้งเจ็ดชั้น


    “เหนื่อยแล้วทำไมไม่ใช้ลิฟต์”

    “เออว่ะ ลืมลิฟต์ไปได้ไงวะ...เชี่ย!”


    ผมอุทานเสียงหลงเมื่อมนุษย์เหนือเดือนที่ตนเองกำลังเผ่นหนีตามมาทันอีกรอบ แถมคราวนี้พอตั้งท่าจะวิ่งพี่มันก็ล็อคแขนกูไว้แน่นสุด ฮือออ ตอนเด็กเตี่ยพี่มึงให้กินเอ็มร้อยหรอ ทำไมแรงเยอะจัง


    “กูปวดท้องพี่ จะรีบกลับไปนอน ปล่อยกูไปเถ๊อะ”

    “ทำไมปวดท้อง เป็นอะไรมากหรือเปล่า”


    คนพูดขมวดคิ้วจริงจังมากพ่อ มิหนำซ้ำยังยื่นมือมาแตะๆ หน้าผากจนผมต้องสบัดออก


    “โหย ไม่ได้เป็นอะไรมาก พักก็หาย”

    “ไปหาหมอดีกว่า กูไม่สบายใจ”


    โอ้ย จะมาไม่สบายใจอิหยังงงง ห่วงกูผิดที่ผิดเวลาเหลือเกินนนน


    “หะ หายแล้ว แข็งแรงดี”


    พอโดนขู่อย่างนั้นก็รีบชูกำปั้นโชว์ว่าอาการผมไม่ได้เป็นหนักอย่างที่พี่มันเข้าใจ ไม่ใช่อะไร หน้ารวยๆ อย่างนี้ขืนพากูไปโรงพยาบาลเอกชนจะไม่ได้ติดหนี้เพิ่มอีกสองหมื่นเลยหรือไง เอาแค่เศษเงินสองพันก็จะไม่มีปัญญาหามาจ่ายแล้ว


    “สรุปมึงเป็นอะไร ทำไมต้องหลบหน้ากู” คนพูดขมวดคิ้วทำหน้าขมึงถึงจนผมต้องเม้มปากแน่น


    ซวยหมาแล้วไอ้เจ้าชาย ถ้าอ้อนวอนตอนนี้พี่มันจะยอมผลัดหนี้ไปให้อีกงวดหรือเปล่าวะ


    “กะ ก็พี่มึงจะทวงตังค์กูอ่ะ แต่กูไม่มีให้หรอก” พูดไปก็รู้สึกผิด ผมไม่ได้เป็นคนเหนียวหนี้นะ “เห้ย ไม่ได้คิดจะเบี้ยวเลยเด้อ แต่เดือนนี้หมดตูดแล้วแบบสาบานได้ หมดตั้งแต่ต้นเดือนเลย”

    “เบี้ยวหนี้? ทวงตังค์?”

    “ก็...ที่ตามลงมาถึงนี่ก็เพื่อมาทวงตังค์กูไม่ใช่หรือไง มันครบกำหนดหนึ่งเดือนแล้วอ่ะ”


    คนฟังขมวดคิ้วด้วยความงุนงงไปกันใหญ่ ก่อนจะคลายลงราวกับปะติดปะต่อเรื่องราวได้ในเองในหัว หลังจากนั้นหน้าผากกูก็โดดดีดดังเป๊าะทันทีเลยครับ


    “โอ้ย! เจ็บนะโว้ย”


    ผมยกมือลูบบริเวณที่ถูกทำร้ายป้อยๆ ปากก็บ่นคนชอบใช้กำลังอุบอิบ เอะอะๆ ก็ดีดหน้าผาก เป็นอะไรมากปะ สมัยเด็กพ่อไม่ให้เล่นลูกแก้วหรอ โตมาถึงดีดกูจัง


    “นึกว่าจะโกรธเรื่องนั้น”

    “เรื่องนั้น?” เอียงศีรษะสงสัย

    “ก็...เรื่องบนเวที อาทิตย์ก่อน...”

    “ที่แข่งแพ้อ่ะหรอ เห้ย อย่าคิดมากดิพี่ แค่เกมส์ขำๆ”

    “ไม่ใช่เรื่องนั้น”

    “อ้าว แล้วเรื่องไหน”

    “ไม่รู้จริงดิเตี้ย”

    “แล้วมันมีเรื่องไหนอีกอ่ะ”

    “เฮ้อ...ช่างเถอะ”


    พี่มันถอนหายใจทำหน้าเบื่อหน่ายขั้นสุด อยากรู้จังว่าบนโลกนี้จะมีใครทำหน้าเบื่อกูได้แสนจะเบื่อเท่าพี่มึงมั้ย เออ กูมันน่าเบื่อ แล้วนี่อะไร จะมาลากกูไปไหนอีก


    “โอ้ย ปล่อยนะพี่” สลัดๆ เท่าไหรก็ไม่หลุด นี่พระรองหรือพระตุ๊กแก

    “กูหิว จะไปหาอะไรกิน”

    “แล้วเกี่ยวไรกับกูอ่า”

    “ไม่ชอบกินข้าวคนเดียว”


    มันเป็นอะไรนัก กูกินออกจะบ่อยเวลาไอ้พวกเพื่อนเวรออกไปม่อสาว แต่ก็นะ เจ้าชายผู้น่าสงสารอย่างผมเคยมีปากมีเสียงกับใครเขาที่ไหน ทุกวันนี้ก็เป็นสนามอารมณ์ให้นายตลอดแหละคุณพระรอง

    ผมยืนกอดอกปั้นหน้าบูดรอมนุษย์เอาแต่ใจอยู่หน้ารถขายลูกชิ้นของคุณป้าใจดีข้างสนามกีฬา พี่มันบอกว่าร้านนี้น้ำจิ้มเด็ดจริง แต่คือกูไม่ได้อยากกินใครไง กูจะกลับหอ!


    “ใจเย็นจังเนาะ ชมรมพี่มึงมีนัดไม่ใช่หรอ”

    “ก็กำลังจะกลับ”


    ผมพยักหน้าหงึกๆ ก่อนถุงลูกชิ้นใบใหญ่จะถูกยื่นมาให้เต็มหน้า พอเห็นอย่างนั้นก็กระพริบตาปริบๆ เพราะในมือคนให้ก็มีอยู่แล้วอีกถุงนึง


    “อะไรอ่ะ”

    “ซาชิมิมั้ง”

    “หมายถึงพี่มึงยื่นให้กูทำมายยย”

    “สั่งผิด ไม่ชอบแบบนี้”

    “เลยให้กูหรอ”

    “อืม”

    “หนี้เก่ายังไม่ได้ใช้เลย”

    “อันนี้ซื้อเกิน ไม่เกี่ยวกับหนี้”

    “จะดีหรอ น้องเกรงใจ๊เกรงใจ” ผมทำตาใสซื่อ แต่ในใจกูน้ำลายไหลแล้วครับจ้า

    “ไม่มีใครแดกงั้นกูทิ้ง”

    “เห้ย บ้าน่า เสียดายของ”


    รีบตะครุบถุงน้องลูกชิ้นไว้อย่างไว ใครจะยอมให้พี่มันทิ้งวะ เยอะขนาดนี้กินหมดคงอิ่มไปถึงชาติหน้าอ่ะ


    “ขอบคุณนะพี่ เดี๋ยวกูกลับแล้ว”


    ยกมือไหว้อีกฝ่ายง่ายๆ ก่อนจะยิ้มแป้นแล้วเดินออกมา ทว่าแทบจะเป็นวินาทีเดียวกันที่ผมถูกเสียงทุ้มของใครบางคนรั้งเอาไว้


    “เดี๋ยวเจ้าชาย...”


    ผมหันมองก่อนจะพบใบหน้าคร้ามคมที่ถูกฉาบไปด้วยแสงอาทิตย์ยามเย็น ยอมรับว่าไม่เคยเห็นผู้ชายคนไหนยืนถือถุงลูกชิ้นด้วยมือหนึ่งข้าง ส่วนอีกข้างจกกระเป๋านิ่งๆ แล้วจะสามารถดูดีได้เท่าพี่มัน

    พี่มันเคยรู้ตัวหรือเปล่าว่าตนเองน่ะมีเสน่ห์มากๆ


    “เรื่องหนี้ไม่ต้องห่วง มีตอนไหนก็เอามาใช้ตอนนั้น กูรวย”


    จ้ะ!

    ทุกอย่างเกือบโรแมนติกแล้วถ้ามึงไม่อวดรวยตอนสุดท้ายอ่ะ แต่ช่างเถอะ ถึงยังไงพี่พระรองก็ถือเป็นผู้มีพระคุณสำหรับผม นอกจากจะช่วยเหลือกันตลอดแล้วยังอนุญาตให้จ่ายหนี้ได้ตามสะดวกอีก ใครได้เป็นแฟนคงดีตาย


    “เจ้าชาย”


    เดินไปได้ซักพักก็ถูกเรียกอีกรอบ คราวนี้ผมหันมองร่างสูงพร้อมเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม ก่อนจะพบว่าพี่มันยังคงยืนอยู่ตรงที่เดิม ราวกับยังคงเฝ้ามองผมด้วยแววตาคู่เดิม คู่ที่ผมรับรู้มาเนิ่นนาน


    “ไม่เป็นไรแล้วจริงๆ ใช่ไหม ท้องน่ะ”

    “อื้อ หายแล้ว”

    “ถ้าปวดอีกก็ทักมาบอก จะพาไปหาหมอ”


    ผมส่ายศีรษะหลุดขำอย่างไม่จริงจังนักเพราะสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมาล้วนเต็มไปด้วยอาการห่วงใยที่ไม่มีวันเกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง ถามหน่อย จะให้กูติดต่อมึงไปทางไหนวะพี่


    “ทักยังไง เฟสบุ๊คหรือไลน์พี่มึงก็ไม่เล่น ขนาดแค่ไอจีที่เล่นพี่มึงยังไม่รับกูเลย”


    แต่คุณรู้หรือเปล่า เหตุการณ์ต่อจากนั้นต่างหากที่ทำให้ผมถึงกับต้องหลุดอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ

    ติ๊ง!

    1st_3rd Accepted your follow request


    รับแล้ว มีอะไรก็ทักมา










    tbc.



    dont forget to leave me some feedbacks na <3


    #ที่สองไม่ไหวขอเป็นที่หนึ่ง

    wickedwish_

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in