โตแล้วจะรีวิวอะไรก็ได้พรี่หนอม
[Series] 13 Reason Why กับ 1+3 ความรู้สึกที่ได้จากซีรีส์เรื่องนี้

  • ระหว่างที่ส่องโลกโซเชี่ยลในช่วงหยุดยาววันสงกรานต์ ผมเห็นน้องสาวคนหนึ่งโพสถึงซีรีส์เรื่องนี้ไว้...


    เริ่มดูเมื่อวานประมาณ 11.00 พักกินข้าวทำกับข้าวบ้าง นอนบ้าง 13 ตอน (ตอนละประมาณ 50 นาที) จบลงตอนที่ 13 เวลาประมาณ14.00 ของวันนี้

    5555555

    "เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด"น่าจะใช้ได้กับเรื่องนี้ เหมาะกับคนที่ผ่านชีวิตมัธยมแบบเต็มรูปแบบมากๆพวกใช้ชีวิตสุดโต่งน่ะ 555

    ปล. แค่รู้สึกได้ว่า ร.ร. มัธยมในบ้านเราเค้าไม่ให้ความสำคัญกับ Counseling เลย คือมันต้องมีไม่ใช่แค่ควรจะมี มันควรจะรวมตัวอยู่ในห้องฝ่ายปกครองด้วยมั้ยย

    ---

    (มึงจะ 555 อะไรกันนักหนา - เป็นความคิดแวปแรกที่ผุดขึ้นมา) แต่ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ผม พิมพ์คอมเม้นถามมันไปว่า “สนุกไหม” 

    “เหมาะกับพี่ดี วิถีชีวิตแบบ loser” น้องตอบกลับมาด้วยความกวนตีนชวนสงสัย แต่สุดท้ายการโต้ตอบกลับของเราก็จบด้วยคำเตือนสติจากน้องว่า...

    “ไปเลี้ยงลูกไป๊”

    ---

    นั่นสินะ.. เราคงไม่มีเวลาพอที่จะดูซีรีส์เรื่องนี้ได้ ด้วยเวลาที่จำกัดในแต่ละวัน ภาระหน้าที่การงาน ครอบครัว แถมลูกน้อยที่กำลังเติบโตขึ้นมา เค้าย่อมต้องการเวลาที่มีคุณภาพกับเรา มันคือสิ่งที่เราต้องเลือกและยอมรับ (ถอนหายใจ)

    5 วินาทีหลังจากนั้น ผมตัดสินใจหยิบมือถือขึ้นมาโหลด Netflix (อ้าว ไอ้สั้สสสสสส - เสียงน้าค่อมลอยมา)

    ---


    เรื่องย่อคร่าวๆ คือ แฮนนาห์ เบเกอร์ (Hannah Baker) เด็กสาวไฮสคูลคนหนึ่งตัดสินใจฆ่าตัวตายเมื่อสองอาทิตย์ก่อนหน้านี้ แต่เธอได้ทิ้งเทปลับไว้เพื่อบอกถึงเรื่องราวของคน 13 คน ที่เป็นเหตุผลว่าทำไม เธอถึงฆ่าตัวตาย ซึ่งพระเอกของเรา น้องเคลย์ เจนเส้น (เป็นญาติฝ่ายไหนกับศรีริต้าหรือเปล่า) เป็นคนที่ได้รับเทปลับทั้งหมดนี้ 

    เทปแต่ละม้วนบอกเล่าเรื่องราวแสนเลวร้ายที่แฮนนาห์ต้องเผชิญจากทั้ง 13 คน ทั้งมิตรภาพและการหักหลัง ทรยศ ดราม่า ฯลฯ และนี่แหละคือเรื่องของชาวบ้านที่น่าสนใจมากๆสำหรับเรา

    ---

    ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ใช่แนวที่ผมเคยดูสักเท่าไร ไม่มีเรื่องราวลุ้นระทึก น่าสนใจ ระเบิดกระท่อม แหกคุก ออกจากที่นี่ภายใน 24 ชั่วโมง แต่น่าแปลกที่สามารถดูไปได้เรื่อยๆ กับความรู้สึกอึนๆ หน่วงๆ คล้ายเวลาเป็นบาดแผลอะไรสักอย่างแล้วไม่หาย คันก็แล้ว ตกสะเก็ดก็แล้วแต่ความปวดร้าวก็ไม่หายไป อะไรทำนองนั้น

    ความอึดอัดที่มีตลอดเรื่องทำให้นึกถึงช่วงชีวิตในวัยรุ่นที่ผ่านมา (นานแล้ว) โทนสีที่แตกต่างกันในช่วงเวลาที่พระเอกย้อนนึกถึงเรื่องราวอดีตเปรียบเทียบกับปัจจุบัน สะท้อนให้เราเห็นถึงความรู้สึกบางอย่างที่หายไปนาน 

    ความรู้สึกของการโดนกลั่นแกล้ง เพื่อนไม่เข้าใจ แฟนเป็นอะไรก็ไม่รู้แม่ม พ่อแม่ก็เหมือนจะห่วงแต่ทำไมต้องห่วงกูด้วยว่ะ ไอ้ความรู้สึกและประสบการณ์ในวันเยาว์ที่ผ่านมาทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่า เออพอมึงโตเป็นผู้ใหญ่จริงๆแล้วมันก็เป็นแบบนี้แหละ นั่นคือ มึงไม่ได้เข้าใจอะไรใครมากขึ้นสักเท่าไรหรอก อย่าไปคิดมาก ชินๆกับมันไปแล้วจะดีเอง


    เราอาจจะไม่ได้เข้าใจชีวิตมากขึ้นเมื่อเราเป็นผู้ใหญ่
    เราเพียงแค่ยอมรับความผิดหวังเสียใจได้ง่ายขึ้น

    ระหว่างดูไปคิดไปนั้น ผมหันมามองดูลูกน้อยที่กำลังหลับอยู่ ลองนึกขึ้นว่าถ้าวันหนึ่งถ้ามันโตขึ้นมา มันจะเป็นแบบนี้ไหม มันจะโดนเพื่อนล้อชื่อพ่อ รุมแกล้ง ถูกสาวหักอก มีปัญหาชีวิต ฯลฯ 

    หรือมันจะเจออะไรหนักกว่าที่เราเคยเจอไหม มันจะรับไหวบ้างหรือเปล่าวะ แล้วตอนนั้นเราจะช่วยมันยังไงดีล่ะ เพราะบางทีเรื่องที่มันเจอในตอนนั้นอาจจะกลายเป็น "เรื่องแค่นี้" ของเราไปซะแล้ว

    ผมตัดสินใจหยิบกระดาษขึ้นมาอีก1 ใบ เพื่อเขียนถึง 1 + 3 ความรู้สึกที่มีต่อซีรีส์เรื่องนี้ (อ้าวว นี่มึงว่างขนาดนี้เลยเหรอ ไปล้างขวดนมลูกไหม-เสียงเมียลอยมา)



    ทั้งหมดนี้เขียนแบบไม่สปอยเนื้อหาของเรื่อง 
    เออแต่ถ้าคนดูแล้วมาอ่านก็จะเข้าใจได้ดีกว่านะ ผมว่า (อะไรของมึงเนี่ย)


    1. เราอาจจะเป็นหนึ่งในเหตุผล “การตาย” ของใครสักคน ความรู้สึกแรกหลังจากที่ดูจบมันคือความโดดเดี่ยวของการมีชีวิต ที่เป็นผลมาจากการกระทำของคนรอบตัวของเราเพิกเฉย ละเลย ไม่ใส่ หรือว่าการมองข้ามอะไรบางอย่างไป ซึ่งมันทำให้ใครสักคนตัดสินใจจากโลกนี้ไปได้ง่ายขึ้น

    เราอาจจะไม่รู้เลยว่าการเพิกเฉยแบบง่อยๆ การอือๆออๆ ปล่อยผ่านไป หรือการมองข้ามใครสักคน แกล้งคนนั้นนิดๆหน่อยๆการกระทำพวกนี้แม่มสะสมทำให้ใครคนหนึ่งอยากตายได้เหมือนกันนะ ถ้าหากมันทำให้เขาสะสมไปถึงจุดหนึ่งที่รู้สึกว่าตัวเอง "ไม่มีใคร"


    "จงอย่าละเลยการกระทำเล็กๆ ของเรา
    เพราะมันอาจส่งผลกระทบยิ่งใหญ่ต่อใครสักคน”


    ทุกครั้งที่เห็นคนฆ่าตัวตายหรือมีข่าวเกิดขึ้นในสังคม เรามักจะได้ยินคำกล่าวโทษ ประณาม หรือบ่นเบาๆ ให้ฟังอย่าง“เรื่องแค่นี้ทำไมคิดไม่ได้” “ไม่กลัวพ่อแม่จะเสียใจเหรอ”“ชีวิตมีค่าอย่าพึ่งพายาเสพติด” #ไม่ใช่ละมึง

    แต่ถ้าลองมองย้อนกลับมาดูตัวเองบ้าง เคยไหมล่ะ? ที่เราเองนั่งจมปลักอยู่กับเรื่องโง่ๆ ทนอยู่กับความเศร้าหรือจมเจ่าอยู่กับสิ่งที่ไม่ควรคิด 

    ถ้าหากวันนั้นถ้ามีใครเดินเข้ามาบอกเราว่า เฮ้ย นายมันเป็นเรื่องแค่นี้ง่ายๆ เอ้า ลุกขึ้นมาสิ สู้ๆ แล้วมันผ่านมันไปอย่าไปอะไรนักเลย ตอนนั้นเราอาจจะสวนมันกลับไปว่า “มึงไม่เป็นกูมึงไม่เข้าใจหรอก” ซึ่งมันก็ไม่เข้าใจเราจริงๆนั่นแหละ เพราะเราเองแม่มก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน

    การใช้ชีวิตของคนทุกคนมันไม่มีคำว่า“เรื่องแค่นี้” หรอก มันมีแต่เรื่องเล็กๆที่คนมองข้ามกันไปต่างหาก ดังนั้นจะทำอะไรก็ระวังหน่อยว่ามันจะกระทบใจใครไหม ไอ้คนที่ชอบบอกคนอื่นว่าไม่เป็นไรโดนแค่นี้ทำไมคิดมากจัง แต่พอตัวเองโดนบ้างนี่คลั่งหนักกว่าคนอื่นตลอด #อย่าให้เจอเด๋วมีตบ



    2. คำว่า “เพื่อน” นั้นมีความหมายยยยย ไม่ใช่เพลงและไม่ใช่โฆษณาข้าวเกรียบกุ้งแต่ว่ามันเป็นความสัมพันธ์ที่เราควรจะใส่ใจ ถ้าอยากจะเรียกใครสักคนว่าเพื่อนได้อย่างเต็มปาก

    ในชีวิตๆคนหนึ่งๆ เรามีคนรู้จักเยอะแยะมากมายแต่จะมีสักกี่คนที่เรากล้าเรียกเขาว่า “เพื่อน”  เพื่อนที่พร้อมจะหยุดฟังเรื่องราวของเราใส่ใจมันอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะช่วยเหลือในยามที่ต้องการ (เอ่อ... คือมันต้องนับว่าเราเป็นเพื่อนด้วยนะของแบบนี้ ไม่ใช่ไปเหมาเอาว่าเขาเป็นเพื่อนเราเฉยๆ)

    ไม่รู้ใครสักเคยบอกไว้ว่า ถ้าเรามีเพื่อนดีๆ ในชีวิตสักคน จงรักษาไว้ให้มั่น แต่ถ้ามีคนรู้จักที่นิสัยดีจงเปลี่ยนให้เขาเป็นเพื่อนให้ได้ 

    อ้อ... อีกแง่หนึ่งของคำว่า เพื่อน มันไม่ได้หมายถึงเรื่องของมิตรภาพของคนในวัยเดียวกันอย่างเดียวนะ แต่มันยังหมายถึงเพื่อนร่วมโลกที่เราใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันด้วย อย่าง พ่อ แม่พี่น้อง หรือคนรอบตัวทั้งหลาย

    ถ้าตัดสถานะต่างๆออกไปและมองไปให้ถึงแก่นของชีวิต ทุกคนควรจะเป็นเพื่อนกันได้หมด อย่างพ่อแม่เองควรจะลดความเป็นพ่อแม่แล้วลงมามองดูลูดในฐานะเพื่อนบ้าง เพราะวัยรุ่นก็คือผู้ใหญ่ในร่างเด็ก

    พ่อแม่เองก็เป็นเด็กคนนั้นนั่นแหละที่เคยผ่านชีวิตมาก่อน แม้ว่าจะไม่เหมือนกันในประสบการณ์ แต่ความรู้สึกน่าจะไม่ต่างกันในยามที่อยู่ในวัยฮอร์โมนพลุ่งพล่านแบบนี้

    เช่นเดียวกัน ความเอาใจใส่ลูกที่มากเกินพอดี การมองข้ามในสิ่งที่ควรมองเห็น และการยึดติดกับประสบการณ์ทำนองว่าชั้นผ่านมาก่อน ความคิดอะไรพวกนี้ควรจะโยนทิ้งไปได้แล้วนะ ทุกวันนี้เราควรสอนให้ลูกรูัจักเข้าใจความแตกต่างทางความคิดและการกระทำ เพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข (โลกสวยแบบสุดๆ)

    ในมุมมองของ “ครู” เอง ก็ควรจะลดหัวโขนตัวเองลงมาด้วย ถอดความเก่งกาจออกมาให้เป็นคนธรรมดาที่มองเห็นว่าเด็กต้องการอะไรในชีวิตบ้างอะไรบ้าง 

    ถ้าเด็กคนหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่เหลือใครแล้วในชีวิต พ่อ แม่ พี่ น้อง แต่ถ้าเขายังมีครู หรือ ผู้ใหญ่สักคนหนึ่งอยู่เคียงข้างเขา อาจจะทำให้เขาก้าวผ่านเรื่องราวแย่ๆไปได้เหมือนกันนะ 



    3.  พยายามเรียนรู้ที่จะ“ฟัง” บ้าง โลกทุกวันนี้มีคนที่อยากพูดมากมาย มีพื้นที่พูดหลากหลาย มีสื่อออนไลน์ต่างๆ ให้ทุกคนได้นำเสนอความเป็นตัวเอง แต่พอมาถึงจุดหนึ่ง เราอาจจะต้องหยุดตั้งคำถามบ้างว่า เอ้าห่าน..ถ้าหากทุกคนพูดแบบนี้ทุกคน แล้วใครจะฟังวะ?

    คำว่า "ฟัง" ควรเริ่มต้นจากฟังคนอื่นเพื่อเรียนรู้พื้นฐานของความแตกต่าง แล้วค่อยตามมาด้วยการฟังเสียงของหัวใจตัวเองด้วยว่าต้องการอะไร 

    หลังจากนั้นค่อยแสดงมันออกไปด้วยสิ่งที่เรารู้สึกจริงๆ เพราะบางทีเรามักจะคิดอย่างหนึ่งแต่ทำอีกอย่างหนึ่งเพื่อปกป้องตัวเองไว้ เพื่อบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร #ชั้นไม่แคร์แต่จริงๆตอนนี้กูนี่แย่สุดแล้วแสรดดด


    หลายๆครั้ง
    ปัญหามักเกิดจากการที่เราไม่ได้ฟังเสียงหัวใจตัวเอง

     

    4. อย่าด่วนตัดสินใครสักคนโดยที่ไม่รู้จัก เมื่อเราโตขึ้น เราจะเรียนรู้ว่าโลกนี้ไม่ได้มีเพียง "ขาว" และ "ดำ" อีกต่อไป คนทุกคนมีทั้งด้านมืดและสว่างในตัวเอง 

    ภาพที่เราเห็นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เขาเป็น สิ่งที่เขาคิดก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เขาทำ และสิ่งที่เราทำกับเขาก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เขาสมควรที่จะได้รับเช่นกัน

    เอาจริงๆนะ.. ผมคิดว่าเราไม่สามารถหยุดการกลั่นแกล้งกันในสังคมนี้ได้หรอก บางครั้งคงต้องยอมรับด้วยซ้ำว่าคนทุกคนมักจะมีเซนส์ของการเหยียดคนอื่นอยู่ในตัวเองเสมอ 

    บางทีเราก็หมั่นไส้ใครขึ้นมาเกลียดขี้หน้า ด่าแม่งบ้างอะไรบ้าง เพื่อให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไปได้ชั่วคราว มันคงไม่ใช่เรื่องผิดอะไรนัก แต่ขอให้พยายามที่จะควบคุมมันให้ได้ด้วยสติบ้าง หรือคิดถึงผลเสียที่ตามมาจากการกระทำของเราบ้าง แม้ว่ามันจะหายขาดไม่ได้ แต่มันจะดีขึ้นนะ ผมว่า...

    การคุกคามทางเพศ การกลั่นแกล้ง ชนชั้น ฐานะสังคมก็เช่นเดียวกัน มันเป็นไปตามธรรมชาติของสังคมที่ยกย่องเชิดชูคนที่เหนือกว่า ความไม่กล้าจัดการคนที่มีอำนาจเหนือกว่าเรา และอื่นๆอีกมากมาย

    พวกนี้คือสิ่งที่เราควรจะเข้าใจว่ามันเกิดขึ้นจริงและจะช่วยกันแก้ไขยังไง ไม่ใช่เอาแต่ความดีเข้าตัวรัวๆเพียงอย่างเดียว แล้วมาคอยตัดสินว่าคนอื่นเป็นแบบนั้นแบบนี้ตลอดเวลา ทำแบบนี้ปัญหามันไม่ได้หายไปหรอก มันแค่ถูกซ่อนโดยการเอาพรมมาไว้ปิดต่างหาก



    ทั้งหมดนี้คือ 1+3 ความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากดูซีรีส์เรื่องนี้จบ และอยากแนะนำให้ผู้ใหญ่ทุกคนที่อยู่ในฐานะของพ่อแม่ดูด้วย ผมคิดว่าการได้ดูเรื่องนี้ทำให้เราพยายามที่จะเข้าในวัยรุ่นมากขึ้น

    สำหรับคนที่คิดว่าตัวเองกำลังถูกทำร้ายถูกรังแก หรือว่าโดนกลั่นแกล้งใดๆจากสังคม ผมยิ่งอยากให้คุณดูซีรีส์เรื่องนี้เพื่อที่จะได้ทำความเข้าใจกับตัวเองว่า ในโลกแห่งความจริง คุณไม่ได้อยู่เพียงลำพังคนเดียว และบางคนเขาก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะกลั่นแกล้งคุณแบบนั้นหรอก อย่าเพิ่งสิ้นหวังในการมีชีิวิตนะครับ และถ้าไม่ไหวจริงๆ บางทีแล้วการพบจิตแพทย์ก็เป็นทางออกที่ดีอีกทางหนึ่ง


    ถึงแม้ว่าชีวิตมันจะแย่แค่ไหนก็ตาม
    แต่อย่าลืมสนุกกับการมีชีวิตอยู่ต่อไปนะครับ



เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in