INTERNITYTeerisara Nnei
02 : the process to success (such a big word huh)
  • บทความนี้ว่าด้วยเรื่องโปรเจคต์ LOVE CURE ซึ่งเป็นโปรเจคต์แรกในการลงมือทำงานในฐานะ content creator, graphic designer และ media planner ฝึกหัดของฉั

    LOVE CURE มาจากไหน ?

    ความหมายของมันก็คือความรักสามารถเยียวยารักษาทุกสิ่งได้ เนื่องจากช่วงที่เสนอไอเดียและลงโปรเจคต์นี้ในโซเชียลมีเดียช่องทางต่าง ๆ ของร้าน ตรงกับเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นเดือน Pride Month ที่ว่าด้วยเรื่องความภาคภูมิใจในตัวตนพอดี ในทีแรกพี่โจ้กับพี่เนทได้คิดหัวข้อแคมเปญเอาไว้ตั้งใจจะให้ฉันและหวาลองเอาไปทำก็คือแคมเปญ LOVE YOURSELF แต่ว่าในด้านของ Real-Time Marketing ที่ต้องทำคอนเทนต์ออกมาให้ตรงกับจังหวะของกระแสในช่วงนั้น ๆ พวกเราทั้งหมดจึงช่วยกันระดมความคิดว่าควรจะดึงประเด็นไหนมาเล่นใน Pride Month ดี โดยที่เนื้อหาของคอนเทนต์ไม่ช้ำ หรือซ้ำซากจนเกินไป 

    แน่นอนว่าทุกคนเห็นพ้องตรงกันคือตัดประเด็นเรื่องการ coming out ออกไป นอกจากนี้เรายังคุยกันเรื่อง new normal ด้วย เพราะประเด็นการ coming out หรือการยอมรับในตัวตนของกลุ่ม LGBTQ+ เป็นเรื่องปกติใหม่ในสังคม และได้รับการปฏิบัติอย่างธรรมดาสามัญมากพอสมควรแล้วในปัจจุบัน 
    แต่ว่า new normal มันยังเป็นศัพท์ที่ยังใหม่มาก ถึงคนที่พอเข้าใจจะมีอยู่ก็จริงแต่ยังถือว่าน้อย 


    ดังนั้นประเด็นเรื่อง new normal ก็ถูกปัดตกไปเช่นเดียวกัน (ในการประชุมกันครั้งแรกครั้งนี้ทำให้ฉันรู้ซึ้งเลยว่า ความหนักหนาในการทำสัมมนานั้นเล็กน้อยมาก แต่ประโยชน์ที่ได้รับจากการฝึกรีเสิร์ชมีเยอะจริง ๆ อย่างประเด็นเรื่อง new normal ฉันเองก็นำหัวข้อนี้ที่เคยได้ค้นคว้าไว้ตอนทำสัมมนามาต่อยอดในงานด้วย) ดังนั้นเลยได้บทสรุปคือนำ LOVE YOURSELF และ PRIDE MONTH มารวมกัน 


    จึงได้เวิร์ดดิ้งออกมาเป็นคำว่า LOVECURE เพราะว่าความรักที่ยั่งยืน และสามารถเยียวยารักษาได้จริงไม่ได้มาจากใครที่ไหนเลย นอกจากตัวของเราเอง เพราะถ้าหากหัวใจของเราถูกเติมจนเต็มแล้วเราจะสามารถแบ่งรักที่มีไปให้กับคนอื่นได้ด้วย และถ้าเรารักตัวเองมากพอ เราจะสามารถยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นได้ แล้วเราก็จะพร้อมยอมรับในสิ่งที่คนอื่นเป็นด้วยเหมือนกัน จึงตรงกับทั้งแคมเปญ LOVE YOURSELF ที่รณรงค์ให้คนรักตัวเอง และตรงกับใจความสำคัญของ PRIDE MONTH ที่ว่าด้วยการยอมรับตัวตนนั่นเอง

    ดังนั้นใจความสำคัญเมื่อเอาสองสิ่งนี้มาผนวกกันก็คือ 

    "เพราะรักเลยแคร์ เพราะแคร์ เราจึงเคารพกัน" 

    และนี่คือที่มาของ LOVE CURE


    เมื่อได้ Copy และความหมายของแคมเปญมาแล้วก็ถึงเวลาลงมือทำงานจริง
    สิ่งที่ฉันกับหวาได้ทำก็คือ 

    1. กราฟิก โดยมีโจทย์ว่าจะทำยังไงให้คนที่เห็นเข้าใจได้ในทันทีเลยว่า LOVE CURE คืออะไร เรากำลังจะพูดถึงเรื่องอะไร

    2. content ตัว wording ที่เราจะเขียนคืออะไร สามารถช่วยส่งใจความสำคัญทั้งหมดของแคมเปญนอกเหนือจากโพสต์รูปกราฟิกได้ไหม

    3. Launch Campaign ลงสนามจริง ! (เป็นกระบวนการที่ตื่นเต้นระทึกใจที่สุด)

    โดยในการเริ่มเล่นแคมเปญ #LOVECURE เราเริ่มจากการลงโพสต์เปิดพร้อมกราฟิกก่อน เพื่อเป็นการบอกคนอื่นว่า เฮ้ย เรากำลังจะพูดเรื่องนี้นะ เพื่อกระตุ้นให้คนสนใจ สร้าง engagemant แล้วก็รวมรวบข้อมูลสำหรับโพสต์ถัดไป


    ในคืนนั้นหลังจากที่ลงโพสต์นี้ไป คนในทวิตเตอร์ไม่เพียงแต่โควททวิตบอกอาการตามที่เนื้อหาทวีตเชิญชวน ยังมีคนที่เมนชั่นมาโดยตรง แล้วก็นำ hashtag #LOVECURE ไปเล่นเองด้วย 
    ในการตอบทวีตคืนนั้นเป็นเรื่องที่ฉันรู้สึกว่าสนุกมาก เพราะอยู่ในกลุ่มเพื่อนก็เป็นศิราณีอยู่แล้ว การอ้อยฉอดคนที่กำลังอกหักหัวใจสลายไม่ใช่เรื่องยากอะไร แล้วคอนเซปต์ของร้าน ก็คือคนอ่านหนังสือที่อยากแนะนำหนังสือให้เพื่อนนักอ่านด้วยกันอ่านอยู่แล้ว ต้องไม่วางตัวเป็นผู้รอบรู้ เรียกง่าย ๆ ว่าต้องเฟรนด์ลี่นั่นแหละ ฉันจึงประทับองค์อ้อยฉอดเวอร์ชั่นเพื่อนคนนึงที่ห่วงใยเธอได้เต็มที่ ฮ่า

    หลังจากที่ฉันกับหวาช่วยกันตอบทวีตแนะนำหนังสือที่มีในร้าน เพื่อบรรเทาอาการเจ็บหัวใจไปแล้ว ก็ถึงเวลาลงโพสต์ต่อไปที่เป็นการรวบรวมหนังสือทั้งหมด 7 หมวด ที่ได้จากการรวบรวมอาการใจสลายของคนที่มาร่วมกิจกรรมนั่นเอง



    หลังจากที่เราขายคอนเทนต์ไปแล้ว เราต้องขายหนังสือด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อได้หนังสือทั้งหมด 7 หมวด ก็ถึงเวลาลงรูปหนังสือแต่ละเล่มลงในทั้ง 3 platform (facebook, twitter, instagram)




    การทำงานของฉันกับหวาไม่มีหน้าที่แบ่งแยกชัดเจน เพราะเราทั้งคู่ต่างทำได้ทุกอย่างเหมือน ๆ กัน วาดรูปฉันก็ทำ เขียนหวาก็ทำได้ เพราะฉะนั้นเราจึงทำงานร่วมกันแบบช่วยเหลือกันมากกว่า รูปเล่มหนังสือที่ถ่ายลงโพสต์แยกฉันรับหน้าที่เป็นคนถ่ายทั้งหมด ส่วนเวิร์ดดิ้งที่เป็นโควตหนังสือก็ช่วยกันหา ช่วยกันคัดว่าจะใช้โควทไหนดีถึงจะสร้างอิมแพคให้คนอ่านได้ ในแคมเปญแรกที่ทำก็ประมาณนี้ ฉันว่าสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากแคมเปญนี้มีเยอะมาก ทั้งการปรับตัวในการทำงาน การได้ศึกษาตลาด แล้วก็การได้ช่วยเหลือคนจริง ๆ จากที่ก่อนหน้านี้ตอนเรียนอยู่ทำได้แค่ concern เท่านั้น ไม่ได้ลงมือลงแรงช่วยใจใครขนาดนั้น 

    ต้องขอบคุณพี่โจ้พี่เนทที่คอยให้ความช่วยเหลือตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย และต้องขอบคุณหวาที่ช่วยกันทำงานอย่างขยันขันแข็ง ขอบใจมากมดงานเบอร์หนึ่ง 

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in