os/sf by yj #nielongyellowandjelly
OS : Cinema 6 at 21.55 (Daniel x Seongwu) #nielong
  • 21.52 น. 


    ตาคมกวาดมองหน้าจอที่แสดงอยู่ตรงหน้า เก้าอี้สีฟ้าอ่อนบ่งบอกว่าเหลือที่นั่งอีกมากมายที่เขาสามารถจะจับจองได้ จำนวนเก้าอี้สีม่วงอันน้อยนิดในเวลานี้ทำเขาอกสั่นขวันแขวนพิกล 


    ทำไมคนแม่งน้อยงี้วะ


    เขาไล่สายตาไปยังแถวทีเขามักจะนำประจำ ก่อนจะเผลอคลี่ยิ้มออกมาด้วยความโล่งอกเพราะเห็นเก้าอี้สีม่วงสองตัวนั้นที่ถูกจับจองไปก่อนหน้า 


    ขอผมจอยด้วยคนนะ


     “F10 ครับ” 



    ——————————————————————



    หลังจากที่ได้ตั๋วมา ขายาวก็รีบก้าวพาตัวเองเข้าโรงหนังโดยทันทีเพราะจวนจะถึงเวลาที่หนังจะฉายแล้ว เขารับตั๋วหนังที่ถูกฉีกหางเรียบร้อยแล้วมาจากพนักงานก่อนจะเก็บมันใส่ช่องเล็กๆของกระเป๋าเงินเหมือนที่เคยทำพลางเดินไปยังโรงหนังที่ในตั๋วบอกไว้ 


    Hereditary 

    Theatre 6 

    Time 21.55


     ใช่ วันนี้เขามาดูหนังผี 

    รอบ 21.55 

    คนเดียวซะด้วย


          อันที่จริงเขาไม่ได้อินดี้หรืออะไร แต่ที่ต้องมาคนเดียวแบบนี้เพราะว่าไอ้เพื่อนสารเลวที่นัดกันไว้ซะดิบดีตั้งแต่อาทิตย์ก่อนดันเทเขาไปดูกับแฟนซะงั้น 


    ก็เงี้ยแหล่ะ คำว่าเพื่อนมันสั้น 


    แต่เขาก็ไม่ได้อะไรขนาดนั้นหรอก แค่น้อยใจนิดหน่อยที่เพื่อนดันเลือกแฟนไม่ใช่ตัวเอง แต่ให้ทำไงได้ เป็นเขาก็คงเลือกแฟนเหมือนกันนั่นแหล่ะ 


    โธ่ไอ้ห่า กูน้อยใจเป็นเมียเก็บมันไปได้ 


    ช่างเถอะ เขาเองก็ไม่ได้เป็นเดือดเป็นร้อนอะไรมากนักหรอก ดูหนังผีรอบดึกคนเดียวก็น่าระทึกดีเหมือนกัน จะพูดว่าคนเดียวก็คงไม่ถูกเท่าไหร่นัก เพราะว่าที่ที่เขาจองไปเมื่อครู่น่ะมีคนนั่งข้างตั้งสองคน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดี


     อย่างน้อยก็ไม่ต้องนั่งผวาแบบอโลนๆแล้วกันนะ 


    ร่างสูงเดินเข้าไปภายในโรง ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีใครเดินทางมาถึง มันน่าแปลกอยู่เหมือนกันเพราะตอนนี้มัน 21.55 น. ซึ่งเป็นเวลาที่ทุกคนควรจะมานั่งสแตนด์บายรอหนังฉายได้แล้ว แต่เขากลับเป็นคนแรกที่เดินทางมาถึงเฉยเลย 


    ขอบคุณเสียงร้องเพลงแอบบอกรักของเจ้านายและดวงไฟสปอร์ทไลท์สี่ห้าดวงภายในโรงที่ยังถูกเปิดอยู่ทำให้บรรยากาศรอบข้างไม่วังเวงเกินไป มือหนาเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่อยู่ตรงกระเป๋ากางเกงด้านหลังขึ้นมาเปิดไฟฉายเพื่อหาหมายเลขที่นั่งของตนเอง เพราะความเก่าของเก้าอี้ทำให้ตัวเลขเริ่มจะเลือนหายไปบ้างจึงต้องแสงแฟลชสาดใส่เข้าช่วย


     เมื่อถึงที่ เขาปิดไฟก่อนจะกดเบาะของที่นั่งตัวเองเพื่อนั่งลง ตอนนี้จอภาพยังเป็นสีดำ เจ้านายยังร้องเพลงไม่จบ และทั่วโรงยังคงมีไฟสีส้มสาดทั่ว


    นาวินผู้เป็นคนที่มาถึงคนแรกก็ไม่รู้จะทำอะไรนอกจากเอามือถือขึ้นมาเล่นฆ่าเวลาพลางคิดในใจ 


    ขอวอนคุณ F8 และ 9 รีบมาเสียทีได้ไหม 


    ใจไม่ดีเลย 


    เสียงเพลงเงียบลงพร้อมๆกับดวงไฟ เสียงขยายจอโปรเจคเตอร์ดังขึ้นทำให้นาวินรู้ว่าตอนนี้ตัวอย่างหนังกำลังจะฉาย ตาคมก้มลงมองนาฬิกาดิจิตอลของตัวเอง 


    21.59 


    ข้างๆก็ยังไม่มา 


    เอาหน่า 


    เดี๋ยวก็มา 


    เขาอาจจะขี้เกียจรอตัวอย่างหนังก็ได้ 


    นาวินตัดสินใจเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าแล้วดูตัวอย่างหนังที่รันขึ้นมาบนจอ หนังเข้าใหม่แต่ล่ะเรื่องน่าดูไปหมด มองจอตรงหน้าพลางคำนวณค่าเสียหายที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตไปพลาง 


    สาหัสอยู่เหมือนกันถ้าจะเก็บทุกเรื่อง 


    นาวินเป็นคนที่ชอบดูหนังเหมือนใครหลายๆคน เขาชอบที่จะได้รับรู้เรื่องราวที่ยากนักที่จะพบเจอในชีวิตจริงผ่านตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมา หนังสามารถให้ความรู้สึกอะไรหลายๆอย่าง เติมแต่งความคิดในส่วนที่มันขาดหาย แต่พอมีคนที่คิดในทำนองนี้ได้เหมือนกันและตีแผ่ความคิดส่วนนั้นออกมาเป็นหนัง เรื่องในจินตนาการที่มันดูบิดเบี้ยวหรือเว้าแหว่งไปก็ถูกเติมเต็มจนมันสมบูรณ์ 


    นั่นแหล่ะมั้ง เสน่ห์ของหนังที่ทำให้นาวินประทับใจ 


    ตอนนี้เพลงสรรเสริญพระบารมีขึ้นแล้ว ร่างสูงหันมองฝั่งซ้ายของตนเองเป็นระยะๆ แต่ก็ยังไม่มีวี่แววมนุษย์คนไหนกำลังเดินลงมายังบริเวณนี้เลย 


    ไม่มาแล้วหรอวะ 


    ซาวน์เช็คเสร็จละ 


    ก็ยังไม่มา 


    จนในที่สุดจอภาพข้างหน้าก็กลายเป็นสีดำอยู่ครู่หนึ่งเป็นสัญญาณว่าตอนนี้ตัวหนังจริงๆจะเริ่มฉาย หางตาเรียวรีจึงเหลือบไปเห็นเงาของผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ 

    นาวินหันไปมองโดยอัตโนมัติ แสงเล็กน้อยจากจอภาพทำให้เขาสามารถมองเห็นได้ว่าคนที่กำลังเดินมาเป็นผู้ชายตัวสูงๆคนหนึ่ง ชายคนนั้นหน้าตาบึ้งตึง ซึ่งนาวินไม่รู้ว่าทำไม แขนข้างหนึ่งโอบถังป็อบคอร์นเอาไว้สองถัง ส่วนมือของอีกข้างก็ถือแก้วน้ำอัดลมใบใหญ่ไว้ เขาทิ้งตัวลงนั่งตรงที่ข้างๆนาวินก่อนจะวางสัมภาระในมือด้วยท่าทีตึงตัง


     เป็นอะไรของเขาวะ 


    ร่างสูงเลิกสนใจผู้ชายข้างๆก่อนจะกลับไปให้ความสนใจกับหนังต่อ เดาว่าคงมีเรื่องอะไรมาล่ะมั้งเลยหน้าบูดเป็นตูดหมาแบบนี้ 

    ตอนแรกที่เขาเห็นว่ามีที่นั่งสองที่ติดกันถูกจองไปก่อนหน้าจะเป็นคนที่มาด้วยกันเสียอีก แต่ตอนนี้ที่นั่งด้านซ้ายของเขาที่ควรจะมีคนสองคนมานั่งกลับมีเพียงแค่คนเดียว 


    ละอีกคนไปไหนหว่า 





    เอาล่ะ 


    นาวินคิดว่าเขาควรเลิกตั้งคำถามนู่นนี่แล้วใช้สมาธิจดจ่อกับหนังได้แล้ว 




    หนังดำเนินไปได้เกือบครึ่งเรื่อง มีบางฉากที่ชวนระทึกและทำเอาเขาสะดุ้งไปหลายทีเหมือนกัน หนังไม่ได้เน้นจัมพ์สแกร์เหมือนหนังผีเรื่องที่เคยดูมา แต่บรรยากาศกลับชวนหลอนอย่างบอกไม่ถูก 

    บางทีแอบหันไปมองที่นั่งข้างๆแล้วเห็นเขาสะดุ้งพอดี 


    อะไรวะน่ะ 


    หดคอตกใจตาใสแบบนั้น


    ยังกะแมวแหน่ะ  





    คิดอะไรอยู่นาวิน ดูหนังดิ 



    “เหี้ย!/เห้ย!” ทั้งคู่อุทานออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายเพราะฉากเมื่อครู่ ก่อนจะมองหน้ากันเล็กน้อยแล้วขำพรืดออกมา 


    “ใจหายหมดเลย ฮ่ะๆ” นาวินเป็นคนพูดพร้อมกับหัวเราะเบาๆ คนตรงหน้าไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่ยิ้มบางๆให้ก่อนจะกลับไปสนใจหน้าจอต่อ 


    โอ้โห 

    ชัด

    ไอ้ยิ้มเมื่อกี้น่ะ  

    จะไม่โกหกนะ 

    หน้าเหมือนแมวจริงๆด้วย



    น่ารักจังวะ 




    ละนี่กูเขินทำไมเนี่ย 





    เอ้อ ลืมอัปเดต 

    ตอนนี้ F8 ยังไม่มีใครมานั่งเลย 


    ตอนนี้หน้าจอปรากฏเครดิตเพราะหนังจบแล้ว ไฟที่เคยดับก็ถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง ทำให้นาวินได้เห็นคนที่นั่งข้างๆแบบชัดๆ ผู้ชายตัวสูงใส่เสื้อเชิ้ตที่มีตราของมหาวิทยาลัยที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าทีไหนตรงอกขวากับกางเกงสแลคสีดำ เรือนผมสีดำที่ไม่ได้จัดให้เป็นทรงถูกปล่อยลงมาด้านหน้า แถมผมด้านหลงเขายุ่งนิดหน่อยคงเป็นเพราะหัวถูกับเบาะนั่ง เขากำลังลุกขึ้นยืนเพื่อบิดขี้เกียจ ก่อนจะหันหน้ามาประจัญกับนาวินแบบตรงๆ

     “งงไหม” ผู้ชายคนนั้นถาม นาวินรู้ได้ทันทีว่าเขาคงหมายถึงหนังนั่นแหล่ะ ก็ไม่มีท็อปปิคอื่นให้พูดถึงละนี่ 


    “ไม่งงนะ”

     

    “หรอ ผมว่าผมงง” เขาตอบแล้วเกาหัวแกรกๆ ก่อนจะหยิบแก้วน้ำกับป็อบคอร์นที่กินไม่หมดขึ้นมาโดยใช้แขนกอดไว้แล้วออกตัวเดิน 

    นาวินเห็นท่าทีทุลักทุเลของคนตรงหน้าก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปแสดงความช่วยเหลือ เขาเห็นตังแต่ตอนที่อีกคนเดินเข้ามาแล้ว ถังป็อบคอร์นจะร่วงแหล่ไม่ร่วงแหล่ แต่จนแล้วจนรอดก็ถึงที่นั่งโดยที่ไม่มีอะไรร่วงสำเร็จ 

    แต่จะปล่อยให้ลำบากเป็นรอบที่สองก็กระไรอยู่ ไปช่วยหน่อยคงไม่เป็นไรมั้ง 


    “ผมช่วยไหม” เขาเดินเข้าไปถาม ผู้ชายคนนั้นหันหน้ามองก่อนจะพยักหน้ารับแล้วยื่นถังป็อบคอร์นให้ถังหนึ่ง “ขอบคุณครับ”


     “เรียนม. X หรอครับ” เสียงทุ้มเอ่ยถามขณะที่กำลังเดินไปตามทางออก จริงๆเขาก็รู้อยู่แล้วแหล่ะจากตรานั่นที่เขาเห็น แต่ที่ถามเพราะไม่ยากให้มันเงียบเกินไป เขาเองก็เรียนอยู่ที่นั่นเหมือนกัน ถ้าอยู่ปีเดียวกันอาจจะได้เพื่อนเพิ่มก็ได้ จริงไหม 


    “อ่าครับ มนุษย์ปีสาม” นั่นไง 


    “ผมก็เรียนนั่นนะ ปีเดียวกันเลย” 


    “เรียนอะไรหรอ”


     “เรียนหมอครับ”


     แหน่ะ ทำหน้าอึ้ง ไม่คิดว่าผมเรียนหมออ่ะดิ้ 


    “ทำไมทำหน้างั้น” นาวินเอ่ยถามหลังอีกคนทำหน้าเหมือนตกใจอะไรบางอย่าง ซึ่งให้เดาก็คงจะเป็นเรื่องที่เขาบอกว่าตัวเองเรียนหมอน่ะแหล่ะ ก็พอเข้าใจได้ ลุคแบบเขามันมีเค้าหมอซะที่ไหน 


    “นึกว่าเรียนสินกำ” 


    “ยังไม่ได้ตัดผมเฉยๆ ฮ่าๆ” 

    ก็คิดเอาไว้แล้วว่าอีกคนน่าจะคิดแบบนี้ ช่วงนี้มันยุ่งจนไม่มีเวลาไปตัดผมเฉยๆ ก็เลยดูติสท์แตกแบบที่เห็น



     “เรานาวินนะ” 

    “เราศิ” 



    เรายืนคุยกันพักหนึ่งระหว่างรอลิฟต์จนรู้จักกันขึ้นมานิดหน่อย และเรื่องบังเอิญก็มีอยู่ว่า ไอ้ฮั่นเพื่อนสนิทของนาวินเคยเป็นแฟนเก่าของคนตรงหน้าเขาด้วย 


    “ไอ้ฮั่นน่ะนะ” 


    “อือ ทำไมอ่ะ” 


    “ไม่เห็นเคยพูดถึงเลย” 


    ศิหน้าเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

    ชิบหาย นี่กูพูดอะไรแทงใจดำเขาเปล่าวะเนี่ย 


    “เลิกกันนานละ จบกันไม่ดีด้วย ฮ่ะๆ” 


    นาวินขอโทษครับ



     “ศิจอดรถชั้นไหนหรอ” 


    “เราอยู่คอนโดข้างๆอ่ะ เดินมา” 


    “เดี๋ยวเราไปส่ง” 


    “เห่ย ไม่เป็นไร” 


    “เอาน่ะ ดึกแล้วอันตราย” 


    “เอางั้นหรอ” 


    “อือ” 


    “ก็ได้” 


    เพราะอย่างนั้น ตอนนี้ตรงเบาะข้างคนขับภายในรถของนาวินจึงมีคนนั่งอยู่ข้างๆ อันนี้จริงไอ้คอนโดนั่นก็ไม่ได้ไกลอะไรจากที่นี่นักหรอก แต่อย่างที่เขาบอก ตอนนี้มันเที่ยงคืนกว่าแล้ว แล้วทางเดินจากที่นี่ไปยังทางเข้าคอนโดมันก็ไม่ได้ไกล แต่มันก็ไม่ได้ใกล้เช่นกัน 


    เป็นห่วงในฐานะเพื่อนแฟนเก่าเฉยๆ หรอก 



    “ขอบใจนะนาวิน” ศิเอ่ยเมื่อรถมาจอดอยู่ที่บริเวณทางเข้า มือเรียวเอื้อมไปปลดล็อคเข็มขัดนิรภัยและกำลังจะเปิดประตูเพื่อออกไปข้างนอก แต่ก็ต้องชะงักเมื่อถูกอีกคนในรถเรียกเอาไว้เสียก่อน 


    “เดี๋ยวศิ” คนถูกเรียกหันกลับมายังต้นเสียง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อมองไปยังนาวินที่ทำท่าเหมือนมีอะไรจะพูดแต่ก็ไม่ยอมพูดเสียทีด้วยความสงสัย 


    “หืม” 






    “ขอเบอร์หน่อยดิ”

     

    “เอาไปทำไมอ่ะ” 


    “เผื่อหาเพื่อนดูหนังไง” ศิยิ้มเล็กน้อย เขาน่ะไม่ใช่เด็กๆแล้วนะ ทำไมจะไม่รู้ว่าที่ตอนนี้คนตรงหน้าทำมันคืออะไร 


    ไม่เนียนเลยนะนาวิน 



    “เห...” ศิแกล้งทำเสียงที่เจือไปด้วยความสงสัยทำให้ร่างสูงเริ่มทำตัวไม่ถูก 


    “เอ่อ ... คือ” 


    “เอามือถือมาดิ”

              


                                            FIN


    talk : สวัสดีทุกคนที่หลงเข้ามา มันคืออะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน แค่ตอนนั้นมีไอ้พวกนี้ในหัวเลยนั่งพิมพ์ต้อกแต้กๆ จนได้เกือบสองพันเวิร์ด ก็เลย เอาล่ะ ฉันจะไม่ยอมงงคนเดียวก็เลยลงในนี้ซะเลย ฮา เราไม่ได้ใส่รายละเอียดอะไรไว้เลย เชิญคิดต่อยอดกันตามอัธยาศัย อิอิ ไปและ ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้คุณเก่งมาก ขอบคุณที่แวะเข้ามาคับ บ๊ายบาย ♡

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
cuddlemoon (@cuddlemoon)
อ่าเขาเม้นกันในนี้หรือแท็กหว่า แต่เห็นแค่ใช้เนียลองเลยมาเม้นในนี้ดีกว่า น่ารักกกกกกกกคุณนศ.แพทย์คุยกับตัวเองเก่งมากก555555 ละแบบทำเนียนแต่ไม่เนียนเลยน้าเจอยิ้มแอทแทคไปทีแฟนเก่าเพื่อนสนิทก็ไม่สนแน้ว ชอบมากค่ะะอยากอ่านยาวๆเลยว่าคุณเขาจะจีบต่อยังไง