กว่าจะ....SeriesKanSiri
กว่าจะพูดอังกฤษได้
  • ก่อนอื่นเลยผมไม่มั่นใจเด็กในยุคปัจจุบันเท่าไหร่นักว่าการเรียนภาษาอังกฤษ การปลูกฝังเป็นยังไง สิ่งที่ผมจะเล่าต่อไปนี้คือการใช้ภาษาอังกฤษเมื่อราวๆ เกือบจะ 20 ปีที่แล้ว

    ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเด็กที่เกิดในยุค 90s สำหรับประเทศไทย การพูดได้ อ่านออก ฟังรู้เรื่องภาษาอังกฤษ เป็นสิ่งที่เด็กทุกคนใฝ่ฝัน (ถ้าไม่ฝันอย่างน้อยๆก็เอาไปใช้สอบให้ผ่านก็ได้) ผมเป็นหนึ่งในหลายๆ ชีวิตที่มีความรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน คนที่คุยกับฝรั่ง มีเพื่อนเป็นฝรั่ง แม่งคือสุดยอด เลขชิดซ้าย วิทย์ชิดขวา ภาษายืนหนึ่ง และถือว่าเป็นความสามารถพิเศษที่สามารถนำไปอวดอ้างในการทำงาน หาที่เรียนต่อได้ (แน่นอนสมัยนี้ทุกคนต้องพูดได้ไม่ถือว่าเป็นความสามารถพิเศษอีกต่อไปแล้ว)

    แต่ถึงอย่างนั้น ภาษาอังกฤษก็เป็นอีกหนึ่งวิชาที่เด็กไทยขยาดไม่แพ้ วิทย์ คณิต

    “คืออะไรมันไม่ใช่ภาษาพ่อ ภาษาแม่กูไง”


    ช่วงมัธยมของผมถือว่าเป็นช่วงตกต่ำในการใช้ภาษา (จริงๆไม่เคยดีเลยซะมากกว่า) บทจะท่องศัพท์จำศัพท์ก็ยากแล้ว นี่ครูยังเอาครูฝรั่งมาอีก “โอ้ย ใครเค้าจะไปฟังออก”

    ข้อผิดพลาดเดิมๆ การฟังไม่ออกเดิมๆ ไม่เคยแก้ได้ในช่วงชีวิตนี้ บางทีการพยายามเลียนแบบสำเนียงก็โดนหาว่า “กระแดะ” อีก กูว่าเพราะอีคำด่าคำนี้แหละ ทำให้คนไทยหลายๆคนไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะเด็กผู้ชายทั้งหลาย คำด่านี้เป็นการเหยียดเพศพ่ออย่างรุนแรง จึงไม่แปลกที่ในอดีตผู้หญิงมักจะเก่งภาษามากกว่าผู้ชาย

    ตัดภาพมาตอนที่ผมเริ่มรู้สึกว่าภาษาอังกฤษ แม่งสำคัญมากจริงๆแล้ว พอมายุค 5-10 ให้หลังมานี่การเรียนภาษาอังกฤษในเชิงการนำไปใช้ได้จริง ได้ถูกหยิบยกมาพูดอย่างแพร่หลาย

    “ไม่ใช่แค่เก่งแกรมมาร์แต่แกต้องสื่อสารได้ด้วย”

    การหางาน การเรียนต่อ ภาษาอังกฤษแม่งมีผลตั้งแต่เริ่มต้นแล้วด้วยซ้ำ สถาบันกวดวิชามากมายทำการโปรโมทความพิเศษของผู้สอน โดยเฉพาะ “พูดภาษาอังกฤษได้ภายใน......วัน” อย่างว่าคนไม่เก่งแม่งก็ต้องหาทางลัดไงอายุก็ไม่น้อยแล้วด้วย ราคาก็ไม่ได้ถูกๆ สรุปพอเรียนจบกูก็ยังฟังไม่ออกพูดไม่ได้อยู่ดี

    เงินก็ไม่ค่อยจะมี ค่าเรียนก็แพง เค้าว่ากันว่าอยากเก่งให้ไปเมืองนอกเลย “เชี่ย ไม่มีเงิน” จะไปสอบแข่งหาทุน กูก็โง่อีก ความคิด ณ ตอนนั้นคือแม่งตลกมากเลยที่อยากจะไปเมืองนอกเพื่อจะพัฒนาภาษาอังกฤษแต่จะไปได้ก็ต้องเก่งภาษาอยู่แล้ว เก่งแล้วคืออะไร เก่งอยู่แล้วก็ให้คนที่ไม่เก่งไปเรียนซิอิบ้าโลกนี่ไม่มีที่ยืนให้กูเลยจ้า อยุติธรรมสุดๆ สรุปกูต้องโง่ดักดานอยู่ที่เมืองไทยถูกมะ?


    ถึงอย่างไรก็ตามเออก็ต้องขอบคุณตัวเองที่อดทนอะ จากคนที่ฟังไม่ออกเลย พูดแทบไม่ได้ตอนนี้กลายเป็นคนที่พูดกับฝรั่งปร๋อ ทุกอย่างมันเริ่มมาจาก "กำลังใจ" และ "ทัศนคติ" จริงๆ มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันไม่ยากเกินไป มันเริ่มจากว่าเราหาอะไรที่มันสนุกกับภาษาได้ ซึ่งของผมชอบฟังเพลงไงผมเริ่มจากการฟังเพลง อ่านเนื้อร้อง อ่านคำแปล เพราะชีวิตมันไม่ได้ง่าย โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการเงิน ไปเรียนมาหลายที่สุดท้ายมันต้องเริ่มจาก "ข้างในใจ" ทำมาเรื่อยๆจนถึงจุดที่ว่า เฮ้ยเราฟังเพลงออกโดยไม่ต้องดูเนื้อร้อง ถามว่ามีท้อไหมระหว่างทาง มันมีอยู่แล้ว แต่ผมตั้งปณิทานแรงกล้าจริงๆว่ายังไงต้องทำให้ได้

    ผมเริ่มหาหนังสือสอนภาษาอ่านด้วยตัวเองพยายามหาเพื่อนฝรั่ง (เพื่อนฝรั่งหาจากพวกที่มาอาสาทำงานเรื่องเกี่ยวกับศาสนา) ฝึกเรื่อยๆจนถึงจุดที่ ตัวเองต้องไปให้มากกว่านี้ กลายเป็นว่าเราขวนขวายการเรียนจาก YouTube จากเว็บต่างๆ ทั้งหมดทั้งมวลใช้เวลาแรมปีนะครับ

    สุดท้ายคือผมว่าแม้การศึกษาไทยจะไม่ได้ถูกออกแบบมาให้คนสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ปัจจุบันอาจจะดีขึ้นมากอันนี้ผมก็ไม่ทราบ) แต่สิ่งนึงที่ผมอยากจะบอกนักล่าฝันทั้งหลายคือ “อย่าหยุดฝึก” และความมท้อเกิดขึ้นได้ตลอดระหว่างการฝึก “ต้องอดทน” เพราะการเรียนรู้อะไรก็แล้วแต่ “มันไม่มีทางลัด” จะมีก็แต่เคล็ดลับ ถึงอย่างนั้นก็ยังคงต้องอาศักการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง

              กว่าจะพูดภาษาอังกฤษได้(ติดต่อสื่อสารได้) มันก็ต้องฝึกฝนอะเนอะ แต่ถ้าใช้ได้แล้วมันคือความคุ้มค่าจริงๆ
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in