บทวลัญช์pride22lonely
เธอ
  •     




          "ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร?"

         บุรุษหนุ่มในเครื่องแบบเต็มยศ เอ่ยถามเธอที่เป็นทั้งสหายร่วมรบและพี่สาวหลังจากเห็นรูปถ่ายในเอกสารราชการที่นำออกมาปัดฝุ่นใหม่ คนถามมีหน้าตาคมคาย รูปร่างสูงและบึกบึนสมชาติทหาร ดวงเนตรสีครามแบบท้องฟ้าฉายแววประสบการณ์มากมีจากภูมิหลังสงคราม

          "คนนี้น่ะหรือ?" หญิงสาวเอ่ยพลางปรายตามองลงไป "อ้อ เธอชื่อรักข์ เป็นคนไทยน่ะ ย้ายมาอยู่อเมริกาตอนอายุแปดขวบกับพี่ชาย"

          เธอยักไหล่เมื่อพูดถึงตรงนั้น "ในฐานะลูกบุญธรรมของท่านทูตล่ะนะ"

         ทหารหนุ่มมองหน้าคนตอบ เขารู้สึกว่าน้ำเสียงเจือด้วยรสอิจฉา "เจน หล่อนทำให้คุณรู้สึกไม่ดี?"

         "เปล่าหรอกอิเลียส ฉันแค่คิดว่าเธอเก่งจัง อะไรทำนองนี้"

         เจนบอกพลางส่ายหน้า อิเลียสจึงปิดแฟ้มในมือลงและวางมันลงบนโต๊ะ นัยน์ตาสีครามประกายด้วยความอยากรู้จัก

          "เก่ง? ยังไงหรือ"

          หญิงสาวแค่นยิ้มแล้วขยับเข้าไปใกล้อิเลียส เขาทำให้เธอต้องนึกหวนถึงความหลังอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่เธอก็รู้สึกคิดถึงอย่างบอกไม่ถูก

          "เธอพูดได้หลายภาษา ไทย อังกฤษ รัสเซีย เยอรมัน ฝรั่งเศส จีน ญี่ปุ่น เผลอ ๆ อาจจะเกือบทั้งหมดตระกูลยูโรเปี้ยน"

           อิเลียสเผลอทำหน้าไม่เชื่อ แต่เขาก็ไม่พูดอะไรออกไปกระทั่งได้ยินเสียงหญิงสาวข้างกายหัวเราะแล้วบอกว่า "ว่าแล้วต้องทำหน้าเหลือเชื่อ"

          "ผมเชื่อ แต่ก็ต้องมีเหตุผลมารองรับเสียหน่อย" อิเลียสทำเสียงขรึม

          "ก็จะบอกอยู่นี่ไงล่ะ เธอเรียนภาษารัสเซียกับอังกฤษมาจากคุณพ่อ เพราะท่านเคยเรียนทหารที่รัสเซีย ส่วนภาษาฝรั่งเศส เพื่อนเก่าในวงการทูตที่เป็นชาวแคนาดาก็เป็นคนสอนให้"

          "ทำไมต้องเรียนเยอะขนาดนั้น" อิเลียสครุ่นคิด คงเพราะเขาเป็นทหารในยามศึก ไม่ใช่ทูต แต่เขาก็พูดได้ถึงสามภาษา อังกฤษ เยอรมัน และฝรั่งเศส

         "รักข์คงเรียกว่าผลพลอยได้ เพราะอันที่จริงแล้วคนที่จะถูกปลุกปั้นคือพี่ชาย แต่เธอหัวไว เลยเข้าตาผู้ใหญ่หลายคน" เจนออกความเห็นที่เธอคิดว่าน่าจะใช่ เนื่องจากคลุกคลีกับเรื่องราวของเด็กคนนั้นพอสมควร เพราะเธอเคยเป็นพี่เลี้ยงให้อยู่ช่วงหนึ่ง

          แล้วเจนก็พูดอีกว่า "เธอก็รู้อิเลียส ในช่วงนั้นประเทศของเรากำลังเร่งพัฒนาคน ไม่เว้นแม้แต่ 'คนนอก' ที่เห็นว่าใช้ประโยชน์ได้ และเขาก็ได้ใช้จริง ๆ"

         "หลังจากเรียนรู้ภาษาอยู่สองปี พี่ชายของรักข์ก็ได้ยศทหารเต็มตัว ใคร ๆ ก็คิดว่าเขาเป็นทหาร จริง ๆ คือสายลับต่างหาก พวกรัฐบาลปลุกปั้นเด็กคนหนึ่งเพื่อการนี้ เพื่อใช้สอดส่องหาหนอนบ่อนไส้ อิเลียสประเทศของเราน่ะเปิดเสรีมากเกินไป ไม่กลั่นกรอง พวกชาติพันธุ์ที่เข้ามา บ้างก็เพื่อตั้งรกราก บ้างก็เพื่อความทะเยอทะยาน ซึ่งอย่างหลังนี่แหละที่รัฐบาลต้องการกำจัด"

          "ใช้วิธีการยังไงเพื่อจับพวกนั้น" อิเลียสตั้งคำถาม เพราะนึกภาพไม่ออก

         "หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง พวกหนอนทั้งหลายต่างพากันรวมหัวกับคนในกองทัพของรัฐบาลทั่วมลรัฐ มันสอนภาษาแก่คนที่เห็นด้วยและใช้ต่างภาษาในการวางแผน พี่ชายของรักข์ในตอนนั้นที่รู้มากถึงสี่ภาษาถูกส่งตัวไปทั่วประเทศเพื่อเสาะสืบ แต่การส่งตัวไปนั้นเพื่อไม่ให้ดูเตะตา ทางการสั่งให้เด็กคนนั้นไปด้วยเท้าของตัวเอง โอ้ อิเลียส นี่มันบ้ามากที่จะทำคนอายุแค่นี้ทำการยิ่งใหญ่แบบนั้น"

          อิเลียสพยักหน้ารับรู้ แววตาฉายความสงสารอยู่ในใจแต่ลิขิตของพระเจ้าคงปูทางให้เด็กคนนั้นได้เดินเอาไว้แล้ว ทหารหนุ่มได้ยินหญิงสาวถอนหายใจ เขาไม่รู้ว่าเธอถอนหายใจด้วยความรู้แบบไหน สงสาร? เห็นใจ? หรือโกรธคนของรัฐบาลกันแน่

         "เริ่มงานแรก เด็กหนุ่มคนนั้นหายไปหนึ่งปีโดยไม่ส่งข่าวอะไรมาเลย จนเราคิดว่าถูกฆ่าตายแล้ว แต่เมื่อพี่ชายของรักข์กลับมา พวกเราต่างอุทานออกมาว่า โอ้ พระเจ้า! เขากอบกุมความลับของพวกนั้นมาเต็มสองกำมือจนล้น ตัวประธานาธิบดีพอใจมากและใช้เขาไปอีก คราวนี้ลงไปทางพรมแดนเม็กซิโก"

          แววตาเจนเปลี่ยนไปเมื่อเล่าถึงตรงนี้ "คราวนี้มีรักข์ติดตามไปด้วย เป็นเด็กผู้หญิงที่บ้าบิ่นสิ้นดี แต่เพราะตอนนั้นความสามารถของเธอที่พูดได้หลายภาษาเหมือนพี่ชาย ซึ่งเพิ่มเติมมาด้วยภาษาจีน และญี่ปุ่น ทำให้ทางการอนุมัติทันทีโดยไม่ต้องคิด"

         "เธอไปเรียนมาจากไหนอีกล่ะนั่น ย่านคนเอเชียงั้นหรือเจน?"

         "ใช่" เธอพยักหน้า "จากนิเซ จากเจ้าของศาลเจ้าจีน"

         อิเลียสกลั้วหัวเราะ เขารู้สึกว่ารักข์เป็นเด็กผู้หญิงที่อยู่ไม่สุขจริง ๆ ราวกับเสน่ห์ของเธอ เพราะเขามักจะได้ยินว่าผู้หญิงเอเชียขี้อาย ซึ่งต่างกับรักข์ที่ดูขวนขวายตลอดแม้ตอนนั้นเจ้าตัวจะเป็นเด็กแต่อายุสิบขวบก็ตาม

         เจนอ่านใจของอิเลียสออก หญิงสาวอมยิ้ม

         "เธอเป็นคนประหลาด เวลาเห็นคนต่างภาษามักจะชอบเข้าหาเสมอ แต่เพราะนี่แหละฉันจึงไม่แปลกใจเลยที่รักข์จะเก่งด้านนี้"

         "อืม ผมเห็นด้วยเลย"

         "แล้วหลังจากที่เธอติดตามพี่ชายไปได้สามปี พี่ชายของเธอก็ถูกยิงตายก่อนอ่าวฮาเบอร์ถูกโจมตีประมาณหกเดือน" 

          มาคราวนี้คนเล่ามีสีหน้าหมองลง คนฟังก็เช่นกัน ทั้งสองทอดสายตาไปทางหน้าต่างบานใหญ่ที่มีนกตัวหนึ่งบินโฉบผ่านไปราวกับตกอยู่ในห้วงของวังวนแล้ว

          "เพราะได้อย่างจึงต้องนำมาด้วยการแลกอีกอย่างไป นั่นคือชีวิตของพี่ชาย ศพของเขาถูกฝังอยู่ในสุสานที่วอชิงตัน จากนั้นฉันก็ไม่ได้คราวข่าวของรักข์เลย มารู้อีกทีตอนที่เธอถูกส่งตัวไปยุโรป"

          ชายหนุ่มนิ่งงันเมื่อฉุกคิดได้บางอย่าง เขานับเลข คิดเลขในใจ ก่อนจะร้องอุทาน "เธอไปทำอะไรที่นั่นตอนอายุสิบสี่"

          เจนยกยิ้ม เป็นรอยยิ้มแห่งความชื่นชมแต่ในขณะเดียวกันสายตาที่ฉายออกมานั้นขัดกับรอยยิ้มบนใบหน้า แววตาของเจนส่อความอิจฉาอยู่เบื้องลึกของจิตใจ กระนั้นความรู้สึกยกย่อง สรรเสิรญ ปรีดานั้นได้กลบล้มทับจิตใจด้านมืดมนออกไปเกือบหมดสิ้น

          "เธออาสาเป็นคน 'ส่งจดหมาย' ให้ฝ่ายสัมพันธมิตรที่กระจายอยู่ทั่วยุโรป บางทีจดหมายนั่นก็เป็นของศัตรูด้วย"

         "ทำแบบนั้นเพื่ออะไร?" อิเลียสตั้งคำถามของข้อหลัง แน่นอนว่าเขาเข้าใจความหมายของ 'ส่งจดหมาย' ซึ่งมันคืองานสายลับดี ๆ นี่เอง

         "ฉันกับเธอก็เป็นทหาร เราต่างรู้ดีว่าวันพรุ่งนี้อาจไม่มีอีกแล้ว เพราะความตายของไฟสงครามจะมาถึงเมื่อไร ไม่มีทางรู้ ทหารพวกนั้นเขียนจดหมายถึงคนที่รักแต่ไม่อาจส่งไปหาครอบครัวได้ หากเจอ เธอก็จะรับจดหมายพวกนั้นมาและทำนำไปส่งให้ ต่อให้ไกลแค่ไหนก็ตาม"

         อิเลียสรู้สึกหลงใหลในตัวของรักข์เข้าให้เสียแล้ว

         ชายหนุ่มใช้นิ้วเขี่ยขอบรูปแผ่นนั้นออกมาดูอีกครั้ง ดูเพื่อให้แน่ใจ และเมื่อได้ดูใบหน้าของเธอคนนั้นอีกครั้ง เขาก็แน่ใจตัวเอง

         รักข์เป็นผู้หญิงที่มีรอยยิ้มจริงใจ แววตาและอาการไร้เขอะเขินจากที่เห็นภายนอกบอกอิเลียสแบบนั้น ผมหยักศกดำขลับเกล้าขึ้นพองาม ดวงตาสีเข้มจัดของคนเอเชียเป็นประกายฉายนิสัยขี้เล่นช่างน่าดึงดูด เธอไม่ใช่ผู้หญิงผอมเพรียวสักทีเดียวแต่การวางมาดดูปราดเปรียว ในรูปนี้รักข์สวมเครื่องแบบทหารอเมริกันประดับยศและเหรียญเกียรติยศยืนขนาบเพื่อนทหารตาน้ำข้าวผู้ชายคนหนึ่งและผู้หญิงคนหนึ่ง

         อิเลียสแน่ใจแล้วว่าเขาเริ่มชอบผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่ที่หน้าตา แต่เป็น 'การกระทำ' ของเธอ

         "รูปนี้น่าจะถ่ายหลังจากมหาสงครามจบแล้วหลายเดือน ว่ากันว่าเธอกลับมาจากรัสเซีย ไม่มีใครรู้ว่าเธอไปเผชิญอะไรมาบ้างในประเทศที่ป่าเถื่อนแบบนั่น แต่เธอก็ยังดูปกติ ทุกคนเห็นว่าเธอปลอดภัยดีจึงไม่คิดจะถามอีก"

         "ผมมัวแต่ไปรบ เลยพลาดเรื่องดี ๆ เยอะเลย" อิเลียสพูดขึ้นพอเจนพูดจบแล้ว หญิงสาวส่งยิ้มให้เขาอย่างมีนัย

         "ชอบรักข์เข้าแล้วล่ะสิ" เธอถาม แต่ก็รู้ว่าใช่แน่ ผู้ชายคนนี้มองง่ายมาก อีกอย่างคงเป็นเพราะสนิทกันมานานด้วย

         "ไม่รู้สิ" อิเลียสตอบกำกวม แต่ในใจของทหารหนุ่มก็ไม่ได้บอกปฏิเสธ เขายิ้มให้เจน

          "แต่น่าเสียดาย ตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ที่นี่ เธอไปทำงานที่เวียดนามใกล้ประเทศบ้านเกิดของเธอ"

          หัวใจอิเลียสหล่นวูบ ความเสียดายประดังประเดเข้ามาและฉายออกมาทางสีหน้าทำให้เจนหลุดหัวเราะและอดเห็นใจไม่ได้

         "ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ได้เจอเธอที่รัก งานการเมืองจะนำพาไปให้พบเธอเอง"

          ฝ่ามือเรียวตบลาดบ่าแข็งแรงเบา ๆ อิเลียสตึงมีสีหน้าดีขึ้น

          "เมื่อไร?"

          ใช่ เขาอยากเจอแล้ว อยากเจอผู้หญิงคนนี้ คนที่น้ำใจกว้างดั่งมหาสมุทร เธอผู้มีเสน่ห์ไม่เหมือนใครและสามารถดึงดูดหัวใจของเขาได้อย่างน่าประหลาดแม้ว่าจะได้เห็นแค่รูปและได้ยินจากเรื่องเล่าเท่านั้น

          เจนเดินไปหยิบซองสีน้ำตาลที่อยู่ในลิ้นชัก ก่อนจะส่งให้ทหารหนุ่ม อิเลียสรับมาแล้วรีบเปิดจดหมายที่จ่าด้วยตราของกองบัญชาการจากรัฐบาลทันที แล้วเขาก็ยิ้มออกมา

          "วิเคราะห์และรายงานทฤษฎีโดมิโนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้รัฐบาล อืม งานนี้ไม่เลว"

          อิเลียสพูดขึ้นด้วยเสียงเปี่ยมหวัง งานนี้จะทำให้เขาได้ใกล้เธอคนนั้นนั่นมากขึ้น และอาจเรียกพบตัวได้ไม่ยาก

          "ทางการบอกว่าเธอพร้อมเมื่อไร จะจัดการดำเนินเรื่องทันที" เจนบอกพลางรับจดหมายนั้นคืนมาจากอิเลียส เธอยังเห็นชายหนุ่มยิ้มกรุ้มกริ่มไม่เลิก

         แม็กสัน อิเลียส เกรกอรี่ เบือนหน้ามองไปที่หน้าต่างบานเดิมอีกครั้ง เขาเห็นนกอีกตัวบินผ่านไปอีกแล้ว

         และตอนนี้ก็คงถึงเวลาที่ต้องเดินทางอีกครั้งเช่นกัน

        "ผมพร้อมแล้วเจน พร้อมเสมอ"





Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in