[Fic: Thor x Loki] LIEnarscel
[Fic: Thor x Loki] LIE - Ep08 : Crossroad
  • Author’s Note : มาแจกมาม่าชาวเรือต่อ... ช่วงนี้ได้คุยกับคนอ่านเยอะขึ้นก็มีกำลังใจ (.  .,,) ขอบคุณทุกคนที่ทักทายเข้ามานะคะ สนุกมากเลยการได้หวีด ได้คุยกับชาวเรือ ใครเห็นเราทางไหนก็ทักทายได้ตลอดน้า เป็นหมีใจดีที่ชอบแต่งฟิคค่ะ (...) 

    Pairing : Thor x Loki

    Rate : G

    Warning : LGBT , Boy's Love , ฟิควาย , *Spoiler Alert* for Thor : Ragnarok

    Edit : เกลาสำนวนบางจุดนิดหน่อยค่า 13/12/2017 @ 19:44   

    ………………………………………………………………..

    LIE – Ep. 08 : Crossroad

    ………………………………………………………………..

              เสียงฝีเท้าดังสะท้อนก้องห้องคุมขังมานานกว่าสามชั่วโมงแล้ว และไม่มีทีท่าว่าจะเงียบลงเร็วๆนี้เสียด้วย เมื่อบุรุษหนุ่มร่างสูงใหญ่ผู้เป็นที่มาของเสียง ยังคงวิ่งวนอยู่ในห้องขังรูปวงแหวนประหลาดนี้ไม่ยอมหยุดตั้งแต่ถูกจับโยนเข้ามาในนี้ และไม่ว่าเพื่อนใหม่ชาวโครแนนในห้องขังเดียวกับเขาที่ชื่อ ‘กร็อก’ จะพูดยังไง เจ้าเทพบ้าพลังจากแอสการ์ดนั่นก็ยังรั้นจะวิ่งอยู่ดี แถมยังวิ่งเสียเต็มฝีเท้าราวกับกำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่างเสียด้วย

              ธอร์ในตอนนี้ขอแค่ให้ตัวเองได้วิ่ง ได้ออกแรง ได้ทำอะไรก็ได้สักอย่าง เพื่อปลดปล่อยความรุ่มร้อนอัดอั้น และคับข้องใจของเขาออกมา... เขาไม่สนด้วยซ้ำว่าอะไรจะตามมา ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อซึ่งเริ่มพากันประท้วง หรือปอดสองข้างซึ่งเริ่มเจ็บราวกับจะฉีก เขาไม่สนด้วยว่าตัวเองจะเหนื่อยแทบขาดใจ หรือจะล้มลงไปเสียตรงนี้เลยก็ได้... ขอแค่ไม่ต้องเป็นบ้า ไม่ต้องรู้สึกรู้สากับเรื่องราวมากมายที่รุมประดังกันเข้ามาในหัวตอนนี้

              ลำพังไม่มีเรื่องอื่นเข้ามา ทุกวันนี้เขาเองก็ถูกอนุชาคนเดียวปั่นหัวจนแทบกระอักออกมาเป็นเลือดอยู่แล้ว ตอนนี้ไหนจะมีเรื่องของเฮล่า เรื่องแร็กนาร็อก การจากไปของพระบิดา และยังต้องมาสูญเสียอาวุธคู่กายอย่างโยลเนียร์ไปอีก

              ธอร์แน่ใจ...ถ้าเป็นโลกิ...หมอนั่นคงรับมือกับเรื่องพวกนี้ได้อย่างชาญฉลาดกว่าเขา

              ...โลกิเป็นคนฉลาด... และธอร์รู้ดีว่าเขาไม่เหมือนอนุชา... เขาไม่ถนัดเรื่องการใช้หัวคิดเท่าโลกิ ยามที่เขาทั้งคู่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กัน การศึกใดต้องอาศัยการวางแผนการยุทธ์ โลกิจะเป็นคนแรกที่เขามอบความไว้วางใจให้เป็นมันสมองของทีมเสมอ...

              ...ส่วนเรื่องที่ธอร์ถนัด...คือการใช้หัวใจ...

              หากเป็นสิ่งที่เขาเลือกแล้ว และตัดสินใจทำ เขาจะยอมแลกและทุ่มเททำมันสุดตัวเสมอ จนบางครั้งก็กลายเป็นการถลำลึกลงไปหากผิดพลาด และโลกิก็เลือกใช้มันเป็นจุดอ่อนย้อนกลับมาทำร้ายเขาหลายต่อหลายครั้ง

              ทุกวันนี้ในความรู้สึก เรื่องราวระหว่างเขากับโลกิไม่ต่างจากการวิ่งวนในเขาวงกตอันจับต้นชนปลายไม่ถูก มีแต่คำถามที่เขาเฝ้าถามตัวเองซ้ำๆ แต่ก็ไม่เคยได้คำตอบ...

              บุตรแห่งโอดินไม่รู้เลยว่ามันเริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร... แล้วจะไปสิ้นสุดลงที่ใด ...ไม่รู้ว่าเขาพลาดพลั้งทำสิ่งใดลงไป...และตั้งแต่เมื่อไหร่... แล้วเหตุใดอนุชาเพียงคนเดียวที่เขารักและหวงแหนที่สุด... ผู้ที่เคยเป็นทั้งเพื่อนร่วมรบและคนรู้ใจ... บัดนี้ถึงราวกับเป็นคนอื่นซึ่งเขาไม่มีวันเข้าใจสีหน้า รอยยิ้ม และแววตา หรือแม้กระทั่งถ้อยคำที่พูดออกมาได้อีก

              ‘ข้าไม่เคยรู้จักเขามาก่อนเลยในชีวิต’

              …บางทีคำพูดของอนุชาเขาอาจเป็นความจริง...พวกเขาอาจไม่เคยได้รู้จักตัวจริงของกันและกันมาก่อนเลยตลอดเวลาที่ผ่านมา...

              ...เจ้าชายรัชทายาทแห่งแอสการ์ดผู้แข็งแกร่ง บัดนี้ทิ้งทั้งร่างและหัวใจอันหนักอึ้งของเขาลงบนพื้นอันเยียบเย็นและโสมม...เสียงฝีเท้าสะท้อนก้องในห้องขังพลันหยุดลง และถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจหอบโยนซึ่งขาดเป็นห้วงๆ...และแผ่วเบาในความเงียบ

    ------


              ทั้งๆที่รู้ว่าต้องแข่งกับเวลา บุตรแห่งลอเฟย์ก็ยังคงเอาแต่เดินกลับไปกลับมาเป็นหนูติดจั่นอยู่ในห้องของตนเองมาพักใหญ่ จริงอยู่ว่าการพบกันครั้งล่าสุดธอร์ดูจะดีใจที่ได้เจอเขา

              ...แต่...

              ใบหน้าเทพหนุ่มกลับขึ้นสีฝาดเรื่อด้วยความกระอักกระอ่วนใจ เมื่อนึกถึงสายตาเชษฐาซึ่งมองมาที่เขาสลับกับแกรนด์มาสเตอร์ในตอนนั้น

              ...ใครใช้ให้เจ้าโผล่มาช้า!...

              ไม่ใช่สิ!... โผล่มาผิดเวลาต่างหาก อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น เขาก็จะได้ใบเบิกทางการันตีสู่ชีวิตใหม่อันสุขสบายบนดาวดวงนี้โดยไม่รู้สึกอะไรแล้วแท้ๆ...

              จะให้กลับไปแอสการ์ด สู้กับพี่สาวผู้เป็นเทพีแห่งความตายน่ะเหรอ... มันการกระทำของคนโง่ชัดๆ!...

              โลกิเผลอกัดริมฝีปากล่างตนเองโดยไม่รู้ตัว อาจเพราะลึกๆแล้วเขารู้

              ...ถ้าจะมีคนโง่สักคน ที่คิดกลับไปแอสการ์ด เพื่อทำตัวเป็นฮีโร่โดยไม่ห่วงชีวิตตัวเองล่ะก็...

              ...คนๆนั้นคือธอร์...

              ก็ขนาดชีวิตไร้ค่าของยักษ์น้ำแข็งแห่งโยธันไฮม์ ที่โลกิเคยพยายามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ด้วยไบฟรอสต์คราวนั้น เชษฐาของเขายังสู้ยิบตาเพื่อปกป้อง ถึงขนาดยอมทุบทำลายไบฟรอสต์ ทิ้งเส้นทางเดียวที่เจ้าพี่โง่นั่นจะกลับไปหานางในดวงใจชาวมิดการ์ดได้

              ...ใช่...ต้องโง่ขนาดไหนถึงทำเรื่องแบบนั้น...ทั้งที่แต่ก่อนตอนเด็กๆเคยเป็นคนพูดเองแท้ๆ ว่าจะฆ่าล้างให้สิ้นซาก...

              ‘ยักษ์น้ำแข็งยังมีชีวิตอยู่ไหมครับ?’

              โลกิจำได้ว่าเขาเองเป็นคนถามโอดินออกไปอย่างหวาดๆ

              ‘ข้าได้เป็นกษัตริย์เมื่อไหร่ จะฆ่าล้างมันให้สิ้นซาก!’

              และนั่นคือคำพูดของธอร์เมื่อครั้งที่พวกเขายังเยาว์วัยกว่านี้มาก

              ...แน่ล่ะ ในตอนนั้นทั้งเขาและเชษฐา ไม่มีใครรู้เลยว่า...

              ...เจ้าชายองค์รองแห่งแอสการ์ด...จะเป็นยักษ์น้ำแข็ง...

             ดวงตาสีเขียวใสของโลกิไหววูบ ก่อนจะหยักยิ้มอย่างฝืดฝืน เขาเดาว่าธอร์คงรู้เรื่องนี้แล้วจากปากพระบิดา ในช่วงที่เขาต้องร่อนเร่ในอวกาศเพียงลำพังจนไปเจอกับธานอส

             การที่ธอร์ยังคงเห็นเขาเป็นน้อง และตามมาถึงมิดการ์ดเพื่อพาเขากลับบ้าน หรืออันที่จริงอาจเป็นเพียงความต้องการจับเขาไปคุมขังในแอสการ์ดเพื่อปกป้องมิดการ์ดก็ตาม... ไม่ว่าจะเป็นอย่างแรกหรืออย่างหลัง มันก็เปรียบประดุจความฝันแสนหวานซึ่งเขาไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นจริงอยู่ดี

              ถึงแม้จะรู้สึกดีใจแต่มันก็สายไปแล้ว... เขาในตอนนั้น...ถอยกลับไม่ได้อีกแล้ว

              ...เจ้าพี่โง่...พอเป็นเรื่องข้า...ท่านมักช้าเกินไปเสมอ...

              โลกิถอนหายใจยาว ขณะก้าวเท้าไปทางโซฟามุมห้อง เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ และมองดูร่างมายาของตนเดินหายออกจากห้องไป

    ------


              “โอดิน...หวังว่าท่านพ่อจะสถิตย์อยู่ในวัลฮาลา... ที่ซึ่งผู้กล้าคงอยู่นิรันดร์... เราจะช่วยสวดและโศกเศร้า..."

             

              “...เพื่อผู้วายชนม์อย่างสมพระเกียรติ...”          “...เพื่อผู้วายชนม์อย่างสมพระเกียรติ...”


              เสียงคุ้นหูของใครอีกคนดังประสานขึ้นมาจากเบื้องหลัง เรียกให้ผู้ซึ่งเพิ่งเสร็จพิธีน้อมส่งดวงวิญญาณของพระบิดาเหลียวกลับไปมองทางเจ้าของเสียง

              โลกิยืนอยู่เบื้องหน้า แต่ธอร์เพียงเปลี่ยนจากคุกเข่าทิ้งตัวลงนั่งเอนพิงผนังห้องขัง บุตรแห่งโอดินเงยมองอนุชา แต่เพียงแวบเดียวดวงตาสีฟ้าครามก็เบือนหลบไปทางอื่นอย่างหมางเมิน

              “เจ็บใช่ไหมล่ะ?... ถูกหลอกเข้าเหมือนกัน ถูกหลอกว่าเป็นอย่างนึงแล้ว มารู้ทีหลังว่าเป็นเรื่องแต่ง...”

              !!

              คนพูดชะงักไป เมื่อเศษหินก้อนหนึ่งถูกเชษฐาตนขว้างใส่สีข้างเขาเบาๆ แน่ล่ะว่ามันลอยทะลุผ่านร่างมายาของโลกิไป และธอร์ก็หันกลับไปสนใจหินบนพื้นใกล้ตัวอีกครั้ง แทนการมองสบตาคนตรงหน้า

              โลกิได้แต่ยิ้มอย่างปลงๆ

              …นึกเหรอว่าเขาไม่อยากมาหา... แค่ร่างมายานี่ก็เสี่ยงมากแล้วด้วยซ้ำที่มาที่นี่...

              แต่นั่นก็แค่ความคิด สิ่งที่เทพแห่งคำลวงกล่าวออกไปกลับเป็น...

              “พี่ไม่คิดว่าข้ามาตัวเป็นๆใช่ไหม? ที่นี่โสโครกจะตาย”

              แล้วหินอีกก้อนก็ลอยทะลุผ่านกลางลำตัวของเขาด้วยฝีมือของเชษฐา

              “แปลว่าพี่ไม่อยากให้ข้าช่วยเหรอ? ข้าเสี่ยงให้แกรนด์มาสเตอร์ระแวงไม่ได้... ข้าเสียเวลาเอาใจอยู่ตั้งนาน เขาดูติงต๊อง แต่ใจกว้างน้า ที่ข้าจะบอกคือ พี่มาอยู่ฝ่ายข้า เข้าฝ่ายแกรนด์มาสเตอร์...แล้ว.....”

              ร่างมายาของโลกิเมินก้อนหินซึ่งลอยทะลุร่างเขาไปอีกครั้งและพูดต่อ

              “...ไม่แน่อีกหน่อย มีอุบัติเหตุกับแกรนด์มาสเตอร์ แล้วพี่.... กับข้า....”

             มายาของโลกิทำมือเป็นสัญญาณ ชูนิ้วโป้งทั้งสองข้างคล้ายสื่อความหมายว่าพวกเขาทั้งคู่จะขึ้นปกครองซาคาร์ หากแต่หินก้อนใหญ่กว่าเก่าคราวนี้ลอยหวือจากมือคนที่นั่งเงียบ ทะลุผ่านหน้าของร่างมายาไป ทำเอาคนพูดไม่หลงเหลือรอยยิ้มบนใบหน้าอีก

              “พี่ไม่ได้คิดจะกลับไปจริงๆใช่ไหม?”

              “….”

              อีกฝ่ายยังคงไม่ตอบ และดวงตาสีฟ้าของธอร์ก็ไม่แม้แต่จะเหลือบมองมาทางโลกิอีก

              ...ทำไมถึงได้ดื้อด้านและโง่เง่าถึงเพียงนี้นะ...

              บุตรแห่งลอเฟย์ได้แต่กรีดร้องอยู่คนเดียวในใจ

              “พี่ใหญ่ของเรา... บีบค้อนพี่แตกอย่างกับบีบแก้ว นางแข็งแกร่งกว่าเรา แข็งแกร่งกว่าพี่! พี่ไม่มีโอกาสเลย... พี่เข้าใจที่ข้าพูดไหมเนี่ย!”

              ธอร์ยังคงไม่ตอบ ในลำคอบุตรแห่งโอดินยามนี้คล้ายมีก้อนจุกขึ้นมาด้วยความโกรธ

              ...ทำไมเขาจะไม่รู้... แต่ต่อให้รู้ว่ากลับไปแล้วต้องตาย เขาก็เลือกจะกลับไปอยู่ดี... เขาไม่ใช่คนที่จะใช้ชีวิตนั่งดื่มเหล้าไวน์เฮฮาทั้งวันอยู่ในงานปาร์ตี้โง่ๆนั่น ในเมื่อรู้ทั้งรู้ว่าบ้านเกิดของตนกำลังตกอยู่ในมหันตภัยร้าย และประชาชนชาวแอสการ์ดอาจกำลังเดือดร้อนและทุกข์เข็ญภายใต้เงื้อมมือของเฮล่า...

              ...เขารู้ว่าโลกิแตกต่างจากเขา... เพราะสิ่งที่เขาแบกไว้บนบ่า...คือหน้าที่ในฐานะเจ้าชายรัชทายาทแห่งแอสการ์ด... คือคำสัญญาจะปกปักษ์รักษาความสงบสุขให้กับผู้คนอันเป็นประชาชนของเขา...

              “…...”

              ดวงตาสีเขียวมองใบหน้าหมางเมินของเชษฐา เขาไม่รู้ว่าต้องพูดเช่นไร ต้องห้ามยังไงอีกคนถึงจะยอมฟัง ถึงจะยอมเข้าใจ

              ...ธอร์เป็นแบบนี้เสมอ... เมื่อตัดสินใจเรื่องใดลงไป คนตรงหน้าจะก้าวไปตามทางที่เลือกอย่างมั่นคงไม่เคยโลเล ไม่เคยหันหลังกลับ...

              ...เพราะแบบนั้น... คนที่อยู่ได้เพียงด้านหลังอย่างเขาถึงไม่เคยอยู่ในสายตา... ถึงไม่เคยมีความหมาย...

              “ได้... ข้าว่าข้าคงต้องลุยเดี่ยวแล้ว... เหมือนทุกทีนั่นแหละ”

              โลกิกล่าวออกมาอย่างตัดพ้อ หากแต่คนตรงหน้ากลับยกยิ้มหยันและหลับตาลง ทิ้งเขาไว้ราวอากาศธาตุ

              “จะไม่พูดอะไรเหรอ?...”

              …ท่านพี่... อย่าทำเหมือนไม่เห็นหัวข้า...

              “พูดอะไรบ้างสิ!”

              “จะให้ข้าพูดอะไร?...”

              ในที่สุดธอร์ก็ยอมเปิดปาก หากแต่หัวใจของเขากลับปิดแน่น

              “เจ้าหลอกทำเป็นตาย!... เจ้าชิงบัลลังก์พ่อ ปลดอำนาจของโอดิน! ทิ้งเขาไว้บนโลกให้ตาย! เจ้าปล่อยเทพีแห่งความตาย! พูดแค่นี้พอใจรึยังหรือจะให้ย้อนกลับไปมากกว่าสองวัน!”

              …ใช่...ทั้งหมดนั่นเป็นฝีมืออนุชาของเขา... และคนที่ทำทั้งหมดนั่นลงไป... ไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องพาตัวเองกลับไปรนหาที่ตายที่แอสการ์ด...

              “รู้ไหม... ข้ายังไม่ได้เห็นแชมเปี้ยนที่เขาคุยนักคุยหนา... แต่ก็ได้ยินว่ามันโหดได้ใจเลย...”

              โลกิ ลอเฟย์ซันเอ่ยเปลี่ยนเรื่องขึ้นมาเสียดื้อๆ ดวงตาสีเขียวจับจ้องใบหน้าผู้เป็นเชษฐาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง

              “…ข้าเดิมพันคู่แข่งพี่ไว้เยอะพรุ่งนี้... อย่าให้น้องผิดหวัง...”

              คำสัญญาซึ่งธอร์เพียรพยายามรักษามันมาโดยตลอด คล้ายกับถูกอีกคนยกมาทวงเพื่อเหยียบย่ำ

              ‘…งั้นข้าขอให้สัญญา…โลกิ… ข้าจะเป็นพี่ชายที่ดีของเจ้า… จะไม่ทำให้เจ้าผิดหวังในตัวข้าอีก…’

              ธอร์คว้าขวดแก้วที่ตกอยู่ข้างตัวแล้วเขวี้ยงใส่ภาพมายาของโลกิ และมันลอยทะลุร่างซึ่งกำลังเลือนหายไปจนกระทบผนังด้านหลังเสียงดังสนั่น

              ...ขวดแก้วแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ แต่ละเศษเสี้ยวร่วงกราวลงบนพื้น...พร้อมๆกับบางสิ่งซึ่งกำลังแหลกสลายอยู่ในกายผู้ซึ่งไม่ยอมให้ใครได้เห็นความอ่อนแอ...

              ...ทั้งธอร์และโลกิรู้ดีว่า การสนทนาของพวกเขาจบลงแล้ว…

              ...เส้นทางที่เขาทั้งคู่เลือกเดินก็ถูกขีดขึ้นมาแล้วเช่นกัน...

              มันอาจเป็นเส้นทางที่ดีที่สุดแล้วในความคิดของพวกเขา... แต่คงเป็นการเดินทางที่เงียบเหงาไปบ้าง เมื่อต่างฝ่ายต่างก็รู้ดีว่า...ในเส้นทางซึ่งพวกเขาเลือกเดินนั้นจะไม่มีแม้แต่เงาของอีกคน...

    ==TBC.==

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Nion Philin (@fb1910338935951)
แว้บมาหวีดต่อค่ะ สงสารกิจัง 😭
มาให้กำลังใจคนเขียนค่า มาช้าไปบ้างขออภัย ช่วงนี้ติดสอบและธุระเยอะมากค่ะ ❤️
narscel (@narscel)
@fb1910338935951 ฮึ้บ!! ('^ ',,) ชาร์จแบตเตอรี่เต็มเปี่ยม ขอบคุณนะคะ มีกำลังใจปั่นๆต่อ อิอิ แวะมาคุยเล่นกันได้ตลอดน้า หาเพื่อนหวีดเหมือนกันค่ะ จะได้ไม่เหงา เอะแฮะๆๆ*หัวเราะเสียงพี่ทอม*
supattrapongtee (@supattrapongtee)
" ทุกวันนี้ในความรู้สึก เรื่องราวระหว่างเขากับโลกิไม่ต่างจากการวิ่งวนในเขาวงกตอันจับต้นชนปลายไม่ถูก "

ชอบตอนเปรียบเทียบระหว่างวิ่งวนในห้องขัง กับเรื่องระหว่างพี่กะน้องคู่นี้ มันใช่ ในที่สุดคุณพี่ก็มีเวลาได้คิดกะเขาบ้าง

‘ข้าไม่เคยรู้จักเขามาก่อนเลยในชีวิต’

กับจุดนี้ก็ชอบมากค่ะ ตอนดูในหนังไม่ได้คิดถึงตรงนี้เลย คิดถึงแต่อิน้องพยายามให้ตัวเองรอด หรือไม่ก็วางแผนอะไรอยู่ ฮ่าาาา พี่ชายเขาคิดไกลขึ้นนะเนี่ย <3

รอตอนต่อไปนะคะ <3
narscel (@narscel)
@supattrapongtee #ทีมฝ่าบาทค่ะ 55555 ฝ่าบาทเลยฉลาด (...) แต่คิดว่าพอมีเวลาพี่ชายคงได้คิดอะไรๆมากขึ้น ในหนังถึงเริ่มตามน้องทัน เริ่มเอาอยู่ ต้องหาทางช่วยพี่ชายพลิกกลับมาคุมเกมค่ะ 5555 ปล. ขอบคุณที่ช่วยคอมเม้นท์นะคะ ดีใจมากค่ะที่อ่านแล้วชอบ ^^,,