In the mood of second string #ที่สองไม่ไหวขอเป็นที่หนึ่งwickedwish_
15 - หนีจากพระรองปีที่แล้วเพื่อมาเจอพระรองปีนี้
  • “อ้าว แล้วพี่พระรองล่ะลูก”

    “เดี๋ยวก็ลงมาน่าป๊า”


    ผมตอบผู้เป็นพ่อพลางกับทิ้งก้นลงบนเก้าอี้ แทบจะเป็นเวลาเดียวกันที่ม๊ายกอาหารหม้อสุดท้ายมาวางลงบนโต๊ะพอดี แน่นอนว่าม๊าก็ถามหาแขกหน้าใหม่อีกคน แหม...ถามไถ่ประหนึ่งสนิทสนมกับไอ้มนุษย์เหนือเดือนมาน๊านนาน ได้ข่าวว่าเพิ่งรู้จักฝั่งนั้นได้ไม่ถึงชั่วโมงเลยไม่ใช่หรือไง


    “ให้หนูไปตามพี่เขาไหมคะ เดี๋ยวซุบจะเย็นหมดนะ”

    “น้อยๆ หน่อยอีตัวดี” เออ มึงน่ะหยุดเลย

    “เจ้าชายทำไมชอบพูดคำหยาบกับน้องฮึ”


    ผมถอนหายใจเฮือกโต แต่ก็ไม่วายแยกเขี้ยวใส่ซ้องปีปตัวปัญหาเมื่อสบโอกาส เลี้ยงมากับมือตั้งแต่เด็ก แค่ไอ้เจ้าหญิงขยับคิ้วนิดเดียวผมก็รู้แล้วว่ามันคิดอะไร หน็อย...อย่าเลยเชียว ผู้ชายที่เข้ามาในชีวิตน้องสาวผมทุกคนจะได้ต้องได้รับการสกรีนว่าปลอดเชื้อโรคแล้วเท่านั้น

    และนายพระรองก็เต็มไปด้วยเชื้อโรค ยี๊...

    นินทาใครบางคนได้ไม่ถึงห้านาทีเจ้าของชื่อก็ลงมา พี่พระรองใส่เสื้อยืดแขนยาวตัวสีเทาพร้อมกับกางเกงวอร์มสีกรมที่โคตรจะมิดชิด ผมขอตั้งชื่อว่ามิดชิดลุค แต่ว่านะ...ปกติพี่มันไม่แต่งตัวแบบนี้นี่หว่า หรือจะนอยด์เรื่องสีผิว? เห้ย ผมก็ยังไม่ได้ติเลยว่าผิวแทนของอีกฝ่ายดูแย่


    “ทำไมต้องมานั่งใกล้กูด้วย”

    “มันเหลืออยู่ที่เดียว ตาบอดหรอเตี้ย”

    “เจ้าชายนิสัยไม่ดีเลย ถ้าพูดแบบนี้กับพี่เขาอีกม๊าตัดค่าขนมนะ”


    โฮ่ลลลล ถึงกับจะตัดค่าขนมลูกชายสุดที่รักเพราะคนแปลกหน้าเลยหรอม๊า พระผู้เป็นเจ้าช่วยลูกด้วย ทำอะไรก็ไม่ถูกใจใครซักคน วันนี้คงไม่ใช่วันของลูกจริงๆ สินะ ;_;


    “ว่าแต่พระรองเรียนอะไรอยู่หรอลูก เล่าให้ป๊าฟังหน่อย เบื่อเด็กสถาปัตแล้ว”


    จ้า รักเรามันเก่าแล้วอ่ะเนอะป๊า


    “คณะวิทย์ครับ ผมเรียนฟิสิกส์ดาราศาสตร์”

    “โหย อย่างเท่ห์อ่ะ”

    “อ้าว แล้วผมกับไอ้เป่าไม่เท่ห์หรือไง”

    “ให้ป๊าตอบจริงดิ?”

    “คร้าบ ไม่ต้องพูดแล้ว ได้คำตอบแล้ว”


    ผมรีบยกมือเบรกเมื่อป๊าอ้าปากจะพูด หยุดเลยคุณป๊า คุณจะแกล้งลูกตอนไหนก็ได้ แต่คุณจะมาแกล้งลูกต่อหน้าไอ้พี่พระรองไม่ได้ แค่นี้ลูกก็ดูกระจอกที่สุดในโลกในสายตาพี่มันแล้ว


    “อ้าวๆ อย่ามัวแต่เม้าท์กันค่ะหนุ่มๆ ทานด้วย”

    “อาหารบ้านเราไม่เหมือนที่กรุงเทพหรอกนะ ไม่รู้พี่พระรองจะกินได้หรือเปล่า”


    ผมรีบกระแนะกระแหนส่งสายตาสบประมาทใส่ใครบางคนทันที ไม่รู้สิ อาหารบ้านๆ แบบนี้คุณหนูพระรองจะกระดากปากไหม แต่ถ้าไม่ไหวจะขอไปพึ่งภัตตาคารห้าดาวทางนี้ก็ไม่ว่า


    “ลูกคุณแม่พูดมากนะครับ”

    “ใช่มั้ยคะ วันนี้เหมือนปากดีกว่าปกติ”

    “เอ๊ออ! ผมไม่พูดแล้วก็ได้”


    ว่าด้วยท่าทางฟึดฟัด ก่อนจะตักข้าวในจานเข้าปากคำโต จังหวะนี้งอนมากบอกเลย เอางี้ ผมยังใช่ลูกม๊าอยู่มั้ย


    “อย่าไปสนเด็กขี้น้อยใจเลยค่ะ กินนี่ดีกว่า ม๊าทำเองกับมือ”

    แต่พี่พระรองกินเผ็ดไม่ได้นะม๊า” ผมโพล่งออกมาเมื่อเห็นไส้อั่วถูกตักวางลงบนจานร่างสูง


    สิ้นประโยคทุกคนก็หันมาอมยิ้มพร้อมกันอย่างมิได้นัดหมาย รวมทั้งเจ้าของชื่อ

    อ่ะ กูพลาด...


    “เห็นชอบว่าเขาอย่างนี้ แต่จริงๆ แล้วเจ้าชายมันใส่ใจพี่พระรองมากเลยนะม๊า”

    “จริงหรอจ๊ะ เป็นคนปากไม่ตรงกับใจตั้งแต่เมื่อไหร่เจ้าลูกคนนี้”


    แล้วมึงจะขยี้ทำไมล่ะโว้ยยยย อยากวิ่งไปหยิบสากในครัวมาทุบหัวไอ้สัดเป่าให้แบะฉิบหาย กูไม่ได้ใส่ใจจ้า แค่จำได้เฉยๆ ว่าพี่มันไม่กินเผ็ดน่ะ บอกไว้ก่อน เดี๋ยวหน้าแดงปากแดงได้หามส่งโรงบาลขึ้นมาใครรับผิดชอบอ่ะ เขาเรียกคนรอบคอบ

    จริงๆ นะ คุณไม่เชื่อหรอวะ


    “นิสัยขี้ใส่ใจของหนูได้มาจากพี่เจ้าชายนี่เอง”

    “กาสะลองในชีวิตจริงจะไม่จบแบบในหนังหรอกนะบอกไว้ก่อน”


    ชี้หน้าคาดโทษไอ้น้องวอกที่อมยิ้มได้สองวินาทีก็เปลี่ยนมาเป็นเบ้ปากยียวนกวนอวัยวะช่วงล่าง จะเปิดวอร์กับพี่มึงให้ได้เลยใช่มั้ย ได้! บอกเลยว่าพี่เจ้าชายจะไม่ใช่เหยื่อของแกอีกต่อไป!!


    “ดูหนังเยอะแล้วเพ้อเจ้อหรอพี่น่ะ”

    “เจ้าหญิงมึ๊ง!!” โอ้ย กูทนไม่ไหวแล้ว มันต้องจัดแล้ว แตกเป็นแตก

    “อ่ะๆ เลิกเถียงกันพวกเด็กติ๊งต๊อง ทานข้าวเถอะ เดี๋ยวเย็นหมด”


    ป๊ารีบตัดบทสงบศึก พร้อมบอกให้ทุกคนจัดการมื้ออาหารตรงหน้า คงเพราะเห็นลูกชายกำลังสติแตก กับลูกสาวที่แหย่พี่ตัวเองไม่หยุด

    แต่ก็ทำได้ไม่นานหรอก เพราะก็เป็นป๊านั่นแหละที่เริ่มชวนพี่พระรองคุยอีกรอบ ถามซักไซร้นู่นนี่ไปเรื่อยเปื่อย อีกนิดผมคงคิดว่าพี่มันมาสัมภาษณ์งานแล้ว แต่จะว่าอะไรใครเขาก็ไม่ได้ บ้านนี้ผมเคยมีปากเสียงที่ไหน


    “แล้วพระรองจะอยู่เชียงใหม่กี่วันล่ะ”

    “คงจะอยู่ถึงปีหน้าครับ จองตั๋วบินกลับไว้ช่วงนั้น”

    “แสดงว่ามีแพลนจะเค้าท์ดาวปีใหม่ที่นี่อ่ะดิ”

    “ใช่ครับ แต่ยังไม่รู้เลยที่ไหน คุณพ่อมีที่แนะนำไหมครับ”

    “ป๊าก็ไม่ค่อยรู้ ไม่ได้เค้าท์มานานแล้ว พอวันที่31ก็ชิงนอนก่อนเพราะง่วง แต่ถ้าพระรองไม่รู้จะไปที่ไหนงั้นก็อยู่ด้วยกันที่นี่สิ เห็นเจ้าชายกับต้าเป่ามันวางแผนกันไว้ว่าจะกินหมูกระทะข้ามปี ยังไงก็คนกันเอง”

    “ป๊า...”


    มือที่จิ้มส้อมลงไปบนกุ้งชุบแป้งทอดหยุดชะงัก ผมเงยมองป๊าที่กำลังพยักหน้าหงึกหงักเชิญชวนแขกหน้าใหม่ให้อยู่เค้าท์ดาวปีใหม่ด้วยกัน ซึ่งหน้าป๊าไม่ได้ถามเล่นๆ แกหมายความอย่างที่พูด!

    ส่วนคนข้างๆ ผมน่ะหรอ…


    “อันที่จริงผมก็ไม่ชอบปาร์ตี้ข้างนอกเท่าไหร่ จะถนัดอยู่บ้านซะมากกว่า งั้นถ้าไม่ได้รบกวนคุณพ่อกับคุณแม่จนเกินไปผมขอฉลองปีใหม่กับน้องแล้วกันครับ”


    เดี๋ยวก๊อนนนน พี่มึงถามหรือยังว่ากูอนุญาตให้พี่มึงเข้าร่วมปาร์ตี้ชายโฉดหมูกระทะนี้ด้วยมั้ยยย ถามนิดนึงเนาะ

    ผมรีบส่ายหน้าหงึกหงักส่งสัญญาณให้ป๊าปฏิเสธ ยกมือกั้นเป็นรูปากากบาทบอกให้ป๊าเปลี่ยนความคิดเถอะ อย่าให้พี่มันอยู่เลย จะอันตรายต่อลูกป๊าเปล่าๆ น้า

    แต่คุณรู้ไหมว่าป๊าตอบว่าไง


    “โอ้ย ตามสบายเลยลูก อยากทำอะไรก็บอกเจ้าชายมันนะ ให้มันพาไป”

    “ป๊าา!”


    ป๊ารักกูมากครับ ณ จุดนี้













    “กูเข็นเองได้น่าพี่”

    “มีหน้าที่หยิบก็หยิบไปดิเตี้ย”


    คำก็เตี้ย สองคำก็เตี้ย ผมจิ๊ปากใส่บางคน แต่ก็ไม่วายหยิบขวดน้ำอัดลมหลากหลายยี่ห้อยัดใส่รถเข็น มันเป็นตอนบ่ายสามของวันเสาร์ที่เราออกมาซื้อของเตรียมจัดปาร์ตี้สิ้นปี ซุปเปอร์ที่เรามาเป็นซุปเปอร์เล็กๆ ใกล้บ้านจึงไม่มีคนแออัดมากเท่าไหร่ อีกอย่าง พี่พระรองไม่ชอบคนเยอะ ผมเลยขี้เกียจฟังคนแก่บ่น


    “ยิ้มอะไรนัก”


    ขมวดคิ้วถามร่างสูงเมื่อเห็นใบหน้าอีกฝ่ายดูจะมีความสุขซะเหลือเกิน แค่มาซื้อเครื่องดื่มก็แฮปปี้ได้หรอวะ หรือคนเราจะสามารถเมาได้โดยที่ยังไม่ทันต้องแดกเหล้า?


    “เมื่อคืนหลับสบาย”

    “กูเห็นพี่มึงก็หลับสบายทุกคืน”

    ได้กอดเด็กดื้อมั้ง

    “สัด”


    ผมเดินไปชกไหล่คนกวนประสาทหนึ่งที ก่อนจะเดินกลับไปหยิบของใส่ยัดรถเข็นเพิ่ม อุตส่าห์อารมณ์ดีรับลมหนาวแท้ๆ ดั๊นมีคนมาทำให้หัวร้อนอีกและ


    “นอนปกติเหมือนคนอื่นไม่ได้หรือไง”

    “นี่ก็ปกติแล้ว”

    “ปกติตรงไหน กูอึดอัด”

    “ก็เห็นยอมให้กอดทุกวัน”


    โอ้โห ขึ้นเลยครับจังหวะนี้ อยากดึงผมบนหน้าหล่อๆ นั่นให้ร่วงชะมัด


    “ถ้าไปพูดให้พวกไอ้เป่าได้ยินคืนนี้ไม่ต้องมานอนด้วยเลย”


    ผมชี้หน้าหมายหัวมนุษย์ดาวหมีใหญ่เอาไว้ ใจก็นึกอยากจะกระโดดเอาหัวโหม่งบันไดเลื่อนให้มันตายๆ ไปเสียเดี๋ยวนี้ เรื่องมันแย่ตรงที่ทำไมชีวิตผมต้องเกิดมาเจอพี่พระรองด้วยวะ แถมเรื่องมันยิ่งแย่มากกว่านั้นไปอีกตรงที่ทำไมผมไม่เคยปฏิเสธการกอดของพี่มันได้ซักที : (


    “เดินมาดิพี่”


    รีบเอ่ยเรียกเมื่อเห็นคนตัวโตยังคงยืนยิ้มอยู่กับที่ ติดตรงจะยิ้มกว้างกว่าเดิมด้วยซ้ำ


    “เป็นบ้าอะไรอีกเล่า”

    เมื่อกี้มึงพูดจาเหมือนเมียเลย


    กูว่าไอ้พี่พระรองมันต้องตายแล้ว

    ต้องตายอย่างเดียวเท่านั้น!


    “เอ้า โชนนน!”


    เสียงชนแก้งดังเกร๊งกร๊างเมื่อเครื่องดื่มถูกรินจนครบจำนวนทุกคนในวง เราปิ้งหมูอยู่ในสวนหลังบ้านเพราะเป็นโซนที่ป๊าจัดไว้ให้ คืนนี้ท่าจะอีกยาวไกลเสบียงเลยถูกตุนไว้เยอะหน่อย


    “แปลก ทำไมไอ้เจ้าชายยอมให้เจ้าหญิงดื่มวะ ปกติเห็นหวงน้องฉิบหาย”


    ไตตั้นพูดขึ้นเมื่อเห็นในมือน้องสาวผมมีเครื่องดื่มแบบเดียวกัน เรากินกันอยู่ห้าคนอย่างที่เห็น มีผม ต้าเป่า ไตตั้น เจ้าหญิง แล้วก็พี่พระรอง แอบกระซิบว่าไอ้คนหลังเนี่ยไม่ได้รับเชิญสุดๆ อ่ะ


    “กินเป็นก็ดีกว่ากินไม่เป็นปะวะ เข้ามหาลัยไปจะได้ไม่โดนผู้ชายมอม”

    “หูยยย ไม่คิดว่าพี่เจ้าชายจะหัวสมัยใหม่แบบเน้”


    ไอ้ตั้นทำเสียงน่ายกเท้าขึ้นไปแตะปากเบาๆ ถ้าผมไม่ยกแก้วเตรียมง้างเหล้าสาด มันคงไม่หยุดแซว

    ก็นะ เห็นประสาทแดกกับน้องสาวแบบนี้แต่ผมห่วงเจ้าหญิงมากนะคุณ โดยเฉพาะเรื่องกินเหล้า ปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้วใช่มั้ยล่ะว่าพอโตไปคนเราล้วนมีโอกาสให้ได้เกี่ยวข้องกับการดื่มทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าจะมากหรือน้อย ดังนั้นเพื่อความเซฟ การเทรนคนของเราให้พร้อมยังไงก็ไม่เสียหาย


    “แต่เราดูคอแข็งจริงนะ” ต้าเป่าว่าพลางชนแก้วกับเด็กผู้หญิงคนเดียวในวง

    “แน่นอนค่ะ เห็นสวยๆ น่ารักๆ แบบนี้ แต่หนูคอแข็งกว่าเจ้าชายเยอะ”

    “มึงลืมคำว่าพี่ปะ” ผมรีบสวน

    “โอ้ยเชื่อจ้า พี่หนูแดกไปสองแก้วก็ตาหวานแล้ว”

    “สัด”


    พูดไม่เกรงใจเหล้าในมือกูเลยพวกเวน ถึงจะเป็นเหล้าที่ผสมโค้กไปแล้ว 95% เปอร์เซ็นต์ก็เถอะ


    “อุ้ย ไม่ได้สิ หนูไม่ได้คอแข็งนะคะพี่พระรอง จริงๆ หนูเมาง่าย”

    “ไม่ทันแล้ว!”

    “อะไรอ่ะ หนูไม่อยากให้พี่พระรองเข้าใจผิด คนที่กินเหล้าเก่งนะพี่เจ้าชายเลย”

    “อย่าให้มันเยอะนักเจ้าหญิง พี่มึงก็ยังนั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้” อ่อยอยู่นั่น คิดว่ากูไม่รู้เรอะ

    “เชอะ เธอจะเก็บพี่พระรองไว้เองล่ะสิยัยเจ้าชาย”

    “เจ้าหญิงมึ๊งงง!”


    มันต้องโดนซักทีแล้วอีตัวดี หิวแผลมากใช่มั้ย ด้ายย! เดี๋ยวพี่มึงจะจัดให้สมใจอยากไปเล้ย

    จากนั้นตลอดคืนจึงเป็นการที่ผมวิ่งไล่เตะตูดน้องสาวบังเกิดเกล้าสลับกับไปนั่งแดกหมูเติมพลังต่อ ทว่านั่งได้ไม่ทันไรก็ต้องมีประเด็นให้กูได้ขยับร่างกายตลอดๆ ห่าเอ๊ย…คืนสิ้นปีของกูหมดไปแล้วกับไอ้พวกบ้า


    “ไม่เมาหรอ”


    บางคนถามผมขึ้นพร้อมกับแก้วเครื่องดื่มสีเข้มที่ติดมือมา มันเป็นตอนที่ผมยืนเอื่อยๆ อยู่บนระเบียงชั้นสองของบ้านหลังแว้บมาเข้าห้องน้ำ ทีแรกว่าจะลงไปรอเค้าท์ดาวน์แต่ทุกคนดันหลับอยู่ตรงห้องนั่นเล่นหมดแล้ว

    อีกไม่กี่นาทีปีที่ผมอยู่มาตลอด365วันก็กำลังจะกลายเป็นอดีต น่าแปลกใจเหมือนกันที่ไอ้เพื่อนสองคนกับน้องสาวหนึ่งตัวหมดสภาพไปตั้งแต่ตอนห้าทุ่มเศษๆ แต่พอคิดอีกทีก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่หรอก เล่นแดกเหล้านอกของไอ้พี่พระรองไปตั้งขนาดนั้น


    “พี่มึงให้กูกินแต่โค้ก เอาอะไรมาเมาหา?”


    ชูแก้วน้ำอัดลมที่อีกฝ่ายยอมให้ผมใส่แอลกอฮอล์ลงไปเท่าเยี่ยวมด พี่พระรองบอกว่าถ้าผมเมาเดี๋ยวก็วุ่นวายอีก ขี้เกียจดูแล เออ แล้วใครขอให้ดูแลวะ กูจะเมาเป็นหมาก็เรื่องของกูดิ อีกอย่างนี่ก็บ้านกู

    แต่ก็ไม่รู้ทำไมสุดท้ายผมถึงกลับยอมให้อีกฝ่ายรินแค่โค้กอยู่ดี...


    “ขนาดกินไปนิดเดียวหน้ามึงยังแดง”

    “อ๊ะ!”


    ผมรีบปัดมือหนาที่ยกขึ้นมาไล้ไปตามซีกแก้มอย่างถือวิสาสะ มันเป็นจังหวะเดียวกับที่ลมหนาวพัดเข้ากระทบหน้าอีกครั้งจนผมแยกไม่ออกว่าอาการขนลุกที่กำลังเกิดขึ้นนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร

    อาจเป็นสภาพอากาศ


    “มาจับอะไรเล่า”


    หรือไม่ก็ไอ้พี่พระรอง...


    “แค่สงสัยอะไรนิดหน่อย”

    “สงสัยอะไรอีกครับพ่อนักวิทยาศาสตร์”


    ผมขยับร่างหนีออกห่างจากบุคคลแสนอันตรายเล็กน้อย แต่นั่นก็ไม่เป็นผลเมื่ออีกฝ่ายเขยิบเข้ามาตาม


    ถ้ากูเอาจมูกแตะลงไปมันจะแดงกว่านี้หรือเปล่า?”

    “เหี้ยมาก”


    ผมดันหน้าไอ้หมีโรคจิตออกแทบจะทันที และดูเหมือนว่าไอ้พี่พระรองเวนมันจะพอใจเอามากๆ ที่แกล้งผมได้สำเร็จ เจ้าตัวถึงยิ้มแป้นพร้อมกับหัวเราะออกมาเบาๆ

    เดี๋ยวปั๊ดเอาแก้วทุบหัวเลย


    “เขินหรือไง”

    “ใครจะเขินพี่มึง”

    “นั่นสิ แค่หอมแก้ม”

    “…..”

    ยิ่งกว่าหอมแก้มยังเคยทำมาแล้ว


    เออ ยอม พี่มึงชักทำให้กูไขว้เขวในตัวเองแล้วว่าตกลงอาการหน้าแดงนี้มันมาจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์หรือการกระทำของพี่มึงกันแน่

    ให้ตาย นับวันมนุษย์พระรองชักอันตราย : (


    ติ๊ง!


    ทว่าบรรยากาศทุกอย่างกลับต้องเปลี่ยนไปเมื่อข้อความจากใครถูกส่งเข้ามา ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่เสียงทุ้มติดนุ่มนิดๆ ในประโยคที่กำลังจะได้ยินดันเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้างขึ้นมาซะอย่างนั้น


    “ยังคุยกับมันอยู่อีกหรอ?”

    “ก็...อื้อ”


    ผมกดล็อคหน้าเจอโทรศัพท์ทันทีที่ปรากฏแจ้งเตือนข้อความสีเขียวอีกรอบ... นาทีนี้ไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองหน้าคนข้างๆ พี่พระรองแม่งแผ่ออร่านักฆ่าออกมาจนผมขี้หดตดหาย ฮืออ มันจะฆ่ากูมั้ยอ่ะ


    “มันทักมาบ่อยหรอ”

    “ก็...เรื่อยๆ” ตอบไปก็เหลือบไปเห็นมืออีกฝ่ายที่กำลังกำแน่น “เห้ย แต่กูไม่ได้คิดอะไรกับพี่มันแล้วนะพี่”

    “แล้วตอบทำไม”


    โฮ่ลลลล คาดคั้นกูประหนึ่งเมียที่จับได้เวลาผัวไปมีบ้านน้อยเลยครับ แฟนก็ไม่ใช่ ทำไมมันถึงกดดันได้ขนาดนี้วะ แง่ ใครก็ได้เอาผ้มออกไปจากตรงนี้ที


    “ก็ตอบเฉยๆ มันทักมาก็ตอบไปตามมารยาท แต่ไม่ได้คุยอะไรต่อจากนั้นจริงๆ”

    “มารยาทดีว่างั้น”

    “โห้ย บอกว่าไม่มีอะไรก็ไม่มีอะไรดิ”


    พอนายพระรองจี้ไม่เลิกผมก็เริ่มโวยวายออกมาด้วยอาการหัวร้อนปุดๆ หากแต่พอเหตุการณ์เป็นแบบนั้นอีกฝ่ายกลับหัวเราะหึหึออกมาทำกูตามอารมณ์พี่มึงไม่ทันเลย


    “อ๊ะ เลยไม่ได้เค้าท์ดาวน์เลยพี่แม่ง”


    ผมโวยวายมากกว่าเดิมเมื่อภาพท้องฟ้าสีดำเบื้องหน้าถูกแทนที่ด้วยภาพดอกไม้ไฟหลากสี ดอกไม้ไฟที่กำลังระเบิดตูมตามราวกับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง สัญญาณของการเปลี่ยนผ่านปีที่ยี่สิบไปอย่างสมบูรณ์

    ดวงตาผมหยุดนิ่งค้างทว่ากลับทอประกายภาพดอกไม้ไฟเหล่านั้นออกมาทุกวินาที และมันคงนานมากพอที่จะทำให้ลืมรับรู้ไปว่ามือของผมถูกฝ่ามือของบางคนวางทับไว้อยู่ก่อนแล้ว

    ผมเริ่มต้นช่วงเวลาใหม่ของปีมาแล้วหนึ่งนาทีหรอ? ไม่สิ อาจเป็นสองนาที หรือสามนาที...


    “สวยปะ ดอกไม้ไฟที่เชียงใหม่?”


    เอ่ยถามพร้อมกับมองเสี้ยวหน้าร่างสูงที่ยังคงอมยิ้มบนมุมปาก


    “สวยสิ”

    “…..”

    “สวยที่สุด”


    ร่างสูงที่ค่อยๆ หันมาต้องมองจนดวงตาของเราสบประสานกัน ร่างสูงที่ค่อยๆ เคลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้จนกลิ่นแอลกอฮอล์ผสมกับกลิ่นกายเฉพาะตัวทำสมองผมว้าวุ่นไปหมด

    และผมก็ค้นพบทันทีว่ารอยยิ้มบนใบหน้าคร้ามคมมันค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเมื่ออยู่ต่อหน้าผม


    “หายโกรธเรื่องพี่บอยแล้วหรอ”

    “ช่างหัวไอ้บอยไปก่อน”


    มือข้างที่วางทับมือผมอยู่กุมแน่นขึ้น ความร้อนจากฝ่ามือส่งผ่านรวดเร็วราวกับกระแสไฟฟ้าช็อตจนผมรู้สึกวูบวาบแปลกๆ จะว่ายังไงดีล่ะ...


    “กูแค่อยากอยู่ข้ามปีกับมึงไปแบบนี้”

    “ก็อยู่อยู่นี่ไง”

    ไม่ใช่แค่ปีนี้ แต่หมายถึงทุกปี


    มันวูบวาบเกือบทุกครั้งเวลาได้อยู่ใกล้ๆ พี่พระรอง


    “ถ้าเป็นแบบนั้น มึงจะอยากเค้าท์ดาวน์กับกูอีกหรือเปล่า”

    “…..”

    “เจ้าชาย”

    “ไว้...ถึงตอนนั้น ถ้าพี่ชวน กูจะเคลียร์คิวรอแล้วกัน”


    และผมก็ไม่รู้ว่ามันจะวูบวาบแบบนี้ไปนานอีกแค่ไหน...















    เปิดเทอมสองแล้วครับ ชีวิตเด็กมหาลัยวนกลับมาอีกครั้ง ไม่อยากจะบ่นเลยว่าได้ปิดนิดเดียวก็เปิดอีกละ แถมผมยังต้องกลับมอก่อนอีกเป็นอาทิตย์เพื่อมาจัดการเรื่องหอ คืออยู่หอในไงแล้วกิจกรรมมันเยอะ จะย้ายก็ต้องรอนู่นล่ะสิ้นเทอม

    ส่วนใครบางคนบินกลับมาก่อนผมหลังวันเค้าท์ดาวน์ไม่กี่วันแล้ว ถ้าถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างผมกับพี่พระรองน่ะหรอ? เหมือนเดิมมั้ง เหมือนเดิมแบบที่พี่มันก็ยังทำตัวเสมอต้นเสมอปลาย ส่งข้อความมากวนบ้าง โทรมาชวนกินข้าวบ้าง อ้อ ยังมีหนึ่งอย่างที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย

    ด่ากูเก่งม้าก


    “เออ กีฬาระหว่างคณะพวกมึงจะลงอะไร”


    ไตตั้นถามขึ้นหลังวางชามข้าวลงบนโต๊ะ มันเป็นช่วงเวลาเที่ยงวันที่พวกเราแว้บมาแย่งโรงอาหารเด็กศึกษาแดกในพักหลังๆ งี้แหละคุณ การแข่งขันสมัยนี้มันสูง โรงอาหารคณะตัวเองแม่งมีอยู่ร้านเดียว ร้านที่เหลือก็ปิดซ่อมอยู่นั่น ไม่รู้เหมือนไหร่คณบดีจะปรับปรุงซักที


    “กูว่าจะลงบริดจ์” อ่ะ สมเป็นไอ้กู๊ด กีฬาใช้สมองต้องยกให้พี่เขา

    “ส่วนกูอยากเตะบอลว่ะ อยากแก้มือปีที่แล้ว”


    ประธานชมรมเน็ตฟลิกซ์ว่าพร้อมทุบอกมาดมั่น เห็นหน้าตาโง่ๆ แบบนี้แต่ไอ้ตั้นเตะบอลเก่งมากเลยเด้อ สมัยมัธยมก็ทีมโรงเรียนตลอด


    “ถ้าใช้ความสามารถอาจมีลุ้นผ่านคัดตัวนะคะ แต่ถ้าใช้หน้าตามึงตกรอบก่อนเลย”

    “อีฉิบหาย เหมือนปากมึงมีไว้เพื่อด่ากูอ่ะ”

    “บ้า ตั้นอ่ะคิดมาก”


    เออจ้า ทะเลาะกันเก่ง ชักจะเห็นภาพตัวเองเวลาตีกันกับไอ้เจ้าหญิงตอนมองผ่านไอ้ตั้นกับไอ้ปริมแล้วแฮะ เป็นความสัมพันธ์ที่ดูประสาทแดกดีนะคุณว่าปะ


    “ด่าแต่กู ว่าแต่มึงจะลงอะไรเหอะ”

    “ของอย่างนี้ต้องบาสปะ”

    “เล่นบาสเป็น?” เออ เซอไพรส์เหมือนกัน นักบาสสาวหรอ

    “เปล่า จะไปเป็นสวัสดิการบาส ผู้ชายหล่อเยอะ”

    “ถุ้ยยย”

    “เห้ย ชั้นเป็นถึงแอดมินเพจคูลบอลของมหาลัยเลยนะยะ ช่วงเวลาทองอย่างกีฬามหาลัยนี่แหละต้องเก็บเกี่ยวซิกแพ็คกับกล้ามให้คุ้ม แต่คนไม่หล่ออย่างมึงคงไม่เข้าใจอ่ะ”

    “กระทืบผู้หญิงกลางโรงอาหารดูใจหมาปะ”

    “ใจหมามั้ยไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ หน้ามึงอ่ะหมา”

    “อีซั๊ด!”


    มาถิ่นคนมีการศึกษาแต่พวกมึงทำตัวไพร่มาก โชคดีที่อาเจ๊โต๊ะข้างๆ มองแรงมาเสียก่อน ไม่งั้นคงมีการวิวาทท่ามกลางโรงอาหารของคุณครู ขอย้ำอีกครั้งว่าสโกแกนหลักของกลุ่มเราคือ ด่าเพื่อนกูไม่หล่อได้ แต่อย่ามาด่ากู!


    “แล้วมึงล่ะไอ้เจ้าชาย ไอ้เป่า”

    “กูวิ่ง” ต้าเป่าพูดแบบไม่คิด คนถามจึงหันหน้ามาทางผมต่อ


    ทีแรกผมกะว่าจะไม่ลงอะไรเลยเพราะไม่ได้เป็นคนคลั่งไคล้การเล่นกีฬาขนาดนั้น คือชอบเล่นนะ แต่ไม่ชอบไปแข่งขันกับใครอ่ะ ส่วนนึงก็มาจากกลัวแพ้ด้วยแหละ โห่ ถึงหน้าตาจะดีม้ากแต่ก็ใช่ว่าคุณเจ้าชายจะเก่งทุกเรื่องรึปะ ทว่าพอทุกสายตากดดันกูมาแบบนั้น…


    “เออ วิ่งด้วยก็ได้”

    “หน้าตาดูไม่พอใจ เป็นอะไรหา”

    “ไม่มี๊”

    “แล้วไป นึกว่าหงุดหงิดที่ไม่มีกีฬาดูดาว แต่ถ้ามีเจ้าชายลงแน่ๆ”

    “มึงรู้ปะเป่าว่าน้ำก๋วยเตี๋ยวก็ร้อนเอาเรื่องอยู่นะ”

    “เห้ย แถวนี้มันเถื่อน ไม่แน่จริงอยู่ไม่ได้”


    ก็ไม่ได้อะไรหรอกคุณ แค่ถ้าวันนี้มีการวางมวยระหว่างไตตั้นและปริมกลางโรงอาหารศึกษา คู่รองคงเป็นกูกับไอ้ห่าเป่าเนี่ยแหละ ฮึ่ม...อยู่กันดีๆ ไม่ได้เลยใช่มั้ย วอนตีนกูเหลือเกิน

    ตอนเย็นกลุ่มเราตัดสินใจแยกย้ายไปลงชื่อเพื่อเป็นนักกีฬาในสังกัดของตัวเอง แน่นอนว่าผมอยู่กรีฑามาตั้งแต่เริ่มต้น ส่วนไอ้ตั้นกับไอ้กู๊ดอยู่บริดจ์กับฟุตบอลตามลำดับ

    อันที่จริงพวกสังกัดกีฬาเนี่ยมีเอาไว้ให้น้องปีหนึ่งเลือกลงสำหรับช่วงกีฬาเฟรชชี่ ส่วนพอขึ้นปีสอง นักศึกษาที่สังกัดชมรมนั้นๆ สามารถอัพเกรดตัวเองให้เป็นพี่สังกัดกีฬาได้ แต่พวกผมขี้เกียจอ่ะ ขอแค่แว้บไปเฉพาะช่วงกีฬามหาลัยดีกว่า ลำพังต้องดูแลชมรมเน็ตฟลิกซ์ก็เหนื่อยจะแย่ละ


    “คนเยอะสัด”

    “เออ จะวิ่งแบบพี่ตูนกันหรือไง”

    “กูเป็นพี่ตูนกูหนีแล้ว”

    “มึงก็ว่าไป”

    “อ๊ะ! นั่นพวกพี่เบสปะวะ”


    ต้าเป่าถามขึ้นเมื่อเห็นคนที่คิดว่าเป็นเจ้าของชื่อกำลังยืนอยู่บนลู่วิ่งสีน้ำตาลแดง ไม่รอให้ผมตอบมันก็เดินนำไปทักก่อน แหม...เดี๋ยวนี้สนิทกันแล้วนี่เนอะ ทีเมื่อก่อนแค่หน้าเขามึงยังไม่อยากจะมอง

    ผมก้าวขาจะเดินตาม แต่ไม่ทันจะได้ทำอย่างนั้นสายจากใครบางคนก็เข้าเสียก่อน


    “โหลๆ”

    [อยู่ไหน ไม่เห็นที่ชมรม]

    “ไลน์มาก็ได้ ไม่เห็นต้องโทรเลย”

    [ก็อยากได้ยินเสียง มีปัญหาหรอเตี้ย]

    “อะไรก็เตี้ย ขอให้ลูกพี่มึงเกิดมาเตี้ย”

    [ก็คงเตี้ยเหมือนแม่มันนั่นแหละ]

    “อะไรวะ พูดจาไม่รู้เรื่อง”


    ผมเกาหัวแกร้กกร้าก พอบ่นปลายสายไปว่าจะวางแล้วเพราะทางนั้นพูดจางงๆ มนุษย์พระรองก็ทำเสียงงุ้ยๆ รั้งผมไม่ให้วางอีก


    [สรุปอยู่ไหน]

    “สนามกีฬา”

    [ไปทำไม]

    “มาหาเมียมั้งถามได้”

    [ผัวก็มีอยู่แล้วทั้งคนยังจะเอาเมียอีกหรอ]

    “ใครผัวกู พี่มึงพูดดีๆ เลย”


    พอผมเริ่มหัวเสีย คนที่กวนประสาทที่สุดในโลกก็หัวเราะชอบใจ ถ้าเทคโนโลยีสามารถทำให้เราสัมผัสกันผ่านโทรศัพท์ได้ กูจะยื่นมือเข้าไปดึงผมพี่มัน


    [โอเค ไม่แกล้งแล้ว]

    “มาสมัครวิ่งกีฬาระหว่างคณะเป็นเพื่อนไอ้เป่าจ้าพ่อ แล้วพี่มึงล่ะ ลงอะไรหรือเปล่า”


    ผมถามเพราะไม่แน่ใจว่านักศึกษาปีสี่อย่างนายพระรองจะอยากเข้าร่วมกีฬาเหมือนชาวบ้านไหม ซึ่งถ้าไม่เข้าก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเนื่องจากกิจกรรมนี้ไม่ใช่ภาคบังคับ คนที่ลงส่วนใหญ่ก็มักเป็นพวกนักกีฬา หรือไม่ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายมันค้ำคอ ซึ่งกูไม่อยู่ในเคสไหนซักอันเลยครับ


    [ว่าจะไม่ลง] เห็นปะ เด็กเนิร์ดที่ไหนจะลงกีฬา [แต่พอมึงลงเลยอยากลงด้วย]

    “วิ่งอ่ะนะ?”

    [อืม]

    “เห้ยๆ ไม่อยากวิ่งแล้วจะลงทำไมวะพี่ นี่วิ่งแข่งนะเว้ย ไม่ใช่มาราธอนวิ่งเป็นเพื่อนกัน”

    [ทำไม กลัวแพ้กู?]

    “ใครกลัวเหอะ ตอนนั้นกูอ่อนให้พี่หรอก เดี๋ยวจะแสดงให้ดูว่าฉายาเจ้าชายลมกรดไม่ได้มาเพราะโชคช่วย”

    [อันนี้ใครตั้งให้]

    “ยุ่ง”


    เออยุ่งจังนายพระรอง ใครตั้งให้ก็เรื่องของกูดิ แต่กูจะไม่บอกพี่มึงแน่ๆ ว่ากูตั้งเอง


    [เจ้าชาย]

    “ไรอีก”


    เฮ้อ...นี่ก็เรื่องคุยเยอะจริง เหมือนรู้อ่ะว่าผมกำลังจะวาง เดินมาหากันที่สนามกีฬาเลยมาจะได้จบๆ


    [พูดดีๆ]

    “มีอะไรคร้าบ”

    [วันนี้ไม่ได้กินข้าวด้วยนะ มีธุระ]

    “อือ”

    [งอนหรอ]

    “ใครงอน หลงตัวเองอ่ะนายพระรอง”


    ผมตอบไปตามจริง จะว่าไปไม่ต้องกินข้าวกับพี่พระรองบ้างก็ดี เพราะพักหลังๆ มื้อเย็นของผมดูเหมือนจะผูกติดอยู่กับมนุษย์เหนือเดือนเกินไปแล้ว ชวนกินข้าวบ่อยจนพวกไอ้เป่าขี้เกียจจะล้ออ่ะคุณคิดดูเหอะ


    [เดี๋ยวมารับไปดูแบทแมน]

    “สองวันก่อนก็เพิ่งดูไป”

    [ไข่ทิ้งไว้แล้วให้กูเลี้ยง]

    “เออออ เสร็จแล้วก็โทรหา รออยู่ห้องชมรมไม่ก็หอ”


    ผมกลอกตาก่อนจะตกปากรับคำไปให้มันจบๆ เถียงด้วยยากที่สุดในโลก ถามว่ารักแมวมั้ยผมก็ต้องรักลูกผมอยู่แล้วแหละ แต่วอแวให้กูไปเยี่ยมบ่อยขนาดนี้พี่มึงไม่ให้กูย้ายไปอยู่ด้วยเลยล่ะ

    เนื่องจากไม่ต้องดินเนอร์กับเจ้ากรรมนายเวรแล้ว มื้อเย็นของผมในวันนี้จึงยกโขยงออกมากับเพื่อนๆ ไม่สิ เรียกว่ายกมาทั้งชมรมเลยดีกว่า เพราะมีทั้งไอ้ปริม ไอ้เก้าไอ้สิบรวมถึงน้องแคทที่พ่วงมาด้วย

    ฟังดูเหมือนสมาชิกในชมรมเยอะปะ แต่นับจริงๆ นี่ยังไม่เกินสิบคนเลยอ่ะ

    อาหารที่เราเลือกกินในวันนี้เป็นปิ้งย่างง่ายๆ ว่ากันตามตรงคือมีโปรมาสี่จ่ายสามแหละเหล่าคนจนถึงกล้าเหยียบร้านอาหารในห้าง พวกไอ้ตั้นแซวผมไม่หยุดเลยว่าวันนี้มากินข้าวกับเพื่อนได้แล้วหรอ ซึ่งผมก็เถียงไม่ออกนอกจากกัดฟันยิ้มแหยะๆ

    คือมึงจะให้กูทำไง๊

    กินเสร็จเราก็แยกย้ายออกไปเดินตามจุดที่ต่างคนต่างสนใจ ไตตั้นเห็นว่าจะไปดูหนังสือเป็นเพื่อนไอ้กู๊ด น้องแคทกับไอ้ปริมจะกลับเลย ไอ้สิบไอ้เก้าตัวติดกันเป็นแฝดเดินหายไปไหนแล้วไม่รู้

    เหลือผมกับต้าเป่าเพื่อนรักอีกตามเคย


    “นั่นพี่พระรองปะวะ”

    “หืม ไหน?”


    ผมหันซ้ายหันขวามองหามนุษย์พระรองตามที่ต้าเป่าว่า แต่จนแล้วจนรอดก็ยังมองไม่เห็น ไอ้เป่ามันคงรำคาญอ่ะครับ เพราะผมโดนมันตบหัวทีนึงก่อนมือสากๆ ของมันจะจับหัวผมล็อคไว้ แล้วค่อยๆ ออกแรงขยับจุดโฟกัสให้เคลื่อนไปตามแรงมือของมัน


    “เห็นรึยัง ในร้านไอติม?”


    ผมค่อยๆ หรี่ตา สุดท้ายก็พบร่างสูงที่กำลังนั่งตักไอศกรีมอยู่ตรงข้ามเด็กผู้ชายที่ผิวขาวม้าก ถึงแม้จะเห็นแค่เพียงครึ่งหน้า แต่ให้มองจากเชียงใหม่ยังรู้เลยว่าเด็กผู้ชายคนนั้นหน้าตาโคตรดี


    “กิ๊กแน่ๆ”

    “กิ๊กอะไร กูกับพี่มันยังไม่ได้เป็นอะไรกัน”

    “เอ้า กูก็ไม่ได้บอกนี่ว่ามึงกับพี่เขาเป็นแฟนกัน เอ๊ะหรือว่าเป็น?”

    “หุบปากดิไอ้หน้าปลาทอง”

    “หู้ยยย เป็นคนโมโหร้ายจังวะเตี้ย”


    ต้าเป่าหัวเราะไม่หยุดจนผมอดคิดไม่ได้ว่าถ้ามันเป็นปลาทองที่ผมเลี้ยงไว้ มึงคงโดนกูเทอาหารใส่วันละสิบช้อนให้พุงแตกแน ห่าเอ๊ย...การแกล้งเจ้าชายผู้น่าสงสารเนี่ยคงเป็นงานอดิเรกของทุกคนสินะ


    งั้น...ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว แอดมินขอกระซิบถามหน่อยว่าสเปคของพี่พระรองเป็นแบบไหนคะ

    ตัวเล็กๆ ขาวๆ ยิ้มเก่ง ไม่ต้องฉลาดมากก็ได้


    อยู่ดีๆ บทสัมภาษณ์เกี่ยวกับสเปคของมนุษย์เหนือเดือนในวันนั้นก็ผุดขึ้นมาในหัว สาบานเลยว่าผมไม่ได้อยากจำ พี่พระรองมันจะชอบคนแบบไหนก็เรื่องของมันสิ...


    “หรือเขาจะเป็นแฟนกันจริงๆ วะ”

    “หืม?”


    ต้าเป่าหยุดหัวเราะพร้อมกับเปลี่ยนมาเป็นย่นหน้าผากเมื่อน้ำเสียงผมถูกเปล่งออกมาด้วยความนิ่งเรียบ


    “น้องคนนั้นตรงสเปคพี่พระรองทุกอย่างเลย ขาวก็ขาว ยิ้มก็เก่ง” ส่วนดูไม่ค่อยฉลาดมั้ยอันนี้ไม่รู้ “แล้วมันจะแปลกอะไรวะถ้าเขาจะคบกัน”

    “เห้ยๆ ไอ้เจ้าชาย กูพูดเล่น มึงอย่าคิดมากดิ”

    “พี่มันอาจจะเบื่อกูแล้วก็ได้ กูบ้านจน เรียนก็ไม่เก่ง น้องคนนั้นเขายังดูมีตระกูลมากกว่าเยอะ”


    โฮ่ลลล ทำไมยิ่งพูดชีวิตกูมันถึงดูบัดซบขนาดนี้วะ คนคนนึงมันจะไม่มีอะไรดีนอกจากหน้าตาเลยหรอคุณ


    “ไปกันใหญ่แล้วไอ้สัด น้องคนนั้นอาจจะเป็นแค่คนรู้จักก็ได้ แค่กินไอติมด้วยกันไม่ได้หมายความว่าจะเป็นแฟนกันซะหน่อย”

    “แล้วทำไมต้องกินถ้วยเดียวกัน”

    “ประหยัดไง”

    “แล้วทำไมต้องโอบไหล่กัน”

    “ผู้ชายที่ไหนก็เดินโอบไหล่กันปะ ดูกูกับมึงดิ โอบไหล่กอดคอกันประจำ”

    “เขาออกไปกันแล้ว”

    “หา? อ้าวเหี้ย คุยแปปเดียวลุกเร็วกันจังวุ้ย ยังไงต่อทีนี้ โทรหาให้เคลียร์ไปเลยดีมั้ย”


    ต้าเป่าเขย่าไหล่ผมถามความเห็นอยู่หน้าร้านทอง ต่อมอยากรู้เรื่องชาวบ้านคงกำลังกระเพื่อมไม่หยุดเลยล่ะสิท่า ไหนคุณลองเดาซิว่าผมจะเอายังต่อกับพี่พระรองต่อ

    ตามไปดูกดหนึ่ง

    เรียกแท็กซี่กลับหอกดสอง


    “เป่ามึงเขยิบนิดดิ”

    “โอ้ย อีกนิดคือกูออกไปยืนบนรางรถไฟแล้ว”


    ผมพรูลอยหายใจใส่หน้าม้าเพื่อนชายจนแตก ตอนนี้เรากำลังยืนเบียดกัน ไม่สิ เรียกว่ายืนอัดกันเป็นปลากระป๋องอยู่บนบีทีเอสน่าจะถูกกว่า ใช่แล้ว คุณฟังไม่ผิดหรอก บนบีทีเอส แถมยังเป็นบีทีเอสตอนชั่วโมงเร่งด่วนด้วย ไม่พอ วันนี้ยังเป็นวันศุกร์อีก คนเลยเยอะฉิบหายแบบที่เห็น

    Thanks god it’ s Friday มั้ยล่ะมึง


    “ทำไมพี่พระรองมันไม่ขับรถกลับวะ” เพื่อนรักที่ยืนแนบกับประตูโอดโอย

    “กูจะรู้มั้ย”


    แต่ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่พี่พระรองขับรถกลับหรือนั่งรถไฟฟ้ากลับหรอก มันอยู่ตรงที่ราวโหนด้านบนถูกคนคว้าไว้หมด น้องตัวขาวเลยต้องเปลี่ยนมาจับแขนไอ้พี่พระรองยึดแทน


    “อย่างกับซีรีย์เกาหลี พี่พระรองแม่งโคตรผัวอะไรขนาดนี้วะ”


    ถ้าฟังแค่เนื้อประโยคผมคงคิดว่าตนเองมากับไตตั้น อวยไอ้พี่พระรองเก่งเหลือเกิน


    “เห้ย เชี่ย กูไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้นนะ”

    “อยากพูดอะไรก็พูดไปดิ”

    “เตี้ย กูเป็นเพื่อนมึงมากี่ปี แค่แสดงออกให้ตรงกับความรู้สึกมันยากนักหรอวะ”

    “หน้ากูมันแย่มากเลยหรือไง”

    “เอางี้ ถ้ามึงดูหนังรักอกหักซักเรื่อง หน้ามึงคือเป็นแบบนั้นเลย”


    สัด ชีวิตกูแม่งบัดซบจริงๆ ด้วยว่ะคุณ

    ผมมองหน้ากากๆ ของตนเองที่สะท้อนอยู่บนหน้าต่างสีดำ สลับกับมองหน้าร่างสูงที่ยืนห่างออกไปหลายสิบเมตร ใบหน้าพี่พระรองนิ่งเรียบไร้ซึ่งการแสดงทางความรู้สึกเหมือนอย่างปกติ ในขณะที่น้องคนนั้นเหมือนกำลังพูดอะไรซักอย่างเจื้อยแจ้วอยู่ตลอดเวลา


    ‘วันนี้ไม่ได้กินข้าวด้วยนะ มีธุระ’


    น้องเขาเหมือนเฮลบูลบอยหวานๆ ที่พอราดเข้ากับน้ำแข็งจืดๆ พระรองแล้วดันเข้ากันชะมัด

    รู้ตัวอีกทีผมก็กลายเป็นสตอร์คเกอร์แอบตามดาวหมีใหญ่เฮงซวยกับเด็กพี่มันมาจนถึงคอนโด แน่นอนว่านั่นไม่ใช่คอนโดของพี่พระรอง และผมไม่รู้ว่าตนเองจะตามมาทำไม โคตรไม่เข้าใจ

    พี่พระรองก็แค่มาทำธุระ...


    “มียีหัวกันด้วยว่ะ”

    “ก็เดินมาด้วยกัน จะพากย์เพื่อ”

    “แง่ ขอโทษ”


    ผมได้แต่เฝ้ามองคนทั้งสองที่ค่อยๆ เดินหายลับเข้าไปในประตูบานเลื่อนขนาดใหญ่ ความคิดหลายอย่างผุดขึ้นในหัวยากที่จะจัดการภายในวันเดียว บางทีอาจต้องใช้เวลาซักวันหรือสอง หรืออาจมากกว่านั้นในการเคลียร์คลังข้อมูลยุ่งๆ


    “อื้ม กลับเถอะเป่า”


    ผมยืนอยู่นานก่อนต้าเป่าจะออกแรงสะกิดแขนจนผมรู้สึกตัว สุดท้ายผมก็ตระหนักได้ว่าวันนี้ของผมได้จบลงไปพร้อมกับแผ่นหลังกว้างๆ ที่หายลับเข้าไปในคอนโดหรูหราเบื้องหน้า

    หรือเส้นทางของสตอร์คเกอร์ควรหยุดลง


    “เจ้าชาย...”

    “กูไม่อยากอยู่ตรงนี้แล้ว”


    เพราะผมชักจะเหม็นขี้หน้าไอ้พี่พระรองมากๆ แล้ว : (






    tbc.








    ดราม่าซักนิดให้ชีวิตดูมีอะไรอิอิ แต่ถามก่อนว่าอีน้องมันจะโกรธอิพี่ได้นานมั้ยก่อน

    อ่านมาแล้ว 15 ตอน แม่ๆต้องรู้นิสัยลูกชายตัวเองได้แล้วนะ 555555555555


    ปล. ไม่ขออะไรมากค่ะ แค่คอมเม้นท์เยอะๆ / เข้าไปหวีดในแท็ก / รีวิวให้ด้วย

    ขอแค่นี้ จิงจิ๊งงงงงง แง่ ;_;


    #ที่สองไม่ไหวขอเป็นที่หนึ่ง

    wickedwish_

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in