Double Death (DTOL OMEGAVERSE AU)piyarak_s
Chapter 14: The Colonel

  • ตลอดช่วงเช้า ผมกับทีมงานในคดีฆาตกรรมฮันนาห์ วัตกิ้นส์ประชุมกันเพื่อสรุปความคืบหน้าของคดี และเรียบเรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่ ตาย และเวลาที่พบศพ พยานหลายคนที่เห็นเหตุการณ์ตอนชายปริศนาที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการทะเลาะวิวาท ‘เพราะความเข้าใจผิด’ ว่าหนุ่มโอเมก้าคนหนึ่งจะเข้าไปทำความรู้จักกับหญิงสาวที่ตนเองหมายตาไว้ หลายคนสันนิษฐานว่า เขาอาจจะเป็นเบต้าก็ได้ เพราะเบต้าไม่มีประสาทสำหรับรับกลิ่นประจำตัวและจำแนกความเป็นโอเมก้าและอัลฟ่า และบางคนคิดว่าที่เขาเข้าไปมีข้อขัดแย้งกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง เพราะคิดว่าอีกฝ่ายเป็นเบต้าเหมือนกัน เพราะลักษณะ บุคลิกของอีกฝ่ายซึ่งเป็นโอเมก้าก็ไม่ได้ต่างจากเบต้านัก


    ในความเป็นจริง และตามทะเบียนประวัติ แม็กซิมิเลียน บาร์เทิลบี้เป็นอัลฟ่า แต่ผมได้เรียนรู้แล้วว่า การปลอมเป็นเบต้าสามารถทำได้ง่ายดายเพียงใด และมีคนกลุ่มไหนที่สามารถเข้าถึงสิ่งที่ทำให้อัลฟ่าเป็นเสมือนเบต้าชั่วคราวได้ 


    บาร์เทิลบี้ทำงานให้หน่วยข่าวกรองทางการทหารของรัฐบาล เช่นเดียวกับเซบาสเตียน อาร์เชอร์ และเป็นคนในสังกัดของพันเอกออกัสต์ โกลด์เบิร์กเช่นเดียวกับเอ็ดมันด์ อาร์เชอร์ เรื่องปลอมเอกสารไม่ต้องพูดถึง พวกเขาสามารถทำได้ หรือรู้แหล่งที่สามารถจะดำเนินการให้ได้ แต่ปัญหาก็คือ การดำเนินคดีต้องมีหลักฐานที่จะพิสูจน์จนกว่าจะสิ้นสงสัย ซึ่งผมยังไม่มีพยานหลักฐานที่ชัดเจนข้อใดที่จะนำมาดำเนินการกับเขาได้ ยกเว้นแต่ภาพจากกล้องวงจรปิดในคดีทำร้ายร่างกายเอ็ดมัน อาร์เชอร์ ที่ไม่ใช่คดีของผมแล้ว ณ ตอนนี้


    อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังไม่ถึงกับอับจนหนทางเสียทีเดียว เพราะอย่างน้อย ผมสามารถเรียกสอบบาร์เทิลบี้ในฐานะพยานของผมได้โดยอาศัยหลักฐานจากกล้องวงจรปิด และไม่ว่าเขาจะรับหรือปฏิเสธ ผมก็ยังคงได้ความจริงส่วนหนึ่งจากการสอบถามเขาอยู่ดี 


    เนื่องจากร้อยโทแม็กซิมิเลียน บาร์เทิลบี้มีสถานะเป็นคนของกองทัพ ผมจึงแจ้งไปยังต้นสังกัดของเขาก่อน ในเรื่องขอความร่วมมือในการให้เจ้าหน้าที่มาให้การเป็นพยาน ใช้เวลาไม่นานเลย ผมก็ได้รับการติดต่อกลับ

    “สวัสดีครับ ไมเคิล เฟย์พูด” สายที่โทรศัพท์เข้ามือถือของผมไม่แสดงหมายเลข เพียงแต่ระบุว่าเป็นหมายเลขส่วนตัว

    “ผม พันเอกออกัสต์ โกลด์เบิร์ก ผู้บังคับบัญชาของร้อยโทแม็กซิมิเลียน บาร์เทิลบี้” เสียงปลายสายจับความรู้สึกได้ยาก แต่ความลึกของเสียงและจังหวะพูดของเขาหนักแน่น กังวาน และเป็นเสียงประเภทที่บ่งบอกถึงความเป็นอัลฟ่าระดับผู้นำ 

    “มีอะไรที่ผมจะช่วยคุณได้บ้าง”

    “ผมนึกว่าคุณจะถามว่า ผมเป็นตัวจริงหรือเปล่า” 

    “มีคนวงจำกัดมากที่ทราบเรื่องที่ผมต้องการติดต่อผู้หมวดบาร์เทิลบี้” ผมตอบ

    “สมกับที่ผมได้ยินมาว่าคุณเป็นแถวหน้าของเดอะยาร์ด” เขาหัวเราะเบา ๆ “แทนที่คุณจะถามผม ผมควรจะถามคุณมากกว่าว่า มีเรื่องอะไรให้ผมช่วยอีกไหม นอกจากเรื่องที่คุณอยากคุยกับแม็กซ์ เพราะตอนนี้เขาลาพักร้อน แต่ไม่ต้องห่วง ผมให้คนแจ้งเขาให้คุณแล้ว”

    “ขอบคุณครับ ผู้พัน” ผมว่า “ความจริง มีเรื่องที่ผมอยากถามผู้พันเกี่ยวกับพี่น้องอาร์เชอร์และผู้หมวดบาร์เทิลบี้ ไม่ทราบว่าผู้พันจะมีเวลาสำหรับการตอบข้อสงสัยบางประการของผมเมื่อไหร่” 

    “วันนี้ สักบ่ายโมงที่เดอะเบเวอร์ลี ไนท์บริดจ์ ผมจะรออยู่ที่ล็อบบี้”

    “ไม่มีปัญหาครับ”

    “คุณไม่คิดว่า ผมจะโกหกคุณหรือให้ข้อมูลที่ผิดพลาดกับคุณในเรื่องที่คุณอยากรู้เลยเหรอ”

    “ถ้าอย่างนั้น ผมก็อยากรู้ว่า คุณมีเหตุจำเป็นอะไรที่จะไม่พูดความจริง” 

    มีเสียงหึเบา ๆ ดังมาจากคนทางปลายสาย อารมณ์ของเขายังดีอยู่ และค่อนไปทางข้างพอใจมากกว่าขุ่นเคือง 

    “ผมเคยได้ยินเสียงร่ำลือว่า สารวัตรเป็นคนตรง แต่ความซื่อ ผมยังสงสัย”

    “ยังไม่ถึงกับคด ผมเข้าใจว่าอย่างนั้น” ผมบอก “ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ แล้วพบกันครับ” 





    “สารวัตรเฟย์” คนที่นั่งรอผมอยู่ในบริเวณล็อบบี้ของโรงแรมเบเวอร์ลีย์ซึ่งเป็นสถานที่นัดหมายลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินตรงเข้ามาหา และเป็นฝ่ายทักทายผมก่อน แม้จะไม่ได้แนะนำตัว แต่ไม่มีความจำเป็นอะไร เพราะเราต่างรู้หน้าตาและชื่อของกันอยู่

    พันเอกออกัสต์ โกลด์เบิร์กตัวจริงดูดีกว่ารูปในฐานข้อมูล เขาน่าจะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม คือ อยู่ในช่วงสี่สิบกลาง ๆ อาจอ่อนแก่กว่ากันไม่กี่ปี บุคลิกลักษณะของเขาแสดงความเป็นอัลฟ่าชายที่อยู่ในสถานะผู้นำหรือจ่าฝูงอย่างชัดเจน เขาเป็นคนตัวสูงใหญ่ ไหล่กว้าง เดินหลังตรง สีผิวคล้ำจากแดดเผาบ่งบอกถึงการทำงานกลางแจ้งหรือการเล่นกีฬากลางแจ้งในสถานที่ที่มีแดดแรงจัดอย่างสม่ำเสมอ การแต่งตัวของเขาเรียบร้อยและภูมิฐาน ดูดีกว่าตำรวจสืบสวนอย่างผมหลายเท่า

    ผมไม่ได้ถามเขาว่า มีเหตุผลอะไรจึงเลือกที่นี่ 

    “เราจะคุยกันที่ไหนดีครับ” ผมถาม 

    การเลือกให้เขาเป็นคนตัดสินใจในการกำหนดสถานที่และดูท่าทีของเขามากกว่าเสนอทุกอย่างเองเป็นความคิดที่ค่อนข้างถูกต้อง เพราะเขาพอใจกับการเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์และกุมทรัพยากรด้านข้อมูลเอาไว้ โดยมีผมเป็นผู้ขอใช้ข้อมูลนั้นและจำเป็นต้องพึ่งพาเขาเพื่อให้ได้ข้อมูลนั้นมา

    “ผมจองห้องพักเอาไว้ที่นี่ห้องหนึ่ง ที่พักของผมมีปัญหาเรื่องระบบประปา เลยต้องอาศัยโรงแรมอยู่ชั่วคราว” เขาเสนอ พร้อมให้เหตุผล “สารวัตรไม่มีปัญหาใช่ไหม”

    “ไม่มีปัญหาครับ ผมคิดว่าเราคุยกันในสถานที่ที่เป็นส่วนตัวหน่อยก็ดีเหมือนกัน”

    ประโยคนั้นทำให้เขาเลิกคิ้ว แต่ไม่ได้พูดอะไร เขาเดินนำผมไปยังลิฟท์ แตะคีย์การ์ด แล้วกดชั้นที่ตั้งห้องพัก 

    พันเอกโกลด์เบิร์กเดินนำเข้าไปก่อน หลังปิดประตูแล้ว ยืนนิ่งอยู่กลางห้องครู่หนึ่ง ก่อนเชิญผมนั่งที่ชุดโซฟา เดินตรงไปที่ตู้เย็น เปิดมันออก แล้วค่อยหันมาถามว่า ผมต้องการเครื่องดื่มอะไรบ้างหรือไม่ ก่อนที่จะเดินกลับมานั่งที่โซฟาฝั่งตรงข้ามกับตัวที่ผมนั่งโดยไม่ดื่มอะไรเช่นกัน

    ห้องพักของเขาเป็นห้องแบบเตียงเดี่ยว ดูสภาพห้องแล้ว เขาน่าจะอยู่ที่นี่มาได้สักสองสามวัน แต่ไม่ได้อยู่คนเดียว

    มีอะไรหลายอย่างที่บ่งบอกถึงการมีใครสักคนมาอยู่ด้วย 

    ไม่... ไม่ใช่ใครสักคนมาอยู่ด้วย แต่เป็นห้องของใครสักคนที่เขาสามารถเข้าออกได้ด้วยคีย์การ์ดอีกใบหนึ่งต่างหาก

    “พี่น้องอาร์เชอร์น่าสงสารนะ” จู่ ๆ เขาก็เปิดประเด็นนี้ขึ้น “ทั้งเซบาสเตียน ทั้งเอ็ดมันด์เป็นคนหนุ่มที่มีศักยภาพด้วยกันทั้งคู่ พวกเขามีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับทำงานให้กับหน่วยข่าวกรอง แต่น่าเสียดายที่พวกเขาจากเราเร็วเกินไป” 

    จากคำพูดเหล่านั้น เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการบอกผมให้รู้โดยนัยว่า เขารู้เรื่องที่เซบาสเตียนและเอ็ดมันด์เป็นพี่น้องกัน ทั้งสองคนเป็นคนในบังคับบัญชาของเขา และเขาให้ความไว้วางใจกับทั้งสองคน ยิ่งไปกว่านั้น เขารู้ว่า ผมรู้เรื่องเซบาสเตียนที่เสียชีวิตที่อาฟกานิสถานแล้ว 

    “ขอแสดงความเสียใจด้วย” ผมบอกตามมารยาท “ผู้พันคงสนิทกับพี่น้องอาร์เชอร์ดี?”

    “ผมสนิทกับพวกเขาดีทีเดียว” เขายิ้มและสบตากับผม “ระหว่างเอ็ดมันด์กับเซ็บ ผมสนิทกับเซ็บมากกว่า เพราะมีโอกาสร่วมงานกันที่อาฟกานิสถาน และรู้จักโทบี้ ฟอล์กเนอร์ คู่หมั้นของเซ็บที่ทำงานเป็นแพทย์อาสาให้องค์กรแพทย์ไร้พรมแดนอีกเมืองด้วย พวกเขาเป็นคู่ที่เหมาะสมกันดีทีเดียว”

    ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เขารู้เรื่องความสัมพันธ์ของโทบี้และผมแล้ว และจงใจพูดถึงสถานะเดิมของเขากับอดีตผู้ใต้บังคับบัญชากับผมซึ่งเป็นคนที่เขาคบหาด้วยในปัจจุบัน แต่ผมไม่ได้แสดงความสนใจในเรื่องดังกล่าว

    “สิ่งที่ผมอยากทราบจากผู้พันในวันนี้ คือ เรื่องของเอ็ดมันด์ อาร์เชอร์และแม็กซ์ บาร์เทิลบี้” ผมเข้าเรื่อง “ไม่ทราบว่าคุณพอจะเคยได้ยิน เห็น หรือรับรู้บ้างหรือไม่ว่า ทั้งสองคนมีปัญหาหรือเรื่องโกรธเคืองกันบ้างหรือเปล่า” 

    “ทำไมสารวัตรถึงถามแบบนั้น”

    “ภาพจากกล้องวงจรปิดที่ผับแห่งหนึ่งจับภาพคนที่มีลักษณะเหมือนกับเอ็ดมันด์และร้อยโทบาร์เทิลบี้มีเรื่องวิวาทกัน” ผมตอบ “ในฐานะผู้บังคับบัญชาของทั้งสองคน ผมอยากทราบพฤติกรรมของพวกเขาจากปากของคุณ”

    “ถ้าในเวลางาน พวกเขาเข้ากันได้ดี แต่นอกเหนือจากนั้นผมไม่ทราบ ภาพที่เห็นอาจเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันก็ได้” น้ำเสียงของเขาราบเรียบขณะตอบคำถามของผม “ในความเห็นของผม พวกเขารู้จักกันน้อยเกินกว่าจะมีเรื่องวิวาทกันได้ เพราะแม็กซ์เพิ่งกลับมาจากอาฟกานิสถานได้ประมาณสามสัปดาห์เท่านั้น และเอ็ดมันด์เองก็กระตือรือร้นที่จะทราบเรื่องเบื้องหลังความตายของเซบาสเตียนมาตลอด พวกเขาน่าจะเข้ากันได้ แบ่งปันข้อมูลที่รู้มากันมากกว่าจะมาทะเลาะกันเอง”

    “เอ็ดมันด์ไม่ทราบสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงของเซบาสเตียนงั้นเหรอครับ”

    “เท่าที่ผมรู้ เขารู้อะไรไม่มากนักหรอก ที่เขาตอบรับมาทำงานให้กับเรา เพราะเขาอยากรู้ความจริง” 
    “แล้วทำไมผู้พันถึงอยากดึงตัวเอ็ดมันด์มาทำงานให้กับองค์กร ทั้งที่เขาเป็นพลเรือนทั่วไป”

    คำถามนั้นของผมทำให้เขาชะงักไปชั่วครู่ ก่อนถอนใจเบา ๆ “ผมอยากชดเชยให้เซบาสเตียน”

    “ด้วยการดึงตัวพี่ชายของเขามาทำงานด้วยน่ะเหรอครับ” ผมขมวดคิ้ว “มีอะไรมากกว่านั้นหรือเปล่า”
    มีความเงียบเกิดขึ้นในห้องชั่วขณะ

    “เรื่องนี้ ผมจะตอบได้ก็ต่อเมื่อสารวัตรถือว่า มันเป็นความเห็นส่วนตัวของผมและไม่เปิดเผยกับใคร”
    ผมสบตากับอัลฟ่าอีกคนหนึ่ง แล้วพยักหน้ารับ “ได้ครับ”

    “ผมสงสัยว่า การตายของเซบาสเตียน อาร์เชอร์ระหว่างการโจมตีพลาดเป้าที่โรงพยาบาลขององค์กรแพทย์ไร้พรมแดนที่คุนดุซจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นฝีมือของใครสักคนที่ต้องการให้เกิดความเสียหายและต้องการให้กองกำลังของเราถอนตัวออกจากพื้นที่อาฟกานิสถาน”

    “สารวัตรคิดว่าเป็นฝีมือของใคร”

    มือใหญ่ของเขาที่วางอยู่บนพนักเก้าอี้นวมกำแน่น 

    “ฟอล์กเนอร์”


    To be continued.... 

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
salmonrism (@salmonrism)
เอ้ะ...