ทาสเกม...Sleeping Slave
Amnesia: The Dark Descent (2010) หลอกหลอนอย่างมีระดับ
  • เนื่องมาจากว่าตอนนี้ Frictional Games เขาคอนเฟิร์มแล้วว่า เขากลับมาสานต่อซีรีส์เกมสยองขวัญหลอนนรกอย่าง Amnesia ต่อด้วยตัวเองแล้วในชื่อ Amnesia: Rebirth โดยกำหนดวางขายภายในปี 2020 นี้ ...จึงเป็นโอกาสดีที่ผมจะเล่าถึงความชอบที่มีต่อเกมนี้ครับ ว่าทำไม นี่จึงเป็นหนึ่งในเกมสยองขวัญสุดคลาสสิค

    ก่อนจะเข้าเรื่อง อยากถามคำถามข้อหนึ่งว่า "คิดว่าเกมสยองขวัญที่ดีจะต้องเป็นอย่างไร?"

    หลายๆคน คงมีตัวอย่างในใจต่างกันไปคนละแบบ แล้วแต่รสนิยม บางคนชอบความสยองแบบลุ่มลึก ดำเนินเรื่องไปพร้อมกับสำรวจจิตใจตัวละคร แบบ Silent Hill, บางคนชอบแนวลาบเลือด ต่อสู้เอาชีวิตรอด แบบ Resident Evil หรือ Dead Space, บางคนชอบแนวแบบผีหลอกวิญญาณหลอน แบบ Fatal Frame หรือ Twilight Syndrome, บางคนชอบแนวตุ้งแช่เน้นโผล่มาแฮร่ให้ตกใจ แบบ Five Nights at Freddy's, บางคนชอบแนววิ่งหนีสุดชีวิต แบบ Outlast เป็นต้น

    เพราะความกลัวของคนมีหลายรูปแบบ ทำให้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีเกมสยองขวัญมากมายแทบจะครบทุกแบบที่ว่าไป โดยเฉพาะบรรดาเกมอินดี้บน Steam ทั้งหลาย ที่ขยันทำเกมน่ากลัวกันออกมาเยอะแยะเต็มไปหมด

    ในช่วงกลางๆ 2000s มีเกมสยองขวัญชื่อแปลกๆ เด่นๆ เลยมักจะมาจาก ทีมพัฒนาเล็กๆ ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างเกมในแนวทางของตัวเอง ในช่วงนั้นเกมสยองขวัญที่น่าสนใจมีออกมาไม่น้อยเลยครับ และหลายๆเกมก็ล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของตัวเองที่น่าสนใจ


    แต่คราวนี้ เกมที่ผมจะพูดถึงเป็นหลัก คือ Amnesia: The Dark Descent นี่แหละ เพราะ Amnesia คือหนึ่งในเกมสยองขวัญจากปี 2010 ที่มาจากทีมพัฒนาเล็กๆ แต่ชื่อเสียงของมันใหญ่พอที่จะสร้างอิมแพคต่อวงการเกมในเวลานั้นได้ และกลายเป็นผลงานชิ้นเอกของ Frictional Games มาจนถึงปัจจุบัน

    Frictional Games เป็นทีมพัฒนาสัญชาติสวีเดน ก่อตั้งในปี 2007 โดย โธมัส กริป และ เจนส์ นิลส์สัน ถือเป็นทีมที่มาลายเซ็นในผลงานค่อนข้างชัดเจนมากอีกทีมหนึ่งเลย เพราะตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบัน Frictional มีเฉพาะเกมสยองขวัญล้วนๆ Frictional พัฒนาเอนจิ้นเกมของตัวเองขึ้นมาในชื่อ HPL Engine (ย่อมาจากชื่อของ HP Lovecraft บิดาแห่งนวนิยายสยองขวัญ) ซึ่งโดดเด่นในด้านการให้ผู้เล่นสามารถตอบสนองกับวัตถุรอบๆตัวได้ สามารถ หยิบ จับ ดึง ลาก ด้วยระบบฟิสิกส์ที่สมจริง (แบบเดียวกับเอนจิ้น Source ของ Valve ที่ใช้ทำ Half-Life 2 กับ Portal นั่นเอง) 
      

    โดยผลงานแรกของ Frictional เป็นเกมสยองขวัญจากปี 2007-2008 คือซีรีส์เกมชุด Penumbra เกมสยองขวัญที่ว่าด้วยเรื่องการเอาตัวรอด ในสถาบันวิจัยอันห่างไกลในกรีนแลนด์ โดยเกมถูกแบ่งเนื้อเรื่องออกเป็น 3 ภาค ได้แก่ Overture, Black Plague และ Requiem ซึ่งเป็นผลงานเปิดตัวที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากเกมเมอร์ ในฐานะเกมสยองขวัญที่ดีไซน์ได้ลงตัว ทั้งเกมเพลย์ที่ให้เอาตัวรอดอย่างลุ้นระทึก และปริศนาที่ดีไซน์มาได้อย่างฉลาด

    และผลงานต่อๆมา ก็รับเอาข้อเด่นจาก Penumbra มาต่อยอดได้อย่างดี ทั้งเกมที่มีฉากหลังในยุคอดีตอย่าง Amnesia หรือในยุคอนาคตอย่าง SOMA (นี่ก็ถือเป็นงานที่ยอดเยี่ยมอีกงานของ Frictional ครับ แต่เดี๋ยวค่อยพูดถึงในโอกาสหน้า)


    สไตล์ที่ Frictional ใส่ลงมาในทุกๆเกมของพวกเขาคือ ความสยองขวัญแบบเลิฟคราฟท์ (Lovecratian) ความกลัวต่อสิ่งที่ไม่รู้ สิ่งที่มีอำนาจเหนือล้ำเกินกว่าจะเข้าใจ จนเป็นเหตุทำให้หลักการความเชื่อในฐานะมนุษย์ต้องพังทลายลง ทุกๆเกมของ Frictional จะมาในสไตล์นี้ทั้งหมด

    และเมื่อเอาประสบการณ์จากตอนทำ Penumbra, ความหลงใหลที่มีต่อเลิฟคราฟท์ และฉากหลังที่ดูขลังและเก่าแก่ในแบบ Gothic Horror ...ทุกอย่างถูกกลั่นออกมาจนกลายเป็น Amnesia: The Dark Descent


    "Don't forget. Somethings mustn't be forgotten. The shadow hunting me."

    ชายคนหนึ่งได้ตื่นขึ้นมาพบว่า ตนเองอยู่ในปราสาทอันใหญ่โต บรรยากาศไม่น่าไว้วางใจ เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความกลัว และไม่มีมนุษย์คนไหนอีกเลยนอกจากเขา เขาไม่เหลือความทรงจำใดๆอยู่เลย ไม่รู้ว่าตัวเองคือใคร ไม่รู้ว่าทำไมเขาจึงมาอยู่ตรงนี้ได้ สิ่งที่เขาจดจำได้มีเพียงชื่อของเขา.. "แดเนียล"

    เหตุใดแดเนียลจึงมาอยู่ที่นี่ และอะไรกำลังรอคอยเข้าอยู่ข้างในปราสาทหลังนี้ นี่คือสิ่งที่ผู้เล่นจะต้องค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ใน Amnesia: The Dark Descent...

    คงเล่าเรื่องของเกมได้แค่นี้จริงๆ เพราะ Amnesia โดนเด่นในการเล่าเรื่องโดยเล่นกับ "ความไม่รู้" ...คนเล่นจะเริ่มเกมด้วยความมึนพอๆกับแดเนียล ที่ไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้จักทั้งตัวเอง ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ว่าอะไรกำลังไล่ตามเขาอยู่ ..ฉะนั้น หากต้องการจะรู้ความจริง ก็ต้องเดินหน้าเข้าไปในความมืดด้วยตัวเอง

    ด้วยความที่เกมเป็นเกมเล็กๆ เกมเลยเล่าเรื่องอย่างเรียบง่าย ผ่านกระดาษโน้ตที่วางอยู่ทั่วทั้งเกม ผ่านเสียงบรรยายต่อเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในที่แห่งนี้ในอดีต ให้คนเล่นปะติดปะต่อเรื่องราวในหัวของตัวเอง ซึ่งผมว่ามันเป็นวิธีที่เหมาะที่สุดแล้วล่ะครับสำหรับเกมสยองขวัญ ที่ต้องการให้คนเล่น "รู้สึก" อย่างเต็มที่ในหัว มากกว่าจะให้เห็นทุกอย่างชัดเจนด้วยตา


    จุดเด่นของ Amnesia: The Dark Descent ในฐานะเกมสยองขวัญ แน่นอนว่าต้องเป็นความน่ากลัวอยู่แล้ว แต่ความน่ากลัวของ Amnesia จะไม่ใช่แนวในแบบที่คนเล่นเกมคุ้นเคยเท่าไหร่นัก (ณ เวลานั้น) ในขณะที่เกมสยองขวัญดังๆ ในตอนนั้น จะค่อนข้างชัดเจนในตัวเองแต่แรก ว่าคนเล่นจะต้องเจอกับอะไร อย่างถ้าเป็น Resident Evil เราจะต้องยิงซอมบี้นะ Silent Hill เราต้องฝ่าหมอกไล่ตีปีศาจนะ Fatal Grame เราต้องถ่ายรูปสู้กับผีญี่ปุ่นนะ ..อะไรแบบนี้ คือถึงมันจะน่ากลัว เราก็รู้ว่ามันคืออะไร

    แต่ Amnesia ใช้วิธีจู่โจมคนเล่นด้วยความ "ไม่รู้" ได้อย่างน่าสนใจและได้ผลมาก ระบบหลักๆที่เกมใช้ มีอยู่ 3 ข้อคือ "1.เราไม่สามารถสู้ได้ ทำได้แค่หนีเท่านั้น" "2.การเล่นกับแสงสว่างและความมืด" และ "3.ระดับของสติสัมปชัญญะ (Sanity)"

    ถ้าจะมีเกมสยองขวัญเกมไหนที่เอาเรื่องแสงมามีความสำคัญในเกมเป็นเกมแรกๆ ก็คงหนีไม่พ้น Amnesia นี่เอง แดเนียลจะมีระดับ Sanity ที่จะลดลง หากเขาอยู่ในความมืดนานเกินไป หรือพบเจอกับสิ่งเหนือธรรมชาติ (ลมพัดมาแรงๆ ประตูเปิดเอง อะไรแบบนี้) หรือถูกไล่ล่าจากอะไรบางอย่าง หากระดับ Sanity ลดลงหนักๆ ก็จะทำให้แดเนียลเริ่มมีอาการอ่อนปวกเปียกลง มองเห็นภาพรอบๆไม่ชัด หนักสุดคือวิ่งต่อไมได้เลย ..ทำให้แดเนียลเป็นตัวเอกที่บอบบางมาก เราต้องประคองสติของแดเนียลให้ผ่านความมืดไปให้ได้

    ซึ่งเกมก็เล่นกับระบบ Sanity ได้ดีมาก การเดินเข้าไปในความมืด สายตาของแดเนียลจะปรับให้ชินกับความมืดได้เอง (ตามหลักความเป็นจริง) แต่ Sanity ที่ลดลง จะทำให้สายตาของแดเนียลเริ่มผิดปกติ เริ่มจะเห็นโลกรอบตัวบิดเบี้ยวไปเอง ทำให้คงไม่ดีแน่ๆ หากเราคิดจะฝ่าความมืดแบบไม่สนใจแสงไฟเลย


    ฉะนั้นอาวุธหลักของเราในเกมนี้ก็คือ "ตะเกียง" ที่ช่วยเป็นแสงสว่างนำทางให้แก่แดเนียล และ "กล่องจุดไฟ (Tinderbox)" ที่เอาไว้ไปจุดไฟตามเชิงเทียน ที่มีอยู่ทั่วปราสาท ...แต่ตะเกียงเจ้ากรรมนี่ก็ไม่ได้ใช้ได้ตลอด เพราะมันต้องเติมน้ำมันด้วย หากน้ำมันตะเกียงหมด เราก็จะตกอยู่ในความมืด และในบางครั้ง Tinderbox ก็อาจจะมีไม่พอที่จะจุดได้ทุกอัน เราจึงต้องบริหารจัดการสองอย่างนี้ให้ดี 

    ส่วนระบบที่ต้องหนีเท่านั้น สู้ไม่ได้ อันนี้อาจจะไม่ใหม่แล้ว เพราะเกมสยองขวัญส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็มาทางนี้เยอะมาก หลายๆเกมจู่โจมคนเล่นหนักกว่า Amnesia เยอะด้วยซ้ำ ถ้าใครชอบเกมแบบ Outlast ที่เน้นโกยอ้าวเป็นหลัก อาจจะรู้สึกเฉยๆกับ Amnesia ก็ได้ แต่ในยุคนั้น ยืนยันได้เลยว่า การหนีใน Amnesia สั่นประสาทเราได้หนักมากจริงๆ ยิ่งถ้าเล่นคนเดียว แล้วใส่เฮดโฟนนี่ จะเป็นประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงแน่นอน เพราะเกมดีไซน์เสียงและดนตรีประกอบได้ดีมาก

    โธมัส กริป บอกไว้ในรายการ War Stories ทาง Youtube ว่า เคล็ดลับความน่ากลัวที่ใช้ใน Amnesia คือ การหลอกให้คนเล่นรู้สึกกลัวไปเอง ..เอาเข้าจริง เราได้เจอปีศาจ สัตว์ประหลาด ใน Amnesia จริงๆ แค่ไม่กี่ครั้งเอง (เพิ่งรู้ตัวหลังจากเล่นจบไปแล้วรอบนึง แล้วมาทบทวนดูดีๆ) ส่วนใหญ่ เราจะถูกหลอกหลอนด้วยบรรยากาศ กับเสียงที่ลอยมาตามสายลม บางคนเลิกเล่นตั้งแต่ยังไม่ได้เจอตัวอะไรเลยด้วยซ้ำ

    แต่อย่างนึงที่เกมเล่นโกงกับเรา คือ โธมัส กริป ยืนยันแล้วว่า ไอ้ที่ในเกมบอกว่า หากระดับ Sanity ลดลง โอกาสที่ปีศาจจะเจอตัวเราได้มากขึ้นนั้น... มันเป็นเรื่องโกหกครับ (อ้าว!?) จริงๆแล้ว ในแต่ละฉาก ปีศาจจะเดินสุ่มอยู่ในนั้นตามสคริปท์ที่เขาวางไว้นั่นแหละ ระดับ Sanity มีผลแค่เรื่องการควบคุมเท่านั้น แต่ที่เขาบอกแบบนั้น มันคือการเตือนคนเล่นให้ใส่ใจกับการบริหารตะเกียงและ Tinderbox อย่างจริงจัง หากเรามีเรื่องที่ต้องแคร์มากๆ รองลงมาจากชีวิต มันก็จะทำให้เราระวังในทุกที่ที่เราเดินไป ทำให้ถึงจะรู้แล้วว่าเขาโม้ แต่ก็อภัยให้ได้ (ฮาา)


    Amnesia: The Dark Descent เป็นเกมที่สร้างอิมแพคต่อเกมเมอร์ได้ค่อนข้างมากในช่วงเวลานั้น ด้วยตัวเกมเองที่น่ากลัว ท้าทายให้คนเล่นลิ้มลองอยู่แล้ว เกมเองก็มาในช่วงที่วงการยูทูปเบอร์ (Youtuber) กำลังเริ่มบูมพอดี หลายๆชาแนลเล่น Amnesia มีทั้งเล่นคนเดียวและเป็นกลุ่มช่วยกันกรี๊ด ทำให้ Amnesia เป็นหนึ่งในความบันเทิงจากช่วงต้นยุค 2010s ที่น่าจดจำ ที่เด่นที่สุดเลยคงเป็นตา Pewdiepie ที่เริ่มมีชื่อเสียงจากการเล่น Amnesia ได้อย่างบันเทิงและฮาจนสร้างอัตลักษณ์แก่ตัวเขา มาจนถึงปัจจุบัน

    แต่จากการกลับไปเล่นอีกครั้งเป็นรอบที่ 4 เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมยอมรับนะครับว่า ความรู้สึกกลัวมันน้อยลงเหมือนกัน เพราะมันรู้มุกของเกมหมดเปลือกแล้ว ด้วยความที่เกมเล่นกับความ "ไม่รู้" ของเรา ทำให้มันจะได้ผลที่สุดก็ตอนเล่นครั้งแรก (หรือไม่ก็ ไม่ได้เล่นมานานมากจนลืมไปแล้ว แล้วกลับมาเล่นอีก) แต่ในด้านเนื้อเรื่องนี่ ถือว่ายังไม่ตกยุคเลย เป็นเกมที่ถ่ายทอดอารมณ์แบบ Lovecratian ได้ดีในแบบที่ แฟนๆเลิฟคราฟท์ จะต้องปลื้มแน่นอน เพราะจนถึงตอนนี้ ก็ยังมีกลุ่มแฟนเหนียวแน่น คอยวิเคราะห์ ตีความ เรื่องราวในเกมกันอยู่เลย


    Amnesia มีภาคต่อในปี 2013 ในชื่อ Amnesia: A Machine for Pigs ภาคนี้ Frictional ไม่ได้ทำเอง แต่โยกไปให้ทีม The Chinese Room ทำแทน (เพราะตอนนั้น Frictional กำลังทำ SOMA กันอยู่) โดยเรื่องราวในเกมจะไม่ได้ต่อเนื่องมาจากภาคแรกมาก (เกี่ยวข้องกันแค่แบบเฉี่ยวๆ ไม่ได้ต่อกันโดยตรง ถือว่าอยู่ในโลกเดียวกัน) และย้ายฉากหลังมาปี 1899 ซึ่งเป็นยุคแห่งเครื่องจักรไอน้ำ ทำให้เกมมีบรรยากาศความเป็น Steampunk ค่อนข้างสูง 


    เกมได้รับเสียงบ่นจากแฟนๆภาคแรกเยอะพอสมควร ถึงระบบการเล่นที่ด้อยกว่าภาคแรก ระบบ Sanity ที่ดูไม่ค่อยมีความหมายต่อการเล่น หรือการที่ตะเกียงของเราใช้ได้ตลอดเวลา ไม่ต้องเติมน้ำมัน ทำให้ความกดดันมันลดลงไปมาก (แต่อันนี้เข้าใจว่า เขาต้องการให้มันเมคเซนส์น่ะแหละ ปี 1899 คงไม่มีใครใช้ตะเกียงน้ำมันกันแล้ว) 

    แต่โดยส่วนตัวผม ผมไม่ได้มองว่า A Machine for Pigs มันแย่กว่าภาคแรกอะไรขนาดนั้นนะครับ จริงอยู่ที่หลายๆอย่างในเกม อาจจะด้อยกว่า แต่โดยภาพรวม มันก็ยังเป็นเกมที่เล่นสนุกเหมือนกัน ด้านเนื้อเรื่องก็นำเสนอในทางที่ต่างจากภาคแรก ทำให้มันมีกลิ่นอายที่น่ากลัวกันคนละแบบกัน จนคงไม่แฟร์หากจะเอาเทียบกัน ถ้าเล่นภาคแรกมาแล้ว มาเล่นภาคนี้ต่อก็ไม่เสียหาย (ต่อมา The Chinese Room ก็ได้ทำ Everybody's Gone to the Rapture เกมแนวผจญภัยระทึกขวัญ ที่มีเนื้อเรื่องดีมากๆอีกเกม)


    และในปี 2020 นี้ Frictional ก็กลับมาพร้อมกับ Amnesia ภาคที่ 3 แล้ว ในชื่อ Amnesia: Rebirth ซึ่งถือเป็นการสานต่อแฟรนไชส์ในรอบ 7 ปี ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลอะไรมาก นอกจากตัวอย่างแรกของเกม แต่แค่นี้ก็น่าจะกระตุ้นความน่าสนใจให้แก่แฟนๆของ Amnesia ได้มากมายแล้ว

    มาลุ้นกันต่อว่า Amnesia จะกลับมาทำให้เราต้องกลัวที่จะอยู่ในความมืดมิด แบบเดียวกับที่เกมภาคแรกทำเอาไว้ ได้หรือไม่?

    รายการ War Stories ตอน Amnesia: The Dark Descent 
    https://www.youtube.com/watch?v=sMl2la8-3-o

    ตัวอย่างแรกของ Amnesia: Rebirth 
    https://www.youtube.com/watch?v=Q4AEMKyDNnU
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
swiftism (@vividswift)
เพิ่งซื้อมาเมื่อวานสดๆ ร้อนๆ เลยครับ ตั้งใจว่าจะเล่นคืนนี้เลย แต่อ่านจบแล้วเริ่มเกิดความรู้สึกลังเลขึ้นมาซะงั้น 55555
Sleeping Slave (@fb1726378568727)
@vividswift ถือเป็นเกมทดสอบความกล้าที่น่าลองครับ 5555 ควรต้องลองว่าตัวเองจะไหวไหม ถ้าผ่านการเล่นเกมแนวๆนี้มาเยอะ อาจจะรู้สึกไม่กลัวมากก็ได้ (เพราะเกมเองก็เก่าแล้ว) แต่ถ้าเป็นคนขี้กลัวอยู่แล้ว รับประกันเลยว่าหลอนตั้งแต่เริ่มเกมแน่นอน XD