Double Death (DTOL OMEGAVERSE AU)piyarak_s
Chapter 9: Doctor, Soldier, Traitor, Spy
  • หลังจากเขาและผมจัดการอาหารค่ำฝีมือมิสซิสดาร์ลตันจนหมดเกลี้ยง นั่นเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับใช้ในการขอบคุณสุภาพสตรีสูงวัยผู้น่ารักที่อุตส่าห์อยู่ทำอาหารค่ำให้ผู้ชายตัวโตสองคนเพิ่มเป็นมื้อพิเศษ เพราะเป็นการช่วยรักษาความภาคภูมิใจในฝีมือการทำอาหารของตัวเองเอาไว้ได้ในช่วงเวลาที่คุณโทบี้ของเธอไม่อยู่ในอารมณ์อยากอาหารมากนัก ผลพลอยได้ที่ตามมา คือ เธอยินดีขึ้นแท็กซี่ที่ทิโมธีเรียกให้กลับบ้านก่อนเวลาโดยไม่ต้องห่วงใยอะไร และทำให้เราสองคนมีโอกาสได้พูดคุยกันตามลำพัง

    “ผมว่าเราย้ายจากครัวไปห้องนั่งเล่นกันดีกว่า คุณอยากได้กาแฟสักแก้วไหม” เขาหันมาถามขณะเดินไปที่เคาน์เตอร์บาร์ในครัวอย่างคุ้นเคย เปิดฝากระติกน้ำร้อนไฟฟ้าดูว่ามีน้ำเหลืออยู่บ้างไหม ก่อนเสียบปลั๊กและกดต้มน้ำ 


    “ดีครับ ขอบคุณ” ผมตอบรับ พลางล้างจานและอุปกรณ์รับประทานอาหารที่ใช้ด้วยน้ำร้อน


    หลังจากท้องอิ่ม ดูเหมือนทิโมธี ฟอล์กเนอร์จะอารมณ์ดีขึ้น เป็นมิตรมากขึ้น แม้ว่าจะรู้สึกได้ถึงความระแวดระวังและกังวลบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ท่าทีสงบนิ่ง และนั่นทำให้เขาดูสมเป็นพี่น้องกับโทเบียส ฟอล์กเนอร์ขึ้นมาอีกหลายเท่า 


    “มาอยู่ค้างกับโทบี้บ่อย ๆ สินะ ไมเคิล ผมเห็นถุงมือล้างจานที่คุณใช้อยู่มีชื่อคุณเขียนติดไว้” พี่ชายของแพทย์นิติเวชถามเหมือนชวนคุยฆ่าเวลา แต่ผมคิดว่าเขาน่าจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง และนั่นทำให้ผมคิดว่า เขามีสัญชาตญาณของคนที่งานสืบสวนมากกว่าเป็นแค่นักการเมืองที่อยู่ในคณะกรรมการชุดนั้น ชุดนี้อย่างที่คนทั่วไปเห็นกัน 


    “บ่อยเท่าที่จะมาได้ บางทีแค่แวะมาหาแบบวันนี้ แต่ไม่ได้อยู่ค้างด้วย” ผมตอบตามความจริง 


    อัลฟ่าอย่างทิโมธีย่อมได้กลิ่นของผมปะปนอยู่กับกลิ่นของน้องชายเขาในบ้านนี้อยู่แล้ว และอาจบอกได้ว่าความสัมพันธ์ของ ดร. ฟอล์กเนอร์กับผมอยู่ในระดับใด โดยไม่จำเป็นต้องใช้การสังเกตอย่างอื่นประกอบด้วยซ้ำไป แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองถุงมือยางชนิดหนาสีเหลืองสดที่ผมเขียนชื่อตัวเองติดไว้เพื่อจะได้ไม่ปนกับถุงมือของ ดร. ฟอล์กเนอร์กับอัลเฟรด เพื่อนร่วมบ้านอีกคนหนึ่งซึ่งวันนี้คงอยู่ค้างที่สำนักพิมพ์มากกว่าอยู่บ้านในช่วงที่ต้องปิดต้นฉบับ 


    “งานของผมค่อนข้างไม่เป็นเวลา บางทีก็หยุดไม่ตรงกัน ส่วนมากจะได้เจอกันในที่เกิดเหตุ ห้องชันสูตรศพ หรือศาลเป็นส่วนใหญ่” 


    “คบกันมานานหรือยัง?” เขาถอดปลั๊กกาต้มน้ำร้อน และน้ำลงในถ้วยกาแฟสองใบ กลิ่นกาแฟทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายลงนิดหน่อย การดื่มกาแฟตอนค่ำไม่มีผลกับการนอนของผมมานานแล้ว


    “ประมาณสี่เดือนได้” ผมตอบ ถอดถุงมือยางออกและเช็ดมือหลังล้างจานใบสุดท้ายเสร็จ กล่าวขอบคุณและรับถ้วยกาแฟมาจากพี่ชายของ ดร. ฟอล์กเนอร์ “มีเรื่องที่ผมต้องเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเขาอีกมาก แต่พูดตามตรงนะ ทิม สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่ผมไม่คาดคิดว่าจะได้เรียนรู้เลย” 


    “ก็ไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปคาดหวังว่าจะได้รู้หรอก” ทิม ฟอล์กเนอร์ว่า “แต่คุณดูประหลาดใจน้อยกว่าที่ผมคิดไว้”


    “ถึงตรงนี้ ยังมีอะไรให้ผมประหลาดใจมากกว่าที่เป็นอยู่ได้อีกเหรอ” 


    “ก็ไม่แน่นักหรอก” ทิโมธีบอก เดินนำผมออกไปที่ห้องนั่งเล่น และหย่อนตัวลงนั่งลงบนโซฟาตัวหนึ่ง และถามทวนถึงสิ่งที่ผมกล่าวกับเขาก่อนหน้า 


    “สิ่งที่คุณอยากรู้ คือ ผมต้องการรู้อะไรจากคุณบ้าง และโทบี้กับพี่น้องอาร์เชอร์เกี่ยวข้องอะไรกันสินะ ไมเคิล แต่ผมคิดว่าคุณน่าจะพอรู้เรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของโทบี้และเซบาสเตียนแล้ว” 


    “ผมรู้ แต่คิดว่ารู้ไม่หมด และไม่รู้ว่าทำไมเอ็ดมันด์ อาร์เชอร์ถึงเพิ่งมารื้อฟื้นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับน้องชายตัวเองที่อัฟกานิสถานในเวลานี้ และเจาะจงว่าจะต้องพบกับ ดร. ฟอล์กเนอร์ให้ได้” 


    “ผมคิดว่าคุณรู้อะไรต่อมิอะไรมากกว่าที่บอกผมนะ ไมเคิล”


    “การมีข้อมูลและข้อสันนิษฐานอยู่ในมือไม่เรียกว่า ‘รู้’ หรอก ผมว่า”


    ทิโมธีจิบกาแฟและยกขาขึ้นไขว่ห้างมองผมอยู่ครู่หนึ่งก็ถอนใจ แต่การถอนใจของเขานั้นเป็นภาษากายที่บ่งบอกถึงการยอมจำนนและเลือกทางประนีประนอมมากกว่าจะรำคาญในความดึงดันของผม 


    “โอเค ผมจะบอกข้อมูลบางอย่างกับคุณ แต่คุณต้องสัญญาว่าจะไม่แพร่งพรายออกไป และต่อให้มันทำให้คดีของคุณเดินหน้าต่อไปได้ คุณต้องตัดเส้นด้ายที่นำทางไปหามิโนทอร์ให้เกลี้ยง อย่าให้ใครงมหาทางมาถึงใจกลางเขาวงกตนี้ได้อีก รับปากกับผมได้ไหม”


    “ผมคิดว่าไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนะ”


    เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินพี่ชายของแพทย์นิติเวชหัวเราะออกมาจากใจจริง 


    “ผมรู้ว่าคุณทำได้อยู่แล้ว” 


    “ในที่สุด พี่ก็ยอมพูดเรื่องนี้ออกมาเสียที” 


    ทั้งทิโมธีและผมหันหน้าไปทางต้นเสียงที่ยืนอยู่บนชานพักบันไดแทบจะในเวลาเดียวกัน 


    โทเบียส ฟอล์กเนอร์สวมเสื้อยืดและกางเกงขายาวใส่นอนในแบบที่เขาใช้ประจำ ถือจานและถ้วยกาแฟเดินลงมา ผมสีทรายของเขายุ่งเหยิง รอบดวงตาของเขายังมีรอยช้ำเหมือนคนพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ดวงตาสีเขียวที่เคยขุ่นมัวแบบโอเมก้าที่อยู่ระหว่างช่วงฮีทดูแจ่มใสจนเกือบใกล้เคียงกับช่วงเวลาปกติ เหมือนวันแรกที่เราได้พบกัน และเป็นอีกครั้งที่คดีในความรับผิดชอบของผมทำให้เขาตัดสินใจต้องขัดขวางอาการฮีทของตัวเองด้วยยาเพื่อจะได้ทำงานด่วนให้ผมได้ คราวนี้ก็เช่นกัน เอพิเพ็นทีี่ใช้ระงับอาการฮีทชั่วคราวมีฤทธิ์ 2-3 ชั่วโมง มากพอที่เราจะพูดคุยเรื่องงานในภาพรวมกันอย่างรวบรัด


    ผมวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะ เดินตรงไปหาคู่โอเมก้าของตัวเอง อยากจูบเขาสักครั้งหนึ่งให้สมกับความเป็นห่วง แต่ลังเลจนโทเบียส ฟอล์กเนอร์ส่ายหน้าและยิ้มน้อย ๆ ก่อนเป็นฝ่ายก้มลงจูบผมเบา ๆ พร้อมกระซิบข้างริมฝีปากว่า เขาไม่เป็นไร 


    ถ้าหากไม่มีสเปรย์บล็อกกลิ่นของโอเมก้าที่เขาใช้และไม่มีสเปรย์ลบกลิ่นอัลฟ่าที่ทิโมธีให้ผมยืม เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในครั้งแรกที่เราพบกัน ที่บนบันได เกือบจะเป็นจุดเดียวกับจุดเดิมในวันนั้นอาจเกิดขึ้นอีกก็ได้ โชคดีที่มันไม่ได้เกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสิ่งที่เราทำอยู่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาทิโมธี ฟอล์กเนอร์ซึ่งมองดูอยู่อย่างไม่วางตา 


    แพทย์นิติเวชเลือกนั่งบนเท้าแขนของโซฟาที่ผมมานั่ง หลังจากนำจานไปวางในอ่างล้างจานแล้วกลับมาพร้อมกับชาแบบไม่มีคาเฟอีนที่ชงจากน้ำร้านที่เหลืออยู่ในกา ตลอดเวลานั้น ทิโมธีไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่มองน้องชายของเขาสลับกับผมอยู่อย่างนั้นในระหว่างที่ยังไม่มีใครพูดอะไรออกมา แต่ผมคิดว่าเขาได้คำตอบเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของ ดร. ฟอล์กเนอร์กับผมชัดเจนมากพอดู 


    “ไม่จำเป็นต้องลงมาก็ได้ พี่ไม่ทำอะไรไมเคิลหรอก” ทิม ฟอล์กเนอร์เอ่ยขึ้นในที่สุด “เรากำลังทำความรู้จักกัน และคุยกันเรื่องงานนิดหน่อย”


    โทเบียส ฟอล์กเนอร์เลิกคิ้วน้อย ๆ เมื่อได้ยินชื่อที่เขาใช้เรียกผมและประโยคขยายความที่ตามมา แต่ไม่ได้ตอบโต้อะไรเกี่ยวกับประเด็นนั้น มุมปากของเขาขยับเล็กน้อยคล้ายยิ้ม ถึงไม่ใช่ ก็ดูใกล้เคียง


    “พี่นึกว่านายจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่อัฟกานิสถานให้ไมเคิลฟังหมดแล้วเสียอีก โทบี้” 


    “ผมเป็นแค่คนส่งสารเข้ารหัสต่อจากเซบาสเตียนเท่านั้นเอง” เขาว่า โบกมือเป็นเชิงปฏิเสธว่าเขาไม่มีหน้าที่จะพูดถึงรายละเอียดทั้งหมด “เซ็บไม่เคยบอกข้อมูลที่เขาเปิดเผยไม่ได้ให้ผมรู้ ผมบอกได้แค่เหตุการณ์ส่วนของผม แต่ไม่สามารถเล่าที่มาที่ไปของเรื่องทั้งหมดได้หรอก ถึงรู้ ก็คงไม่เท่าที่พี่เป็นคนพูดเอง สถานการณ์ที่คุนดุซไม่มีอะไรน่าสนใจมากนัก เว้นแต่เรื่องที่ผมพบว่าสถานพยาบาลของแพทย์ไร้พรมแดนก็ไม่ใช่ที่ปลอดภัย เพราะที่ทำการของเราก็ถูกโจมตีเหมือนกัน” 


    “แต่การโจมตีโรงพยาบาลครั้งนั้นอาจไม่ใช่แค่ลูกหลงจากการสู้รบ การตายของเซบาสเตียนเกิดขึ้นเพราะมีคนอยากให้เขาตาย เรื่องทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ หรือเป็นคราวเคราะห์ของใคร และนั่นเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะนึกได้ว่า มีคนลงมือสังหารผู้บริสุทธิ์ในสถานที่ที่ควรจะปลอดภัยที่สุด” ทิโมธีเสริม และมองมายังผม “ผมเชื่อว่า โทบี้คงจะเล่าสาเหตุการตายของเซบาสเตียนให้คุณฟังแล้ว” 


    แน่นอน ดร. ฟอล์กเนอร์เล่าเรื่องของเซบาสเตียน อาร์เชอร์ให้ผมฟังแล้ว สาเหตุการตายของเขาไม่เหมือนกับการถูกลูกหลงจากการสู้รบนอกสถานพยาบาลขององค์กรการแพทย์สากลหรือลูกหลงจากระเบิดที่ข้ามมาตกในเขตโรงพยาบาลสนาม


    หนึ่งนัดตรงสู่หัวใจ ขาดใจตายคาที่ 


    กระสุน 9 มม. จากปืนพกสั้นออโตเมติก ไม่ทราบชนิด แต่สันนิษฐานว่าอาจมาจากปืนวอลเธอร์พีพี หรือ พีเอสเค แต่รู้ไปก็เท่านั้น เพราะอาวุธสังหารและคนลงมือหายไปกับสายลม ฝุ่นควัน และเศษอิฐเศษปูนที่ฟุ้งกระจายในช่วงชุลมุน ไม่สามารถนำมาตรวจเปรียบเทียบได้


    วันที่เหตุเกิดขึ้นพอเหมาะพอดีกับวันที่ร้อยโทอาร์เชอร์เดินทางไกลจากเฮลมันมาถึงคุนดุซพร้อมกับเพื่อนร่วมชาติจากกองกำลังสนับสนุนความมั่นคงระหว่างประเทศของนาโต้ หรือ ISAF เพื่อประชุมกับหน่วยทหารของเยอรมนีที่รักษาการอยู่ในเมืองคุนดุซ และมีแผนตรวจเยี่ยมสถานพยาบาลของหน่วยแพทย์ไร้พรมแดนที่ ดร. ฟอล์กเนอร์ทำงานอยู่


    คนร้ายจะลงมือได้ย่อมต้องรู้ความเคลื่อนไหวในเรื่องลับที่สุดของเซบาสเตียน อาร์เชอร์แทบทุกฝีก้าว


    ไม่มีข้อสันนิษฐานใดที่ชัดเจนไปกว่ามีสายลับและไส้ศึกอยู่ในกองทัพที่ถูกส่งไปยังอัฟกานิสถาน


    ถ้าทิม ฟอล์กเนอร์ เซบาสเตียน อาร์เชอร์ และ โทเบียส ฟอล์กเนอร์เป็นฝ่ายเดียวกัน แล้วใครเป็นฝ่ายตรงข้าม


    “เซบาสเตียน อาร์เชอร์เป็นคนของ MI6 และเป็นเพื่อนร่วมงานของผม” 


    คำกล่าวของทิโมธี ฟอล์กเนอร์เป็นทั้งคำบอกเล่าและคำสารภาพเกี่ยวกับสถานะและความเกี่ยวข้องกันของเขาและร้อยโทอาร์เชอร์ พวกเขาเป็นหน่วยสืบราชการลับที่มีชื่อเป็นทางการว่า SIS แต่ทำงานในแผนกสืบสวนความลับทางการทหารที่คนคุ้นเคยกันในชื่อ MI6 (ซึ่งไม่ได้ทำงานกันเอิกเกริกแบบที่เจมส์ บอนด์ อัลฟ่าในนิยายเที่ยวประกาศกับใครต่อใครว่าตัวเองเป็นสายลับ) สิ่งที่เขามอบหมายให้นายทหารหนุ่มผู้นั้นทำ คือ การสืบหาคนที่มีแนวโน้มนำเอาแผนการปฏิบัติการของ ISAF ไปเผยแพร่แก่บุคคลภายนอกหรือสร้างความปั่นป่วนให้แก่ปฏิบัติการของกองกำลังทหารจากสหราชอาณาจักรต้องอยู่ประจำการที่เฮลมานด์ 


    เซบาสเตียน อาร์เชอร์อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของพันโทออกัสต์ โกลด์เบิร์ก เป็นนายทหารคนสนิทของผู้พันเช่นเดียวกับร้อยเอกแม็กซิมิเลียน บาร์เทิลบี้ ทั้งสามคนจัดเป็นอัลฟ่าชั้นแนวหน้าที่ไม่มีใครสงสัยในเรื่องความเหมาะสมในตำแหน่งหน้าที่ พวกเขาสนิทสนมกันทั้งในฐานะเจ้านายกับลูกน้องและเพื่อนร่วมงาน แต่เบื้องลึกเบื้องหลังแล้ว มีคนหนึ่งในนั้นคอยติดตามค้นหาความลับที่ซ่อนอยู่เพื่อนำออกไปสู่โลกภายนอก และความลับนั้นมีผลอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจเกี่ยวกับปฏิบัติการในเฮลมันและคาบูล
    แต่มีอะไรบางอย่างชวนสะดุดใจ


    “คุณบอกว่า แม็กซิมิเลียน บาร์เทิลบี้เป็นอัลฟ่างั้นเหรอ” 


    “คุณรู้จักเขาด้วยเหรอ” พี่ชายของ ดร. ฟอล์กเนอร์ขมวดคิ้ว


    ผมส่ายหน้า “ผมไม่แน่ใจ แต่ในวันที่พบศพของเอ็ดมันด์ อาร์เชอร์ มีเบต้าชื่อแม็กซ์ บาร์เทิลบี้อยู่แถวนั้น และเขาช่วยผมพา ดร. ฟอล์กเนอร์กลับไปที่รถ” 


    “ผมจำอะไรวันนั้นแทบไม่ได้เลย” โทเบียส ฟอล์กเนอร์รับ “แม็กซิมิเลียน บาร์เทิลบี้ที่ผมรู้จักเป็นอัลฟ่าเหมือนที่ทิมบอก แต่ผมคิดว่าชื่อนี้ไม่ใช่ชื่อที่จะมีคนใช้ซ้ำกันสักเท่าไหร่ ผมไม่แปลกใจเรื่องกลิ่นเพราะมันกลบเกลื่อนกันได้ แต่ผมกำลังสงสัยว่าผู้กองบาร์เทิลบี้กลับมาลอนดอนตั้งแต่เมื่อไหร่ ตั้งจากออกจากอัฟกานิสถาน ผมก็ไม่ได้ติดต่อกับใครทางนั้นอีก จนกระทั่งเอ็ดมันด์นัดพบเมื่อไม่กี่วันมานี้”


    “พี่ตรวจสอบเรื่องนี้ได้หรือเปล่า” เขาหันไปถามพี่ชาย เป็นคำถามที่มีสำเนียงบอกนัยว่า อีกฝ่ายรู้อะไรบางอย่าง แต่ยังไม่พูดออกมาตามตรวง และมีแผนอะไรอยู่ในใจอีกหรือไม่ และจากแววตาที่มองตอบกลับไปยังน้องชาย ผมเชื่อว่าทิม อ่านความหมายระหว่างบรรทัดของอีกฝ่ายออกทุกคำ 


    บรรยากาศระหว่างพี่ชายคนโตกับน้องชายคนเล็กของตระกูลฟอล์กเนอร์เป็นบรรยากาศที่ชวนให้คนกลางอย่างผมอึดอัดและค่อนไปทางหายใจไม่ทั่วท้องเท่าใดนัก แต่ในความห่างเหินของอายุและเพศรองของทั้งสองคน มีสายใยบางอย่างที่บ่งบอกว่า ต่างฝ่ายต่างเข้าใจกันและยังรักกันฉันพี่น้องอยู่ เพียงแต่มีกำแพงที่มองไม่เห็นและยังหาทางผ่านไปหาอีกฝ่ายไม่ได้กั้นขวางอยู่ 


    “บาร์เทิลบี้กลับมาจากอัฟกานิสถานพร้อมกับพันเอกออกัสต์ โกลด์เบิร์กก่อนทหารผลัดใหม่จะเข้าไปประจำการที่เฮลมันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา” ทิโมธีตอบ คราวนี้ เขาไม่มีท่าทีว่าจะพยายามปิดบังข้อมูลใด ๆ ที่มีอยู่ในมืออีกต่อไปแล้ว 


    “แล้วเอ็ดมันด์ล่ะ” ผมซักต่อ “ใครเป็นคนดึงเขาจากเลสเตอร์เข้ามาทำงานให้กับ MI6” 


    “คุณรู้มากกว่าที่ผมคิดเอาไว้นะ ไมเคิล” 


    “ไม่มากไปกว่านี้แล้ว” ผมบอก “ผมไม่รู้หรอกนะ ว่าใครเป็นพวกใครบ้าง และคุณอยู่ฝ่ายไหน เพราะสิ่งที่ผมสนใจก็คือ ใครในหน่วยงานของคุณมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการตายของเอ็ดมันด์ อาร์เชอร์บ้าง และจะมีใครที่เกี่ยวข้องกับเซบาสเตียน อาร์เชอร์หรือปฏิบัติการในอัฟกานิสถานของคุณต้องตกอยู่ในอันตรายเพราะคนร้ายที่ยังไม่รู้ว่าเป็นใครอีกบ้าง” 


    ผมรู้สึกว่าน้ำเสียงของตัวเองกระด้างขึ้น เมื่อสัมผัสจากมือของ ดร. ฟอล์กเนอร์ที่วางอยู่บนพนักโซฟาด้านหลังของผม เลื่อนมาวางบนบ่าและลูบเบา ๆ 


    ความกังวลข้อหนึ่งของผมอยู่ที่เขา และเขารู้ความกังวลของผมในข้อนั้นเป็นอย่างดี


    “ผมเป็นคนดึงเอ็ดมันด์เข้ามาเอง สามเดือนหลังงานศพของเซบาสเตียน” ทิโมธีสบตากับน้องชายของเขาแวบหนึ่ง “เพื่อความปลอดภัยของเขาเป็นประการแรก และการมีเขาอยู่ใกล้ ๆ จะทำให้ผมสามารถสืบหาคนฆ่าเซบาสเตียนได้ง่ายขึ้น”


    “หรือไม่อย่างนั้น คุณก็หวังว่าเซบาสเตียน อาร์เชอร์อาจส่งข้อมูลบางอย่างในปฏิบัติการให้แก่เอ็ดมันด์ ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ และการเข้ารหัสข้อมูลสำหรับเขาไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงอะไร” 


    “นั่นก็ด้วย” เขายอมรับตามตรง “สายลับสองหน้าเป็นเรื่องธรรมดาในองค์กร ขึ้นอยู่กับว่าเราจะจับได้หรือไม่และจะใช้ประโยชน์จากเขาอย่างไร”


    “พี่เชื่อว่าเซ็บทำงานให้กับคนที่พี่สงสัยว่าจะขายข้อมูลการข่าวของกองกำลังสนับสนุนปฏิบัติการของเราให้กับฝ่ายตรงข้ามอย่างงั้นเหรอ” ดวงตาสีเขียวหลังเลนส์กระจกของ ดร. ฟอล์กเนอร์หรี่แคบลงจนเหมือนดวงตาระวังภัยของแมวป่าซึ่งเป็นอีกร่างหนึ่งของพวกเขา และเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเขาแสดงความรู้สึกที่มีต่อร้อยโทอาร์เชอร์ชัดเจนยิ่งกว่าคราวไหน 


    ทิโมธีจ้องมองใบหน้าของแพทย์นิติเวชและอดีตผู้ส่งสารและรวบรวมข้อมูลส่วนภูมิภาคของคุนดุซนิ่งอยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง เขาสูดลมหายใจเข้าลึก และระบายออกยาว ก่อนจะนิ่งเงียบต่อไปอีกครู่ใหญ่ 


    การแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะข้อมูลที่ไม่สามารถเปิดเผยแก่คนนอกองค์กรหรือคนที่ไม่รู้ว่าจะไว้ใจได้มากน้อยเพียงใด แต่ไม่ว่าจะบอกความจริงทั้งหมดหรือบางส่วนหรือไม่ เพียงใด ผลที่จะได้รับก็ยากจะคาดเดา 


    “พี่ไม่เคยสงสัยเซบาสเตียนเลย โทบี้” เป็นเหมือนคำสารภาพยิ่งกว่าคำบอกเล่าอย่างธรรมดา “พี่เชื่อใจเขา เหมือนกับที่เชื่อใจนาย และพี่ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะกำจัดเขาทิ้งเหมือนเบี้ยตัวหนึ่ง เขาได้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับคนทรยศ แต่ข้อมูลนั้นไม่ได้ส่งถึงมือของนาย ไม่ได้ส่งถึงมือของคนอื่น นอกจากเอ็ดมันด์เพียงคนเดียว และมีแค่พี่กับเอ็ดมันด์สองคนที่รู้เรื่องนี้”


    “แล้วมันเกี่ยวกับอะไร”


    ทิโมธี ฟอล์กเนอร์ส่ายหน้า “เซบาสเตียนเข้ารหัสข้อความด้วยโค้ดที่เราไม่เคยใช้ และไม่อยู่ในแบบแผนชุดไหนเลย และนั่นคือสาเหตุที่พี่ต้องดึงตัวของเอ็ดมันด์เข้ามาทำงาน แต่เอ็ดมันด์รู้เพียงแค่ว่า เขาทำงานให้พี่ ให้หน่วยงาน และไม่รู้ว่าภายในองค์กรกำลังพยายามตามหาตัวสายลับสองหน้ากันอยู่ และไม่รู้ว่าคนคนนั้นอยู่ที่ไหน”


    “นั่นก็สมเหตุสมผลดี” ผมเอ่ย “แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมยังไม่ค่อยเข้าใจ”


    “ว่ามา”


    “ถ้าเอ็ดมันด์รู้อะไรบางอย่างขึ้นมา ทำไมเขาถึงติดต่อ ดร. ฟอล์กเนอร์ก่อน แทนที่จะเป็นคุณ”



    To be continued..... 
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
salmonrism (@salmonrism)
แง ถ้าเป็นหนังตรงนี้ก็เริ่มเครียดแล้วค่ะ เขียนได้ดีมากเลยค่ะ;-;
Praew Warattaya (@fb1021105957031)
กลับมาแล้วค่ะ เราเองก็ยุ่งๆอยู่หลายเดือน ลองเปิดเข้ามาดูถึงเห็นว่าไรต์อัพจนจบเลย ดีใจมากๆค่ะ คุณภาพเต็มเปี่ยมตามเคย เดี๋ยวจะทยอยอ่านนะคะ