[Fic : ThorxLoki] LIEnarscel
[Fic: Thor x Loki] LIE - Ep13 : The First Time
  • Author’s Note : ตอนที่ 13 เลขสวย เหมาะกับการเริ่มอะไรใหม่ๆ อย่างเช่นชื่อตอน 3คำ 55555 หาคำๆเดียวที่ความหมายตรงใจและเป็นภาษาอังกฤษไม่ได้ เอาเป็นว่าถ้าภาษาไทยก็ 'ครั้งแรก' น่ะน้า หวังว่าจะเป็นของขวัญปีใหม่ที่ไม่ช้าจนเกินไปนะ

    ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านกัน และทักทายมาคุยกันด้วยนะคะ ทางนี้ก็จะพยายามเข็นตอนต่อไปออกมาเรื่อยๆไม่ให้ขาดตอนค่า... สวัสดีปีใหม่ 2018 !!

    Pairing : Thor x Loki

    Rate : 15+ ละกัน

    Warning : LGBT , Boy's Love , ฟิควาย , *Spoiler Alert* for Thor : Ragnarok

    ………………………………………………………………..

    LIE – Ep. 13 : The First Time

    ………………………………………………………………..

     

              “น้ำ! ข้าต้องเช็ดตัวให้เขา”

              “แล้วก็... โอเคเสื้อ!... ต้องถอดมันออก”

              “ไม่สิโซ่นั่นก่อน... ใช่แล้ว ต้องจัดการเอาโซ่นั่นออกก่อน!”

              ธอร์พูดกับตัวเอง คล้ายพยายามตั้งสติ และลำดับความคิด ขณะเดียวกันร่างสูงใหญ่ก็ผุดลุกผุดนั่ง สลับเดินกลับไปกลับมาระหว่างข้างเตียงและส่วนอื่นๆของห้อง เพื่อเตรียมการไม่ได้หยุดมือ สุดท้ายเขาก็ทิ้งตัวลงนั่งบนขอบเตียงข้างๆร่างของอนุชา ซึ่งบัดนี้ถูกปลดโซ่ตรวนออกให้แล้ว โดยมีภาชนะใส่น้ำสำหรับเช็ดตัววางพร้อมอยู่บนโต๊ะตัวใกล้ๆ ในระยะเอื้อมถึง

              โลกิ ลอเฟย์ซัน นอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง ดวงตาของเขายังคงปิดสนิท หัวคิ้วขมวดมุ่นเข้าหากัน และส่งเสียงครางเบาๆ อย่างทรมานคล้ายคนไม่รู้สึกตัว

              เห็นอนุชาอยู่ในสภาพนี้ ไหนเลยผู้เป็นเชษฐาอย่างธอร์จะใจแข็งกับอีกฝ่ายได้ลงคอ

              จากที่สวมหน้ากากมึนตึง จงใจทำปั้นปึ่งใส่อนุชาตั้งแต่เหยียบย่างเข้ามาในห้องพักแห่งนี้เมื่อตอนบ่าย บัดนี้สีหน้าท่าทางแบบนั้น แทบไม่หลงเหลือให้เห็น

              ดวงตาสีฟ้าจับจ้องไม่วางตายังร่างของคนบนเตียงดูร้อนใจและเป็นกังวล... เยื่อใยที่เคยคิดจะตัดให้ขาด จนแล้วจนรอดกลับไม่เคยทำได้สำเร็จจริงๆ สักครั้ง

              ธอร์ระบายลมหายใจออกยาว ก่อนช้อนแผ่นหลังอนุชาขึ้นนั่ง ให้อีกคนพิงซบหน้าลงมากับบ่าเขา ขณะอ้อมมือไปทางด้านหลังเพื่อปลดถอดเสื้อตัวนอกของอีกคนออก

              ใบหน้าของธอร์พอต้องไอร้อนจากเรือนกายอีกคน ก็พลอยจะเห่อร้อนตาม

              มองจากสายตาคนอื่น มันอาจดูเหมือนพวกเขากำลังนั่งกอดกันอยู่ก็ได้

              ...แต่... มันจะใช่การกอดรึเปล่า...เขาเองก็ไม่แน่ใจ… ต่อให้มันเป็นการกอดกัน เอาเข้าจริงก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน ในเมื่อโลกิเป็นคนในครอบครัว... เป็นอนุชาคนเดียวของเขา...

              ...ถ้าเช่นนั้น... ความรู้สึกขัดเขินแปลกๆ ในตอนนี้มันคืออะไร...

              บุตรแห่งโอดินก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน ธอร์เดาว่า คงเพราะมันนานมากแล้วที่พวกเขาไม่ได้ทำอะไรแบบนี้

              เขาจำแทบไม่ได้แล้ว ว่าครั้งสุดท้ายที่เขากอดโลกิคือเมื่อไหร่... ใช่ตอนที่เจ้าตัวแสบนี่แกล้งทำเป็นตายให้เชษฐาโง่ๆอย่างเขาต้องร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรรึเปล่า

              ...ถ้าใช่... นั่นก็นานพอดูเลยทีเดียว...

              ธอร์หลับตาลงแล้วซุกหน้าลงบนบ่าอีกฝ่าย เขาเพียงหันหน้าไปนิด ปลายจมูกก็กดลงไปบนลำคอของอีกคนพอดี…

              ...นึกอยากอ้อยอิ่งอยู่แบบนี้สักพัก แต่เพราะรู้ว่าอีกคนกำลังรอให้เขาช่วยลดความทรมานให้อยู่ ทันทีที่ปลดเสื้อตัวนอกเสร็จ เขาจึงตัดใจผละออก และโยนเสื้อตัวนั้นลงไปกองบนพื้นข้างเตียง จากนั้นก็ค่อยประคองร่างอนุชาให้กลับนอนลงไปอีกครั้ง

              เสื้อตัวในของโลกิมีสาบเสื้ออยู่ด้านหน้าเลยไม่เป็นปัญหานักในการปลดถอด แต่ทันทีที่ได้เห็นผิวกายท่อนบนอันเปลือยเปล่าของอนุชา ลมหายใจของเทพแห่งสายฟ้ากลับพลันสะดุด เมื่อภาพที่ปรากฏต่อสายตา คือร่องรอยสีเรื่ออันประพรมอยู่ทั่วทั้งแผ่นอกและลาดบ่า ผิวขาวซีดของอนุชายิ่งขับเน้นให้รอยเหล่านั้นเด่นชัด จนเจ้าของดวงตาสีฟ้าจำต้องเบือนหน้าหนี

              มันไม่ได้ยากเกินจะคาดเดา ถึงที่มาของร่องรอยเหล่านั้น ในเมื่อเขาเองก็เห็นมันมาแล้วด้วยตาตนเอง ภายใต้การยืมพลังจากไฮม์ดัล...

              ...แน่นอนว่าเรื่องชีวิตส่วนตัวของอนุชาย่อมไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับเขา...

              ที่ธอร์ต้องการ...ก็แค่เวลา... เพื่อให้ใจเขาคุ้นชินกับมันก็เท่านั้น...

    ---  ---

     

              ผ้าชุบน้ำบิดหมาดถูกลากลูบไปตามผิวกายของอีกคนหนักๆเพื่อลดความร้อน ขั้นตอนนี้ไม่มีอะไรยาก เพราะธอร์คุ้นเคยดีกับการดูแลอนุชาตอนไม่สบาย...

              ...มันไม่ใช่ครั้งแรก...

              แต่ไหนแต่ไรมา เมื่อใดร่างกายของโลกิอ่อนแอ เจ้าตัวก็มักจะมีไข้ และแม้ไข้จะสูงหรือมีอาการแค่ไข้ต่ำๆ ก็ตาม สำหรับโลกิแล้ว อาการจะหนักเกินกว่าแค่ไข้ธรรมดาเยี่ยงชาวแอสการ์ดคนอื่นๆ เสมอ

              ธอร์เพิ่งมารู้สาเหตุก็เมื่อไม่นานมานี้ ว่าน้องบุญธรรมของเขาแท้จริงเป็นยักษ์น้ำแข็งแห่งโยธันไฮม์ ซึ่งถูกพระบิดาเก็บมาเลี้ยง

              เขารู้ดีว่าโลกิจะรู้สึกแย่เพียงใด เมื่อได้รู้ความจริงเรื่องนี้

              ธอร์หวนนึกถึงเมื่อครั้งพวกเขาตกลงไปในบ่อน้ำด้วยกัน...

              ครั้งนั้น เขาต้องนอนรับเวทรักษาอยู่ในห้องพักเป็นเวลาหลายวัน เมื่อถามหาอนุชา ก็ได้รู้ว่าอีกคนเป็นไข้นอนซมอยู่ แน่นอนว่าคนเป็นพี่ชายอย่างเขาอยากจะไปเฝ้าไข้น้องชายใจจะขาด เพราะรู้ดีว่าเป็นอีกครั้งที่โลกิต้องข้ามผ่านมันอย่างยากลำบาก ติดที่คนรอบกายต่างพากันทัดทานห้ามปราม สุดท้ายจำได้ว่า กว่าเขาจะได้เห็นหน้าอีกที โลกิก็อาการดีขึ้นมากแล้ว และเป็นฝ่ายกลับมาป้วนเปี้ยนอยู่ข้างกายเพื่อดูแลเขาแทน

              ธอร์จำได้ว่า มีวันหนึ่งอนุชาตัวน้อยขนเอาหนังสือนิทานเล่มโปรด มานั่งอ่านให้เขาฟังแก้เบื่อถึงข้างเตียง...ทำเหมือนเขาเป็นเด็กเล็กๆไม่มีผิด

              และนั่นเป็นตอนที่เขาสังเกตเห็นว่า ขณะที่โลกิเปิดอ่าน... หน้าหนังสือส่วนหนึ่งจะถูกเปิดข้ามไปอย่างรวดเร็วจนดูผิดปกติ เหมือนจงใจหลบเลี่ยงอะไรบางอย่าง

              ‘เจ้าทำอะไรน่ะ’

              คนเจ็บขมวดคิ้ว แล้วแย่งหนังสือมาจากมืออนุชา พลันพบว่าหน้าหนังสือซึ่งถูกเปิดข้าม เป็นเรื่องราวและรูปวาดของอสุรกายตัวฟ้า... ยักษ์น้ำแข็งแห่งโยธันไฮม์...

              บุตรองค์รองแห่งโอดิน โดนเชษฐาแย่งหนังสือไปเปิดดู ก็ร้องโวยวายเสียงหลง

              ‘เจ้ากลัวยักษ์น้ำแข็ง?’

              ‘ข้าเปล่า! ข้าไม่กลัวอะไรทั้งนั้นล่ะ ก็ข้าเป็นอนุชาแห่งท่าน ข้าก็ต้องไม่กลัวอะไรเหมือนท่านสิ!’

              ริมฝีปากบางเถียงอย่างเอาจริงเอาจัง เป็นตายร้ายดีก็ไม่ยอมรับ

              สำหรับธอร์... ท่าทางแบบนั้นของอีกคนก็ดูน่ารักดี

              ‘ไม่กลัวอะไรเลยจริงเหรอ?...’

              ธอร์แกล้งหรี่ตาลงมองอนุชาตนอย่างจับผิด แต่พอโลกิอ้าปากจะตอบ เขาก็แย่งพูดต่อ

              ‘…ไหนเมื่อคืนเจ้าบอกว่า... ถ้านอนด้วยกันในเตียงข้า เจ้ากลัว จะเผลอดิ้นมาโดนแผลข้าเข้าให้ไง...?’

              คราวนี้คนเป็นพี่ตีหน้าซื่อ จงใจแกล้งแหย่น้องชาย ...และก็ได้ผล... เพราะอนุชาของเขาหุบปากฉับทันที แล้วโน้มตัวเข้ามาแย่งหนังสือคืนไปจากมือคนบนเตียงอย่างเคืองๆ

              ได้หนังสือคืนมาแล้ว โลกิก็ยกนิ้วชี้ไปทางเชษฐาตนด้วยท่าทางเอาเรื่อง

              ‘ได้! คืนนี้ข้าจะนอนเบียดบนเตียงเดียวกับท่านพี่! แล้วอย่ามาร้องโอดโอยเจ็บแผลทีหลังละกัน!’

    ---  ---

     

              รอยยิ้มจางๆบนใบหน้าเทพเจ้าสายฟ้าปรากฏเพียงวูบเดียวก็พลันจางหาย เมื่อนึกถึงคำพูดของน้องชายในมิดการ์ด

              ‘ข้าจดจำได้แต่ความมืด... เพราะอยู่ใต้เงาความเก่งกาจของเจ้ามาตลอด’

              ...แม้จะเป็นเรื่องราวเดียวกัน... แต่สิ่งที่เขาและโลกิเลือกจดจำมันช่างแตกต่างกันไกลอย่างที่เขาเองก็คาดไม่ถึง...

              ธอร์แค่นขำกับตัวเองแล้วระบายลมหายใจออกยาว เขาจัดการขยำผ้าในมือปาเป็นวิถีโค้งใส่อ่างน้ำอย่างแม่นยำ

              ดูเหมือนคนบนเตียงจะสงบลงบ้างแล้ว และโลกิกลับไปนอนคู้ตัวหลับตานิ่ง ธอร์จึงวางมือทาบลงบนหน้าผากอนุชา เพื่อเช็คดูอุณหภูมิอีกครั้ง

              อาการไข้อีกฝ่ายน่าจะทุเลาลงแล้ว เหลือก็แต่... ฤทธิ์สุราร้อนกระมังที่ยังทำให้อีกคนไม่ได้สติ

              ธอร์เลื่อนมือไปตามเรือนผมดำขลับของอีกฝ่าย ในใจมีคำถามมากมายซึ่งไม่เคยได้คำตอบ...

              “…เจ้าบอกข้าที…พวกเรามาถึงจุดๆ นี้กันได้ยังไง... โลกิ...”

    ---  ---


              ...มันไม่ใช่ครั้งแรก... ที่โลกิต้องทนทรมาน เมื่อร่างกายของเขาเจอเข้ากับความร้อนจัดๆ...

              เขาเคยคิดว่ามันเป็นเรื่องเลวร้ายสุดแล้ว ที่เขาดูอ่อนแอไร้น้ำยา ท่ามกลางเทพนักรบอย่างธอร์ และเพื่อนๆ ในกลุ่ม อย่างวอริเออร์ทรี และเลดี้ซิฟ

              แต่เปล่าเลย มันเลวร้ายได้มากกว่านั้นอีก... เมื่อความจริงจากปากโอดินพระบิดา ทำให้เขารู้ว่า ตัวตนแท้จริงของเขาคืออสุรกายตัวฟ้า นัยย์ตาสีเลือด น่าเกลียดน่ากลัว ซึ่งธอร์เคยลั่นวาจาจะกวาดล้างเสียให้หมดตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก

              แม้ภายหลังเชษฐาของเขาจะยอมกลับคำ เมื่อรู้ว่าเขามีชาติกำเนิดเป็นยักษ์น้ำแข็งซึ่งไม่มีใครต้องการก็ตาม หากแต่ความรู้สึกหวาดหวั่นลึกๆ นั้น กลับไม่เคยจางหาย ไม่ว่าเขาจะหาทางทำให้ธอร์แสดงออกถึงความห่วงใยที่มีต่อเขามากเท่าไร ในอกเขาก็ยังคงว่างเปล่ายิ่งกว่าหลุมกว้างในอวกาศอันไม่มีวันเติมเต็ม

              เขาเริ่มจะเหนื่อย... กับความพยายามดิ้นรนอันไร้ค่า เมื่อไม่ว่าอย่างไรผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง...

              การดิ้นรนให้พ้นความทรมานอย่างตอนนี้ก็เช่นกัน ทั้งที่รู้ว่าเขาจะไม่มีวันหนีพ้น เมื่อความร้อนเกิดขึ้นภายในกายเขา มันก็ย่อมแผดเผาร่างกายเขา ดุจกองเพลิงโลกันต์อันไม่มีวันดับ...

              ...บางทีเขาควรหยุดได้แล้ว...

              ...ถ้ามันจะทรมานขนาดนี้... บางที... เขาควรปล่อยให้ตัวเองหลุดพ้นมันไปเสียที

              ใครจะรู้... บางที...ในตอนนี้ อาจไม่เหลือใครที่ยังสนใจใยดีชีวิตด้อยค่าของยักษ์น้ำแข็งผู้อ่อนแอตนนี้แล้วก็ได้…

              หยาดน้ำตาอุ่นร่วงหล่นจากหางตาซึ่งยังคงปิดสนิทไหลลงอาบแก้ม ในความพร่าเบลอ จู่ๆโลกิก็รู้สึกเหมือนมีอ้อมแขนของใครบางคนโอบกอดเขาไว้จากด้านหลัง

              ทั้งที่หลับตาอยู่ แต่ทำไมเขาถึงเดาได้ว่าผู้กอดคงเป็นเชษฐาก็มิอาจรู้ได้... อาจเพราะอ้อมกอดนั้นอบอุ่น และทำให้เขารู้สึกทรมานน้อยลงอย่างน่าประหลาด

    ---  ---

     

              โลกิคล้ายจะเคลิ้มหลับไป แต่จู่ๆ กลับมีเสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดอย่างรุนแรงของธอร์ดังขึ้นทางเบื้องหลัง

              แล้วร่างซึ่งโอบกอดเขาอยู่เมื่อครู่ก็รีบถอยหนี

              โลกิพลันลืมตาขึ้นดู และพบว่าผิวกายของเขาเปลี่ยนเป็นสีฟ้าครามดูน่าขยะแขยงไปเสียแล้ว!

              ไม่จริง!

              โลกิแทบจะกรีดร้อง เมื่อพบว่าเขากลายร่างกลับไปเป็นยักษ์น้ำแข็ง!

              สิ่งที่เขาหวาดหวั่นมาตลอดตั้งแต่โอดินจากไป ในที่สุดเป็นจริงขึ้นจนได้!

              การจากไปของพระบิดาพาเอามายาเวทเสื่อมคลายตามไปในที่สุด แต่สิ่งเดียวที่โลกิทนไม่ได้ก็คือ ร่างกายสามานย์ของเขาทำร้ายกัดกินร่างกายของธอร์จนเป็นแผลฉกรรจ์ เพียงเพราะอีกฝ่ายสัมผัสถูกตัวเขา

              “ธอร์! ท่านพี่!”

              เสียงเรียกของเขาแหบและสั่นพร่า ตกใจและหวาดกลัวเกินกว่าจะควบคุมร่างกายไม่ให้สั่นเทาได้

              ใบหน้าของธอร์ซึ่งมองตรงมาทั้งเจ็บปวดและโกรธแค้น เป็นใบหน้าในแบบซึ่งโลกิไม่เคยคาดคิด ว่าชั่วชีวิตนี้เขาจะมีวันได้เห็นมัน

              ...ข้า... ข้าไม่ได้ตั้งใจ!...

              โลกิ ลอเฟย์ซัน ยื่นมือออกไปหาอีกฝ่าย แต่ฉุกคิดขึ้นได้ ว่านั่นจะยิ่งทำร้ายอีกคนมากขึ้น เขาจึงรีบลดมือลง ได้แต่พยายามคู้ตัวกอดร่างตนเองไว้ แล้วหลับตาแน่น ปล่อยให้น้ำตาไหลพรากอย่างไม่อาจหักห้ามไว้ได้อีก

    ---  ---

     

              “ธอร์! ท่านพี่!”

              ผู้ที่ถูกเรียกกำลังนอนซุกตัวชิดแผ่นหลังอนุชาในสภาพใกล้จะหลับตามคนป่วยไปเต็มที แต่แล้วจู่ๆ ร่างของอนุชาซึ่งน่าจะหลับไปแล้ว กลับสั่นเทาราวกับลูกนก

              บุตรแห่งโอดินยันกายท่อนบนขึ้น ชะโงกข้ามไปดู ก็เห็นว่าแม้อีกคนยังคงหลับตา แต่สีหน้ากลับแสดงออกถึงความเจ็บปวดทรมานจนน้ำตาไหลอาบแก้ม ริมฝีปากบางพึมพำเรียกหาเขาไม่หยุด ราวกับกำลังติดอยู่ในฝันร้าย จนธอร์ต้องจับอีกฝ่ายพลิกหันหน้ากลับมาหา แล้วเขย่าเรียกเพื่อปลุกให้ตื่น

              “โลกิ! โลกิ!!”

              มือใหญ่โตของบุตรแห่งโอดินเช็ดปาดน้ำตาบนแก้มอีกคนให้อย่างร้อนใจ นึกกังวลว่าร่างกายโลกิอาจกำลังทรมานเพราะต้านฤทธิ์ร้อนของสุราไม่ไหว และการเช็ดตัวลดอาการไข้จากภายนอกก็อาจไม่พอจริงๆ

              “เหล้าบ้าอะไรของเจ้าห๊ะ! วาลคิรี่!”

              ธอร์สบถอย่างหงุดหงิดขึ้นมา และโอบร่างอีกคนมานอนกอดซุกอกไว้ เขาลูบแผ่นหลังเปลือยเปล่าของอีกฝ่ายปลุกปลอบ

              “เฮ้! ไม่ต้องกลัวนะ... พี่อยู่นี่… ลืมตาสิ โลกิ... ลืมตา…”

              ในที่สุดคนฝันร้ายก็สะดุ้งเฮือกในวงแขนแข็งแกร่ง ดวงตาสีเขียวฉ่ำด้วยหยาดน้ำตา เงยขึ้นเหม่อมองเชษฐาไม่กระพริบ ทั้งสีหน้าและแววตาดูทั้งสับสน ตกใจและประหลาดใจ

              “อย...อย่ามาแตะต้องตัวข้า!”

              โลกิร้องตวาด พร้อมกับผลักอกกว้างของอีกคนเต็มแรง ทั้งที่เจ้าตัวแทบไม่เหลือแรงใดๆ และน้ำเสียงก็แหบแห้งเสียจนคนฟังจำแทบไม่ได้

              เมื่อแรงที่มีไม่มากพอจะพาตนเองหนีพ้นอ้อมอกอีกฝ่ายได้ โลกิก็ยิ่งดิ้นขลุกขลักหนักขึ้น ปากก็ร้องตะโกนไม่หยุด

              “ปล่อยเดี๋ยวนี้! ธอร์! ข้าบอกให้ปล่อยข้า! เจ้าพี่โง่ อย่า-มา-แตะตัวข้า!”

              คนเป็นพี่ตั้งตัวไม่ติดกับความเกรี้ยวกราดของน้องชาย ก็ถึงกับทำตัวไม่ถูก

              บุตรแห่งโอดินกลืนก้อนจุกในลำคอ พอตั้งสติได้เขาก็คลายวงแขนออก ปล่อยให้ร่างผู้เป็นอนุชายันกายขึ้นนั่ง และกระถดร่างหนีไปชิดขอบเตียงอีกฟากทันที

              “เจ้าเป็นไข้... ข้า...ก็แค่เช็ดตัวให้…”

              ธอร์พยายามเค้นเสียงตอบให้ฟังดูราบเรียบ ก่อนยันกายลุกขึ้นนั่งหันหลังให้กับอีกฝ่ายบนขอบเตียงอีกด้าน แววตาหม่นมองหาเสื้อเกราะซึ่งเขาถอดวางไว้อย่างเลื่อนลอย ในใจอดรู้สึกอับอายขึ้นมาไม่ได้

              เขาเพิ่งถอดเสื้อเกราะออกเมื่อครู่เพื่อจะนอนพัก กายท่อนบนจึงอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า และธอร์ไม่ทันคิด ว่าเมื่ออีกคนตื่นขึ้นมาพบ จะออกอาการรังเกียจเขาถึงเพียงนี้

              …จริงสิ... เขาลืมไปเลย... ทั้งๆที่ได้ยินมาเต็มสองหู...

              ‘ข้า… ไม่ต้องการคนอื่น… แกรนด์มาสเตอร์… แค่ท่าน…’

              ‘…เป็นเจ้าของข้า… เพียงผู้เดียว…’

              โลกิกำลังมองไปรอบๆห้อง พยายามปะติดปะต่อเรื่องราวในหัว เมื่อรู้ตัวว่าที่เห็นก่อนหน้านี้เป็นเพียงฝันร้าย ก็ยกมือลูบหน้าตัวเองไปที

              “ขอโทษ...ที่เข้าไปยุ่งวุ่นวายกับชีวิตเจ้า”

              น้ำเสียงเย็นชาของเชษฐา ทำเอาคนเพิ่งฟื้นแทบหมดแรง

              “ท่านพี่...”

              ในที่สุดโลกิก็เรียกเจ้าของแผ่นหลังกว้างอันคุ้นเคยออกมาเบาๆ คราวนี้น้ำเสียงอ่อนลง ด้วยสำนึกเสียใจอย่างเห็นได้ชัด

              ...แต่ธอร์ก็ไม่ได้หันกลับมา...

              แม้จะตัดใจลุกเดินหนีไปไม่ได้ แต่ธอร์ โอดินซันก็ไม่พร้อมจะหันกลับไปสบดวงตาสีเขียวคู่นั้นในตอนนี้

              บุตรแห่งลอเฟย์เม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง พยายามนึกหาคำพูด ดวงตาของเขายังคงจับจ้องแผ่นหลังของคนตรงหน้า... เช่นทุกที...

              “...ข้าฝันร้าย”

              ร่างใหญ่โตซึ่งนั่งหันหลังให้ เพียงผงกศีรษะเป็นเชิงว่ารับรู้

              “…ท่านพี่... จะไม่หันกลับมาหาข้าหน่อยเหรอ?"

              โลกิยกยิ้มเศร้าๆ

              “...ข้าเบื่อกับการมองเห็นแต่แผ่นหลังของท่านเต็มทีแล้ว...”

              ...เสี้ยวหนึ่งความรู้สึกหนักอึ้ง และเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ พาให้บุตรแห่งลอเฟย์รู้สึกน้อยใจคนตรงหน้าขึ้นมาดื้อๆ...

              ผู้เป็นเชษฐาแค่นขำออกมา พลางส่ายหน้าเบาๆ

              “…แล้วของเล่นอย่างข้าควรต้องทำยังไงเพื่อแก้เบื่อให้เจ้าดีล่ะ?”

              ธอร์เหลียวหน้ากลับไปถามด้วยน้ำเสียงกระด้าง คำพูดก็จงใจประชดประชันอย่างเริ่มหงุดหงิด

              แต่แล้วผู้เป็นเชษฐากลับต้องชะงักค้าง เมื่ออีกคนคลานเข้ามาใกล้ และยันตัวขึ้นแนบร่างอุ่นลงมาบนแผ่นหลังกว้าง

              โลกิสวมกอดเขาจากด้านหลังด้วยสองแขน และซุกใบหน้าเปื้อนน้ำตาลงบนต้นคอด้านหลังของเขา ริมฝีปากร้อนของคนเป็นไข้กดจูบไล่ขึ้นมาตามลำคอและสันกราม

              “…โลกิ?”

              ร่างสูงใหญ่เอ่ยได้เพียงเท่านั้นก็ถูกมือสวยทั้งสองข้างของอนุชายกโอบใบหน้า และรั้งเขาให้ผินหน้ากลับไปรับการประทับจูบอย่างโหยหา

              ...บางทีอนุชาเขาคงเป็นพวกเมาแล้วชอบจูบ...

              ธอร์ได้แต่คิดเช่นนั้น

              ...จะเป็นใครก็ได้ ขอเพียงอยู่ใกล้ๆ งั้นสินะ...

              ...เหมือนที่เขาโดนในวันฉลองก่อนพิธีแต่งตั้งรัชทายาท...

              ...เพราะแบบนี้เขาถึงขอให้อีกคนรับปากเขา ว่าจะไม่ดื่มจนเมาอีก...

              หลังๆ มานี้ ธอร์รู้สึกเหมือนเขาไม่ค่อยเข้าใจการกระทำของโลกิเอาเสียเลย และนี่ก็คงเป็นหนึ่งในนั้น... แต่ที่ร้ายไปกว่าก็คือ... เขาเริ่มไม่เข้าใจการกระทำของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วเช่นกันในตอนนี้

              แน่ละเขาไม่ชอบใจเอามากๆ ที่โลกิเป็นแบบนี้ แต่กลับไม่มีความคิดจะผลักไสร่างของอีกคนออก

              ...ตรงกันข้าม... ธอร์ โอดินซัน เพิ่งหันกายกลับไปหา แล้วโอบช่วงเอวของคนตัวเล็กกว่ารั้งเข้ามากอดไว้ด้วยซ้ำ

              ...คงเพราะมันไม่ใช่ครั้งแรก...

              “เจ้าเมา...”

              เสียงทุ้มกระซิบเบาๆ ยามริมฝีปากละจากกันแต่ยังคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง ไม่มีวี่แววโกรธเคืองเจืออยู่ในน้ำเสียงเสียด้วยซ้ำ

              โลกิไม่ได้ตอบ ดวงตาสีเขียวคู่นั้นเพียงช้อนมองใบหน้าเขาครู่หนึ่ง จากนั้นก็หลับตาลงช้าๆ แล้วริมฝีปากร้อนนั้นก็แนบประกบกลับเข้าหาเขาอีกครั้งราวกับถูกดึงดูด

              ครั้งนี้ธอร์กลับขืนไม่ยอมคล้อยตามอีกฝ่าย เขาเอนตัวห่างออกมานิด พลางขมวดคิ้วใส่

              “เจ้าผิดคำพูดที่เคยรับปากข้าไว้...โลกิ...”

              คนถูกเรียกชื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง และมองมาที่เขาตาปริบๆ แต่แล้วมือใหญ่ก็ดันกดช่วงบ่า ให้คนตัวเล็กกว่ากลับลงไปนอนบนเตียง

              “เช่นนั้น…ข้าก็จะทำเหมือนกัน”

              สิ้นเสียงกระซิบแหบพร่า น้ำหนักจากร่างบุรุษหนึ่งก็ทาบทับลงมา พร้อมๆกับรสจูบหนักหน่วง จนใบหน้าและเรือนผมสีดำของคนด้านล่างถูกกดจนแทบจมหายลงไปในฟูก...

              “ธ...!”

              ร่างเล็กกว่าร้องเรียกได้เพียงเท่านั้นก็ถูกลิ้นหนาสอดเข้ารุกเร้าถึงในโพรงปากจนเหลือเพียงเสียงร้องครางอืมฟังไม่ได้ศัพท์ สลับกับเสียงพรูลมหายใจร้อนรินรดใส่กันและกัน

    ---  ---

     

              บุตรแห่งลอเฟย์รู้ดี... สัมผัสจากเชษฐามักไม่อ่อนโยน…

              ...แต่เขาไม่เคยคาดหวังให้มันอ่อนโยนกว่านี้... โลกิเพียงคาดหวัง...ให้จูบนี้รั้งอยู่กับเขาเนิ่นนานออกไป… ชั่วกัปชั่วกัลป์

              โลกิยกสองมือขึ้นโอบใบหน้า ก็พบว่าเคราของอีกฝ่ายให้สัมผัสแปลกใหม่บนฝ่ามือ จนเจ้าตัวลอบยิ้ม

              แค่เพียงนึกขึ้นมาว่าเขากับธอร์กำลังจูบกัน... ในแบบที่ดูยังไงก็ไม่ใช่จูบแบบคนในครอบครัว ร่างกายที่เคยว่าร้อนรุ่มแล้วจากพิษสุรา ก็พลันเดือดเร่าขึ้นกว่าเก่า จนสองขาของคนตัวบางกว่าเริ่มอยู่ไม่สุข จำต้องขยับลากถูไถไปมากับที่นอนอย่างอัดอั้น

              พอเป็นแบบนั้นส่วนอ่อนไหวกลางลำตัวก็ยิ่งทาบเบียดกับหน้าขาของคนด้านบนที่แทรกกดลงมาจนร้อนวูบวาบ และเริ่มขยายตัวจนแน่นคับ

              มือใหญ่สากกร้านของธอร์ฟอนเฟ้นไปตามร่างกายเขาหนักมือ จนลมหายใจของโลกิขาดหายเป็นห้วงๆ ด้วยความเสียวเกร็ง หากในความทรมานกลับแผ่ซ่านไปด้วยความรู้สึกหนึ่ง ซึ่งเขาเองก็ให้นิยามมันไม่ถูก

              ...ความสุข?...

              บุตรแห่งลอเฟย์นึกอย่างประชดประชัน... จะว่าไปเขาก็ไม่แน่ใจนักว่ามันจะไม่ใช่... คงเพราะเขาเพิ่งเคยได้สัมผัสกับความรู้สึกนี้... เป็นครั้งแรก...


    ==TBC.==

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Chloe Majeske (@fb1964713647086)
I wish there was a better English translation. Google translate is dumb.
narscel (@narscel)
@fb1964713647086 I wish I could write a fiction in English too. 😂 My English skills is just about for communication. Thank you for your comment. I 'm so surprised. Thank you very much.
narscel (@narscel)
@narscel If there is any part you cannot understand from google translate, I can try to explain it in English for you. You could contact my via twitter @narscel 😊
Nion Philin (@fb1910338935951)
ตอนนี้น้องมีความอ่อยท่านพี่สูง งื้อออออ จิกหมอนขาดดด 5555
narscel (@narscel)
@fb1910338935951 o(' . ',,) ยื่นหมอนใบใหม่ให้นะคะ 55555 น้องมาขนาดนี้ พี่บอก..หมีจิไม่ทน กร้าาาากกกก
supattrapongtee (@supattrapongtee)
น้ำตาพาลจะไหลในตอนนี้ TvT ตั้งแต่ย้อนอดีตตอนเด็กแล้ว ยิ่งอ่านยิ่งสงสารโลกิ โดยเฉพาะ “...ข้าเบื่อกับการมองเห็นแต่แผ่นหลังของท่านเต็มทีแล้ว...”

ฮืออออออ ทำไมพี่ชายใจร้ายขนาดนี้~!!!!

รอตอนต่อไปนะคะ <3

ps.สวัสดีปีใหม่ค่ะ
narscel (@narscel)
@supattrapongtee ('- ',,) อะ อ้าว....พี่ชายใจร้ายเหรอคะ 55555 (>~<,,) สงสารพี่ชายด้วยสิ พี่ชายรักนะ... แค่ไม่ค่อยแสดงออก!!