In the mood of second string #ที่สองไม่ไหวขอเป็นที่หนึ่งwickedwish_
04 - เอาเหมือนคนข้างหน้าหนึ่งจานครับ
  • “วันนี้เรื่องไร”


    ชีวิตหลังเลิกเรียนเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากปกติที่หมดคาบปุ๊บพวกผมก็จะตรงดิ่งกลับหอหรือหาร้านคาเฟ่นั่งสิงปั๊บ แต่พอมีชมรมก็ต้องเปลี่ยนมาเฝ้าชมรมทุกเย็นแทน ถามว่าสนุกมั้ยมันก็สนุกแหละครับเพราะกิจกรรมของชมรมเป็นสิ่งที่พวกเราชื่นชอบ เนี่ย เดี๋ยวอีกหน่อยก็จะโทรสั่งข้าวเย็นมากินกัน

    โฮ่ลลล เป็นชีวิตเด็กชมรมที่โคตรจะลงตัว


    “ขอไม่เครียด”

    “อเมริกันพายมั้ย”

    “น่าสนใจ ไอ้เจ้าชายว่าไง”

    “ได้หมดอ่ะ”


    อีกไม่กี่อาทิตย์จะมีงานเปิดโลกของมหาวิทยาลัย ซึ่งงานนี้แหละถือเป็นโอกาสทองที่ทุกชมรมจะต้องมาขายของเรียกลูกค้า ยิ่งมีสมาชิกเยอะก็จะยิ่งสามารถของบประมาณในการจัดกิจกรรมได้เยอะ พวกผมคาดหวังเอาไว้ว่าอยากแยกออกไปมีห้องของตัวเอง จะได้จัดห้องให้มีฟีลของโรงหนังมากกว่านี้

    พูดถึงการเข้าร่วมชมรม อันที่จริงมหาลัยของเราไม่ได้ฟิกซ์ถึงขนาดที่ว่านักศึกษาทุกคนจะต้องเข้าร่วมกิจกรรมชมรม เรียกว่าการเข้าชมรมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกนอกเหนือจากทำค่าย บำเพ็ญประโยชน์ เล่นกีฬาหรือกิจกรรมเทือกนั้นในการเก็บหน่วยกิตให้ครบมากกว่า

    นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเทอมที่แล้วกลุ่มเราถึงไม่ค่อยโผล่หัวไปชมรมคิดเลขเร็วกันบ่อยๆ

    โทษไอ้เชี่ยตั้นเลย พาเพื่อนเลือกผิดคิดจนตัวตาย


    “กรอฉากนี้กลับหน่อย กูว่าคำพูดเขาโดนมากอ่ะ”

    “มึงฟังออกเรอะ รู้สึกว่าอิ้งได้ด็อก”

    “สัด อ่านซับก็ได้มั้ย”


    หยิบหมอนตีหัวไอ้เป่าไปหนึ่งที เห็นผมจริงจังเข้าหน่อยล่ะไม่ได้เลย คืองี้คุณ ระหว่างรอรับสมาชิกใหม่ของชมรม พวกเราแพลนกันว่าจะรีวิวหนังหลายๆ เรื่องเป็นตัวอย่างไปก่อน จากทีแรกที่ว่าจะทำเฉพาะ year book ไอ้กู๊ดก็ปิ๊งไอเดียเพิ่มขึ้นมาเป็นทำคลิปรีวิวและกิจกรรมมิสชั่นต่างๆ อีกมากมาย พวกผมเห็นว่าน่าสนใจดีจึงนำเข้าเสนอาจารย์สาวิตรีที่เป็นที่ปรึกษาเพื่อถามความคิดเห็น


    ‘ดูเข้าท่า แต่ทำให้ดีแล้วกัน หวังว่าชมรวมพวกเธอจะไม่ถูกยุบ’


    และนั่นก็นับเป็นคำอวยพรอันสุดแสนจะซาบซึ้งแถมยังกินใจจากแก

    ฟังเสร็จคือกูน้ำตาไหลเลยครับ


    “ไอ้สัด ฉากนี้โคตรจี้”

    “เชี่ยยย มึงดูหน้ามันดิ กูแบบไม่ไหว”


    ผมกับเพื่อนๆ ขำกร๊ากเพราะทุกซีนแม่งตลกฉิบหาย โดยเฉพาะไอ้ตั้นกับไอ้เป่าที่รีแอคความตลกมากกว่าใครโดยการทุบเบาะโซฟาไม่หยุดเพื่อระบายความขำ


    เห้ย!”


    “ฮ่าๆๆ พ่อมึง ฉากนี้กูนึกถึงตอนเราไปกินเลี้ยงบ้านไอ้เป่าแล้วบอกพ่อกับแม่มันว่าโนแอลอ่ะ”

    “เออสัด กินได้ไม่ถึงครึ่งขวด ทั้งครอบครัวมันแม่งยกขโยงขึ้นมาชั้นสองหมด”


    “เห้ย!”


    “โอ้ย พวกมึงก็ยังจะรื้อฟื้นเนาะ รู้ไหมวันนั้นกูแก้ตัวกับแม่เป็นชั่วโมง กลัวก็กลัว ขำก็ขำ”


    เคร้งง!


    เหี้ย!”


    พวกผมอุทานลั่นเมื่อจู่ๆ กระป๋องน้ำอัดลมสีแดงถูกขว้างมากลางวง โชคดียังนะที่มันเป็นกระป๋องเปล่าๆ ไม่ได้มีน้ำหรืออะไรข้างใน ไม่อยากนึกเลยว่าถ้ามีคงได้เห็นหมาซักตัวหัวแตกหมอไม่รับเย็บ

    พอมองไปยังทิศทางของไอ้กระป๋องดังกล่าวก็พบว่าเป็นรุ่นพี่แว่นจากชมรมฝั่งตรงข้ามกำลังยืนกอดอกปั้นหน้าบึ้งตึงอยู่สองคน คนนึงชื่อพี่เบส ส่วนอีกคนชื่อพี่หมูแดง แต่ตอนนี้หัวพวกกูกำลังจะแดงแล้วครับ หน้าพี่มันทั้งสองดูเอาเรื่องมากๆ


    “เรียกกันดีๆ ก็ได้ไหมวะพี่”


    ไตตั้นเจ้าอารมณ์ออกตัวตรงไปยังล็อคเกอร์กั้นห้องระหว่างชมรมก่อนใครเพื่อนเลย เวน เมื่อกี้ยังเห็นนั่งอยู่ตรงโซฟา โผล่ไปตอนไหนของมัน


    “กูเรียกจนคอจะแตกแล้ว พวกมึงนั่นแหละหูหนวกหรือยังไง”

    “แล้วพี่มีอะไร โยนของมาแบบนี้คืออยากมีเรื่องหรือยังไง”

    “อ้าวไอ้นี่ พูดงี้ก็สวยดิ”


    พี่เบสถกแขนเสื้อจะปรี่เข้ามาซัดไอ้เป่าที่ตามมาสมทบ โชคดีที่พี่หมูแดงล็อคเพื่อนแกเอาไว้ซะก่อน ไม่งั้นผมว่าได้มีการทะเลาะวิวาทกันกลางห้องชมรมจริงๆ


    “พวกมึงน่ะเปิดทีวีให้มันเบาๆ หน่อย รบกวนชาวบ้านเขา อย่าคิดว่าห้องนี้มีแค่ชมรมตัวเองใช้สิวะ”


    พี่หมูแดงที่ก็ดูจะเหลืออดพูดด้วยน้ำเสียงกดต่ำ ว่ากันตามตรงหลังเปิดห้องชมรมแชร์กันมาได้ซักพักพวกผมก็มักถูกฝั่งนั้นตักเตือนอยู่บ่อยๆ เรื่องการใช้เสียง คือคุณเข้าใจไหมว่าเวลาดูหนังเสียงกับภาพแม่งโคตรสำคัญ ถึงภาพสวยแต่เสียงไม่กระหึ่มจะอินลงได้ยังไง


    “ถ้าเปิดเบาๆ พวกผมใส่หูฟังไม่ดีกว่าหรอ”

    “อ้าวไอ้เด็กนี่ ตกลงมึงจะไม่เบาใช่ไหม”

    “ตกลงพี่ๆ พวกผมจะเบาเสียงให้เด้อ แต่พี่อาจได้ยินเสียงอยู่หน่อยๆ เพราะเวลาดูซีรีย์ยังไงก็ต้องมีเสียงอยู่แล้ว ถ้าพี่ไม่พอใจ ผมให้พวกพี่ใช้โซนเก็บของฝั่งพวกผมก็ได้เลยเอ้า แต่ขอร้องอย่ามีเรื่องกันเลยนะ”

    “ไอ้เจ้าชาย ไอ้กู๊ด มึงจะไปให้พื้นที่มันทำไม”


    ต้าเป่าโวยวายใหญ่โตเมื่อผมกับกู๊ดเพื่อนรักออกตัวเข้าเคลียสถานการณ์เนื่องด้วยกลัวทุกอย่างจะยิ่งบานปลาย โหยไอ้ฟาย มึงเห็นหน้าพี่มันมั้ย อีกนิดคือจะกินหัวมึงแล้ว รีบๆ จบเรื่องเถ๊อะ กูอยากดูเน็ตฟลิคซ์แบบไม่ต้องหวาดระแวงจะถูกอะไรโยนมาใส่หัวอีก


    “ยังไงกูก็ไม่ยอม”

    “เออสัด แค่เบาเสียงก็พอแล้วปะวะ”


    ผมกับไอ้กู๊ดล็อคแขนไอ้ตั้นกับไอ้เป่าไว้อีกสองตัวเมื่อเห็นว่าหน้าพวกแม่งพร้อมบวกมาก สุดจะทนกับคนอย่างพวกมึงเนี่ย ส่วนทางนั้นก็คือถ้าล้ำเส้นไปห้องแตกแน่ๆ กูอยากตาย แง่

    ระหว่างที่กำลังยื้อแย่งถกเถียงกันไปมา สายตาผมก็มองผ่านไปยังร่างสูงที่นั่งไขว่ห้างอ่านหนังสือแน่นิ่งไม่สนลมฟ้าอากาศหรือแสงอาทิตย์ ผมปิดโสตการฟังทุกอย่างเพื่อส่งกระแสจิตไปเรียกไอ้พี่พระรองที่ยังคงนั่งเป็นพระอิฐพระปูนเลย มึงไม่สนใจอะไรเลย คือเพื่อนพี่มึงกำลังจะต่อยกับเพื่อนกูแล้วครับจ้า


    ‘พี่! ช่วยหน่อยดิวะ’


    ผมพยักหน้าหงึกหงักพร้อมทำปากหมุบหมิบส่งสัญญาณ SOS และดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรับรู้กระแสจิตที่ส่งไป มันหันมองครับ เดาว่าฟังออกด้วยแหละ แต่คุณรู้ไหม ปฏิกิริยาที่พี่มันตอบกลับมาคือการแสยะยิ้ม

    ไม่พอ มันยังขยับปากหมุบหมิบเลียนแบบแต่เป็นประโยคว่า


    ‘สู้ๆ นะ’


    พร้อมกับชูนิ้วกลางเป็นกำลังใจก่อนจะก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ

    ไปตายเลยมึงไอ้เชี่ยพี่พระรอง ทีงี้ล่ะไม่ช่วยกูเลย


    “เห้ยๆ เสียงดังไรกัน”


    คนมาใหม่ทำผมกับไอ้กู๊ดใจชื้น แกคือพี่จอห์นแห่งชมรมดูดาวของฝั่งตรงข้ามที่มีลุคโคตรจะตรงข้ามกับเพื่อนแกทั้งหมด


    “พี่จอห์น ช่วยพวกกูด้วยยย”


    คืองี้ครับ ทีมงานฝั่งนู้นทั้งสี่คนไม่รวมพี่จอห์นส่วนใหญ่จะมีลุคเนิร์ดๆ ขรึมๆ ตามสไตล์เด็กวิทยาศาสตร์ ยกเว้นก็แต่พี่แกเนี่ยแหละที่โคตรตลกโปกฮาจนพอจะคุยเล่นกับพวกผมได้

    ส่วนพี่พระรองน่ะหรอ ผมขอตัดแม่งออกจากกองมรดก

    รายนั้นประสาทแดก เดี๋ยวดีเดี๋ยวกวนตีน กูตามมึงไม่ทันเลย


    “โอ้ยย พวกมึงอ่าซีเรียส มาๆ กูจะพาหาตรงกลาง”


    พี่แกกอดคอเพื่อนรักทั้งสองของผมให้ข้ามฝั่งไปยังชมรม ‘never let the Stars fall alone’ ก่อนจะช่วยกันคิดหาจุดร่วมของทั้งสองชมรมเราที่จะไม่ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบจนเกินไป

    สุดท้ายจึงได้ข้อสรุปว่าจะต้องมีการจัดทำตารางกิจกรรมของทั้งสองชมรมอย่างแน่ชัด คือถ้าช่วงไหนที่ชมรมดูดาวจะต้องใช้สมาธิในการทดลง ประชุม ค้นคว้าหรือทำกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องการความเงียบ ชมรมของผมจะต้องห้ามเปิดทีวีโดยเด็ดขาด หรือถ้าอยากเปิดจริงๆ ก็ต้องอยู่ในเดซิเบลที่กำหนด

    กลับกัน ถ้าอยู่ในช่วงเวลาที่พวกผมทำงาน (กำลังดูซีรีย์) ฝั่งนั้นก็จะไม่สามารถบ่นเรื่องการใช้เสียงใดๆ ได้เพราะมันเป็นข้อตกลงการใช้ห้อง และถือว่าทุกคนยอมรับเห็นตรงกันแล้ว

    ถามว่ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพอใจร้อยเปอร์เซ็นต์หรือเปล่าก็ไม่หรอก แต่ก็อย่างที่พี่จอห์นพูดแหละ ถ้าไม่มีใครยอมใคร ก็ต้องหาตรงกลางระหว่างสองชมรม

    ตอนเย็นพวกผมมีนัดกันว่าจะไปหาอะไรกินที่ตลาดโต้รุ่ง โดยเฉพาะไตตั้นที่ว้อนท์มากอยากไปจนตัวสั่นเนื่องได้ข่าวว่าจะมีสาวคณะมนุษย์มาเปิดหมวกทำค่าย แหม เห็นหญิงแล้วจุดประสงค์มึงดูงุนงงไปหมดเนาะ

    ทว่าขณะกำลังจะเดินไปขึ้นรถเมล์ที่ตึกอีกฝั่ง สายตาผมก็เหลือบไปเห็นคุณเทวดาพ่อทูลหัวกำลังจัดแจงของอะไรซักอย่างในกระโปงรถแถวๆ ลานจอด ผมบอกเพื่อนๆ ให้ไปรอก่อนเพราะมีธุระจะคุยอะไรกับใครบางคนนิดหน่อย


    “พี่พระรอง วันนี้พี่มึงไม่ช่วยกูเลยนะ”

    “อะไร?”


    เจ้าของชื่อปิดกระโปงรถลง พิงแผ่นหลังพร้อมกอดอกเหมือนชีวิตนี้เบื่อหน่ายเหลือเกิน เออจ้า ขอโทษนะที่หน้ากูมันชวนให้พี่รู้สึกปวดขี้ขนาดนั้นอ่ะ


    “ก็ที่ไอ้ตั้นกับไอ้เป่ามีเรื่องกับพวกพี่เบส กูกลัวมากเลยรู้ปะ แต่พี่มึงคือนั่งเฉยได้ไงวะ ถ้าพวกนั้นต่อยกันขึ้นมากูจะทำยังไง”

    “มันไม่ต่อยหรอก เพื่อนกูไม่ใช่คนอย่างนั้น ถ้าจะมีคนต่อยคงเป็นเพื่อนมึง”

    “เห้ยๆ เพื่อนกูก็ไม่ใช่พวกทำร้ายใครก่อนเหมือนกัน”

    “สรุปก็ไม่ได้มีใครคิดจะทำร้ายใคร”

    “แต่ถ้าเกิดมันต่อยขึ้นมาจริงๆ ล่ะโว้ย การที่พี่นั่งนิ่งแบบนั้นมันจะสามารถเข้ามาชาร์จพวกเพื่อนกูกับพวกเพื่อนพี่ทันได้ยังไง”

    “แล้วมึงเคยเป็นอะไรหรือยังไง”

    “หืม?” ผมขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจในสิ่งที่คนตรงหน้ากำลังสื่อ

    “ถ้าไม่นับตอนก่อนที่มึงจะถูกไอ้บอยต่อย การที่มีกูอยู่ใกล้ๆ มึงเคยต้องเดือดร้อนอะไรไหม?”


    สายตาเบื่อหน่ายต่อทุกสิ่งบนโลกเปลี่ยนกลายเป็นความจริงจังขนาดนี้ตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ รู้เพียงแค่พี่มันจ้องมองผมไม่วางตาราวกับสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังสื่อปราศจากคำโกหกใดๆ


    “ถ้ามีกูอยู่ใกล้ๆ มึงไม่ต้องกลัวเลยว่าจะเป็นอะไรไป”

    “…..”

    เพราะกูจะไม่มีวันให้ใครมาทำอะไรมึง

    “เอ่อ คือยังไง กูเริ่มงง” ถามไม่พอ ยังยกมือเกาหัวแกร้กกร้าก ก็ผมงงจริงๆ นี่หว่า

    “เฮ้อ ช่างเถอะ” พี่มันถอนหายใจเฮือกโต “ขึ้นรถ”

    “ขึ้นรถอะไรอีก”

    “จะไปกินข้าวไม่ใช่หรือไง”

    “จะไปกับเพื่อน”

    “เพื่อนมึงมีกันตั้งสามคน แต่กูมีคนเดียว”

    “ก็แล้วมันยังไงล่ะวะพี่”

    ไปกินข้าวเป็นเพื่อนกูหน่อย


    คิดไปเองหรือเปล่าว่าท่าทางและน้ำเสียงของไอ้พี่พระรองดูติดอ้อนนิดๆ มันทำให้ผมนึกถึงจูดี้เจ้าหมายักษ์ที่บ้านที่ตายไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน ผมรักจูดี้มาก จำได้ว่าวันที่จูดี้ตายกูนี่ร้องไห้เป็นเผาเต่า ร้องข้ามวันข้ามคืนจนปวดหัวนอนซมไข้ขึ้น

    ส่วนจะว่าพี่พระรองเป็นจูดี้กลับชาติมาเกิดก็ไม่ได้เพราะพี่มันเกิดก่อนจูดี้แน่นอน


    “พี่มึงไม่ชวนเพื่อนตัวเองเล่า”

    “ถ้าเพื่อนกูไปจะมาชวนมึงอย่างงี้ไหม”

    “งั้นไปกินกับพวกกูดิ กินกันหลายๆ คนครื้นเครงดีออก อีกอย่าง เพื่อนกูไม่ว่าหรอก”


    ผมเสนอไอเดียก่อนจะดึงแขนอีกฝ่ายให้เดินตามไปด้วยกันเพราะตอนนี้เพื่อนทุกคนน่าจะกำลังรอแย่แล้ว ทว่าคนตัวโตกลับไม่ยอมขยับตามขาตาม ซ้ำยังดึงมือผมให้หันกลับไปมองพี่มันอีก


    “อะไรอีกล...”

    “ทำไมต้องกินกันหลายคน”

    “…..”

    ในเมื่อกูอยากกินกับมึงแค่คนเดียว












    ไอ้เป่าโวยวายเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตเลยว่าผมเห็นของฟรีดีกว่าเพื่อนหลังโทรไปยกเลิกนัดมัน ทั้งๆ ที่ผมก็บอกไปแล้วว่าแค่ไปกินข้าวกับพี่พระรอง แค่กินข้าว ไม่ได้หมายความว่าฝั่งนั้นต้องเลี้ยงซะหน่อย


    ‘พี่พระรองไหนจะไม่เลี้ยง พนันมั้ยถ้ามึงได้จ่ายเองกูให้ยอมเหยียบหน้าเลย’

    ‘กูใส่รองเท้าเหยียบเลยนะ’


    ฟังเพื่อนรักบ่นไปอีกหลายนาทีผมถึงได้วางสาย ตอนวางเสร็จเนี่ยถึงได้รู้ว่าความรู้สึกหูชามันเป็นยังไง บ่นอะไรเยอะแยะ บ่นหินแดดเหมือนเป็นพ่อกูอ่ะ

    แต่เรื่องประสาทแดกยังไม่หมดแค่นั้นครับ เพราะหลังจบศึกจากการไฝว้กับต้าเป่า ผมก็ต้องมาไฝว้กับไอ้พี่พระรองต่อว่าอยากกินอะไร เคยได้ยินไหมว่า ‘อะไรก็ได้หาแดกยากที่สุด’ ความรู้สึกกูตอนนี้คือเป็นแบบนั้นเลยจ้า พี่มันแม่งพูดแต่ประโยคเดิมๆ ว่า ‘ตามใจมึง อะไรก็ได้ อยากกินอะไรก็กิน’

    ก็อะไรก็ได้น่ะมันคิดไม่ออกไงโว้ยยยย

    สุดท้ายจึงมาจบด้วยร้านบะหมี่ข้างทาง

    เวลาหกโมงเย็นเกือบหนึ่งทุ่มแบบนี้นักศึกษาเยอะม้ากกกกก เผอิญเหลือโต๊ะนึงพอดีผมพวกจึงได้นั่ง แต่ถามว่าคนที่มาด้วยแฮปปี้มั้ยก็คงไม่ พี่พระรองปั้นหน้าบูดเป็นตูดเพราะโคตรจะตกเป็นเป้าสายตา คนเหลือบหันมามองพี่มันทุกสองนาทีราวกับเกิดมาเพิ่งเคยเห็นผู้ชายหล่อฉิบหายขนาดนี้

    พวกคุณอย่าตกใจไปเลย กูก็เพิ่งรู้จักคนหล่อตรงหน้าเมื่อไม่นานมานี้เหมือนกัน


    “กูบอกแล้วให้พี่เลือก”

    “พูดมาก มึงเลือกร้านนี้ก็กินร้านนี้แหละ”


    อีกฝ่ายถอนหายใจชั่วครูก่อนจะหยิบรูบิกในกระเป่าขึ้นมาบิดขยุกขยิกฆ่าเวลา ส่วนผมก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถไทม์ไลน์ไอจีรอไม่ต่างกัน


    “พี่ๆ”


    ชูหน้าจอที่ขึ้นหน้าโปรไฟล์ใครบางคนค้างไว้ให้อีกฝ่ายดู


    “อะไร?”

    “กูขอฟอลพี่ไปแล้ว รับด้วย”


    อันที่จริงผมรีเควสฟอลโล่วไปตั้งแต่เมื่อวานก่อนนู่น ขอฟอลจนลืมว่าเคยขอ นี่ถ้าไม่เปิดเช็คคงยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายยังไม่รับฟอลผมเลย หรือพี่มันจะไม่ค่อยเล่นโซเชียลวะ? อาจใช่มั้ง เพราะเห็นว่าเฟสบุคหรือทวิตเตอร์ก็ไม่เล่น เล่นแต่ไอจี ขนาดนั่งรอข้าวมันยังไม่คิดจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเหมือนคนปกติเลย


    “เอามาจากไหน”

    “ไอ้เป่าหาให้ จะว่าไปไอจีพี่ก็หาย๊ากยากเนาะ”


    ผมบ่นอุบอิบเพราะแม่งหายากจริงๆ ไอ้เป่าลองเสิร์ชหลายชื่อก็ไม่เจอ จนสุดท้ายต้องถามพี่จอห์นถึงรู้ว่าไอจีของไอ้พี่พระรองคือ 1st_3rd แหมมม ติสไปอีก ติสถึงขนาดที่ว่าคนฟอลมันมีอยู่แค่สองสามร้อย แปลกไหมล่ะ คนหล่อขนาดนี้อย่างต่ำต้องมียอดตามซักหมื่นขึ้นปะ


    “อย่าลืมรับนะ” บอกมนุษย์เหนือเดือนที่กำลังบิดของเล่นในมือไม่หยุด

    “ไม่อ่ะ”

    “อ้าวไรวะ กูน้องพี่มั้ย”

    “ถามกูยังว่าเคยอยากได้มึงเป็นน้องไหม”

    “มันเจ็บตรงนี้ ที่หัวใจ”

    “เพ้อเจ้อ”

    พี่มันพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบทั้งที่สายตายังคงจดจ้องอยู่กับไอ้ของเล่นพลาสติก

    “เห้ย ไม่รับจริงดิ”

    “หึ”


    สัส จำไว้เลยนะพี่มึง ผมแยกเขี้ยวก่นด่าคนตรงหน้าในใจ และก็เป็นเวลาเดียวกันที่บะหมี่เกี๊ยวกุ้งพิเศษถูกนำมาเสิร์ฟพอดี ผมจึงขอพักสงบศึกกับไอ้เทวดาพ่อทูลหัวชั่วคราว อย่าว่างั้นว่างี้เลยนะ ผมมันประเภทโกรธง่ายหายเร็ว พอเส้นบะหมี่เข้าปากปุ๊ปกูนี่ยิ้มแป้นเลยครับ เยียวยาได้ด้วยของกินจริงๆ


    “ค่อยๆ กินได้มั้ย เดี๋ยวก็ติดคอ…”

    แค่กๆ

    “...พี่มึงจะทักทำไมเล่า”


    ผมจิ๊ปากมองใครบางคนตาเขียว แต่ก็ไม่วายรับแก้วน้ำเย็นจากอีกฝ่ายขึ้นมากระดกดื่ม จะว่าไปพอลองสังเกตุดูดีๆ ก็เพิ่งรู้ว่าพี่พระรองไม่ปรุงอะไรเลย เขาเสิร์ฟมายังไงก็กินอย่างงั้น

    คนอะไรโคตรจืด


    “มึงยังไม่ได้บอกเลยว่าทำไมถึงไปวิ่ง”

    “หือ?” เลิกคิ้วสงสัยทั้งๆ ที่เส้นบะหมี่ยังคงค้างอยู่เต็มปาก “อ๋อ วันนั้นอ่ะนะ”


    ผมกลืนทุกอย่างลงท้องก่อนจะหยิบแก้วน้ำกระดกของเหลวตามอีกรอบเพื่อให้ลื่นคอ

    อันที่จริงตั้งแต่เจอพี่พระรองตอนไปวิ่งที่สวนสาธารณะประจำมอ ผมก็ไม่ได้ไปที่แห่งนั้นอีกเลย ไม่ใช่ไรครับ ตกเย็นวันเดียวกันคือผมโคตรปวดน่อง ปวดจนไม่อยากลุกเดินไปไหน นี่ตั้งใจว่าไว้หายปวดค่อยไปใหม่เพราะการได้กลับมาวิ่งก็สนุกดี แต่จนถึงตอนนี้ก็ไม่ได้มีโอกาสไปเสียที


    “อ๋อ คือไอ้พี่เชี่ยพี่บอยมันโทรมาน่ะ”


    สายตาคนฟังดูวาวโรจน์เล็กน้อย พอผมถามว่ามีอะไรหรือเปล่าพี่มันก็บอกว่าไม่มีอะไรให้เล่าต่อเถอะ ทีแรกผมไม่อยากเล่าหรอก แต่พี่พระรองก็ถือเป็นคนที่รับรู้ปัญหาชีวิตรักของผมมาตลอดเพราะงั้นถ้าจะเล่าให้ฟังก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าไหร่


    “มันไม่ได้ทำอะไรมึงจริงๆ ใช่ไหม”

    “บ้าหรอ พี่มันแค่โทรมา”

    “อืม กินอะไรอีกหรือเปล่า”

    “พอละ เปลือง”

    “กูเลี้ยง”

    “ไม่เอา กูอยากเหยียบหน้าไอ้เป่า พนันกันไว้ว่าถ้าพี่ไม่เลี้ยงกู กูจะได้เหยียบหน้ามัน”

    “ไร้สาระ หน้ามึงดูอิ่มซะที่ไหน”


    ผมตั้งท่าจะเถียง แต่พอพี่มันกอดอกทำหน้าบูดเท่านั้นแหละ เออกูสั่งก็ได้ครับ จริงๆ ก็หิวแหละ ไม่อยากต่อปากต่อคำ ถึงยังไงซะผมก็ไม่เคยเถียงพี่มันชนะซักที

    กรรม อดเหยียบหน้าไอ้เป่าซะแล้ว

    รอไม่ถึงอึดใจบะหมี่เกี๊ยวกุ้งชามพิเศษก็มาเสิร์ฟ ที่เมนูไวขึ้นก็เพราะลูกค้าเริ่มเบาบางลง หากการจับตามองมนุษย์เหนือเดือนยังคงมีอยู่เนืองๆ ไม่จบสิ้น ผมไม่ใส่ใจ หยิบตะเกียบตักเส้นแป้งตรงหน้าเข้าปากเพื่อเติมเต็มกระเพาะน้อยๆ ให้น้องรู้สึกอิ่ม


    ลืมมันแล้วจริงๆ ใช่ไหม ไอ้บอยน่ะ


    ประโยคคำถามจากเจ้าของเสียงทุ้มนุ่มทำผมต้องเงยหน้าขึ้นมองอีกรอบ พี่พระรองไม่ได้สั่งเพิ่มหรือเร่งรีบอะไร เหมือนกับพี่มันแค่กำลังนั่งรอผม นั่งรออยู่อย่างนั้นโดยที่ไม่ได้สนใจไอ้ลูกรูบิกข้างๆ ฝ่ามืออีกต่อไป


    “ไม่ร้อยเปอร์เซ็นหรอก แต่ก็ใกล้แล้ว” ผมพูดทั้งๆ ที่กำลังเคี้ยวเกี๊ยวกุ้งหนุบหนับ “เนี่ยถ้ากูมีแฟนนะ รับรองว่าลืมไอ้เชี่ยพี่บอยได้สนิทเลย เฮ้อ...พูดแล้วก็อยากมีแฟนว่ะ”


    นั่งรออยู่อย่างนั้นเหมือนกับว่าต่อให้ผมสั่งบะหมี่เพิ่มอีกซักสิบชาม...

    พี่มันก็จะยังคงรออยู่


    อยากมีมั้ยล่ะ?” บางคนพูดด้วยรอยยิ้มติดมุมปาก


    เป็นรอยยิ้มที่ผมคิดว่าถ้าพี่มันยิ้มมากกว่านี้อีกซักนิดสาวๆ ที่เห็นคงตายเรียบแบบไปสู่สุขติ แต่พอมาลองคิดดู สำหรับคนอย่างพี่มัน ยิ้มเท่านี้ก็น่าจะหล่อเกินพอแล้วล่ะ


    “ทำไม พี่จะหาให้กูหรอ”

    “...ช่างเถอะ”

    “พี่พูดจาไม่รู้เรื่อง”

    “ใครกันแน่ที่ไม่รู้เรื่อง”

    เฮ้ออ...

    เป็นอีกวันที่ผมโคตรจะไม่เข้าใจมนุษย์พี่พระรองเอาซะเลย










    ช่วงเที่ยงของวันพุธที่อาจารย์สาวิตรีปล่อยเลทเกือบครึ่งชั่วโมงทำเอาพวกผมไม่มีที่นั่งกินข้าวในโรงอาหารคณะ ถามว่าผมเรียนอยู่กับอาจารย์คนเดียวหรือไงก็คงต้องตอบว่าไม่ แต่ถ้าถามว่าอาจารย์คนไหนดีลด้วยยากที่สุดก็คงเป็นคนนี้ เฮ้อ...แถมยังเป็นที่ปรึกษาชมรมด้วยเนี่ยสิ

    โชคดีหน่อยที่คาบบ่ายเริ่มตอนบ่ายสอง ไม่อย่างนั้นพวกผมคงต้องรีบวิ่งเข้าเซเว่นตาลีตาเหลือก ซึ่งก็น่าจะนานพอกันเพราะเซเว่นที่ว่าดันรวมเอาผู้คนจำนวนมหาศาลจากสามคณะอันได้แก่ สถาปัต คณะวิท แล้วก็มนุษย์ ผมว่าทางมหาลัยควรพิจารณาเพิ่มเซเว่นในย่านนี้ได้แล้วแหละ


    “สรุปกินไหน คณะวิทย์น่าจะทัน”


    ไอ้กู๊ดถามถึงสถานที่รับประทานอาหารกลางวันขณะเราทั้งสี่กำลังระหกระเหินลอยไปลอยมาไม่มีที่ให้สถิต


    “กูอยากกินคณะมนุษย์ ฮือออ”

    “ที่จะแดกยังไม่มีอย่าเสือกเรื่องมาก”


    นั่น โดนไปหนึ่งที ผมกับต้าเป่ายืนไว้อาลัยให้ไตตั้นผู้โหยหาแต่หญิงสาว ก่อนเราทั้งหมดจะมุ่งหน้าไปยังโรงอาหารคณะวิทยาศาสตร์เพราะเป็นสถานที่กินข้าวที่ใกล้สุดๆ แล้ว


    “ห่า คนเยอะไม่ต่างกัน” ต้าเป่าบ่นเสียงเนือย

    “ไม่เยอะสิแปลก แม่พวกมึงเล่นปล่อยเลทขนาดนี้ นี่กูคิดว่าทีแรกเจ้แกกะสอนทั้งวันแล้วนะ”

    “เออ อย่าเพิ่งบ่นน่า ช่วยกันมองหาโต๊ะก่อน” ผมปรามเพื่อนๆ


    พวกผมเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ เพื่อสอดส่องหาที่ว่าง แต่ทุกโต๊ะแม่งเต็มจริงๆ ครับ ไม่ถูกคนนั่งจองอยู่ก็มีกระเป๋าหรือจานข้าววางเอาไว้ สงสัยคงต้องรอกินหลังบ่ายช่วงที่คนเริ่มซาลง

    ทว่า เหมือนฟ้าจะยังเมตตาเจ้าชายตัวน้อยๆ เพราะสายตาเหยี่ยวของผมดันไปสะดุดเข้ากับพี่จอห์นที่กำลังนั่งหัวโด่อยู่ตรงโต๊ะหนึ่ง พี่มันนั่งข้างๆ กับพี่เบส หากไร้ซึ่งของเงาพี่หมูแดงกับมนุษย์เหนือเดือน ซึ่งผมเดาว่าสองคนนั้นน่าจะผลัดออกไปซื้อข้าว ดีแล้ว ถ้าพี่หมูแดงอยู่อีกคนบรรยากาศได้มาคุยิ่งกว่าเดิม


    “พี่จอห์น!”

    “เห้ย ไอ้เจ้าชาย เป็นไงมาไงถึงได้มานี่”

    “พี่พูดเหมือนคณะเราไกลกันอ่ะ” ผมว่าพลางเดินเข้าไปใกล้ๆ อีกฝ่าย “คณะผมโรงอาหารเต็ม ขอนั่งด้วยได้มั้ย ถือว่าคนชมรมเดียวกันเนอะๆ”

    “กูน่ะยังไงก็ได้ แต่ไอ้คนข้างๆ กูนี่นะซี่”


    พี่จอนห์พูดเย้า สายตาหันไปมองพี่เบสที่กำลังปั้นหน้ายุ่งเหมือนไม่พอใจที่เห็นพวกผม อันที่จริงคนที่พี่เบสเขม่นน่าจะมีแค่...


    “ถ้ากูให้แค่ไอ้เจ้าชายกับไอ้กู๊ดนั่งได้มั้ยล่ะ”

    “พี่มึงมีปัญหาอะไรกับกูวะ”

    “เออ ยังไม่จบหรือไงวันนั้นอ่ะ”

    “มึงก็มาดิ คิดว่ากูกลัวหรือไง”

    “โว้ยย พวกมึงพอเล๊ย”


    ผมกับไอ้กู๊ดล็อคแขนไอ้เป่ากับไอ้ตั้นให้เลิกเป็นหมาบ้า ส่วนพี่จอห์นก็ลูบหลังหนุ่มแว่นข้างๆ ให้ใจเย็นลง ผมคิดว่าพี่เบสไม่ได้แล้งน้ำใจถึงขนาดไม่ยอมให้พวกนี้นั่งหรอก อย่างมากก็แค่หมั่นไส้


    “อยากนั่งก็นั่งไอ้สัด แต่ทำหน้าให้เหมือนคนมาขอความช่วยเหลือหน่อยเหอะ”


    เห็นไหม ผมทายผิดที่ไหนล่ะ…

    ผมกับไอ้กู๊ด รวมถึงพี่จอห์นและพี่เบสแยกออกมาซื้อข้าว ส่วนไอ้ตั้นกับไอ้เป่าได้รับหน้าที่ให้นั่งเฝ้าโต๊ะเนื่องจากมีคดีเยอะ ผมผละออกไปต่อแถวร้านข้าวราดแกง ส่วนไอ้กู๊ดเบนเข็มไปทางก๋วยเตี๋ยวเพราะอยากกินอะไรร้อนๆ


    “เอาผัดลูกชิ้นกับแกงเขียวหวานครับ”

    “ได้จ้า”

    เอาเหมือนคนข้างหน้าหนึ่งจานครับ


    ผมหันไปมองคนที่กำลังยืนซ้อนหลังก่อนจะพบว่าเป็นร่างสูงของไอ้พี่พระรองที่กำลังมองผมมาด้วยสายตากวนโอ๊ย ว่าแต่ว่า พี่มันมาโผล่หลังผมตั้งแต่ตอนไหนวะ


    “เลียนแบบ”

    “มึงกินเมนูนี้ได้คนเดียวหรือไง”


    ผมคว่ำปากใส่มนุษย์เหนือเดือน ไม่นานก็แยกออกมารอรับข้าวแล้วเดินกลับไปยังโต๊ะ และไม่ถึงนาทีไอ้พี่พระรองก็เดินตามมาติดๆ แถมยังทิ้งตัวลงนั่งข้างผมอีก เนื่องจากโต๊ะมันแคบแขนเราจึงติดกันทำให้ขยับลำบากนิดหน่อย


    “พี่จะเบียดทำไมเนี่ย อึดอัด”

    “แขนสั้นขนาดนี้เอาอะไรมาอึดอัด”

    “พี่มึงเกลียดอะไรกูไหนบอกซิ”


    ผมวางช้อนลงบนขอบจาน เปลี่ยนมายกแขนกอดอกรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ อยากรู้มานานละ กวนประสาทเก่งเหลือเกิน แต่สิ่งที่พี่มันตอบกลับมาคือการหัวเราะในลำคอพร้อมกับดีดหน้าผากกูดังเป๊าะ ก่อนจะบอกให้รีบๆ แดกข้าวได้แล้วอย่ามัวแต่เล่น

    ผมมุ่ยปาก หยิบส้อมจิ้มลูกชิ้นเคี้ยวกรุบๆ ด้วยความเบื่อหน่ายเพราะถูกแกล้ง ดีหน่อยที่พี่จอห์นชวนเพื่อนๆ ผมที่เหลือคุยกันสนุกสนาน ไม่งั้นทุกคนคงได้เปลี่ยนมาหัวเราะบทสนทนาอันไร้สาระระหว่างผมกับไอ้พี่พระรองเป็นแน่


    “อะไรอีก?”


    เงยมองเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาหลังลูกชิ้นที่อีกฝ่ายลอกเมนูถูกจิ้มวางลงบนชาม


    “แบ่งให้”

    “แบ่งทำไม แล้วจะอิ่มหรอ”

    “แดกๆ ไปเหอะ”

    “อยากขอโทษที่แกล้งกูอ่ะดิ”

    “กูแค่คิดถึงหมาที่บ้าน มันชอบกินลูกชิ้นเหมือนมึง”


    ห่าเอ๊ย ผมเอาสมองส่วนไหนคิดวะว่าพี่มันแม่งจะรู้สึกผิดที่ชอบแกล้งผม คนอย่างพี่พระรองประสาทแดกจะตายไป แต่ในขณะเดียวกันพี่มันเป็นคนประสาทแดกที่ช่วยผมไว้ตลอด เหมือนความสัมพันธ์ของเราจะเป็น hate love relationship เลยคุณงงไหม

    กินเสร็จพวกผมต่างต้องรีบขอตัวกลับคณะเพราะไม่ถึงสิบนาทีจะบ่ายสองแล้ว แถมห้องเรียนยังเสือกอยู่ชั้น7อีกให้ตายเหอะแม่ง ไม่พอ...อาจารย์วิชานี้ดันขึ้นชื่อในเรื่องการเช็คชื่อ มาสายหลังสิบห้านาทีคือขาดล้วนๆ ครับจ้า

    โอ้ยยย เพราะอาจารย์สาวิตรีเลย ปล่อยก็เที่ยงครึ่งแล้ว กว่าผมจะหาที่กินข้าวได้ก็ปาไปบ่ายหนึ่งกว่าๆ ไหนจะรวมเวลาสั่งข้าวกินข้าวอีก นอยด์แล้วเนี่ย


    “มึงกูปวดอึ๊”

    “เชี่ยเจ้าชาย มันใช่เวลาไหม” ต้าเป่าบ่นทั้งๆ ที่ยังลากแขนผมตรงกลับคณะ

    “มึงกูไม่ไหวแล้ว พวกมึงล่วงหน้าไปก่อน”

    “เอางั้นหรอวะ”

    “เออ อย่างน้อยก็ไปรับหน้าแทนกู”


    พูดเสร็จผมก็พุ่งพรวดไปที่ห้องน้ำคณะวิทย์แทบจะทันใด ใช้เวลาไปเกือบสิบนาทีไอ้ผัดลูกชิ้นเมื่อกี้ถึงหมดฤทธิ์ แม่งร้อนวันพันปีไส้ตรงไม่เคยทำงานเร็วขนาดนี้ สงสัยชิ้นที่กินไปผิดสำแดงแหงๆ


    ทำไมยังไม่ไปเรียนอีก


    พอเปิดประตูออกมาก็พบร่างสูงที่เหมือนเดินผ่านพอดี พี่มันกอดอกขมวดคิ้วยู่ราวกับกำลังบ่นผมในใจว่าผมเป็นเด็กเกเรเถลไถลเพื่อที่จะเข้าคลาสสาย


    “ท้องเสีย พี่มึงแกล้งกูปะเนี่ย”

    “กูจะทำแบบนั้นทำไม” บางคนถอนหายใจ “แล้วเป็นอะไรมากหรือเปล่า”

    “ไม่ได้เป็นหนักหรอกน่า พูดแกล้งพี่เฉยๆ”


    ผมส่ายหัวหลุดขำที่ยุใครบางคนได้สำเร็จ ก่อนจะขอตัวไปเรียน ไว้อยากกวนกูมากกว่านี้ค่อยเจอกันที่ชมรมเนาะพี่เนาะ


    “เดี๋ยว”

    “อะไรพี่ กูจะสายจริงๆ แล้วนะ”


    ร่างผมเกือบจะลอยกลับไปด้านหลังเมื่อถูกฝ่ามือใหญ่ๆ คว้าฉวยเอาไว้


    “ไหวจริงหรอวะ หน้ามึงซีดมาก”

    “หน้ากูดูเหมือนคนป่วยตลอดแหละม๊าบอก แต่จริงๆ กูไม่ได้เป็นอะไร”

    “แน่นะ”

    “อื้อ”

    “งั้นเอานี่ไป”


    ผมมองซองสีพลาสติกสีส้มจากในกระเป๋าเป้ที่อีกฝ่ายยื่นมาให้พร้อมน้ำเปล่าหนึ่งขวดที่เจ้าตัวถือติดมือมา เดาว่าน่าจะซื้อมากิน แต่คงไม่ได้กินเพราะพี่มันยื่นให้ผมเสียก่อน


    “อะไรอ่ะ...โอ๊ย”

    “เกลือแร่ไง อย่าโง่”


    ยกมือลูบหน้าผากป้อยๆ เมื่อถูกนิ้วยาวๆ ดีดเข้าดังเป๊าะ สัสพี่ วันนี้มึงดีดกูสองรอบแล้วนะครับ ไหนบอกกูป่วย แล้วมาแกล้งคนป่วยแบบนี้ได้ไง


    “เรียนไปจิบไป ถ้าไม่ดีขึ้นให้รีบไปหาหมอ”

    “คร้าบบ ทางนี้ไม่ตายง่ายๆ หรอก เดี๋ยวพี่มึงปลุกกูขึ้นมาทวงเงินอีก”

    “หึ”


    ใบหน้าหล่อเหลาอมยิ้มพร้อมหลุดหัวเราะในลำคอเหมือนอย่างทุกครั้ง ส่วนผมก็โบกมือบ้ายบายก่อนจะรีบวิ่งออกมาเพราะไอ้เป่าโทรตามยิกๆ ไม่หยุด


    “เดี๋ยวเจ้าชาย”

    “อะไรอีกเล่า”


    ผมหยุดหันไปมองเจ้าของเสียงเรียกด้วยใบหน้ามู่ทู่ ขณะที่ขาสองข้างก็ยังขยับก้าวฉับๆ ราวกับพร้อมวิ่งอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้แหละ ถ้าครั้งนี้พี่มันแกล้งเรียกอีกกูจะโยนขวดน้ำในมือใส่หัวมันจริงๆ ด้วย


    ตั้งใจเรียน


    ผมชะงักเล็กน้อยเพราะไม่เคยได้ยินพี่พระรองพูดอะไรทำนองนี้ ไอ้ครั้นจะต้องรีบไปก็คล้ายว่ามีอะไรติดอยู่ตรงริมฝีปาก ผมครุ่นคิดภายในใจโดยใช้เวลาประมาณห้าวินาทีเพื่อนึกหาประโยคที่ควรพูดออกไป


    “รีบไปสิ ยืนบื้ออะไรอยู่”


    สุดท้ายก็ค้นพบว่ามันอาจไม่ได้มีอะไรยากเลย

    ไม่ได้ยากแม้แต่นิดเดียว


    “อื้อ พี่มึงก็...ตั้งใจเรียนเหมือนกัน




    tbc.



    #ที่สองไม่ไหวขอเป็นที่หนึ่ง

    wickedwish_

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in