ญี่ปุ่นครั้งนั้นGrabNGo
#6 Lonely in the wood
  • แดดช่วงบ่ายแก่ๆ ที่นี่ไม่ได้ร้อนแรงราวกับกำลังซ้อมตกนรกเหมือนแดดบ้านเรา ฉันซื้อไอติมชาเขียวเดินกินเล่นไปพลางๆ ขณะกำลังยืนรอรถเม เพื่อไป มิโฮ โนะมัตซึบาระ ซึ่งน่าจะเป็นโคนที่ 8 ของทริปนี้แล้ว นอกจากเต้าหู้ในเซเว่น และข้าวมื้อหลักๆ แล้ว ไอติมน่าจะเป็นอาหารหลักของฉันในทริปนี้เลยก็ว่าได้ ไปตรงไหนก็กิน กินเมื่อไหร่ก็อร่อย ไอติมประเทศนี้อร่อยมากจริงๆ กินไม่รู้จักเบื่อ ไม่รู้จักอิ่ม เรียกได้ว่าฉันกินไอศครีมมากกว่า กินข้าวเสียอีก ถ้าฉันเป็นเบาหวานอยู่ ก็คงจะได้กลับมาตัดขาที่ไทยแน่ๆ 



    ฉันกินไอติมที่ว่าจนหมดแล้ว ก็ยังไม่มีรถผ่านมาซักคัน นอกจากไม่มีรถถแล้ว คนก็ไม่มีด้วยจ้า ความเอ๊ะๆ เริ่มก่อตัว 


    นี่กูยืนรอรถเมถูกจุดป่ะวะเนี่ย 


    ฉันเริ่มเดินไปเดินมา มองซ้ายมองขวา นอกจากไอติมจะหมดไปแล้ว น้ำในขวดก็เริ่มลดลงไปเรื่อยๆ แดดก็เริ่มตกลงเรื่อยๆ 


    ในที่สุดก็มีรถเมคันนึงผ่านมา 


    โล่ง…


    ไม่มีผู้โดยสารแม้แต่คนเดียว 


    ฉันเดินงงๆ ขึ้นไป ถามคนขับรถว่า คันนี้ผ่านไปทางหาดมิโฮ มั๊ย 


    ลุงคนขับรถทำหน้า อิหยังวะ 


    ฉันยื่นรูปภาพที่ Save มาให้ดู​ ถึงร้องอ๋อ 


    ยูต้องรอรถอีกคัน ซึ่งจะมาตอนบ่าย 3 


    โอ้ววว บ่าย 3 


    จากศาลเจ้าคุโนซังโทโซกุ ฉันนั่งรถเมเลียบลัดเลาะขึ้นเหนือ มาตามชายฝั่งซึรุกะ มุ่งหน้าสู่ Miho mo mutsubara ชายหาดเงียบสงบท่ามกลางป่าสน และยังหวังว่าจะได้เห็นเจ้าฟูจิให้เต็มตา บรรยากาศบนท้องถนนที่นี่ต่างจากแถวบางแคที่ฉันอยู่ลิบลับ ไม่มีรถติด ไม่มีควันเหม็นๆ ให้นั่งสูดจนปอดแทบพัง ปริมาณรถบนท้องถนนก็ไม่ได้แออัดเหมือนบ้านเรา 


    ชอบที่นี่แล้วว่ะ 



    อย่างที่บอกแหละ ฉันไม่ค่อยอินกับความญี่ปุ่นอะไรเท่าไหร่ แม้ว่าสมัยเด็กๆ จะคลั่งซีรี่ญี่ปุ่น และวงดนตรีจากเกาะเล็กๆ แสนมหัศจรรย์นี้มาก แต่นั่นมันก็นานมากแล้ว วันเวลาได้พราก ความหลงไหลเหล่านี้ออกไปจากฉันนานแล้ว 

    แต่พอมาถึงเวลานี้ เหมือนความรู้สึกต่างๆ ในสมัยนั่งดูซีรี่ช่องไอทีวี มันกำลังย้อนกลับมา ทำไมบ้านเมืองเขาช่างดูสงบสุขอะไรขนาดนี้วะ ทำไมบ้านเราทำไม่ได้แบบเขาวะ ซึ่งก็แค่คำถามที่ดังอยู่ในหัวเหมือนเดิมแหละ พอรถจอดที่ 4 แยก คนขับรถก็หันมาบอกว่าถึงแล้ว ยูต้องเดินตรงเข้าไปในซอยนี้แหละ ฉันก็ลืมทุกอย่างที่คิดมาเมื่อกี้แบบสะอาดหมดจด เพราะต้องเอาสมองแรมต่ำ ของฉันไปศึกษาและจดจำเส้นทาง ฮา


    แดดบ่าย 3  ของที่นี่ร้อนแรงพอสมควร แต่ฉันเติบโตมาในประเทศที่ร้อนระอุราวกับอยู่กลางทะเลทราย ความร้อนเพียงแค่นี้ แถมมีลมพัดเบาๆ จึงไม่ได้สร้างความเสียหายใดๆ แก่ฉันแม้แต่น้อย 

    ฉันเดินตามถนนเล็กๆ ตรงมาเรื่อยๆ ป่าทึบปรากฏอยู่ตรงหน้าไม่ไกลนัก แต่เมื่อเดินเช้าไปใกล้ๆ กลับพบว่า…


    มันไม่ใช่ป่าสนนี่หว่า


    ตาเหลือบไปเห็นป้ายสีฟ้าข้างๆ ซุ้มประตูหินที่เห็นได้ทั่วไปตามศาลเจ้าในญี่ปุ่น เขียนว่ามิโฮ โนมัตซึบาระ แต่ลูกศรดันชี้ไปอีกทาง 


    ทางที่ฉันกำลังจะมุ่งหน้าไปเป็นป่าทึบแต่มีทางเดินอย่างดีลึกเข้าไปในป่า ส่วนอีกทางที่ป้ายบอก ต้องเดินไปตามถนนเลาะชายป่าไป 


    ฉันเลือกเดินตัดไปกลางป่า ฮ่าๆๆๆๆ

     


    มันคงเป็นอะไรที่ท้าทายกว่าการเดินเลาะไปตามถนน ถามว่า ทำไมถึงได้โหยหาความม้าทายอะไรขนาดนั้น งูกัดขึ้นมาคงได้ชาเลนจ์ไปอีกขั้นแน่ๆ บรรยากาศช่วงบ่ายแก่ๆ ตะวันคล้อยไปไกลแล้ว ทำให้ในป่ามืดพอสมควร 

    ถ้าเป็นสมัยก่อน ฉันคงหันหลังกลับไม่เดินต่อ แต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา ย้ำเตือนกับฉันเสมอว่า ไม่มีอะไรน่ากลัว ถ้าใจเราแข็งแกร่ง เพราะฉะนั้น ฉันจะเดินต่อไป จนกว่าจะทะลุป่าทึบนี่ไปที่ไหนซักที่ 


    เป็นความคิดที่โคตรบ้า!!


    แต่ฉันก็เดินไป ครึ่งชั่วโมงได้ ฉันมายืนอยู่ตรงหน้าทางเข้าศาลเจ้าอะไรซักอย่าง แถมยังเป็นทาง 3 แพร่ง ขวามือฉันเป็นเส้นทางที่ตรงเข้าไปในป่าอีกฟาก มีรถยนต์จอดอยู่ 2-3 คันเดาว่าน่าจะเป็นที่จอดรถสำหรับคนที่มาศาลเจ้าแห่งนี้ ซ้ายมือเป็นถนนราดยางอย่างดี อีกฟากของถนนเป็นบ้านคน 2-3 หลัง อีกแพร่งคือทางที่ฉันเดินมา 


    ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ฉันก็น่าจะไม่หลงป่าตายอยู่แถวนี้แล้วล่ะ แต่ไหนวะ ป่าสนและชายหาด ??


    ฉันตัดสินใจเดินตรงเข้าไปในศาลเจ้า เอาวะอย่างน้อยก็น่าจะมีคน ไม่ก็ผีอยู่ให้ถามอะไรบ้างละวะ แต่กลางวันอย่างงี้ ก็ต้องเป็นคนแหละ ฉันเดินลึกเข้าไป ผ่านศาลาเล็กๆ ที่เหมือนเอาไว้ขายของที่ระลึก 


    แต่ปิด…


    ฉันเดินตรงเข้าไป มีศาลาที่ใหญ่กว่า อาคารไม้หลังโต ที่ดูเป็นทางการกว่า น่าจะเป็นอาคารหลักของศาลเจ้าตั้งอยู่


    ก็ปิด…


    ทุกอย่างรอบตัวฉันเงียบสงบ…


    สงบจริงๆ ไม่มีมนุษย์อยู่ในละแวกนี้ ลมเบาๆ พัดผ่านไปเงียบๆ แดดตอนบ่าย ทำให้บรรยากาศในที่แห่งนี้ อบอุ่นเกินกว่าจะน่ากลัว ถึงแม้จะไม่มีมนุษย์ เลยซักคนก็ตาม


    ฉันเดินเตร็ดเตร่อยู่ในศาลเจ้า(ที่ร้าง หรือเปล่าวะ) ถ่ายรูปตรงโน้นที ตรงนี้ที ลืมภูเขาไฟฟูจิที่ตั้งใจจะมาเจอเสียสนิท จนตะวันย้อยลงไปยอดไม้ ฉันจึงเดินต่อ 


    ฟางข้าวถูกนำมามัดเป็นวงกลมขนาดใหญ่ ใหญ่แบบคนเดินลอดได้ 2-3 คน มีป้ายเล็กๆ เขียนด้วยตัวอักษรคันจิ ประดับอยู่ด้านบนสุด มันเฉาเล็กน้อย แต่คนที่นำมันมา ก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว ฉันไม่รู้ความหมายของสิ่งนี้ แต่ก็เดินลอดไป 


    เดินลอดไปทำไมวะ เออนั่นดิ ไม่รู้เหมือนกัน แต่เดินลอดมาแล้ว 



    สะพานไม้ที่ทอดตัวยาวไปในทิวสนทะเล ปรากฏอยู่ตรงหน้า ใช่แล้ว สะพานที่จะพาไปยังชาดหายมิโฮ ฉันเดินตามสะพานไปเรื่อยๆ ชมนก ชมไม้ ไม่ได้รีบร้อนอะไร นี่แหละมั๊ง ข้อดีของการเที่ยวคนเดียว เราจะรีบแค่ไหนก็ได้ และเราก็สามารถช้าได้เท่าที่เราต้องการ 


    ฉันก็เอ้อระเหยไปเรื่อยๆ จนสุดสะพาน ลมทะเลพัดมาประทะ เป็นสัญญาณบอกว่า ชายหาดอยู่ไม่ไกลแล้ว เดินไปอีกหนอ่ย เจอร้านค้าขายของที่ระลึกมากมาย ที่สำคัญ ร้านไอศครีม ไอศครีมชาเขียวที่ฉันจะไม่พลาด 


    ฉันเดินเลียไอศครีมไปจนถึงหาดมิโฮ และใช่ค่ะ ตีนภูเขาไฟฟูจิที่เห็นเมื่อตอนอยู่ที่ศาลเจ้านั้น หายไปเกลี้ยงเลย 


    โอเค ชั้นจะไม่สนใจหล่อนจริงๆ ละนะ


    และภาพด้านล่างนี้คือ ตำแหน่งของภูเขาไฟฟูจิ จะอยู่เหนือผู้ชายชุดสีน้ำเงินตรงนั้นค่ะ




เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in