Reviewsนอวอรอรอตอพอลอ
20th Century Women - review
  • "อ๊ะ" เขาคนนั้นยื่นลูกอมให้ พลางกระซิบกระซาบถาม "หลับปะ?"

    ผมรับลูกอมมาหยิบเข้าปาก แม้ในแสงสลัวๆ รูปร่างทรงรีป้อมๆ นั้นก็ยังฟ้อง สหายประมงรสน้ำผึ้งมะนาว (มั้ง) ไม่เคยได้สัมผัสลิ้นของผมมาก่อน "เปล่า"

    ผมและเธอหันกลับไปมองภาพเคลื่อนไหวในจอขนาดเกือบใหญ่ข้างหน้า ภาพยนตร์ 20th Century Women กำลังเล่าเรื่องราวของมนุษย์กลุ่มหนึ่งในอเมริกาในปลายทศวรรษเจ็ดศูนย์ ยุคที่พังค์ร็อคกำลังแตกแขนงออกไปทั้งทางฮาร์ดคอร์และสายนิวเวฟ สมัยที่การรณรงค์เรื่องภัยจากบุหรี่กำลังทำให้คนที่เติบโตมาจากสมัย Depression กลายเป็นคนตกยุค สมัยที่ผู้หญิงเริ่มกล้าพูดและตัดสินใจเรื่องทางเพศของตนเองด้วยอานิสงส์ของคดี Roe vs Wade

    ฯลฯ

    ผมไม่มีความรู้เกี่ยวกับยุคนั้นเท่าไหร่ ประสบการณ์จากการดูภาพยนตร์หรืออ่านหนังสือมาแบบผิวๆ แถมยังไม่เคยไปเหยียบอเมริกา ทำให้ผมไม่รู้สึกถวิลหาอดีตอย่างที่ผู้กำกับ Mike Mills อาจตั้งใจ ไม่ว่าจะ เสื้อ ผ้า หน้า ผม ฉากและอุปกรณ์ประกอบทั้งหลาย การเอาภาพข่าวหรือภาพถ่ายเก่าๆ มาสอดแทรก การย้อมฟิล์มในช็อตการเดินทางหลายครั้ง ฯลฯ

    แม้ความโหยหาอดีตจะเป็นเป้าหนึ่งของหนัง แต่เรื่องราวที่เล่ากลับมีความร่วมสมัยอยู่มากมาย มนุษย์ยังคงแสวงหาตัวตนอยู่ตลอดเวลา ผ่านความรักหรือความอยากรัก ผ่านการทดลอง ความเจ็บป่วย ความสับสน ความมั่นใจที่ถูกเงื่อนไขที่เปลี่ยนไปทุบจนแตกกระจาย แม้แต่สิ่งที่น่าจะเป็นถาวรวัตถุอย่างอาคารบ้านเรือนก็ยังต้องซ่อมแซม รื้อถอน ปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ตัวละครต่างช่วงอายุใน 20th Century Women บอกอย่างชัดๆ ว่าการ Coming of Age ไม่ได้จำกัดอยู่กับวัยรุ่น แต่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและกับทุกคน

    แม้ว่าหนังจะตั้งอยู่ในฉากเหตุการณ์ในอดีต แต่ความร่วมสมัยของมันต่างหากที่เป็นประเด็น ปัญหาครอบครัวที่แตกแยก ความเปราะบางของอารมณ์ ช่องว่างระหว่างวัย การแก้ปัญหาด้วยการหลบเลี่ยง ฯลฯ หนังไม่ได้พยายามเล่า "เรื่อง" เท่ากับพยายามเล่าถึง "ความสัมพันธ์" ของคนห้าคนที่อาศัยในบ้านใหญ่หลังเดียวกัน ความสัมพันธ์ของมนุษย์นี่ต่างหากที่ไม่เคยตกยุค

    ชื่อหนังชวนให้นึกว่านี่เป็นหนัง Feminist แต่สุดท้ายผมคิดว่าผู้กำกับแกมองโลกด้วยสายตาของ Humanist มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงรุ่นไหนก็มีทั้งความหัวเก่าและหัวก้าวหน้าในตัว แถมในหนังยังให้เด็กหนุ่มไปอ่านหนังสือเฟมินิสต์ให้ผู้หญิงฟังอีกต่างหาก

    พูดถึงผู้หญิง นักแสดงนำฝ่ายหญิงทั้งสามคนสามยุคสมัยแสดงดีกันหมด Elle Fanning (บทของเธอนี่หนุ่มๆ หลายคนคงคิดว่าใจร้ายมาก) กับ Greta Gerwig นี่ผมไม่ค่อยเคยมีโอกาสได้ดูผลงานเก่าๆ เท่าไหร่ แต่เรื่องนี้ก็เล่นได้ดี แต่ผมก็คิดว่ายังไม่สามารถแชร์ซีนกับป้า Annette ได้อย่างสมศักดิ์ศรีเท่าไหร่

    สำหรับป้า Annette Benning ผมคงต้องเขียนขึ้นย่อหน้าใหม่ ผมเองชอบการแสดงของป้ามานานแล้ว เรื่องนี้แกเล่นได้เป็นแม่แบบที่เด็กหนุ่มๆ หลายคนคงอยากมี แกได้บทแบบที่ออสการ์ค่อนข้างชอบ (แต่ก็ไม่ได้ถูกเสนอชื่อในที่สุด) คือเป็นตัวละครที่พยายามทำความเข้าใจกับโลกที่หมุนไปข้างหน้าเร็วจนทิ้งเด็กจากยุค Depression (บทสนทนาเอาคำนี้มาเล่นบ่อยไปนิดนึง) อย่างแกไว้ข้างหลัง  

    บทเขียนดีแต่ไม่ได้ขยี้อะไรมากมาย คนที่ชอบไปเก็บคำคมๆ จากหนังเรื่องนี้มีให้เยอะ อย่างผมก็ได้ประโยคกระแทกๆ มาเยอะอยู่ "การตั้งคำถามว่าเรามีความสุขอยู่หรือเปล่าเป็นทางลัดสู่ความซึมเศร้า" คำพูดของตัวละครหนึ่งที่ว่า "เธอแค่รักสิ่งที่เธอคิดว่าเป็นฉัน แต่เธอไม่ได้รักฉัน" ทำให้ผมนึกถึงใครคนหนึ่งในอดีตที่ผ่านมาไม่นาน (จนได้ลูกอมมากินอย่างที่บอกข้างบน 555)

    IMDB จัดหนัง 20th century women เป็นแนว comedy drama ซึ่งถ้าจะใช้ Six Laugh Test ของ Wittertainment (Hello to Jason Isaacs!) มาเป็นมาตรวัด ก็คงสอบตก เพราะส่วนใหญ่คงได้แค่หัวเราะหึๆ (มีหลายมุขที่เข้าทางผมนะ หัวเราะหึใหญ่จนคนข้างๆ หันมาตีแขน เพราะคนส่วนใหญ่เขาไม่ได้ขำกันขนาดนั้น)

    แน่นอนว่าการตัดสินใจวัดค่าความดีงามเป็นเรื่องอัตวิสัย (subjective) หนังบางเรื่องสามารถดูดผมเข้าไปในโลกบนจอ ยิ่งถ้ามันจบไปโดยที่ผมไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างใดๆ ผมมักจะตัดสินว่าหนังนั้นดีงาม ในทางตรงข้าม เรื่องที่ทำให้ผมไปดูนาฬิกาได้นี่ผมมักจะไม่ชอบ ในหนัง 20th century women เวลาเคลื่อนไปข้างหน้าช้าๆ ความเบาบางของพล็อตทำให้เรื่องราวดำเนินไปอย่างเนิบจนถึงหน่วงในบางจังหวะ จนผมต้องหันไปสนใจอะไรรอบตัวค่อนข้างบ่อย

    แต่ไม่รู้สิ ผมดูหนังคนเดียวมานานแล้ว ครั้งนี้อาจเป็นเพราะมีคนไปดูด้วย เลยบอกไม่ถูกว่าหนังไม่ถูกจริตผมหรือเปล่า รู้แต่ว่าเป็นการไปดูหนังที่มีความสุข
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in