Art first (because life can wait)indiiej
[รีวิวอัลบั้ม] OH WONDER - Ultralife with me!
  • written by twitter @indiiej 





    กำลังคิดว่าเร็วไปรึเปล่าที่จะมาเขียนรีวิว Ultralife ของ Oh wonder เพราะอัลบั้มเพิ่งปล่อยออกมาเมื่อวันศุกร์ แต่ฟังแล้วอดทนไม่ไหว เขียนเลยแล้วกัน  ก่อนจะเริ่มรีวิว ไหนๆก็เขียนแล้ว ขอเริ่มเขียนจากวิธีการทำเพลง/แนวคิดของ แอนโทนี่กับโจเซฟิน ที่เราว่ามันทำให้เราเข้าใจดนตรีของพวกเขาและฟังเพลงของพวกเขาได้สนุกสนานมากขึ้น ใครจะข้ามไปอ่านรีวิวเลยก็ไม่ว่ากันจ้า 






    ' Some songs scream on your face, 


    some whisper warmly in a cold night,


     but their songs paint you a beautiful picture your eyes' ve never seen. '




    - Purist Song Writers: เพลงที่เน้นเนื้อเพลงไม่เน้นเมโลดี้ 





    มาเริ่มกันที่วิธีการทำเพลงกันก่อน 


    โจเซฟิน (นักร้องผู้หญิงของวง) อธิบายไว้ว่า Oh wonder ไม่ใช่วง pop หรือ electronic แต่เป็น purist song writers เป็นวงที่เน้นเนื้อเพลงเป็นหลัก  เมโลดี้เป็นแค่ฉากประกอบเพื่อส่งเนื้อเพลง แทนที่จะให้ความสำคัญกับดนตรี พวกเขาเลือกจะโฟกัสกับเนื้อเพลงมากกว่า


     โจเซฟินอธิบายต่อว่าเพลงส่วนใหญ่จะเริ่มมาจากเมโลดี้ง่ายๆไม่กี่คอร์ดเป็นไกด์ในการเขียนเนื้อเพลง เขียนเนื้อเสร็จจากนั้นค่อยเอาไปใส่เมโลดี้ให้สมบูรณ์ โดยตอนใส่เมโลดี้ เธอก็เหมือนทำการทดลองโยนเสียงนู้นนี่นั้นใส่ลงไป ให้ดนตรีมันสื่ออารมณ์ตามความหมายของเนื้อเพลง เพราะงั้นแล้วสำหรับ Oh wonder จะไม่มีข้อจำกัดว่าต้องทำดนตรีออกมาแนวไหน ในอัลบั้มก็มีเพลงที่เป็นอิเล็กโทรนิคจ๋าอย่าง Ultralife ไปจนถึงเพลงช้าที่มีแค่เสียงเปียโนคลออย่าง My friends เรียกว่ารู้สึกยังไงก็ทำดนตรีแบบนั้นเหมือนที่แอนโธนี่เคยบอกไว้ว่า เพลงของพวกเขาเป็นศิลปะที่ขึ้นอยู่กับศิลปะ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับศิลปิน( It's artistry based on artistry, and not the individual artists. ) พวกเขาปล่อยให้ศิลปะสร้างสรรค์ผลงานโดยไม่ยอมให้ธีมหรือภาพลักษณ์ของวงมาขัดขวาง 


    การทำงานแบบกลับหัวกลับหางของสองคนนี้ทำให้เราคิดไปถึงวิธีการทำงานของก็เหมือนการทำงานของ อ. มาโคโตะ ชินไค ผู้สร้าง Your name กับ 5 Centrimeters per second ที่เคยบอกว่าเขาเริ่มวาดฉากก่อนจะเริ่มวาดตัวละคร โดยตัวละครจะต้องดูกลมกลืนไปกับฉาก  ต่างจากการทำอนิเมชั่นทั่วๆไปที่ให้ความสำคัญกับตัวละครมากกว่าฉาก Oh wonder เองก็ไม่ต่างกันที่เลือกให้ความสำคัญเนื้อเพลงแทนดนตรี  การเข้าถึงเพลงผ่านเนื้อเพลงนอกจากทำให้ดนตรีของ Oh wonder หลายหลาย สดใหม่และไร้ขีดจำกัดแล้วอิสระทางดนตรียังทำให้หลายเพลงของพวกเขาส่งผ่านอารมณ์ได้ดีมากอีกด้วย





    - Lyrics that paint



    เมื่อรู้ว่าวงนี้เขาเน้นเพลงมากกว่าดนตรีแล้ว มาโฟกัสกันที่เนื้อเพลงกันบ้าง 


     อย่างที่เราเขียนไปว่าเพลงบางเพลงตะโกนใส่หน้าคุณ บางเพลงกระซิบเรื่องราวในคุณฟัง แต่เพลงของ Oh wonder สร้างภาพในหัวเราออกมาเป็นฉากๆ ในขณะที่เพลงรักหลายเพลงพูดถึงความรักในเชิงนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ ฉันรอคอยใครสักคนอยู่ เมื่อไรเขาจะมา แต่จุดเด่นของ Oh wonder คือเขาเล่าเรื่องราวความรักอย่างละเอียด พยายามอธิบายว่า ฉันนี่ใคร? ทำไมฉันถึงรอ มีการใส่ฉาก ใส่คาแรคเตอร์ตัวละครลงไปในเพลงเหมือนเรื่องสั้นเลยทีเดียว และมันทำให้คนฟังเห็นภาพในเรื่องที่เขาเล่าออกมาชัดเจน 


    ในอัลบั้มสองการเขียนเนื้อเพลงแนวเล่าเรื่องของ Oh wonder อาจจะลดน้องลงไปเมื่อเทียบกับอัลบั้มแรก แต่ก็ยังเด่นชัดในเพลงที่ชื่อ Solo ซึ่งเป็นเพลงแรกของอัลบั้มสอง 

    โดยในท่อนแรก A room filled up with faces and the air so thick I taste it  เนื้อเพลงบรรยายฉากออกมาเป็นห้องๆหนึ่งที่มีผู้คนแปลกหน้ามากมายและอากาศก็หนาและกดทับจนฉันรู้สึกได้

    ก่อนจะเริ่มบรรยายความรู้สึกของตัวเอกที่อยู่ในห้องที่รู้สึกแปลกแยกและถามตัวเองว่า  

    Can you feel yourself erasing?  Can you feel it getting smaller?

    และในท่อนต่อมาเพลงก็พูดถึงความรู้สึกของตัวเอกอย่างชัดเจน 

    I need to be solo
    Freedom in the mono

    ฉันอยากจะอยู่คนเดียว อิสระในความโดดเดี่ยว 


    เรียกว่าเป็นเนื้อเพลงที่ไม่ต่างอะไรจากเรื่องสั้น ที่มีฉาก มีคาแรคเตอร์ มีmonologue สั้นๆกับตัวเองครบถ้วน ความละเอียดในเนื้อเพลงทำให้คนฟังสามารถจินตนาการเนื้อเพลงออกมาเป็นภาพได้อย่างชัดเจนในหัว บางคนอาจจะหลับตาเห็นภาพตัวเองกลายเป็นตัวเอกในเพลงไปแล้ว นี่เป็นอีกจุดเด่นในวิธีการเขียนเพลงของโจเซฟินและแอนโธนี่ที่ทำให้เพลงของพวกเขาจับใจคนฟังได้ไม่ยาก







    - Healing music ? NO, just honest music for humans



    เคยได้ยินหลายๆคนพูดว่าเพลงของ Oh wonder (จากอัลบั้มแรก) มัน heal มากฟังแล้วสบายใจ ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เพราะ Oh wonder ก็เคยพูดไว้อย่างชัดเจนเมื่อนานมาแล้วว่าเพลงของพวกเขานั้น It’s a vehicle to comfort people. (เป็นพาหนะ เป็นเครื่องมือในการปลอบใจผู้คน)


    แต่ทำอย่างไรบทเพลงหนึ่งถึงจะให้กำลังใจผู้คนได้ ? 


    สำหรับ Oh wonder แล้วการให้กำลังใจหรือการ heal ผู้คนที่เหนื่อยล้า มันไม่ได้มาจากการเข้าไปตบไหล่แล้วบอกว่าสู้ๆนะ  แต่โจเซฟินบอกไว้ว่าสำหรับเธอแล้ว เธออยากให้บทเพลงของเธอยืนยันกับผู้ฟังว่ามันโอเคที่เราจะบ้าบอไปบ้าง จะแปลกจะผิดปกติไปบ้าง เพราะความแปลกประหลาดนั้นก็เป็นเงื่อนไขหนึ่งในการเป็นมนุษย์นั่นเอง 


     'For me it’s a reassurance to listeners that you’re not bizarre, or weird, or unusual for constantly doubting yourself, or constantly craving people or independence' 

    (สำหรับฉันแล้ว มันเป็นการปลอบใจคนฟังว่าคุณไม่ได้บ้า ประหลาด หรือผิดปกติที่จะรู้สึกสงสัยในตัวเองตลอดเวลา หรือบางครั้งก็รู้สึกอยากอยู่กับคนอื่น บางครั้งก็อยากจะมีอิสระอยู่คนเดียว)


    บทเพลงของ Oh wonder ล้วนเกิดจากเรื่องเล็กๆน้อยๆรอบตัว เพียงแต่พวกเขาสังเกตเรื่องพวกนั้นอย่างละเอียดและพยายามมองหาความเป็นมนุษย์ ความสุข เศร้า เหงาและธรรมชาติอื่นๆอันแสนประหลาด ไม่สอดคล้องของผู้คนรอบตัวเหมือนที่โจเซฟินพูดไว้ว่า 


     “People will sit on their own on a Friday night with Netflix or whatever and then think to themselves, ‘why don’t I have any friends?’ ‘Why am I alone?’ I know I do, you just need people,” 

    (ผู้คนนั่งดู Netflix หรือทำอะไรก็ตามในคืนวันศุกร์และคิดกับตัวเองว่า ทำไมฉันไม่มีเพื่อนบ้างนะ ? ทำไมฉันถึงมาอยู่คนเดียวในตอนนี้ ?  ตัวฉันเองก็เป็นแบบนั้น ฉันรู้ดีว่าฉันต้องการใครสักคน)


    “Conversely, you get periods where you’re so liberated and happy within yourself that you want freedom, independence and want to be alone for a bit.”

    (แต่ในทางตรงกันข้าม คุณก็จะมีช่วงเวลาที่รู้สึกโคตรอิสระ หลุดพ้นจากทุกอย่าง มีความสุขกับตัวเองและคุณก็โหยหาการอยู่ตัวคนเดียวและอยากที่จะรู้สึกโดดเดี่ยวนิดหน่อยด้วยซ้ำ)


    อารมณ์ขึ้นๆลงๆของมนุษย์ที่ทั้งเหงาและอยากเหงาถูกบันทึกไว้ในเพลง Solo และเพลง Waste ในอัลบั้มที่สองและอีกหลายๆเพลง เพราะแบบนี้เพลงของ Oh wonder เลยเหมือนเป็นเพื่อนที่ไม่ได้เข้ามาเพื่อบอกว่าจะต้องแก้ปัญหาหรืออารมณ์แปลกที่เจออยู่ยังไง แต่แค่เข้ามายืนยันว่าคนบ้าที่ทั้งเหงาและอยากเหงาไม่ได้มีแค่เราคนเดียวในโลกหรอก บางทีการปลอบใจแบบนี้อาจจะทำให้เรารู้สึกถูก  heal ได้มากกว่าการปลอบใจแบบอื่นๆ 




    - Ultralife: track by track 






    Overview -  ( 12 songs, 44 minutes)

    การเดินทางที่เริ่มต้นด้วยความสดใส พลังงาน สีสัน ความสุขที่ทำให้ตัวเองระเบิดออกมาเป็นสีนับล้านๆสี ดวงตาที่มองเห็นแค่แสงจ้าที่กะพริบอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะจบด้วยอาการเหนื่อยล้าเบื่อหน่ายที่ดูเป็นธรรมชาติและไร้เหตุผล ค่อยๆนั่งลงมองความบ้า พลังงานและสีสันที่เกิดขึ้นเหมือนมันเป็นประวัติศาสตร์ ห่างไกล สัมผัสไม่ได้ กลายเป็นภาพขาวดำ ชาร์ตพลังงานในโลกแคบๆของตัวเอง ยิ้มกว้างพร้อมจะออกไปสู่โลกที่วุ่นวายที่ทั้งรักทั้งเกลียดอีกครั้ง 




    1.  Solo 

    อารมณ์เหนื่อยล้าตอนที่ต้องพยายามแกล้งยิ้มเป็นรอบที่สามร้อยสามสิบ

    โยกตัวเบาๆอย่างไม่เข้าจังหวะไปกับบทเพลงดั่งลั่นที่ไม่มีท่าทีจะหยุด มองริมฝีปากของคนแปลกหน้าคนที่สิบที่พูดว่า 'ยินดีที่ได้รู้จัก'

    อยู่ๆโลกก็วุ่นวายและก็ได้แต่รู้สึกตัวเองไม่สมควรอยู่ที่นี้ สมองหยุดทำงาน จิตวิญญาณนอนหลับไปนานแล้ว

    นี่คือเพลงที่ตะโกนในใจว่า

    เมื่อไหร่ปาร์ตี้นี้จะจบ ฉันอยากอยู่คนเดียว 

    อยากได้อิสระภาพในโลกสีน้ำเงินที่แสนเงียบ 





    2. Ultralife 

    สดใส มีความสุข หรืออะไรมากกว่านั้นที่ทำให้อ้าปากกว้างหัวเราะจนหน้าตาน่าเกลียด 

    หัวใจที่เต้นแรง บางสิ่งบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น อิสระภาพ ชีวิตใหม่ อะไรที่ยิ่งใหญ่กว่า น่าตื่นเต้นกว่านั้น เต็มไปด้วยความหวังและสีสัน 

    มันไม่เคยเกิดขึ้นเมื่อมาก่อน แต่มันกำลังจะเกิดขึ้นตอนนี้ ปัจจุบันนี้และวินาทีนี้ 

    ตอนที่เราสองคนค้นหากันจนเจอ ... นั่นแหละ ตอนนั้นที่โลกใบนี้มันระเบิดออกเป็นสีชมพูที่แสบตา 




    3. Lifetimes


    ความผิดพลาดในอดีต ความโง่เง่า ไร้เดียงสา ช่างมันเหอะ! เพลงแห่งความช่างแมร่ง จังหวะสนุกๆที่บอกว่าจะไปแคร์อะไรเล่า ความรักเกิดขึ้นแล้ว ไม่มีอะไรที่เราจะมองย้อนหลังแล้วเสียใจ 


    จับมือกันไว้ให้แน่น.... แบบนั้นแหละ ... ถูกแล้ว  จากนี้เราสองคนจะทำให้ทุกอย่างมันมีค่าด้วยตัวเอง 





    4. High on Humans 


    เพลงทำนองกึ่งอวกาศที่ทำให้นึกถึงภาพการหัวเราะอย่างบ้าคลั่งบนรถไฟใต้ดินจนทุกคนหันมามอง พอถูกถามว่าเป็นบ้าอะไร ก็ได้แต่หัวเราะจนต้องกุมหน้าท้องแล้วพยายามบอกไปว่า ก็ดูรอบๆตัวดิ- 

    ผู้หญิงสองคนที่กำลังคุยกับอย่างออกรถ หนุ่มหน้าจืดที่ยกยิ้มตอนที่อ่านนิยายเล่มหนา คุณแม่มือใหม่ที่กำลังวุ่นวายกับลูกๆสองคนที่เริ่มนั่งไม่ติดที่ 

    มันโคตรสวยงาม สนุก น่าตื่นเต้น ดูผู้คนรอบๆตัวสิ สิ่งที่พวกเขาทำ สิ่งที่พวกเขาพูด การได้อยู่บนโลกที่เต็มไปด้วยผู้คนแบบนี้ .... มันสนุกจนสมควรหัวเราะออกมาแบบนี้ไม่ใช่เหรอ ? 




    5. All about you 

    คุณมีมันมากเกินไปแล้ว .... ไม่รู้หรือไงว่าคนรอบตัวเขาเหนื่อยหน่ายกับความเป็นคุณกันหมดแล้ว 

    อาจจะเรียกได้ว่าเป็นเพลงแรกของ Oh wonder  ที่มี Political statement โดยเพลงนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากการเลือกตั้งปธนของอเมริกา การเฝ้ามองผู้นำที่เห็นแก่อำนาจมากกว่าผู้คน 




    6. Heavy 

    เพลงที่ให้อารมณ์เหมือนการเต้นรำอยู่ในดิสโก้ยุคแปดศูนย์ ทาปากสีแดงเข้ม ใส่ส้นสูงกับเกาะอกและรู้สึกว่าตัวเองเป็นราชินี ส่งสายตาเจ้าชู้ไปให้ผู้ชายหล่อๆในงาน โปรยจูบก่อนจะกระซิบประโยคเก๋ๆว่า 

    มันอาจจะหนักไปสักหน่อย ... แต่เชื่อสิ คุณสามารถเต้นรำไปกับความรักของฉันได้ตลอดทั้งคืน :)





    7. Bigger than love 

    เพลงเปียโนช้าๆ ที่ให้ความรู้สึกล่องลอยขึ้นจากพื้นขึ้นมานิดหน่อย ศักสิทธิ์ ขาวสะอาดบริสุทธิ์ เชื่อมั่นในบางอย่างที่มองไม่เห็น บางอย่างที่ยิ่งใหญ่ มองไม่เห็นและอธิบายไม่ได้ ความเชื่อว่า บางอย่าง..  มันมีบางอย่างที่ไม่ได้อยู่บนนั้น แต่อยู่ในตัวของเรา 





    8. Heart Strings

    เพลงจังหวะสบายๆ ที่อยากให้ทุกคนไปอ่านเนื้อเพลง ความรักระหว่างคนสองคนเหมือนอะไรบ้าง ? เหมือนดาวเทียมที่อยู่กันคนละวงโคจร? เหมือนสารเคมีที่ระเบิดออกใต้ฟ้าผ่า ? หัวใจที่เหมือนถูกดีดเป็นทำนอง ?  มีแค่สวรรค์เท่านั้นแหละที่รู้ว่าอะไรคือความรักโดยไม่ต้องรู้สึก 





    9. Slip Away

    เคยมั้ยที่มองออกไปนอกหน้าต่างแล้วรู้สึกเหมือนกำลังหลงทาง ? 

    เพลงที่บ่งบอกความเหนื่อยล้าด้วยดนตรีและเนื้อหาเพลงสั้นๆซ้ำไปซ้ำมาเหมือนการถอนหายใจซ้ำๆกับตัวเอง 





    10. Overgrown

    I’m pulling down stars just to make you glow
    ฉันจะดึงดวงดาวพวกนั้นลงมาเพื่อจะทำให้คุณเฉิดฉายอีกครั้ง

    No I will never let you go
    ไม่ ! ฉันจะไม่ปล่อยคุณไป 





    11. My friends

    ความรู้สึกของการยืนอยู่ที่ท่าเรือตอนพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน เบื้องหน้ามีมหาสมุทรกว้างใหญ่ เห็นเรือที่ออกไปแล้วเป็นจุดเล็กๆที่อยู่ใกล้ออกไป เหนื่อยล้าและคิดถึงบ้าน ไม่อยากจะอยู่ตรงนี้อีกแล้ว แต่สิ่งเดียวที่ทำได้คือยืนอยู่ที่เดิม ร้องไห้เบาๆ 

    ไม่มีใครรู้หรอกว่าการคิดถึงใครหรืออะไรบางอย่างจนสุดหัวใจมันเหนื่อยแค่ไหน 






    12 Waste  


    ปิดท้ายอัลบั้มด้วยเพลงที่ค่อยๆเร่งบีทขึ้นเรื่อยๆจนจบเพลงเหมือนการนั่งคิดกับตัวเองอยู่ในห้องมืดหลายวันๆ ก่อนในที่สุดจะทำการปฎิวัติครั้งยิ่งใหญ่ด้วยการเดินตรงไปที่ประตู บิดลูกบิดแล้วก้าวออกไปในโลกที่เต็มไปด้วยผู้คน หลังจากการอยู่คนเดียวอย่างเนินนานทำให้เข้าใจแล้วว่า 


    it's a waste to be so alone 
    (ชีวิตไร้ค่าถ้าเกิดมาเพื่อที่จะอยู่ตัวคนเดียว)










    ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้ค่ะ ผิดพลาดตรงไหนช่วยคอมเม้นบอกด้วยนะคะ ใครไปคอนเสิร์ต OW ขอให้สนุกกันนะคะ สนับสนุนสองคนนี้กันเยอะๆน้า :)




    เครดิตรูปภาพ - http://diymag.com/2017/04/12/in-the-studio-oh-wonder-interview-ultralife-2017
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in