[Fic: Thor x Loki] LIEnarscel
[Fic: Thor x Loki] LIE - Ep19 : Agony
  • Author’s Note : ตอนแรกว่าจะลงตอนใหม่ให้ทันวันเกิดตัวเองนี่ละ!! ก็ยังคงไม่ทันอยู่ดี แอะ... คิดถึงคนอ่านทุกคนเลยน้า ใครยังไม่กล้าทักทายมาคุยกัน ทักได้ตลอดที่ทวิตเตอร์ @narscel นะคะ คนแต่งไม่ดุค่า... อิอิ...

    Pairing : Thor x Loki

    Rate : G

    Warning : LGBT , Boy's Love , ฟิควาย , *Spoiler Alert* for Thor : Ragnarok

    ………………………………………………………………..

    LIE – Ep. 19 : Agony

    ………………………………………………………………..

     

              ชาวแอสการ์ดมีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ราวๆ ห้าพันปี...‘เวลา’… ซึ่งถูกมองว่าได้มาฟรี และมีอยู่เหลือเฟือ มักถูกใช้อย่างไร้ค่าและมองข้าม...

              กระทั่งสองเท้าเริ่มบ่ายหน้าสู่ความตาย ยามเมื่อลมหายใจถูกช่วงชิง ร่างกายต้องดิ้นรนไขว่คว้าเพื่อยึดยื้อชีวิตไว้จนสุดกำลัง... เวลาของชีวิตเริ่มถูกนับถอยหลัง... เมื่อนั้นแหละที่ทุกวินาทีซึ่งลมหายใจได้ต่อออกไปจะกลับมามีค่า เกินกว่าสิ่งใดจะมาทดแทนได้... และในเวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตนี่เองที่ ผู้คนมากมายหวนนึกถึงความผิดพลาด และเรื่องที่พวกเขาเสียใจ..

              ...ไม่เว้นแม้แต่เทพเจ้า... ผู้เป็นถึงว่าที่กษัตริย์แห่งแอสการ์ด... ธอร์ โอดินซัน ถามตัวเอง...

              ...หากย้อนกลับไปได้ เขาจะเลือกทำสิ่งที่แตกต่างออกไปไหม?... จะเลือกทิ้งอีกคนไว้แล้วกลับมาที่แอสการ์ดรึเปล่า? และ...จะซื่อตรงกับตัวเองต่อหน้าอนุชาให้มากกว่าที่เป็นอยู่บ้างไหม?...

              ในช่วงที่เขาถูกพระบิดาเนรเทศ โลกิเคยพูดกับเขาว่า...

              ‘มันเป็นเรื่องโหดร้ายนักที่ให้ท่านเอื้อมถึงค้อนนั่นโดยมิอาจยกมันขึ้นได้...’

              แต่สิ่งซึ่งอนุชาของเขาไม่เคยรู้เลยก็คือ เขาทนอยู่กับเรื่องโหดร้ายยิ่งกว่านั้นมาโดยตลอดอยู่แล้ว...

              การได้อยู่เคียงข้าง... ได้สัมผัส... แต่มิอาจครอบครอง มิอาจร่ำร้องสิทธิ์เป็นเจ้าของ และมิอาจก้าวข้ามเหนือความเป็นพี่ชายในสายตาของอีกฝ่ายได้… คือสิ่งที่เขาต้องแบกรับมันมาโดยตลอด

              ธอร์ไม่เคยคิดยอมแพ้ในเรื่องใด... กระทั่งผู้เป็นอนุชายังเคยกล่าวเหน็บแนมเขาว่า นั่นเพราะเขาเป็น ‘บุตรแห่งโอดิน’… แต่ความดื้อดึงไม่ยอมแพ้ทั้งหมดนั่น กลับเป็นแค่ภาพจอมปลอมในทันที เมื่อย้อนกลับมาเป็นเรื่องของเขากับอนุชา...

              ภายใต้รอยยิ้มให้กับคำเรียกว่า ‘ท่านพี่’ ธอร์ โอดินซัน ยอมจำนนมานานแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาคุมขังความรู้สึกนี้ไว้ในส่วนลึก... ลึกต่ำลงไปยิ่งกว่าคุกใต้ดินใดๆ เพียงเพื่อให้มันค่อยๆ จมดิ่งลงไปอย่างเงียบงัน และตายไปอย่างช้าๆ โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดได้ล่วงรู้...

              ...ทั้งๆ ที่ตั้งใจไว้แล้วให้เป็นแบบนั้น...

              ระยะทางระหว่างแอสการ์ดกับ ซาคาร์... ดวงดาวต่างกาแลคซี่ซึ่งเขาทิ้งอีกคนไว้และจากมา  บัดนี้กลับถูกย่อลง เหลือเพียงระยะห่างจากระเบียงปราสาทซึ่งเขาถูกตรึงไว้ไปถึงไบฟรอสท์เบื้องล่างเท่านั้น...

              …แค่ลงจากระเบียงนี่ไปหาเจ้า... ข้าก็ยังทำไม่ได้...แล้วนี่...ข้าจะต้องมาตายที่นี่... ทั้งที่ยังไม่เคยได้บอกเจ้าจริงๆหรือ...

              “ข้าคือเทพีแห่งความตาย... เจ้าล่ะ เป็นเทพอะไรนะ?...”

              คำถามของของเชษฐภคินี แว่ววนอยู่ในหัว และแม้แต่ภาพมายาของพระบิดาซึ่งปรากฏให้เห็นบนทุ่งหญ้าเหนือหน้าผาในมิดการ์ด ก็ยังถามเขาด้วยคำถามเดียวกัน เมื่อโอดินสังเกตเห็นความสิ้นหวังอันฉายชัดในแววตาสีฟ้าครามซึ่งเหลือเพียงข้างเดียวของบุตรชาย

              “เจ้าเป็น ธอร์... เทพเจ้าแห่งค้อนเหรอ หื้ม?... ค้อนนั้นเพียงช่วยให้เจ้าควาบคุมพลัง รวมสมาธิ ไม่ใช่แหล่งพลังความแข็งแกร่ง”

              ธอร์สบตาพระบิดา ในใจหวนนึกถึงพลังซึ่งเขาหลงลืมมันไปเมื่อนานมาแล้ว...

              ...ย้อนกลับไปในวันที่ท้องฟ้าเหนือทะเลสาบถูกปกคลุมไปด้วยเมฆดำครึ้ม และมีแสงสีฟ้าเจิดจ้าเป็นสายสะท้อนแปลบปลาบเป็นวงกว้าง ทำเอาทุกชีวิตในบริเวณนั้นล้วนตาพร่า...

              ภาพซึ่งเห็นอยู่ไกลๆ คือภาพของอนุชาบนเงื้อมผา กำลังถูกพวกโทรลภูเขาตรงเข้ากลุ้มรุมทำร้าย มันคือที่มาของความเดือดดาลและร้อนใจ อันทำให้เทพเจ้าสายฟ้าระเบิดความเกรี้ยวกราดอันเกินกว่าเจ้าตัวจะควบคุมได้เป็นครั้งแรก

              พลังสายฟ้าไหลอาบทั่วร่าง เพ่งมองจุดใดก็เกิดสายฟ้าฟาดเปรี้ยงตามลงไปด้วยทุกที่ แม้แต่จุดที่โลกิยืนหยัดต่อสู้อยู่ เขาก็หวิดจะส่งสายฟ้าลงไปทำร้ายอนุชาเสียด้วยซ้ำ ถ้าไม่ได้สหายของเขาเข้ามายื้อยุดห้ามปรามได้ทัน

              หลังจากกลับจากทะเลสาบ พระบิดาได้มอบโยลเนียร์ให้เขาเพื่อใช้ส่งผ่านพลังและรวบรวมสมาธิ...

              ธอร์ใช้เวลาเรียนรู้เพื่อควบคุมพลังตนเองผ่านโยลเนียร์ ฝึกฝนการต่อสู้ไปพร้อมอาวุธคู่กายนี้... จากไม่ถนัดก็กลายเป็นถนัด จากนั้นก็กลายเป็นความเคยชินกับการใช้โยลเนียร์ จนหลงลืมพลังที่แท้จริงและความเป็นตัวตนของเขาจนหมดสิ้น

              …แต่ต่อให้เขาจำได้ เวลามันก็ผ่านมากว่าพันปีแล้ว จะให้เขาเอาความมั่นใจที่ไหนมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ในตอนนี้... เทียบกับพลังของเฮล่าซึ่งแข็งแกร่งขึ้นมาก

              “ไม่ทันแล้วท่านพ่อ นางยึดแอสการ์ดแล้ว”

              “แอสการ์ด ไม่ใช่สถานที่... ไม่เคยเป็น….”

              อดีตกษัตริย์แห่งแอสการ์ดกวาดตามองไปรอบๆ ผาแห่งนั้น

              “ที่นี่อาจเป็นแอสการ์ด... แอสการ์ดคือที่ที่ประชาชนยืนหยัด และตอนนี้ เดี๋ยวนี้ คนพวกนั้นต้องพึ่งเจ้า”

              ดวงตาของพระบิดาทอดมองยังบุตรชาย ก่อนจะหันเดินกลับไปทางหน้าผา ทิ้งให้องค์รัชทายาทนั่งคอตกทอดสายตามองต่ำยังพื้นเบื้องหน้า

              หลายปีที่ธอร์บ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับตำแหน่งราชา ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่า วันหนึ่งใครสักคนก็ต้องเข้ามารับหน้าที่นี้ ...เพียงเพราะขาดความเชื่อว่าตนเองคู่ควร...

              ...ก็ที่ผ่านมาเขาเคยปกป้องใครไว้ได้บ้างเล่า... ทั้งท่านแม่... เจน... ท่านพ่อ... โลกิ... ไม่ว่าใคร สุดท้ายแล้วเขาก็มีแต่ทำให้คนเหล่านั้นผิดหวัง และเจ็บปวดในเรื่องที่เขาทำเสมอ

              กระทั่งคนที่รัก เขายังไม่สามารถปกป้อง ไม่สามารถทำให้มีความสุขได้ เขาจะคู่ควรเป็นกษัตริย์ของแอสการ์ดได้เช่นไร?...

              แค่คิดบ่าของเขายังเหมือนจะหนักอึ้งขึ้นมาเสียเฉยๆ ธอร์ส่ายหน้าไปมาอย่างนึกผิดหวังในตัวเอง

              สุดท้ายคำพูดที่ไม่เคยยอมเอ่ยออกมา ก็ล่วงพ้นริมฝีปากบุตรชายคนโตแห่งโอดิน เมื่อมาถึงจุดที่สองบ่าของเขาไร้กำลังจะทานรับน้ำหนักของความรับผิดชอบและหน้าที่ได้ไหว

              “ข้าไม่แข็งแกร่งเหมือนพ่อ...”

              อดีตกษัตริย์แห่งแอสการ์ดหันพระพักตร์กลับมามองบุตรของตนอีกครั้ง ก่อนจะยิ้มให้

              “ใช่... เจ้าแข็งแกร่งกว่า...”

              ...นั่นไม่ใช่แค่คำลวงเพื่อปลอบใจ หรือกระตุ้นให้ฮึกเหิม...

              …เพราะผู้ที่ไม่เคยพ่ายแพ้... ย่อมไม่รู้จักชัยชนะที่แท้จริง

              ผู้ที่ไม่เคยเสียใจ...ไหนเลยจะเข้าใจและปลอบโยนผู้อื่นได้

              ผู้ที่ไม่เคยรู้จักความสูญเสีย... จะเอาพลังใจที่ไหนมาฮึ้ดสู้เพื่อปกป้อง...

              ธอร์อาจไม่คิดว่าตนเองพร้อมและคู่ควรกับบัลลังก์... แต่พระบิดาของเขารู้ดี... มันไม่เคยมีคำว่าพร้อมมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว... มีก็แต่วันที่โชคชะตายัดเยียดหน้าที่และความรับผิดชอบใส่มือให้ และเมื่อวันนั้นมาถึง... โอดินรู้ว่าบุตรชายของตนจะเป็นกษัตริย์ที่ดีได้... ยิ่งกว่าที่เขาเคยเป็นเสียอีก...

    --- ℑ ---

              สะพานไบฟรอสท์ซึ่งธอร์เคยเหาะข้ามเป็นพันๆ ครั้ง ตอนนี้กลับดูเหมือนยาวไกลไม่สิ้นสุด เมื่อปลายอีกฟากหนึ่งมีผู้ที่เขาอยากพบหน้ารออยู่ ศัตรูบนสะพานถูกจัดการให้พ้นทางอย่างง่ายดายและรวดเร็ว เมื่อเทพเจ้าแห่งสายฟ้าในตอนนี้สามารถปล่อยสายฟ้าฟาดใส่ศัตรูได้กราดเกรี้ยวสมชื่อไม่ต่างอะไรกับสายฟ้าที่มีชีวิต

              ปลายอีกฟากของไบฟรอสท์ก็ไม่ต่างกัน ประกายสีฟ้าเจิดจ้าซึ่งเห็นอยู่ไกลๆ กลับเป็นเหมือนจุดหมายที่ทำเอาเจ้าชายองค์รองแห่งแอสการ์ดเริ่มว้าวุ่น และเผลอเริ่มเร่งมือในการกำจัดศัตรูเบื้องหน้าโดยไม่รู้ตัว เพียงเพื่อจะไปให้ถึงอีกฟากให้เร็วขึ้นอีกนิดก็ยังดี...

              โลกิวาดมีดสั้นในมือเพียงครั้งเดียว ก็เฉือนเข้ากลางร่างทหารปีศาจในรัศมีฆ่าฟันถึงสามร่าง ให้ร่วงลงไปกองกับพื้น ตวัดมืออีกครั้งมีดอาคมก็พุ่งทะลุเข้ากลางอกศัตรู ตายตามไปอีกหนึ่งทันที แต่นั่นก็ยังไม่เร็วพอดังใจหวัง

              หมวกเกราะใบใหม่ถูกถอดมาโยนกะน้ำหนัก จากนั้นโลกิก็กระชับมันในมือ แล้วใช้ปลายเขาโง้งจ้วงแทงใส่ร่างศัตรูเบื้องหน้าอย่างคล่องแคล่วไม่ต่างจากดาบโค้ง

              ในที่สุดเขาก็ได้พักหายใจ... โลกิลุกขึ้นยืนพร้อมกระชากมีดสั้นออกจากร่างศัตรู ซึ่งร่วงลงไปนอนแผ่หราเป็นตัวสุดท้ายบนไบฟรอสท์ พอหันกลับมาก็ได้เห็นใบหน้าผู้เป็นเชษฐาซะที…

              แต่พอได้เจอหน้า ร่างสูงใหญ่ซึ่งเดินดุ่มเข้ามาหาก็พาหัวใจของเขาร่วงวูบ

              บาดแผลบนตาข้างขวาของอีกฝ่ายท่าทางจะเจ็บเอาการ จนเขาเองไม่คิดว่าเวทรักษาที่มีจะเอาอยู่ โลกิจึงได้แต่ยืนอึ้ง ทั้งใจเสีย ทั้งหอบหายใจ เลยยังไม่ทันได้อ้าปากทัก อีกคนก็เอ่ยทักขึ้นก่อนเหมือนเป็นปกติ

              “เจ้ามาสาย”

              “เจ้าตาหาย”

              ดวงตาของทั้งคู่สบกัน แล้วความรู้สึกหลากหลายเกินกว่าจะบรรยายออกมาได้หมดก็กลับมาแผ่ซ่านกลางแผ่นอกจนรู้สึกอุ่น

              หลายปีที่ผ่านมา พวกเขายืนอยู่กันคนละฝั่ง แม้จะได้ต่อสู้ร่วมกันในช่วงเวลาสั้นๆ บ้าง แต่ก็ด้วยเป้าหมายที่แตกต่าง

              ความไว้ใจถูกริดรอนจนสั่นคลอนครั้งแล้วครั้งเล่า จนหัวใจคล้ายจะด้านชาต่อกันและกัน เสมือนโครงสร้างอันกร่อนร้าว จวนเจียนจะพังครืน เกินกว่าจะคิดเหนี่ยวรั้งแก้ไข...

              รู้ตัวอีกทีกลับพบว่าพวกเขายืนอยู่บนเส้นทางคู่ขนานที่ไม่มีวันกลับมาบรรจบ ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเส้นทางของพวกเขานั้นเริ่มแยกห่างออกจากกันตั้งแต่ตอนไหน...

              ...ทว่าเวลานี้... เสียงภายในของพวกเขากลับร้องบอกในสิ่งตรงกันข้าม ...และเสียงของมันดังเสียจนนึกกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน...

              ...นาทีนี้คงมีก็แค่เขาสองคนที่รู้... ว่าคำพูดใดๆ ล้วนไม่จำเป็น…

              ธอร์รู้ว่าโลกิยืนอยู่ที่นี่ในฐานะเจ้าชายแห่งแอสการ์ดด้วยความเต็มใจ และวันเวลาที่ผ่านมาไม่เคยพรากอนุชาองค์น้อยของเขาไปไหน โลกิยังคงเป็นคนเดิม คนที่เขาไว้วางใจได้... พอๆ กับที่โลกิรู้ว่า ต่อให้ธอร์จะพูดหรือแสดงออกเช่นไร เชษฐาของเขาก็ไม่เคยถอดใจหรือตัดเขาออกได้จริง และเจ้าคนปากหนักนี่จะยังคงเก็บพื้นที่เล็กๆ ข้างกายไว้ รอคอยให้เขากลับไปหาอยู่เสมอ...

              “งานยังไม่จบนะ!”

              เสียงนักรบสาววาลคิรี่ทักท้วงขึ้น ขณะเดินผ่านฉากสุดซึ้งของสองเจ้าชายแห่งแอสการ์ด ไปหยุดยืนเผชิญหน้ากับเทพีแห่งความตาย ซึ่งกำลังย่างกรายบนไบฟรอสท์มาทางทั้งคู่ และเป้าหมายของนางคือการฆ่าทุกคนเพื่อช่วงชิงดาบไบฟรอสท์...

    --- ℑ ---

              ‘ฟาดนางด้วยอสุนีบาต’

              ‘ข้าเพิ่งฟาดนางด้วยอสุนีบาตลูกอภิมหามหึมา แต่ก็ไม่ได้ผล’

              ‘แค่ดึงนางไว้จนกว่าทุกคนจะขึ้นยานก็พอ’

              ‘มันไม่จบแค่นั้น ยิ่งเฮล่าอยู่แอสการ์ดนานวัน พลังนางจะยิ่งกล้าแข็ง นางจะตามล่าเรา เราต้องหยุดนางที่นี่ เดี๋ยวนี้!’

              ทุกถ้อยคำในความทรงจำตอนนั้นยังคงชัดเจน... และธอร์จำได้ว่าเขาเป็นคนต้นคิดเรื่องนี้ขึ้นเอง...

              ‘แอสการ์ดไม่ใช่สถานที่ แต่เป็นผู้คน... โลกิ! นี่มันไม่ใช่การหยุดแร็กนาร็อค แต่นี่มัน เป็นการก่อแร็กนาร็อค... ไปที่ห้องนิรภัย... มงกุฎเซอร์เทอร์... มันเป็นทางเดียว...’

              ระหว่างสู้กับเฮล่า กับการการขับยานไปยังห้องนิรภัยเพื่อปลุกเซอร์เทอร์ เขาคิดว่าอย่างหลังน่าจะอันตรายน้อยกว่าสำหรับอนุชา เพราะขนาดเขาเองเจอกับเฮล่ามา ยังเอาตัวเกือบไม่รอด และงานนี้ เขารู้ว่าเขาไว้ใจโลกิได้…

              ที่ผ่านมาพวกเขาพี่น้องวางแผนทำอะไรต่อมิอะไรมาด้วยกันเป็นพันๆ ครั้ง จริงอยู่ว่า ผลลัพธ์อาจมีดีบ้างร้ายบ้าง แต่ทั้งเขาและโลกิก็ไม่เคยทำให้อีกฝ่ายผิดหวัง ด้วยการทิ้งหน้าที่ซึ่งตกลงกันไว้กลางคันเลยสักครั้ง...

              ‘เก่งมากพี่ชาย เกินกว่าที่ข้าคิดอีก’

              …ไม่... เขาไม่คู่ควรกับคำชื่นชมนั่น...

              ธอร์กำหมัดแน่น พยายามข่มใจไม่ทุบกำปั้นใส่ฝาผนังเพื่อระบายอารมณ์ แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นกระแทกแผ่นหลังตนเองใส่ผนังแรงๆ แทนเสียสามสี่ครั้ง และกดเสียงร้อง ให้เหลือเพียงเสียงคำรามในลำคอไม่ต่างจากสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บ

              ความโกรธและความผิดหวังในตัวเองกำลังรุมทึ้งเขา ไม่ต่างจากนกแร้งยามเจอซากศพ ร่างใหญ่โตทรุดร่วงลงนั่งอย่างไร้เรี่ยวแรงบนพื้น ดวงตาสีฟ้ายังคงเหม่อลอย... หวนนึกถึงภาพซึ่งเขามองเห็นผ่านหน้าต่างห้องบังคับการของยานอวกาศ ‘ดิอาร์ค’…

              ภาพของดวงดาวอันเป็นบ้านเกิดกำลังมอดไหม้กลางทะเลเพลิง ก่อนจะระเบิดเป็นผุยผง ด้วยน้ำมือเซอร์เทอร์ตามคำทำนายแร็กนาร็อค

              ‘ข้าทำอะไรลงไป?...’

              ‘ท่านช่วยไม่ให้เราสิ้นเผ่าพันธุ์… แอสการ์ดไม่ใช่สถานที่... มันคือผู้คน...’

              คำตอบกึ่งปลอบของไฮม์ดัล เอาเข้าจริงก็ไม่ช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นเท่าไหร่ ...แต่ในเมื่อเขาคือผู้ที่ต้องยืนอยู่เบื้องหน้าผู้คน... คือผู้ที่ต้องอดทนฟังเสียงร่ำไห้ของฝูงชนชาวแอสการ์ด... น้ำตาแม้สักหยดของตัวเองจึงย่อมไม่อาจให้ใครได้เห็น

              ‘ไฮม์ดัล... ดวงตาของท่าน...เห็น... ยานคอมมอดอร์ไหม?’

              เขาอึกอักตอนถาม... และเป็นครั้งแรกที่ธอร์ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยชื่ออนุชาออกมา... ผู้คุมไบฟรอสท์ส่ายหน้าเบาๆ แทนคำตอบ และคำตอบนั้นก็แทบจะกัดกินเขาให้ตายตามอีกคนไปแล้วในตอนนั้น

              …ไม่ใช่ทุกคน... ที่หนีรอดออกมาจากแอสการ์ดได้ทัน...

              ‘รู้ไหม แผนของเจ้าจะพาเราไปตาย’

              ...คำพูดของโลกิก่อนหน้านี้ ตอนที่เขาทั้งคู่บุกไปหามาเลคิธถึงสวาทาล์ฟไฮม์ เป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ถูกดึงขึ้นมาเมื่อหวนนึกถึงผู้ที่จากไป

              ‘มาเลคิธ! ข้าคือโลกิแห่งโยธันไฮม์ และข้านำของขวัญมาให้ท่าน ข้าขอสิ่งตอบแทนเพียงสิ่งเดียว... ที่นั่งพิเศษ ดูแอสการ์ดไหม้เป็นจุล...’

              ใครจะไปคิด ว่าบทพูดหลอกพวกดาร์คเอล์ฟตามแผนที่วางไว้ในตอนนั้น... จะกลับกลายมาเป็นเรื่องจริงได้

              ...หัวใจล้าลงทุกทีๆ... เมื่อเขาต้องทนเห็นภาพอนุชาทรมานท่ามกลางความร้อนของเปลวเพลิงครั้งแล้วครั้งเล่าในยามหลับตา...

              ...เขาจะยกโทษให้ตัวเองได้ยังไง ในเมื่อเขาเป็นคนทิ้งให้หมอนั่นตายในกองเพลิงไปพร้อมๆ กับแอสการ์ด... ทั้งที่รู้ทั้งรู้ ว่าอนุชาของตนไม่ถูกกับความร้อน...

              ‘เจ้าไม่เคยรักใคร... เจ้าไม่มีวันเข้าใจ...’

              เขาเป็นคนพูดตัดบทกับอนุชาเช่นนั้น บนยานลำเล็กซึ่งเขาพาเจนไปหามาเลคิธ ระหว่างที่เขาทั้งคู่เริ่มจะโต้เถียงกันอีกครั้งระหว่างหารือแผนการ

              โลกิไม่ได้ตอบโต้... ดวงตาสีเขียวจ้องมองเขาอย่างเย็นชาแทนคำตอบ แวบเดียวจริงๆ ที่ดวงตาคู่นั้นฉายแววตัดพ้อให้ได้เห็น แววตาในยามนั้นไม่ต่างไปจากอนุชาขี้น้อยใจองค์น้อยที่เขารู้จักมาตลอดชีวิต... และทำเอาเขาไปต่อไม่ถูก

              ‘…แต่เจ้ารักตัวเองเป็นใช่ไหม? ไม่ว่าแผนการนี้ผลจะออกมายังไง รักษาชีวิตเจ้าให้รอดกลับไปให้ได้ก็พอรู้ไหม...’

              เขาเอ่ยปากกำชับ แต่เมื่อเหลือบเห็นรอยยิ้มได้ใจของอีกฝ่าย เขาก็รีบเฉไฉ

              ‘ข้ายังต้องนำนักโทษส่งคืนแอสการ์ดหลังเสร็จงานนี้… เพราะงั้น... อย่าทำให้ข้าต้องลำบาก...’

              ‘…อา... ท่านพี่... ท่านหมายถึง... ‘ห้ามตายนะน้องรัก’ ... แบบนั้นรึเปล่า?’

              ทั้งคำพูด สีหน้ายียวน และรอยยิ้มกวนของอนุชายังคงเด่นชัดในความคิดเขา เหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานเสียด้วยซ้ำ อดคิดไม่ได้ว่าวันนั้นถ้าเขาตอบว่า ‘ใช่’ อีกคนจะทำหน้ายังไง...

              “...ทำไมคราวนี้ถึงไม่หักหลังข้าแบบที่เจ้าชอบทำ… เจ้าน้องโง่... ทำไมจู่ๆ ถึงลุกมาทำตัวเป็นฮีโร่ตามข้า...”

              ธอร์ส่ายหัวและพึมพำกับตัวเองแผ่วเบา แต่แล้วก็ชะงัก เหมือนฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้

              ...หรือเพราะคำพูดของเขาตอนที่ทิ้งอีกคนไว้ที่ซาคาร์?...

              ในอกโหวงเมื่อในหัวมีแต่ความทรงจำถึงเรื่องราวให้กล่าวโทษตัวเองเรื่องแล้วเรื่องเล่าไม่จบสิ้น

              ‘จะวันนี้ วันต่อไป อีกร้อยปีก็ไร้ความหมาย... แค่ชั่วหัวใจเต้น เจ้าไม่มีวันทำใจได้... หญิงคนเดียวที่เจ้ารักจะถูกพรากจากไป...’

              …โลกิเคยเตือนเขาไว้แบบนั้นเรื่องเจน...

              ...น้องข้า...เจ้าชอบให้ข้าพ่ายแพ้นักใช่ไหม... ได้... ข้ายอมแพ้เจ้า... ข้ารู้แล้วว่าเจ้าพูดถูกทุกอย่าง...

              ...ข้าไม่มีวัน... จะทำใจได้...

    --- ℑ ---

              ถือว่าเป็นโชคดี ที่ยานอวกาศซึ่งกร็อกและโลกิเลือกมาเป็นยานลำเลียงขนาดใหญ่ของกองทัพทหารซาคาร์ มันจึงมีทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ อาหารแห้งไปยันหยูกยาในนั้น

              หลังจากที่ช่วยกร็อกกับไฮม์ดัลจัดสรร และแจกจ่ายสิ่งจำเป็นให้กับชาวแอสการ์ดเสร็จ วาลคิรี่ก็คว้ากล่องยาออกเดินหาว่าที่กษัตริย์องค์ใหม่แห่งแอสการ์ด ซึ่งหายหน้าไป ไม่โผล่มาให้เห็นพักใหญ่แล้ว ครั้งสุดท้ายที่หล่อนเห็นเขา คือตอนที่อีกคนหลบไปคุยกับไฮม์ดัลตรงทางเดินด้านหลังคลังอาวุธ

              ‘ไฮม์ดัล... ดวงตาของท่าน...เห็น... ยานคอมมอดอร์ไหม?’

              สีหน้าของธอร์ตอนได้รับคำตอบจากไฮม์ดัลนั้นยังติดตา และทำเอาหล่อนอดห่วงเขาไม่ได้

              วาลคิรี่เดินตามหาธอร์มาเรื่อย ในที่สุดก็เจออีกฝ่ายอยู่ในห้องเก็บชุดเกราะ และกำลังถอดเสื้อเกราะตัวเก่าซึ่งยับเยินจากการต่อสู้ออก เผยให้เห็นบาดแผลบนร่างกายกำยำแข็งแรงนั้น แม้จะดูไม่ร้ายแรงนัก แต่ก็ยังไม่เรียกว่าหายดี

              “ดีเลยที่เจ้าอยู่นี่”

              นักรบสาวส่งเสียงเอ่ยทักเรียบๆ ให้อีกฝ่ายรู้ตัว ก่อนจะเดินเข้าไปหา หล่อนชูกล่องยาในมือให้ดูแทนคำพูด แต่บุรุษตรงหน้าเพียงหันมามองเงียบๆ และยื่นมือมาเพื่อรับกล่องยา

              หญิงสาวหยุดคิดนิดหนึ่ง ค่อยตัดสินใจวางมันลงในมืออีกฝ่าย

              “อันที่จริง... เก็บไว้ให้คนอื่นๆ จะดีกว่า แผลพวกนี้ทิ้งไว้เดี๋ยวก็หาย”

              ธอร์เหมือนจะเปลี่ยนใจ เลยยื่นกล่องยากลับมาให้หล่อนอีกครั้ง

              “ชีวิตทุกคนมีค่าเท่าเทียมกันฝ่าบาท... ไม่มีใครสมควรได้รับการดูแลที่ต่ำกว่า... แม้แต่ท่าน...”

              เมื่อหล่อนไม่รับ อีกฝ่ายก็ได้แต่ก้มหน้า สองมือจับกล่องยามาหมุนเล่น ไม่มีทีท่าว่าจะเปิดกล่องออกมาทำแผลแต่อย่างใด กระทั่งวาลคิรี่ถอนหายใจออกมาเบาๆ ตัดความเงียบ แล้วคว้ากล่องยาในมืออีกคนมาเปิดออก เพื่อเลือกหาอุปกรณ์ทำแผลให้อีกฝ่ายเสียเอง

              “…รู้อะไรไหม... ความเจ็บปวด… เป็นเครื่องมือที่ดี ที่ช่วยเตือนว่า... เรายังมีชีวิตอยู่... ถ้ามันไม่ทำให้เราตาย ...ความเจ็บปวดนั้นจะทำให้เราแกร่งขึ้น...”

              พูดไปหญิงสาวก็จัดการใช้ผ้าชุบยาเช็ดลงตรงปากแผลบนอกอีกคน แต่ด้วยความที่ไม่ได้ยั้งแรง หรือจงใจทำมันอย่างนุ่มนวลนัก เลยได้ยินเสียงลอบสูดปากเบาๆ จากคนเจ็บ

              “…แล้วทำไม...ข้ากลับรู้สึก...เหมือนตายไปแล้วเลย...”

              ดวงตาสีฟ้าซึ่งเหลือเพียงข้างเดียวมองมาที่หล่อน ริมฝีปากใต้ไรหนวดยกยิ้มให้ คล้ายจะเถียงหล่อนขำๆ แต่มันกลับดูเศร้ายิ่งกว่า เมื่อหล่อนรู้สึกได้ว่า... อีกคนอาจกำลังรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ในทุกคำพูด

              “…ต่อหน้าข้า... ท่าน...ไม่ต้องฝืนก็ได้”

              หล่อนเป็นฝ่ายหลุบตาลงเพื่อดูบาดแผลบนกายอีกฝ่าย เพื่อลดความกระอักกระอ่วน

              ถึงจะบอกไปแบบนั้น แต่อีกคนก็ยังคงเอาแต่มองดูหล่อนทำแผลให้อย่างเงียบๆ จนกระทั่งเสร็จ

              “จริงสิ!...”

              วาลคิรี่หยิบที่ปิดตาสีดำซึ่งถูกตัดเย็บอย่างประณีตยื่นส่งให้

              “คุณป้าคนหนึ่งฝากให้ข้าเอามาให้ท่าน”

              ธอร์ก้มลงมองก่อนจะรับมาถือไว้อย่างเก้อเขิน แต่เมื่อเห็นวาลคิรี่มองเขานิ่งอยู่แบบนั้นเหมือนจะรอดู เขาก็ตัดสินใจลองสวมที่ปิดตานั่น และมันทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายลงนิดๆ เมื่อนึกถึงบิดา

              “ข้าว่า...‘ความเคยชิน’ มันน่ากลัว... โอดินเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ เพราะเขาตัดสินใจก้าวออกมาจากความเคยชิน ซึ่งเป็นความผิดพลาดของตัวเองได้... สงครามในอดีตที่เขากับเฮล่าก่อขึ้นในตอนนั้นกินเวลายืดเยื้อและยาวนาน หากปล่อยให้ดำเนินต่อไปเช่นนั้น ในไม่ช้าแม้แต่ประชาชนในแอสการ์ดก็คงหาความสุขไม่ได้... แน่นอนว่าเขาต้องต่อสู้กับเสียงต้าน และแรงเสียดทานมหาศาล และนั่นต่างหาก คือความกล้าหาญ... ความกล้าในการเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง... เหมือนที่ท่านทำ…ฝ่าบาท...”

              วาลคิรี่เก็บกล่องยายื่นส่งให้ธอร์ เผื่อเจ้าตัวจะได้ทำแผลเองในครั้งต่อไป

              “ขอบคุณ...วาลคิรี่...”

              ในที่สุดอีกคนก็เริ่มพูดตอบ หล่อนเลยตบบ่าด้านหลังเขาหนักๆ อีกหลายทีเป็นเชิงให้กำลังใจ

              ก่อนจะออกจากห้องยังหันมากล่าวทิ้งท้าย

              “แล้วก็... หาเวลานอนพักซะด้วยนะฝ่าบาท อย่าให้ข้าหรือไฮม์ดัลต้องถึงกับซัดท่านให้หมอบ เพื่อให้ท่านได้หลับเลย...”

              หญิงสาวยิ้ม และยกคิ้วให้เทพหนุ่มข้างหนึ่ง ก่อนจะเดินออกจากห้องนั้นไปจริงๆ

    --- ℑ ---

              อวกาศเป็นสถานที่อันเวิ้งว้างและว่างเปล่า จึงยากนักที่จะบอกได้ว่าตอนนี้เป็นเวลาใด และเวลาผ่านไปเท่าไหร่แล้ว มีเพียงความรู้สึกเป็นตัวบอก เหนื่อยล้าก็นอน เต็มอิ่มแล้วก็ตื่น ยังมีก็แต่ว่าที่กษัตริย์แห่งแอสการ์ด ที่จวบจนบัดนี้แม้เหนื่อยล้าก็ยังมิอาจข่มตาหลับลง

              ...ยังดีที่วาลคิรี่จัดการกันห้องพักให้เขาแยกออกมาจากทุกคนบนยาน เขาถึงมีพื้นที่ให้ตัวเองได้หลบซ่อนความอ่อนแอได้บ้าง... แถมนางยังใจดีพอจะแบ่งเหล้าที่หาเจอในยานมาให้เขาซะด้วย...

              ...บางทีนางอาจรู้... ว่าเขาต้องการมันมากแค่ไหน...

              ...เสียอย่างเดียวก็ตรงที่ มันทำให้เขาเอาแต่ขลุกอยู่ในห้องพักของตนเอง ไม่ออกไปพบหน้าใคร ไม่แตะต้องอาหาร สิ่งเดียวที่ผ่านลำคอลงไปมีเพียงเครื่องดื่มแอลกอฮอร์รสร้อน... และถึงอย่างนั้น... เขาก็ยังคงห่างไกลจากคำว่า ‘เมา’ อยู่มาก และการมีสติครบถ้วนในเวลาเช่นนี้... มันช่างไม่ต่างจากการถูกสาป...

              ...เครื่องดื่มสีจางถูกรินจากขวดลงสู่แก้วใบใหม่... กระจกบานใหญ่บนผนังเบื้องหน้าสะท้อนภาพของตัวเขาเองภายใต้ผ้าปิดตาซึ่งเขายังคงไม่คุ้นเคยกับมันนัก ธอร์ยกมือขึ้นแตะ และลูบที่ปิดตาของเขาเบาๆ กำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย นัยย์ตากลับเหลือบเห็นภาพของใครบางคนในกระจกปรากฏอยู่ตรงประตูห้อง

              ...ความคิดแรกในหัว... เขาโทษเครื่องดื่มในมือ...

              ...แต่เพราะรู้ตัวว่าไม่ได้เมา ธอร์ โอดินซัน จึงหันกลับไปทางประตูช้าๆ เพื่อมองดูร่างที่เขาเห็นภาพสะท้อนในกระจกนั้นให้เต็มตาอีกครั้ง...

              ...เขาคิดจริงๆ ว่าพอหันไปมอง ภาพของอีกคนจะหายไป และเป็นเพียงภาพหลอนอีกภาพ ที่เขามักเห็นทุกครั้งที่หลับตาลง แต่ก็ไม่ใช่...

              แล้วเสียงอันคุ้นเคยก็เอ่ยทักขึ้น

              “มันเข้ากับพี่...”

              แก้วเหล้าในมือถูกวางกลับลงไปบนโต๊ะ... ก่อนที่เขาจะทำมันหลุดมือตกแตก บุตรแห่งโอดินเปลี่ยนเป็นหยิบจุกขวดโลหะมาบีบในมือแทนเพื่อลดความประหม่า

              ...อย่างน้อย... ภาพหลอนที่เห็นในครั้งนี้ อนุชาก็ไม่ได้ตัดพ้อหรือกล่าวโทษเขา และไม่ได้กำลังทรมานในเปลวเพลิง... บางที...โลกิอาจยกโทษให้เขาแล้วก็ได้... และการมาครั้งนี้อาจเป็นการบอกลา... มันคงเป็นเรื่องดีที่ได้รู้ว่า น้องชายของเขาได้พบ และอยู่กับท่านพ่อแล้วที่วาฮัลลา…แม้ว่าเขาจะยังคงทำใจไม่ได้ก็ตาม...

              “ข้าว่า...จริงๆ เจ้าก็อาจจะไม่ได้เลวร้ายนะน้องชาย”

              “อาจจะไม่”

              ผู้ได้ชื่อว่าเทพแห่งคำลวงจอมเจ้าเล่ห์อมยิ้มตอบรับคำชม ซึ่งหาฟังได้ไม่บ่อยนักจากเชษฐาในช่วงพักหลังๆ มานี้ ที่เขาซนเกินไปหน่อย

              รอยยิ้มของอีกคนทำให้ใจของธอร์สงบลงอย่างประหลาด อย่างน้อยเขาก็มีโอกาสได้บอกสิ่งที่ติดค้างในใจออกไป

              ...ขอบใจโลกิ... ขอบใจที่มาช่วยปลดปล่อยข้าจากฝันร้าย...

              “ขอบใจ... ถ้าเจ้าอยู่ที่นี่ข้าคงกอดเจ้าแล้ว”

              ...เขาเคยเจ็บปวดกับการได้กอด แต่ไม่อาจบอกความรู้สึกที่มีออกไป... แต่ตอนนี้... เขากลับอยากกอดคนตรงหน้าเหลือเกิน... กอดให้แน่นสุดแรง และไม่ปล่อยให้อีกคนได้ห่างออกไปอีก... แต่ก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้...          

              จุกขวดโลหะในมือถูกขว้างออกไปหาภาพร่างสูงโปร่งเบื้องหน้า... บุตรแห่งโอดินบอกกับตนเอง...

              ...ได้เวลาตื่นแล้ว...

              …ถ้าไม่ใช่ว่า... จุกขวดเหล้านั่นกลับถูกคว้ารับไว้ได้ในมือของอีกคน...

              “ข้าอยู่นี่...”

    ==TBC.==

    ......................................................................................................................................

    Note : ใจร้ายแค่ไหนถามใจตัวเองดูวววว จบตอนเท่าในหนัง 5555 คือตอนนี้มันยาวแล้วไง ไว้ต่อกันตอนหน้าน้า (>u<,,)

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Pinto (@fb1860343973999)
รออยู่น้าาาา อ่านซ้ำวนไป ถ้าเป็นเทปตอนนี้น่าจะยืดแล้ว 555 (การเปรียบเที่ยบที่บอกอายุคนอ่าน)
narscel (@narscel)
@fb1860343973999 กร๊าาาาาากกกก เทปคืออะไรคะ? (' . ' ,, ) (นี่ถึงกับต้องทำเนียนไม่รู้จัก 555555) เก๊ายังนั่งจิ้มจึ้กๆอยู่เลย (> < ;) รอก่องน้าาาา
Pinto (@fb1860343973999)
สนุกมากเลย รอติดตามนะคะ
narscel (@narscel)
@fb1860343973999 แฮ่ ขอบคุณนะคะ อ่านละสนุกคนแต่งก็ดีใจค่ะ (^^,,) แล้วแวะมาคุยเล่นกันอีกน้า
Chanicha Kunasinpetch (@CK_TonLew)
โอ้ยยยย คือดีงามอ่ะ เรื่องนี้จะยาวกี่ตอนกันน้อออ จะตามจนกว่าจะจบเนี่ยล่ะ
narscel (@narscel)
@CK_TonLew แงงงง ขอบคุณน้าาาา อีกนิดนึงๆ ใกล้แระ 55555
Chanicha Kunasinpetch (@CK_TonLew)
@narscel จะมีเรื่องใหม่อีกมั้ยอ่ะ ภาษาดีเราชอบ บรรยายดีด้วย
narscel (@narscel)
@CK_TonLew น่าจะแต่งมาลงเรื่อยๆ นะฮับ ตอนนี้กะลังคิดพล็อตรอ แต่อาจจะมีหายๆบ้าง กะลังเตรียมทำเรื่องนี้รวมเล่มล่ะ ก็เลยต้องทำ One Shot ที่จะลงแถมในเล่มคั่นก่อนนิดนึงน้า ขอบคุณที่ติดตามอ่านน้า จะลงไปเรื่อยๆแหละ เราชอบธอร์กิ และ คริสทอม อิอิ
supattrapongtee (@supattrapongtee)
ชอบช็อตวาลคิลี่มาช่วยปลอบธอร์ มีป้าทำที่ปิดตาให้ กับคุยกันเรื่องโอดิน T T คือช็อตบ้านบึ้มในหนังเล่นใส่มุขมากไปหน่อย เลยดูไม่ค่อยเศร้า มาอ่านขยายตรงนี้แล้วเศร้ามาก สงสารพี่ท้อ แฟนทิ้ง ค้อนพัง บ้านบึ้ม ตาหาย พ่อตาย เพื่อนสิ้น น้องไม่รู้ชะตากรรม......นี่มันโคตรทรมาณเลยนะ << ดีที่น้องกลับมา แต่ต้องไปนั่งลุ้นในอินฟินิตี้อีก ถ้าน้องปลิวอีกคน.......พี่ท้อจะไม่เหลือใครจริง ๆ แล้วนะนั่น T T
narscel (@narscel)
@supattrapongtee เราเห็นด้วยนะ ว่าถ้านึกตามแล้วมันเศร้ามากง่ะ สงสารพี่ท้อจริงๆ ในวันที่พี่เขาท้อ ก็อยากให้มีใครปลอบบ้างง่ะ แล้วเจอติดๆกันด้วย ตอนนี้เราเลยพาพี่ฟูมฟายนิดนึง แล้วก็ตอนเอนเครดิตที่พี่น้องคุยกัน บรรยากาศน่ารักมาเลย ไม่อยากดูอฟนตว. ก็เพราะกลัวใจร้าวอะ สงสารคู่นี้ไม่อยากให้แยกกันเลย
Chanicha Kunasinpetch (@CK_TonLew)
@supattrapongtee แฟนทิ้งอ่ะดีแล้ว จะได้กลับมาหาน้องกิ
Pierrot Sunday (@fb2025020441112)
เป็นการตัดที่ทำร้ายมากก อยากให้มีภาค4 จังเลยยยยยย
narscel (@narscel)
@fb2025020441112 ใช่ไหมคะ ไม่ก็ขอสวีทๆให้คู่นี้ใน อฟตนว เถอะ สงสารคู่นี้เขาละเกิน โฮรววววว
Pierrot Sunday (@fb2025020441112)
@narscel จริงๆไม่อยากดู อฟนตว. เลยอ่ะ เห็นทีเซอร์แล้วใจมันร้าวแปลกๆ แต่ก็หวังให้จบสวยๆแบบ ธอกิ อยู่ด้วยกันตลอดไปงี้
narscel (@narscel)
@fb2025020441112 ร้าวมากค่ะ นี่ก็แทบไม่อยากให้หนังเข้าเลย ฮรืออออ กลัวใจว่าจะไปจบสวยได้ก็ อเวนเจอร์4 นู่นเลยไหมแบบนี้ แงงง ภาค4ยังไม่รู้จะจบดีไหมด้วย สงสารคู่นี้มากๆเลย