Story of my lifeMarz
บันทึกต้นปี 2017
  •                 ร่ำลึกความหลัง  เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเราบ้าง 


                   และแล้วเวลาก็ได้ล่วงเลยผ่าน ชีวิตก้าวเข้าสู่ครึ่งปีหลัง 2017  สำหรับเราแล้วปีนี้เป็นปีที่พีคสุด เนื่องจากเป็น #dek60 วัยนักเรียนก้าวสู่วัยนักศึกษา  เรียนจบแล้วทำงานครั้งแรกในชีวิต และประสบการณ์บอกชอบผู้ชายเป็นครั้งแรก...  หืม นี่แค่ครึ่งปีแรกเองนะเหวย


                    เริ่มต้นด้วยเดือนมกราคม เป็นเดือนที่วุ่นวายที่สุด เพราะอยู่ม.6 เทอมสอง โรงเรียนก็จะจัดสอบปลายภาคให้พี่ๆม.6 ก่อนการจัดสอบปลายภาคของน้องๆม.อื่นก่อน 1-2 อาทิตย์ เพื่อให้พี่ๆได้มีเวลาเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบเข้ามหาลัย ซึ่งโดยส่วนตัวก็คิดว่าดีนะ  แต่.. มีดีก็ต้องมีแย่ เพราะการเรียนการสอนและงานการบ้านของอาจารย์จะยัดมาหมดเลยค่ะ ทำเข้าไปสิ ทำงานเข้าไป นอนก็ดึก ตื่นสาย หยุดเป็นว่าเล่นเหมือนทุกวันเป็นนักขัตฤกษ์ เงินใช้จ่ายเป็นว่าเล่น ตอนเย็นๆมานั่งบ่นกับเพื่อนที่โรงเรียนอีก เบื่อโรงเรียนจังวะ บ่นสารพัดสารเพบ่นเท่าที่จะได้ ตอนนั้นโรงเรียนก็เป็นบ้า 555555 ระบบจัดการอะไรก็ไม่เวิร์ค ขัดใจน้องงง ปัจฉิมก็จะไม่มี ไหนล่ะงานพรอมที่กล่าวไว้ ห้ะ เสียเงินอีกแล้วหรอ!?


                     ถึงแม้จะดูหนักหนา ในช่วงนั้นก็ผ่านไป เพราะไปเจออะไรที่หนักกว่า วันที่ 16 เดือนกุมภาพันธ์ เป็นวันทำงานครั้งแรกของชีวิต คือพนักงานเสิร์ฟธรรมดานี่ละ ทำในร้านอาหารจีนในห้างแห่งนึง บอกก่อนเลยว่าเราเป็นคนเงียบ ขี้อาย ไม่มั่นใจในตัวเอง ชอบทำหน้านิ่ง แล้วทำงานเสริฟต้องพูด ต้องยิ้มตลอด "สวัสดีค่ะ เชิญค่าาา ขอบคุณค้าาา" ณ จุดนี้บอกได้เลยว่าเราพัฒนาขึ้น รวมทั้งทักษะแต่งหน้า 55555 ซึ่งเราต้องแต่งทุกวัน จริงๆไม่บังคับ ฉันอยากแต่งเองจ้ะ
      
          
                     การทำงานที่ดีคือทีมเวิร์ค  แน่นอนว่าเราทำงาน เราก็ต้องมีเพื่อนร่วมงาน ซึ่งมีดีร้ายก็ผสมกันไป แต่แบบว้าวมาก เพื่อนร่วมงานร้ายของเรา give me a lesson  บางทีก็งงนะ ฉันยังไม่ได้อะไรกับหล่อนเลยนะ แต่หล่อนจะมาตั้งแง่กับฉัน ไม่ชอบฉันไม่ว่า นินทาลับหลังก็ไม่ว่า แต่มาติดตามเรื่องของฉันทุกเรื่องราวกับเอฟซีแบบนี้ไม่ไหวนะ ไม่ชอบก็ไปไหนก็ไป ไสหัวไป รำคาญ ติดตามแล้วเอาไปเม้าอีก น่าตบ มาบอกว่าฉันหน้าเงาไปทำอะไรมา (เขาเรียกปัดไฮไลท์จ้ะ) แล้วก็มาซื้อ beauty item ตามฉัน งงไปอีก ฮืออ  ในช่วงนั้นคือทำงานด้วยความข้องหมองใจ ไม่ร้องไห้ แต่พอเจอหนักมากๆเราก็ร้องไห้ ครุ่นคิดต่างๆนานา ทำไมจะต้องมาทำงานนี้ด้วยวะ คือไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลยนะ ทำไมต้องมาเจอแบบนี้ คิดถึงเพื่อนสมัยมัธยมที่มีความจริงใจให้กัน ทำไมเราต้องเจอคนแบบนี้ กลับมาบ่นให้ป๊าฟังทุกวัน ป๊าก็สอนทุกวัน เราก็เริ่มเข้าใจมากขึ้นๆว่ามันเป็นแบบนี้แหละ พอเราโตมากขึ้นเราก็จะเจอความหลากหลายมากขึ้น ร้อยพ่อพันแม่ เราก็ต้องสร้างเกราะป้องกันตัวเอง เพราะสุดท้ายคนที่ฮีลเราได้ที่สุดคือตัวเราเอง บางคนที่ว่าร้ายเราไม่ได้ดีกว่าเราเลย หากเปรียบเทียบด้านครอบครัว ฐานะ และการศึกษาแล้ว เราดีกว่าเธอเยอะเลยแหละ เราเข้าใจเธอนะ สังคมมันหล่อเลี้ยงเธอเติบโตมาให้เธอเป็นแบบนี้ เราก็ขออโหสิกรรม... ชิตังเม โป้ง! (เดี๋ยวๆ)   


                     แต่เพื่อนร่วมงานดีๆก็มี หลังจากทำงานที่นั่นมา 2 เดือนกว่าๆ เราก็ออก  (หมดเวลาแล้วว เธอคงต้องปายยย) ก็ต้องขอบคุณพี่ๆนะคะ ที่ดีกับน้อง คอยสอนงาน ให้กำลังใจน้อง และขอบคุณป๋าที่เอ็นดูหนู รับปรึกษาทุกเรื่องที่หนูระบาย คิดถึงและขอบคุณป๋าด้วยเคารพนะคะ


                     เสร็จชีวิตการงานแล้วก็ต้องกลับมาสู่ด้านการศึกษา ตอนม.6 บอกเลยว่าไม่ตั้งใจอ่านหนังสือ บอกได้ว่าตอนนี้เรารับผลกรรมแล้วแหละ 555555 หลังจากสอบแกทแพท 1/60 คะแนนน้อย จะไปรับตรงที่ไหนก็ไม่ได้ ประกอบกับช่วงนั้นติสท์ เบื่อชีวิต ค้นหาตัวเองไม่เจอ ชีวิตอยู่ในการแข่งขัน อาจารย์ก็พูดทุกวันว่าม.6 แล้วนะต้องนี่นั่น มันสร้างความกดดัน กดดันมากๆก็ไม่สนใจ มันทำให้เราทิ้งตัวเองไม่สนใจเรื่องการเรียนต่อ คิดว่าชีวิตเป็นของเรา เราจะเรียนเมื่อไหร่ก็ได้ ตอนนั้นก็เทๆไป แต่ก็แอบหวังที่ม.รังสิต ที่เราไปขอทุนไว้ เรียนฟรี 100% เลยนะ ตอนนั้นเลือกลงการท่องเที่ยวไป คิดว่ามันคงดีอ่ะ ประเทศเราก็เป็นประเทศท่องเที่ยว เดือนมีนาคมทางมหาลัยก็นัดมาสัมภาษณ์ ผลปรากฏว่า เราตกสัมภาษณ์ค่าา 55555 (ยังจะขำ) พอตอนนี้ก็โอเคนะ ดีแล้วที่ไม่ได้ พึ่งรู้ตัวเองว่ามันไม่ใช้ทางเรา 


                     พอรู้ว่าตัวเองนก ชีวิตก็เคว้งค้างต่อ เอ้า ฉันจะไปไหนดี ตอนนั้นคิดเรียนปีหน้าไปเลย ฉันจะซิ่ว แต่โชคชะตานำพา ช่วงนั้นก็ช่วงสมัครแอดมิชชั่น เราก็ลองไปคำนวนคะแนนเล่นๆ เห้ย คะแนนเราก็พอได้นี่หว่า ผลปรากฏว่าได้จริงๆค่ะ เอกฝรั่งเศสเพื่อการสื่อสาร ม.บูรพา แต่เจ้ากรรมป๊าแม่ไม่ให้ไป ตอนนั้นยอมรับว่าเสียใจ คือได้แล้วทำไมไม่ให้ไปล่ะ คิดมาตลอดว่าครอบครัวจะต้องสนับสนุนฉันนะ ครอบครัวเราจะต้องเป็นแบบนี้แบบนั้นแต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่ ก่อนหน้านี้ป๊าบอกตลอดว่าอยากให้เข้าม.เกษตร (เพราะมันใกล้บ้าน) แต่เราเลือกไม่ฟังเขา เราอยากเลือกของเรา เขาก็ให้  แน่นอนละพ่อแม่ทุกคนก็อยากลูกเข้ามหาลัยดีๆท็อปๆ แต่ที่เราได้มันไกลบ้านด้วย แล้วความคิดเขาคิดว่ามหาลัยไม่ท็อปเท่าไหร่ด้วย (จริงๆก็ท็อปนะคะ) เอาละ หลังแอดมิชชั่น เข้าสู่วงจรเดิม เราเคว้ง คิดเสียดายเวลาที่ผ่านมา บ่นให้ป๊าฟังเหมือนเดิม เขาก็ด่า 555555 ซึ่งสมควรแล้วจริงๆ หนูขอโทษที่หนูทำให้ป๊าไม่ได้ คำด่าในวันนั้นที่จำได้ดีเลยคือ ชีวิตอ่ะไม่ได้เป็นของใคร เราจะต้องรับมันให้ได้ ชีวิตเราไม่ได้อยู่คนเดียว ตอนนั้นป๊าก็อิงถึงสถานะครอบครัวตอนนั้น  แค่นี้แหละมันทำให้เรารู้เลยว่าเราจะมาเที่ยวเล่นไม่ได้แล้วนะ เราต้องโตให้มากกว่านี้ เรายังมีอะไรที่ต้องรับผิดชอบอีกตั้งเยอะ 

         
                    กลับมาสู่ช่วงออกจากงานใหม่ๆก็รวย (หืม) ทำงานเงินที่ได้มาแทบไม่ได้ให้พ่อแม่เลย เอาเงินไปเที่ยวเล่นชดเชยปิดเทอมที่ไม่ได้ปิดเทอมเลย เพราะสอบเสร็จปุ้บเราก็หางานเลยค่ะ ใช้เงินไปเยอะมากๆจนตอนนี้เหลือน้อยแล้วอ่ะ เก็บได้น้อยด้วย พอตอนนี้เรามาเรียนอย่างเดียว เราก็กลับมาขอเงินพ่อแม่ บอกตรงๆว่ารู้สึกละอายมาก ตอนทำงานก็ไม่เคยคิดจะให้เขา พอถึงเวลากลับมาขอเขากินอีก แบบนี้มันใช้ได้มั้ยล่ะ...


                     กลับมาสู่โหมดมุ้งงิ้ง ง้องแง้ว ช่วงปลายเดือนเมษายน ตอนนั้นโพสสเตตัสในเฟสบุ้ค ผู้ชายมาเม้น เราก็แอ้วเขาไป จนได้ไปคุยหลงไมค์ ไปสารภาพกับเขาแหละว่า เราชอบเธอนะ แอร้ยยย ตอนนั้นเป็นโม้เม้นที่น่ารักมาก เราบอกไปเขาก็โอเคกับเรา เราก็ศึกษากัน ไปเที่ยว ไปดูหนังกัน งุ้งงิ้งง้องแง้ว เป็นคนคุยแหละว่าง่ายๆ เราเองก็ยอมเขาแทบทุกอย่าง (ใช่แก เพราะฉันชอบเขาไง ) ช่วงแรกๆก็ดีมาก ดีจริงๆ แหม ว่าแล้วก็คิดถึงเขาเนอะ แต่ก็เนอะ มันไม่ใช่ช่วงเวลายาวนานมากนัก ประมาณเดือนกว่าๆ ความสัมพันธ์นั้นจบลงเพราะเขาเลือกหายไป :)  เราอาจจะไม่ใช่ ก็โอเค๊ แต่ช่วยบอกไรหน่อย อย่าเงียบ ตอนนั้นก็เฮิร์ตเพราะความไม่ชัดเจนเนี่ยละ แต่ตอนนี้โอเคมากกก ทุกอย่างกลายเป็นความทรงจำดีๆ เราไม่ได้เจ็บปวดจากมัน แต่เรายิ้มจากมันมากกว่า อย่างน้อยครั้งนึงเราก็เคยมีช่วงเวลาดีๆด้วยกัน


                      จนตอนนี้เดือนกรกฏาคมแล้วค่ะ จะวันเกิดเราแล้ว กรี้สสส I'm turning to 19 ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นก็มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่มากขึ้น มีที่เรียนแล้วค่ะ Make it happen ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้เรียนที่ตัวเองอยากเรียนจริงๆ ตั้งปณิธานไว้ว่าจะเรียนให้จบภายใน 3 ปี  หยวนๆหน่อยก็ 3 ปีครึ่ง อิอิ 
     

                        ช่วงนี้ก็แพลนชีวิตในครึ่งปีหลัง อาจจะกลับมาเขียนบ่นอีกครั้งในปีหน้า ว่ามีอะไรแฮพเพ่นอีกในครึ่งปีหลัง ประสบการณ์ที่ผ่านมาก็หล่อหลอมเรา บางคนนี่ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ต้องโดนเองถึงจะซึ้ง จะมีอะไรจะหล่อหลอมเราอีกน้าา ครุ่นคิด


                                                                                                                                     17-7-2017
                                                                                                                                            <3 







                    
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in