Art first (because life can wait)indiiej
วิเคราะห์มหากาพย์ MV BTS อย่างละเอียดในแบบของเรา



  • TWILIGHT OF YOUTH

    The most beautiful moment in life is when it is bright, dark and yet neither. 





    สวัสดีค่ะ พอดีเมื่อหลายอาทิตย์ก่อนเพื่อนเอาเอ็มวี Spring Day มาให้ดูแล้วให้ช่วยตีความ เราที่ไม่เคยรู้จักอะไรกับ BTS เลยนั่งดู MV อยู่หลายรอบมาก นั่งแยกหน้า กว่าจะคิดทฤษฎีในแบบของตัวเองจบปรากฎว่าติ่ง BTS ไปเรียบร้อยแล้วค่ะ 555 (รู้สึกว่ามาติ่งช้ามาก เสียใจ) วันนี้เลยอยากมาแชร์วิเคราะห์ MV ตามแบบของตัวเองดู อยากบอกว่าเอ็มวีเจ๋งมากกกกก ก ไก่ล้านตัว ประทับใจกับบังทันมากจริงๆค่ะ 


    ตอนแรกว่าจะเขียนแค่ Spring Day แต่ด้วยความทีเราศึกษาจิตวิทยามานิดหน่อย พอรู้ว่าเอ็มวีทำตามนิยายเรื่องเดเมี่ยนและทฤษฎีของ Jung ตอนดูเอ็มวีเลยกรี๊ดมาก ตรงกับที่เคยเรียนมาเลย สุดท้ายความเนิร์ดก็ทำให้เราเขียนบทความนี้ออกมาตั้งแต่ I need U เลย  ขอออกตัวว่าทั้งหมดก็เป็นทฤษเดาของเราล้วนๆ ผิดพลาดตรงไหนต้องขอโทษด้วย ถือว่าอ่านสนุกๆ ใครมีความเห็น/สงสัยยังไง คอมเม้นไว้เลยค่ะ



    *เพิ่มเติม

    สำหรับ Blood Sweat and Tears เว่อร์ชั่นญี่ปุ่น อ่านต่อได้ในบทความนี้
    สำหรับ Spring Day  อ่านได้ในบทความนี้






    Theme & Philosophy 



    แน่นอนว่าธีมหลักของมหากาพย์เรื่องนี้อย่างที่รู้ๆกันดีคือ วัยรุ่น ค่ะ บังทันเองก็บอกว่าตัวเองเป็นบอยแบนด์ที่อยากทำเพลงขึ้นมาเพื่อเป็นกระบอกเสียงของวัยรุ่น เล่าเรื่องราวและปัญหาต่างๆ ของวัยรุ่นออกมาให้คนอื่นได้รู้  เอ็มวีทั้งหมดเลยนำเสนอข้อความที่วัยรุ่นทุกคนน่าจะสามารถเชื่อมโยงได้ 


    นั่นก็คือ การตามหาตัวเอง 


    แต่เนื้อหาของเอ็มวีก็ไม่ได้เล่นกับคอนเซปเดิมๆ อย่างการล่าฝันอะไรพวกนี้ แต่เลือกที่จะเล่นใหญ่เล่าเรื่องราวการตามหาตัวตนอย่างที่เขียนไว้ในนิยายเรื่อง  Damien ของ Hermann Hesse ค่ะ ซึ่งแทนที่จะเป็นการออกเดินทางออกไปหาฝันและตัวเอง นิยายเน้นการเดินทางกลับเข้ามาข้างในเพื่อสำรวจตัวเอง เป็นการเรียนรู้ถึงตัวตนจากข้างในมากกว่าจะเป็นการออกไปตามหาจากโลกภายนอก ทีนี้มาดูกันค่ะว่าการเรียนรู้ตัวเองจากข้างในแบบที่เขียนไว้ใน Damien เป็นยังไง 

    ออกตัวก่อนว่ายังไม่เคยอ่าน Damien แต่เคยอ่านเล่มอื่นของ Hesse บวกกับเคยอ่านงานของ Carl Jung นักจิตวิทยาที่ Hesse เอาทฤษฎีของเขามาเขียนในเดเมี่ยน ( เผื่อใครเคยเล่นนะคะ Myers&Briggs test เป็นแบบทดสอบนิสัยที่สร้างจากทฤษฎีจิตวิทยาของ Jung ค่ะ)


    เดเมี่ยนพูดถึงโลกสองโลก คือ โลกของความสว่างกับโลกของความมืด ตัวเองในนิยายมีชีวิตอยู่ในโลกสว่างแต่ก็เหมือนโดนดูดไปในโลกมืด ตอนจบตัวเอกยอมรับทั้งสองโลกและค้นพบตัวตนในที่สุด ซึ่งเอ็มวีของบังทันก็เล่าเรื่องตามนี้ เด็กๆที่อยู่ในโลกสว่าง วันนึง Boys meet evils แล้วเด็กๆจะทำอย่างไร การพยายามเข้าใจโลกมืดและโลกสว่างจะทำให้เราโตขึ้นและผลลัพธ์ที่ได้คือการค้นพบตัวเองในที่สุด


    จะมองง่ายๆว่าตามเดเมี่ยนว่าโลกสว่างกับโลกมืด คือ ดี/ชั่ว หรือ เด็ก/ผู้ใหญ่ ก็ได้ค่ะ แต่เราอยากมองตามทฤษฎีจิตวิทยาของ Jung มากกว่า จะขออธิบายไว้สั้นๆตรงนี้นะคะ 


    ถ้าเทียบกับทฤษฎีของ Jung แล้วโลกสว่างและโลกมืด ไม่ได้หมายถึงโลกแห่งดี/ชั่ว หรือ เด็ก/ผู้ใหญ่เสียทีเดียว แต่คำว่าสว่างกับมืด ใช้ในความหมายที่ว่าโลกสว่างคือโลกที่เรามองเห็น (Jung เรียกว่าโลกของ the conscious สติ) โลกมืด คือ โลกของthe unconscious (จิตใต้สำนึก) เป็นความดำมืดที่อยู่ในจิตใต้สำนึกที่เรามองไม่เห็นและไม่รู้ว่าปีศาจตัวไหนซ่อนอยู่ในนั้นบ้าง 

    อธิบายให้เห็นภาพคือ Jung ศึกษาเรื่องการพัฒนาทางจิตของมนุษย์ตั้งแต่เด็กจนโตแล้วแบ่งเป็นช่วงๆโดยเขาเชื่อว่าประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงในวัยเด็กเป็นรากฐานของบุคลิกของเราตอนโตค่ะ เขาเชื่อว่าตอนที่เราเกิดมาจนก่อนถึงประมาณ 5 ขวบเราอยู่ในโลกมืด ยังไม่รู้เรือง ทำทุกอย่างตามสัญชาตญาณ หิว เล่น นอน โตขึ้นเรื่อยๆเราจะโดนสังคมและคนอื่นหล่อหลอมจนทำตามแค่ สัญชาตญาณไม่ได้ ต้องเริ่มรู้จักมารยาทสังคม ทำตามประเพณี คำสอน ศาสนา ยิ่งโตขึ้น ซึ่งสังคม คำสอน พวกนี้นี่แหละค่ะที่หมายถึงโลกสว่าง โลกที่เราอยู่ ดังนั้นยิ่งโตเราก็ต้องกดสัญชาตญาณที่มีตั้งแต่เกิดเพื่ออยู่ในโลกสว่างของสังคม ในที่สุดโลกมืดก็กลายเป็นส่วนของ the unconscious ที่เรามองไม่เห็นแต่มันยังคงอยู่ในตัวเรา เพราะฉะนั้นในตัวตนของเราก็มีทั้งสองโลกอยู่ข้างใน บางครั้งมันก็มีบ้างที่เราจะถูกปีศาจในโลกมืดเรียกกลับไปอีกครั้ง Jung เชื่อว่าตัวตนจริงๆของเราสร้างจากการพยายามหาบาลานซ์ระหว่างโลกทั้งสองโลก และตัวตนของเรานั่นก็จะเป็นสถานที่ที่ Jung บรรยายว่า bright, dark and yet neither (สว่าง,มืด และไม่ทั้งสองอย่าง) ซึ่งนี่เป็นบทสรุปที่เรามองว่า เดเมี่ยนและซีรีย์วัยรุ่นของบังทันพยายามจะสื่อ การค้นพบตัวเองจริงๆ ไม่ใช่การเลือกด้านที่สว่างหรือว่ามืด แต่คือการหาหนทางที่จะอยู่ในโลกทั้งสองโลก อยู่กับปีศาจและนางฟ้าในตัวของเราได้ในที่สุดค่ะ 


    ในซีรีย์วัยรุ่นของบังทันก็ได้สร้างสตอรี่ของกลุ่มเพื่อน ที่แต่ละคนก็เจอกับปีศาจของตัวเองมีเรื่องราวของตัวเอง แต่ในขณะที่สื่อเรื่องการค้นหาตัวเอง ก็สร้างเรื่องราวให้สอดคล้องกับความสัมพันธ์และมิตรภาพได้อย่างสวยงามและมีศิลปะ เพราะงั้นมาเริ่มกันที่เอ็มวีแรกกันเลยนะคะ เราขอเล่าเรื่องตามวันปล่อยเพลงเลยนะคะ เพราะชอบ storytelling ในแบบของพีดีมากๆ เริ่มจากทำให้สงสัย งง แล้วค่อยๆให้ข้อมูลมาเรื่อยๆจนจบค่ะ  









    1. I need U 








    ฉากแรกของซีรีย์เรื่องนี้เปิดด้วยการทิ้งฮุก(และความงง)ไว้ให้คนดู เอ็มวีเล่าคร่าวๆว่าหนังเรื่องนี้จะเกี่ยวของกับเด็กๆในกลุ่มทั้งเจ็ดคน ซึ่งแบ่งเป็นสตอรี่ไลน์ทั้งหมดสี่ไลน์ คือ จองกุก-ชูก้า จีมิน-เจโฮป วี-แรปมอน และ จิน ตอนแรกเอ็มวีก็เริ่มจากฉายภาพเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของทุกคนตัดสลับกับแต่ละคนทำหน้าเคร่งเครียดเหมือนอะไรอยู่ในใจ เรื่องก็ไมมีอะไรมากนอกจากแนะนำตัวละคร โฮปที่ต้องทานยา  แรปมอนเป็นเด็กปั้มดูดบุหรี่  ชูก้าที่ชอบเล่นกับไฟแชก จีมินที่ขดตัวอยู่ในอ่างน้ำ 



    ก่อนความพีคจะมาเริ่มตอนที่วีแทงพ่อค่ะ 






    ทำไมวีถึงฆ่าพ่อ ? 


    เอ็มวีบอกคร่าวๆว่าพ่อคงทำร้ายแม่หรือไม่ก็พี่สาว วีเลยออกมาปกป้อง แต่การฆ่าพ่อตัวเองเป็นสัญลักษณ์ที่มีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้นค่ะ  ในเดเมี่ยนก็มีฉากที่ตัวเอกฆ่าพ่อตัวเอง   Jung เองก็ได้เปรียบเปรยไว้ว่า พ่อเป็นตัวแทนของคำสั่ง/คำสอนในโลกสว่าง การฆ่าพ่อหมายถึงการทำลายโลกสว่างและยอมรับโลกมืดของตัวเอง  ดังนั้นการฆ่าพ่อของวีไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญแต่ความหมายที่ซ่อนอยู่คือการประกาศตัวเองเลือกด้านมืดไปแล้ว


    แทรกคำอธิบายทางจิตวิทยาเพิ่มเติมนิดนึงเผื่อใครอยากรู้ 

    ตรงนี้คำอธิบายของ Jung อาจจะฟังดูแปลกๆ น่ากลัวหน่อย แต่เขาอธิบายไว้ว่าตอนเราเป็นเด็กเราเกิดมาในโลกมืดพร้อมกับสัญชาตญาณดิบ ช่วงประมาณ 3-6 ขวบเราจะอยู่ในช่วงที่เรียกว่า Phallic stage ซึ่งเราจะเริ่มเข้าใจเพศ (ชาย/หญิง ของตัวเอง) มีความต้องการทางเพศและด้วยความที่ยังเด็กเลยไม่คิดอะไรมากนอกจากพยายามตอบสนองความต้องการไปเลยตรงๆ แล้วเราตอบสนองความต้องการนี้ได้ยังไง ? Jung บอกว่า ก็ต้องหันไปหาเพศตรงข้ามที่ใกล้ตัวมากที่สุดซึ่งสำหรับเด็กผู้ชายก็คือ แม่ ของตัวเองแต่ในขณะเดียวกันเขาก็เรียนรู้ว่าเขามีพ่อและตอนนั้นพ่อเป็นเจ้าของแม่ สัญชาตญาณจะบอกว่าพ่อเเข็งแรงกว่าเขาและเขาสู้กับพ่อเพื่อจะเอาแม่มาไม่ได้ เด็กจะรู้สึกอยากฆ่าพ่อ แต่เขาทำไม่ได้ ตอนนี้เป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมาที่เขาต้องเผชิญหน้ากับโลกมืดในใจตัวเองกับโลกสว่างที่ว่าเขาแย่งแม่มาจากพ่อไม่ได้ เป็นครั้งแรกที่เด็กที่ต้องพยายามสร้างคุณธรรม ศีลธรรมต่างๆขึ้นในหัวตัวเองเพื่อจะพยายามกดปีศาจในโลกมืดและรับโลกของสังคมจริงๆ โลกสว่างเข้ามา ซึ่งการรับมือกับโลกทั้งสองโลกของเราในตอนนี้จะเป็นฐานการพัฒนาตัวตนของเราต่อไป ดังนั้นการฆ่าพ่อจึงเป็นสัญลักษณ์ของการเลือกจะหันหลังให้โลกสว่างและตอบรับความต้องการจากปีศาจในโลกมืดของตัวเอง  

    อาจจะฟังดูตลกๆนิดหน่อย แต่ส่วนที่ฆ่าพ่อเนี่ยสำคัญมากเลยนะคะ ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่มันยิ่งใหญ่มากๆในทางจิตวิทยา พอเราเห็นแบบนี้ในเอ็มวีเลยปลื้มมาก อยากจะร้องไปกรีดร้องค่ะ 





    กลับเข้าสู่เอ็มวีค่ะ 



    การฆ่าพ่อเป็นเหมือน turning point ของเรื่อง
    หลังจากที่วีประกาศตัวทำลายโลกสว่างของตัวเองแล้ว คนอื่นก็ตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเช่นกัน 




    จองกุกหันหน้าไปเจอไฟรถสาดเหมือนรถจะพุ่งเข้ามาชน 





    เจโฮปโยนยาของตัวเองที่พกมาตลอดเข้ากองไฟ 





    แรปมอนโยนบุหรี่(อมยิ้ม)ทิ้งในปั้มน้ำมัน อาจจะเป็นการทำให้เกิดระเบิด






    ชูก้าเริ่มจุดไฟเผาห้อง





    จีมินเผารูป




    จะเห็นของทุกมันเกี่ยวข้องกับไฟและการเผาหมดเลยค่ะ แม้การเผาอาจจะหมายถึงการทำลายโลกสว่างแต่ก็ไม่เคลียร์มากกว่าการเผาเป็นการทำลายโลกสว่างจริงๆรึเปล่า รู้แค่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการต่อสู้กันระหว่างโลกสว่างกับโลกมืดของแต่คน 


    *Edited ทำไมถึงต้องเป็นไฟ ?*

    ใน Damien ไฟถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของการบูชาพระเจ้า Abraxas ที่พูดถึงหลายครั้งในหลายๆเอ็มวี 

    อธิบายก่อนนะคะว่า Abraxas เป็นพระเจ้าที่ไม่ได้อยู่ในทั้งโลกมืดและโลกสว่างแต่ว่าอยู่ทั้งสองโลก ตอนที่ตัวเอกใน Damien เริ่มหันมานับถือ Abraxas แทนพระเจ้าของทางศาสนาคริสต์ ตัวเอกเริ่มต้นที่จะทิ้งทั้งโลกมืดและสว่างเพื่อสร้างโลกของตัวเองค่ะ ต่อมาตัวเอกก็เริ่มบูชาไฟ เพราะเชื่อว่าการบูชาไฟเป็นการเข้าถึงพระเจ้า Abraxas เป็นการเผาโลกมืดในจิตใจตัวเองแล้วแล้วหลอมรวมเข้ากับโลกสว่างสร้างตัวตนขึ้น

     ดังนั้นการใช้ไฟเผาทุกอย่างในเอ็มวีนี้ เราว่าอาจจะเป็นการบอกกลายๆว่า ทุกคนได้เอ็มวีเลือกที่จะละทิ้งทั้งโลกมืดโลกสว่างและพร้อมจะสร้างโลกของตัวเองขึ้นมาแล้วค่ะ 

    ไฟเป็นสัญลักษณ์ที่ให้ความหมายเดียวกันกับ นกที่ต้องทำลายไข่ของตัวเองเพื่อที่จะเติบโตค่ะ ซึ่งตรงกับประโยคที่ม่อนได้พูดไว้ใน short film เพลง awake 

    “The bird fights its way out of the egg. The egg is the world. Who would be born must first destroy a world. The bird flies to God. That God's name is Abraxas.”








    จากนั้นเอ็มวีก็จบ ไม่อธิบายอะไรเลย ทิ้งปมไว้เยอะมาก เราไม่รู้ว่าทำเด็กๆถึงเผาของพวกนั้น แล้วหลังจากเผาทุกอย่างแล้วจะเกิดอะไรขึ้น แทงพ่อไปแล้วเอาไงต่อ   รอเฉลยเอ็มวีหน้า 




    เหลือคนคนสุดท้ายที่ยังไม่ได้พูดถึงคือพี่จินค่ะ เรื่องของพี่จินแตกต่างจากคนอื่นอย่างชัดเจน เพราะพี่เขาเผาดอกไม้ตั้งแต่ตอนเริ่มเอ็มวีเลย 







    เผาเสร็จ ดอกไม้ที่ถูกเผาไปในตอนแรกก็มารวมอยู่ในใจ





    และในตอนที่ทุกคนเจอ turning point พี่จินก็เจอด้วยการเปิดม่านจากห้องมืดอออกไปเจอแสงสว่าง 





    ตรงนี้เรามองว่าพี่จินก้าวนำคนอื่นไปหนึ่งสเต็ปแล้วค่ะ ขอไม่ตีความว่าพี่จินตายหรือไม่ตาย แต่ตอนนี้พี่จินคือคนที่ผ่านประสบการณ์ทุกอย่างที่ทุกคนกำลังเผชิญอยู่ไปแล้ว จินผ่านการต่อสู้ระหว่างโลกมืดและโลกสว่างมาแล้วและสุดท้ายจินก็เลือกโลกสว่างแน่นอน เปิดม่านจากห้องมืดไปหาแสงสว่าง ดอกไม้สีขาวสว่างอยู่ในใจ แต่เอ็มวีเองก็เล่าถึงความรู้สึกของจินที่การเดินออกมาอยู่ในโลกสีสว่างก็ไม่ได้ทำให้มีความสุขขนาดนั้น ผ่านสีหน้าเศร้าๆและน้ำตาที่ไหลออกมา เอ็มวีอาจจะสื่อว่าจินโตขึ้นแล้ว เข้าไปอยู่ในโลกสว่าง ทิ้งโลกมืดของวัยเด็ก เทิ้งความบ้าระห่ำ ความสนุกสนานแบบดิบๆของวัยรุ่นระหว่างเพื่อนฝูงไปด้วย ตรงประเด็นนี้จะเห็นได้ชัดใน Prologue ค่ะ เพราะงั้นไปดู Prologue กันต่อเลย 












    2. Prologue 








    มาถึง prologue ที่เป็นส่วนเชื่อมระหว่าง I need u กับ Run เเละเหมือนเป็นเอ็มวี unofficial ของเพลง Butterfly ไปด้วย 


    เริ่มมาก็เล่าเรื่องต่อจากความพีคใน I need u ที่วีแทงพ่อไปแล้ว วีกำลังเช็ดเลือดแล้วก็โทรไปหาฮยองบอกว่าอยากเจอ 






    แล้วทุกคนก็มารวมตัวกันฉากตอนนี้สดใส สว่างต่างจากสีทึมๆใน I need u อย่างชัดเจน ในตอนนี้ทุกคนก็ดีแฮปปี้มีความสุข ไม่เคร่งเครียด





    ที่แปลกแยกไปคือพี่จินที่คราวนี้มาพร้อมกล้องอัดวีดิโอ อย่างที่บอกไปในเอ็มวีที่แล้วว่าพี่จินก้าวนำคนอื่นๆไปอีกขั้นแล้ว กล้องวีดิโอและกล้องถ่ายรูปที่พี่จินตลอดเอ็มวีคงเป็นตัวเเทนของการบันทึกความทรงจำดีๆที่ได้อยู่ด้วยกันกับทุกคนๆในวัยเด็กในโลกมืดที่แม้จะมีปีศาจแต่ก็มีความสุขและมิตรภาพอยู่ด้วยเช่นกัน  ชัดเจนว่าพี่จินเองเลือกก้าวสู่โลกสว่างไปแล้ว





    เราว่า Prologue เป็นตอนที่พยายามจะใบ้ไทมไลน์ของเรื่องให้คนดูเข้าใจ โดยใช้วีเป็นคนเล่าเรื่องต่อมาจากฉากของตัวเองที่จบไปใน I need U  เรื่องของจินเองก็น่าจะเล่าต่อมาจาก I need U เช่นกัน เพราะจินยังคงทำหน้าหมองๆต่อมาถึงเอ็มวีนี้ ในขณะที่คนอื่นๆใน Prologue ดูสดใสมาก ไม่ได้มีความเศร้า เครียดเหมือนใน I need U และ Prologue ก็เล่าแต่ไทม์ไลน์ของวีกับจีน ไ่มได้เล่าว่าหลังจากที่คนอื่นเผาไปแล้ว หรือจองกุกที่เหมือนจะโดนรถชน เรื่องราวเป็นไงต่อ เพราะงั้นเราเลยคิดว่าถ้าเรียงตามเวลาแล้ว เรื่องราวจะเป็น จินเลือกด้านสว่าง > วี แทงพ่อ เลือกด้านมืด > คนอื่นยังแฮปปี้ > คนอื่นเจอcrisisของตัวเอง (ซึ่งถูกเล่าถึงใน Run) > ตัดสินใจเผาของใน I need U เดี๋ยวไปอธิบายอีกรอบใน Run ค่ะ




    กลับมาที่เอ็มวี ทุกคนก็เล่นกันไปแล้วก็มีประโยคขึ้นมาว่า  


    you can smile as long as we are together. 



    จากนั้นก็ตัดฉากไปที่แรปมอนที่เขียนตัวเองในกระจกว่า you need to survive.  เป็นประโยคที่ตรงข้ามกับประโยคก่อนหน้านี้ชัดเจน อยู่ด้วยกันเราสามารถยิ้มได้แต่สุดท้ายแล้วเราก็ต้องอยู่รอดด้วยตัวเราเองให้ได้เช่นกัน 





     ฉากต่อๆมาก็ไม่มีอะไรมากแต่เน้นโชว์มิตรภาพของแต่ละคู่ ชูก้า-จองกุก จีมิน-โฮป จิน

    ส่วนแรปมอนกับวี แรปมอนก็ประกาศตัวไปตั้งแต่แรกแล้วนะคะว่า you need to survive เพราะงั้นเลยเหมือนจะไม่ค่อยแคร์วีเท่าไหร่ ตรงนี้ก็สอดคล้องกับโซโล่ของแรปมอนเองที่พูดถึง การวิ่งตามฝันแต่ก็หลงระหว่างทางและมีหลายๆเรื่องที่เสียใจระหว่างที่ทำเรื่องอื่นอยู่ เหมือนได้บางอย่างมา ก็เสียบางอย่างไร ก็คงจะเป็นการเสียวีที่เป็นเพื่อนสนิทไปเพราะ you need to survive ค่ะ เดี๋ยวเขียนเพิ่มใน run  ค่ะ



    และเอ็มวีก็จบลงที่ฉากพีคมากคือฉาก วี กระโดดน้ำ ส่วนตัวเราชอบฉากนี้มากๆเลยๆ อย่างแรกเลยคือความตัดกันสุดๆของทะเลลึกๆดำมืด กับท้องฟ้าที่สว่างจ้า วีที่ขึ้นไปยืนอยู่บนเสาเหล็กเหมือนต้องเลือกว่าจะไปทางไหนระหว่างความมืดกับความสว่าง แล้วตอนที่วีกระโดด ภาพมันหยุดอยู่ตอนที่ตัวลอยกลางอากาศแล้วท้องฟ้าก็เปลี่ยนถูกปรับโทนให้เป็นสีของท้องฟ้าตอนช่วง twilight ที่ท้องฟ้าเป็นทั้งสีมืดและสีสว่าง (สัญลักษณ์เดียวกับ your name เลย) เหมือนเปิดปมไว้ให้ทุกคนลุ้นว่าสุดท้ายวีจะกลายเป็นด้านมืดหรือด้านสว่างกันแน่ โอ้ยยยย ผกก เก่งมาก กรีดร้องงงงงงง 












    3. Run 







    มาถึงเอ็มวีสุดท้ายและบทสรุปของเรื่องราวทั้งหมด ถึงตรงนี้ผกกยังไม่ได้แก้ปมอะไรเท่าไหร่ตั้งแต่ I need u ยังมีคำถามที่ว่าเรื่องราวความเป็นมาปัญหาของแต่ละคนเป็นยังไง แล้วสุดท้ายวีเอาไงต่อ ทุกคนที่เผาสิ่งของของตัวเองไปใน I need U จะเป็นยังไง 




    ฉากแรกใน Run คือ วีที่จมน้ำ เล่าเรื่องของวีต่อเนื่องมาจาก Prologue 





    จากนั้นไม่ทันได้รู้ว่าวีตายหรือไม่ตายหรือยังไง ก็ฉากก็เปลี่ยนไปที่แรปม่อนไปปาร์ตี้ ตอนแรกก็งงๆ ว่าทำไมอยู่ๆไปปาร์ตี้ ดูไปดูมา อ่อ เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นก่อน I need u นั่นเอง แรปมอนยังไม่ได้ไปทำงานที่ปั้มเลยด้วยซ้ำ ทีนี้มาดูสตอรี่ของแต่ละคนแล้วโยงกลับไปที่ I need u กันค่ะ ตรงนี้จะขอโยงไปถึงคอนเซปBoys meet evils ในโซโล่ของแต่ละคนใน Wings ด้วยนะคะ โดยโซโล่เป็นเหมือนเรื่องที่เสริมขึ้นมาเล่าว่าแต่ละคนโดนปีศาจตัวไหนจากโลกมืดเรียกหา 






    3.1 แรปมอน กับวี 





    เรื่องของสองคนนี้เหมือนจะไม่มีอะไรมาก แต่เล่าไปว่าสองคนนี้สนิทกันมาก ทั้งๆที่ในเอ็มวีก่อนหน้านี้ฉากที่สองคนนี้อยู่ได้กันค่อนข้างน้อย เอ็มวีไม่ได้เล่าละเอียดว่าทำไมสองคนที่สนิทกันมากถึงได้ห่างๆกันออกไป แต่พอเดาได้คราวๆจากคาแรกเตอร์ของแรปมอนที่ You need to survive อาจจะเป็นความเห็นแก่ตัวที่ทำให้ต้องห่างจากวีไป อันนี้โยงไปกับใน trailer solo ของวีกับแรปมอน ที่วีโทรไปหาแรปมอน แต่ตู้โทรศัพท์ของแรปมอนมีโซ่คล้องไว้ไม่ให้เข้าแล้วแรปมอนก็รับสายไม่ได้ 




    เพราะงั้นปีศาจตัวเเรกที่แรปมอนเจอ คือ ความเห็นแก่ตัวค่ะ 

    โยงกลับไปที่จุดสังเกตใน I need u ที่เราบอกว่าแรปมอนทำงานในปั้ม ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงจุดไฟแต่ตอนที่เติมน้ำมันให้ลูกค้าตัวเองกับจุดบุหรี่สูบ ทุกคนคงรู้กันดีว่าเขาห้ามสูบบุหรี่ในปั้มไม่งั้นมันจะระเบิด ซึ่งความย้อนแย้งตรงนี้เข้ากับเพลง reflection ของแรปมอน ที่ทั้งรักทั้งเกลียดตัวเอง สูบบุหรี่ในปั้มนี่จะฆ่าตัวตายหรือยังไง เราว่าการที่ไม่ได้รับสายหรือช่วยวี อาจจะเป็นสาเหตุให้แรปมอนรู้สึกผิด ตอนที่ทิ้งบุหรี่ใน I need U อาจจะเลือกที่จะไม่ทำร้ายตัวเองอีกแล้ว 

    ส่วนวี ปีศาจตัวไหนที่วีเจอ อันนี้เราไม่แน่ใจเลยค่ะ อาจจะเป็นความโกรธ แต่คิดอีกทีเราว่ามันอาจจะเป็น stigma เป็นปีศาจที่ติดอยู่กับตัวเราอย่างไม่มีเอาออกได้หรือแปลอีกมุมก็คือ โชคชะตาค่ะ บางคนไม่ได้อยากเป็นปีศาจแต่สถานการณ์บังคับให้ต้องทำเรื่องไม่ดี เหมือนวีที่คงไม่ได้อยากฆ่าพ่อ ไม่ได้อยากเกิดมาในครอบครัวแบบนี้ มีพ่อแบบนี้ แต่สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นปีศาจไป 






    3.2 ชูก้า จองกุก 




    ต่อมาเป็นคู่นี้ที่ในเอ็มวีก่อนๆมีฉากมุ้งมิ้งนอนตักรักกันเยอะมาก มาในเอ็มวีนี้มีแต่ความรุนแรงที่ชูก้ากับจองกุกทะเลาะกัน แต่ดูจากหน้าจองกุกตอนทะเลาะกันคือน้องชกไปร้องไป ทะเลาะด้วยความรัก เหมือนอยากเรียกสติชูก้ากลับมา แต่สุดท้ายชูก้าก็ไม่ฟังและจากไปเลย 


    metaphor ตรงนี้ชัดเจนมาก เพราะว่าชูก้าเป็นคนชอบเล่นกับไฟ จุดไฟ พร้อมจะเผาตัวเองและทุกอย่างตลอด แล้วจองกุกก็เป็นคนเป่าไฟที่พี่จุดตลอด ห้ามไม่ให้ชูก้าไปในทางที่ไม่ดี 




    ย้อนกลับไปใน i need u ชูก้าจุดไฟเผาทุกอย่างเลยและอาจจะเผาตัวเองด้วยซ้ำเพราะว่าไม่มีจองกุกคอยห้ามแล้ว โยงไปกับโซโล่ first love ที่ชูก้าพูดถึงรักแรกที่เป็นเปียโน ที่ตัวเองเป็นคนทิ้งไป ปีศาจของชูก้าอาจจะหมายถึงการลืมครอบครัว พี่น้อง เพื่อนหรือใครก็ตามที่หวังดี ไปจนถึงการลืมอุดมการณ์เริ่มต้น หรือความผิดชอบชั่วดี ก็ได้ 


    ในพาร์ทของจองกุก เริ่มจากโซโล่ Begin ใน trailer ก็เป็นฉากที่จองกุกร้องไห้ ภาพโดนเผาแล้วร้องหาพี่ ตอน I need u จองกุกโดนรุมซ้อมแล้วตัวเองไม่โต้ตอบ ไม่ทำอะไรเลย  คิดว่าปีศาจที่จองกุกเจอตรงนี้อาจจะเป็นความอ่อนแอของตัวเอง ความไม่รู้เดียงสา ที่ปกป้องใครไม่ได้เลย 





    *edited ตกลงว่าคนในรูปที่จองกุกวาดคือใคร ? 

    อ้างอิงจาก Damien นะคะ มีตอนนึงที่ตัวเอกหรือว่าซินแคลร์ไปชอบเด็กผู้หญิงคนนึงซึ่งเป็นเหมือนตัวแทนของโลกสว่างแล้วก็พยายามที่จะวาดรูปเด็กคนนั้นออกมา แต่สุดท้ายไม่ว่าจะวาดเท่าไหร่ก็วาดไม่เหมือนเสียที แล้วรูปที่วาดดันกลายไปเหมือนทั้งเด็กผู้หญิงคนนั้น (ตัวแทนโลกสว่าง) และดาเมี่ยน (เพื่อนที่เป็นตัวแทนของโลกมืด) สุดท้ายคนในรูปที่วาดยังคล้ายกับตัวเองอีก สิ่งที่ตัวเอกตระหนักได้จากรูปวาดของตัวเองคือ มันเป็นรูปที่มีทั้งโลกมืด โลกสว่างและตัวตนของตัวเองอยู่ในนั้นค่ะ เป็นการตอบย้ำคอนเซปเดิมๆของเอ็มวีเซทนี้ที่พูดถึงโลกที่มืด สว่าง และโลกของเราที่สร้างจากทั้งสองโลกค่ะ 

    ดังนั้นแล้วที่สงสัยกันมากว่าจองกุกวาดรูปใคร เราว่าน่าจะรูปที่รวมหลายๆคนเข้าด้วยกันค่ะ อาจจมีวี ที่เป็นตัวแทนโลกมืด จินที่เป็นตัวแทนโลกสว่าง และตัวจองกุกเองอยู่ในรูป หรือไม่งั้นก็มีที่บอกว่าเป็นยุนกิด้วย ตรงนี้ไม่แน่ใจจริงๆ ดูไม่ออก แต่คนในรูปน่าจะทั้งสามคนรวมกัน ทั้งสามโลกรวมกันค่ะ 








    3.3 จีมิน กับเจโฮป 





    สองคนนี้ข้อมูลน้อยมาก เจโฮปคือดูเป็นคนอ่อนแอต้องทานยา นี่แอบโยงกับ Mama เเล้วคิดว่ายาที่ตอนแรกคิดว่าเป็นยาเสพติดจะหมายถึงแม่รึเปล่า เจโฮปเหมือนคนที่อยู่ได้ด้วยยา ยา เป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมชีวิต แต่สุดท้ายใน I need U กลับเทยาทิ้ง หันหน้าให้โลกมืด อันนี้ไม่ค่อยแน่ใจ แต่ก็แอบสอดคล้องใน trailer solo มียาออกมาเยอะมากแต่ว่าเจโฮปไม่ยอมกิน ทิ้งไปแล้วไปทานช็อกโกแลตแทน ปีศาจของเจโฮปอาจจะเป็นการลืมครอบครัว ไม่แคร์ว่าใครซัพพอร์ตเราบ้าง ถ้าเป็นตามนี้ ปีศาจของชูก้าก็คงจะเป็นการลืมผิดชอบชั่วดีไปเลย จะได้ไม่ซ้ำกัน  นี่แถมากค่ะ 555






    ทางจีมิน หลักๆของจีมินคือโดนผลักลงในอ่างแล้วอาจจะ caught in a lie ??  ของจีมินนี่คิดว่าคงเกี่ยวกับอยู่ในสังคมปลอมๆ เพราะใน trailer มีฉากที่ตัวเองถูกถ่ายวิดีโอ อาจจะสื่อว่าเป็นโลกที่ไม่จริง ตอนจบเลยหันกล้องถ่ายวิดีโอออกไป โยงกลับไปใน I need U ที่เผารูป อาจจะสื่อว่าเป็นการทำลายโลกของการโกหกเช่นกัน นี่ก็มโนมากค่ะ สำหรับของสองคนนี้เราไม่แน่ใจเลย












    3.4 จิน 


    อย่างที่บอกไปว่าจินใน I need u ได้ก้าวข้ามทุกคนไปอีกขั้น ในเอ็มวีนี้เรื่องของจินส่วนใหญ่จะเป็นหน้านิ่งของจินที่เหมือนหยุดมองอะไรบางอย่างด้วยความตกใจเหมือนตะหนักขึ้นมาได้ถึงอะไรบางอย่าง 




    ฉากที่สำคัญคือฉากที่ต่อ House of Cards แล้ววีทำพัง อันนี้ก็โยงไปกับเพลง House of Cards ได้อีก ยอมใจบิ๊กฮิต วางคอนเซปได้โหดสัดรัสเซียจริงๆ ฉากนี้ของพี่จินเหมือนพี่เขามองเห็นหายนะบางอย่างจากบ้านที่พังซึ่งในเพลง House of Cards บ้านจากไพ่คือความฝันที่เปราะบาง 





    จากนั้นฉากสุดท้ายที่จองกุกหันมามองแล้วเป็นภาพเหมือนใครกำลังหลับตา ตาคนนั้นก็คือจิน ซึ่งมีความย้อนแย้ง เพราะว่าเพลงโซโล่ของจินชื่อเพลง Awake  ตรงนี้ทำให้เราเดาว่าปีศาจของจินคือความกลัว หรือว่า ความหวาดกลัวอนาคตค่ะ กลัวว่า I will never fly ตามเนื้อเพลง Awake นอกจากนี้ฉากใน run จะเป็นภาพที่เหมือนจินมองเห็นอะไรสักอย่างแล้วหยุดนิ่งไม่กล้าเดินต่อตลอด ดังนั้นใน I need U จินอาจจะเผาความไร้เดียงสา ความกลัวของตัวเองทิ้ง แล้วเดินหน้าไปในโลกสว่างอย่างแท้จริง ที่จินหลับตาก่อนจบเอ็มวีอาจหมายถึงจินละทิ้งตัวเองที่เป็นเด็กในตอนนี้ไปแล้ว ในขณะที่คนอื่นยังเดินต่อไปในเส้นทางเดิมของโลกมืด ตัวเองขอหยุดตรงนี้ ทิ้งและเก็บทุกอย่างไว้เพื่อไปสู่โลกสว่าง นี่มโนยิ่งใหญ่มากค่ะ 555 แต่คิดว่าน่าจะความหมายประมาณนี้








    *edited รูปนกและความหมายของ Short Film AWAKE 




    เพิ่งจะคิดออกเลยขอมา edit เพิ่มเติม นอกจากที่เราเขียนไปแล้วว่า storyline ของพี่จินค่อนข้างแตกต่างจากคนอื่นและดูจะเป็นเหมือนตัวละครหลักของหนังสันเรื่องนี้ จริงๆแล้ว Short flim ของจินบรรยายคอนเซปหลักเรื่องโลกทั้งสองโลก และการสร้างตัวตนได้ค่อนข้างชัดเจน และมีศิลปะมากกกก กรีดร้องงง


    เริ่มจากคำพูดของม่อนตอนเปิดเอ็มวีคือ 

    “The bird fights its way out of the egg. The egg is the world. Who would be born must first destroy a world. The bird flies to God. That God's name is Abraxas.”

    นกดิ้นรนที่จะออกมาจากไข่ ไข่เปรียบเสมือนโลก ผู้ที่อยากจะเกิดอย่างแรกจะต้องทำลายโลกเสียก่อน จากนั้นนกจะบินไปหาพระเจ้า ชื่อของพระเจ้าคือ Abraxas 


    ฉากสุดท้ายที่จินมองรูปนกน่าจะบ่งบอกว่าจินเองในที่สุดได้กลายเป็นนกที่บินออกจากไข่ไปเรียบร้อย ไปหาพระเจ้า Abraxas แห่งโลกมืดและโลกสว่างได้แล้ว จินเป็นที่เติบโตและสร้างโลกของตัวเองออกมาได้สำเร็จค่ะ 

    แต่จากnarration ก่อนจะกลายเป็นนกและบินออกไปได้ ผู้ที่อยากจะเกิดอย่างแรกจะต้องทำลายโลกเสียก่อน   ใน shortfilm ก็ได้ใส่ขั้นตอนของการทำลายโลกไว้คร่าวๆค่ะ 

    เปิดฉากมาตอนแรกที่จินกำลังคิดว่าจะทานแอปเปิ้ลรึเปล่า เราว่าแอปเปิ้ลคือตัวแทนของบาป แล้วหลังจากนั้นฉากก็เป็นเงาสีดำมาปิด เราว่าเอ็มวีต้องการจะสื่อว่าในตอนแรกจินตกอยู่ในโลกมืดค่ะ 





    แต่ว่าตอนมาหลังจากนั้น จินก็เดินออกมาจากโลกมืดมาอยู่ในโลกสว่าง แต่สุดท้ายจินก็ยังเลือกที่จะเผาดอกไม้ เผาโลกสว่างของตัวเองแล้วเดินต่อไปค่ะ นี่เป็นการบอกว่าจินเองก็ปฎิเสธโลกสว่างเช่นกัน 







    สุดท้ายจินก็มายืนดูรูปนกแล้วก็เดินออกไป เป็นนกที่ออกจากไข่ โดยการทำลายโลกของตัวเองซึ่งก็คือปฎิเสธทั้งสองโลก เลือกที่สร้างโลกของตัวเองออกมาจากทั้งสองโลกนั่นเองค่ะ เข้ากับคอนเซปทั้งหมดของเอ็มวีที่เราเล่ามาตั้งแต่แรก




    ประเด็นที่เรายกเอ็มวีนี้ขึ้นมาอวย เพราะว่าผกก ถ่ายแสงได้สวยมากๆ เริ่มจากโลกมืด โลกส่ว่าง จากนั้นก็ไปสู่ทางเดินที่ทั้งมืดและสว่าง และตัวจินเองที่เดินทางเส้นทางนั้นไปที่รูปนก ซึ่งตอนที่มองรูปนกหน้าจินก็อยู่ในเงาและในแสง เป็นการบอกว่าหลังจากจินได้ผ่านทั้งมืดทั้งสว่างมาแล้ว ก็อยู่เข้าใจทั้งสองโลก ในที่สุดก็เดินออกไปตามโลกที่ตัวเองสร้าง เอาฉากในเอ็มวีมาต่อกันจะเห็นการเล่นแสงเงาที่โคตรมีความหมายและสวยมาก ฮืออออ นี่เราไม่ได้นโนไปเองใช่มั้ยค่ะ ทำไมงานดีขนาดนี้อ่ะ นี่แค่ shortfilm ไม่ใช่เหรอ ปลื้มจัยยย















    บทอวสาน 




    ใน Run ภาพเรื่องในอดีตตัดสลับไปกับฉากที่วีค่อยๆจมน้ำ จมลึกลงไปเรื่อยๆ แล้วก็ยืนนิ่งฉากสีดำ นี่เป็นบทสรุปของเรื่องทั้งหมด ที่แน่ๆคือ วีตกไปที่ด้านของความมืดอย่างชัดเจน ส่วนจินก็น่าจะไปในทางสว่าง ในขณะที่บทสรุปของคนอื่นอย่าง จองกุก ชูก้า แรปมอน จีมิน เจโฮป ผกก ก็ทำให้จบไว้แบบปลายเปิดอย่างที่ทิ้งปมไว้ตั้งแต่ I need U ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากทุกคนเผาบางอย่างไปแล้ว 

    เราคิดว่าประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ใครตายไม่ตายหรอกค่ะ เพราะเรื่องราวทั้งหมดมันคือชีวิตวัยรุ่น การเจอกับปีศาจแล้วก็เลือกว่าสุดท้ายเราจะทำอย่างไรในการบาลานซ์โลกสว่างและโลกมืดเข้าด้วยกัน การตายที่หลายๆคนพูดถึงน่าจะสื่อถือการค้นพบตัวเอง ซึ่งจินค้นพบและเลือกโลกสีสว่าง ส่วนวีค้นพบและเลือกโลกสีมืด วีเองก็อาจจะเจอจุดจบคือก็ฆ่าตัวตาย แต่จินที่เลือกโลกสว่างก็ดูไม่ค่อยมีความสุข ทำหน้าเศร้าตลอด ไม่ว่าจะเลือกทางไหนมันก็อาจจะได้อย่างเสียอย่าง เราคิดว่าผกก เล่าเรื่องของวีกับจินให้ดูเป็นตัวอย่างสองทางสำหรับคนที่เลือกโลกมืดและโลกสว่าง ส่วนคนอื่นๆนั้น ผกก ไม่ได้เฉลยว่าสุดท้ายแล้วชีวิตพวกเขาจะเป็นอย่างไร ทิ้งไว้ให้เป็นความสงสัยว่าสุดท้ายเขาจะเลือกทางไหน จะจัดการกับปีศาจและอยู่รวมกับมันได้อย่างไร ความสงสัยพวกนี้อาจจะทำให้เราย้อนกลับมาคิดว่าถ้าเราเป็นพวกเขาในเรื่อง ตัวเราเองจะทำอย่างไร ? และจริงๆแล้วปีศาจที่แต่คนเจอในเรื่องก็ไม่ใช่ปีศาจที่อยู่ไกลตัวเราเลยสักนิด บางคนอาจจะเจอมันอยู่แล้วก็ได้ ถึงเวลาแล้วรึเปล่าที่เราจะเริ่มการเดินทางสำรวจจิตใจของตัวเองเหมือนกับเด็กหนุ่มทั้งเจ็ดคนในเอ็มวี ? 


    ถือเป็นการจบหนังเรื่องนี้ลงได้ในที่สุด นี่แหละชีวิตวัยรุ่น !




    *ไหนๆ เอาโซโล่ใน Wings ขึ้นมาพูดแล้ว ตรงนี้ขออวยบิ๊กฮิตนิดนึงที่วางแผนดีมาก โซโล่ของแต่ละคนพูดถึงปัญหาของตัวเองซึ่งเกิดขึ้นจริงๆกับพวกเขา แล้วบิ๊กฮิตคงจะเอาปัญหาพวกนั้นมาตีความเพิ่มเติมแล้วใส่ให้เข้าหนังเรื่องยาวในซีรีย์วัยรุ่น เช่น แม่ของเจโฮปก็สื่อออกมาเป็นยาใจ คำขอบคุณของจองกุกในBegin ก็แปลเป็นความรักความหวังดีที่ไร้เดียงสาและอ่อนแอเกินไป เปียโนรักแรกของชูก้าก็เข้าธีมกับความรักของจองกุก และ caught in a lie ของจีมินมันโคตรได้อารมณ์กับการนอนขดตัวในอ่างน้ำแคบๆเหลือเกิน เราไม่รู้ว่าบิ๊กฮิตวางแผนไว้ยิ่งใหญ่แค่ไหน ไม่รู้ว่าเนื้อเรื่องในซีรีย์หรือเพลงโซโล่มาก่อนกัน แต่ถ้ามันลิงค์กันจริงๆอย่างที่เรามโน ซีรีย์ทั้งหมดมันก็จะ based on true story ของหนุ่มๆบังทันในช่วงวัยรุ่นจริงๆ  โอ้ยยย ไม่กล้าคิดต่อ ขนลุกไปหมดแล้วววว น่ากลัวเกินไปแล้ว









    4. Epilogue - Young forever 






    ขอปิดท้าย The most beautiful moment in life ด้วยเอ็มวี Young forever ค่ะ  metaphor ในเพลงชัดเจน ทุกคนอยู่ในเขาวงกต อยู่ในเขาวงกตเดียวกันแต่ต่างคนต่างติดอยู่กับเรื่องกับเรื่องของตัวเองไม่รู้ว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย สุดท้ายวิ่งออกมาเจอกันแล้วไปพร้อมๆกัน ทุกคนต่างมีปัญหาของตัวเองทั้งนั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ยังมีเพื่อนและมิตรภาพ จับมือกันแล้ววิ่งออกไปด้วยกันเถอะ ปัญหาส่วนตัวทุกอย่างค่อยๆแก้ไปและแก้ไปพร้อมๆกัน เน้นเรื่องมิตรภาพที่เป็นธีมที่สอดแทรกมาในทุกเอ็มวีตั้งแต่  I need U อย่างชัดเจน 


    และที่เราชอบมาก ไม่รู้ว่าผกก จงใจรึเปล่าแต่ว่าตอนท้ายของเอ็มวี ท้องฟ้าจากใสๆกลายเป็นท้องฟ้าช่วงTwilight อีกแล้วค่ะ จริงๆแล้วช่วงเวลาทไวไลท์ก็เป็นตัวแทนของการเป็นวัยรุ่น ช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตที่ดีมากทีเดียวเพราะมันเป็นช่วงเวลาที่ท้องฟ้าทั้งมืดทั้งสว่างและไม่ทั้งสองอย่าง กำกึ่งระหว่างโลกสว่างและโลกมืด  แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่สวยที่สุดของวัน ภาพเด็กหนุ่มทั้งเจ็ดคนที่กำลังวิ่งไปข้างหน้าพร้อมกๆันในช่วงเวลาของทไวไลท์ มันย้ำให้รู้สึกว่าวัยรุ่นเป็น the most beautiful moment in life จริงๆค่ะ 








    เฮือกกก  มาถึงครึ่งทางแล้วค่ะ หลังจากซีรีย์เรื่องยาวของวัยรุ่นปิดฉากอย่างดงามใน Young forever ตามที่เขียนไปแล้วค่ะว่า โซโล่ใน Wings น่าจะเป็นส่วนเสริมเรื่องราวที่จบไปแล้วให้ชัดเจนมากขึ้น ไม่ได้มีผลกับตอนจบปลายเปิด แต่ให้ข้อมูลตัวละครเพิ่มเติมมากกว่า ดังนั้นไปต่อกันที่ Blood Sweat and Tears (BST)กันดีกว่าค่ะ 












    5. Blood, Sweat and Tears 




    ใน BS&T นอกจากวีจะหล่อมากกกกแล้ว เอ็มวีก็ยังเล่นกับคอนเซปเดิมคือโลกมืดและโลกสว่าง การเผชิญหน้ากับปีศาจ และการยอมรับปีศาจหรือด้านมืดในตัวเรา


    เปิดฉากมาด้วยภาพห้องโถงและรอยยิ้มใสๆของทุกคน โลกสว่างก่อนจะมีฉากเจอปีศาจ เช่นผ้าปิดตาของจีมิน พี่จินถูกปิดตา จองกุกกับแรปมอนที่ดื่มน้ำเขียวๆ ซึ่งน่าจะเป็นตัวแทนของยาพิษ วีที่ร่วงลงไปด้วยสีหน้ายินดี  หรือตอนสุดท้ายที่ทุกคนวิ่งไปหาเสียงเพลง จะมองว่าเสียงเพลงคือ temptation ที่ชั่วร้ายอย่างนึงก็ได้ 


    เราไม่เข้าใจตรงที่จองกุกตัวลอยกับฉากของโฮป เท่าไหร่แต่คิดว่าคงเป็นความหมายของการเจอกับปีศาจเช่นกัน ที่น่าสนใจคือ ทุกคนเจอกับปีศาจด้วยความเต็มใจ เราโยงไปว่าปีศาจน่าจะหมายถึงพวกสัณชาตญาณเก่าๆในโลกของ the unconscious ที่เราพูดไป เช่นพวกความต้องการทางอารมณ์และร่างกาย ซึ่งมันไม่ใช่ evil ในเชิงไปฆ่าคน ขโมยของ แต่เป็น ความชั่วร้ายที่เราเองก็ต้องการมันอย่างห้ามไม่ได้ค่ะ 


    มาที่ตัวดำเนินเรื่องหลักคือจิน เอ็มวีหยุดนิ่งไปตอนที่จินถูกเปิดตา แล้วเป็นรูปตัวเองปล่อยลูกโป่งพร้อมเสียง narration ที่ว่า 


    "He too was a tempter.
    He too was a link to the second, the evil world with which I no longer wanted to have anything to do.



    แปลคร่าวๆ เขาเองก็คือปีศาจเช่นกันไม่ใช่แค่คนที่โดนปีศาจเรียกไป เขาเองก็เชื่อมโยงกับโลกของปีศาจที่ฉันไม่อยากจะเข้าไปยุ่งด้วยอีกแล้ว 



    แล้วความย้อนแย้งก็เกิดขึ้นเพราะว่า ตอนที่จินถูกวีเอามือปิดตาแล้วลืมตาขึ้นมาอีกรอบ ก็เดินเข้าไปจูบรูปปั้นปีสีดำของปีศาจเฉยเลย เหมือนจะบอกว่าถึงไม่อยากยุ่งกับปีศาจแต่ก็ต้องยุ่งด้วยอยู่  และบางทีอาจจะตีความได้ต่อว่า รูปปั้นเป็นสีขาวและปีกเป็นสีดำ หมายถึงว่าถ้าเราอยากจะบิน ปีกที่พาเราไปสูงอาจจะเป็นปีกของปีศาจ เข้ากับคอนเซป Sweet temptation ในเนื้อเพลง หลังจากตอบรับปีศาจแล้วรูปปั้นก็ร้องไห้ จีมินร้องไห้ จินร้องไห้ อาจจะหมายถึงการยอมให้กับ sweet temptation พวกนั้นค่ะ เราไม่คิดว่าเอ็มวีเพลงนี้จะมีความหมายอะไรล้ำลึกค่ะ คิดว่าเป็นเหมือนการปูเรื่องว่า Boys meet evil แล้วนะ จะเจอยังไงไปฟังโซโล่ต่อกันเอาเอง  


    ไปต่อกับเอ็มวีเว่อร์ชั่นญี่ปุ่นได้ในบทความนี้ค่ะ เราเขียนเพิ่มเติมไว้แล้ว 


    อีกอย่าง สิ่งที่เราประทับใจในเอ็มวีนี้คือการเอารูปภาพวาดมาใช้ค่ะ ซึ่งแต่ละรูปมีความหมายที่ดีมาก มีคนที่เรียนอาร์ตเขียนอธิบายรูปภาพพวนั้นไว้แล้วในบทความนี้ค่ะ ตามไปอ่านได้เลย 








    6. Spring Day 






    ในที่สุดก็มาถึง Spring Day เป็นเอ็มวีที่มีศิลปะมากๆ ถ่ายสวยที่สุดเมื่อเทียบกับเอ็มวีอื่นๆ อัลบั้ม  You'll never walk alone น่าจะบทส่งท้ายของคอนเซปวัยรุ่น มี Spring Day เนื้อหาให้กำลังใจคนที่กำลังผ่านวัยรุ่นไปแล้ว และ Not today ที่ให้กำลังใจหลายคนที่ยังคงต่อสู้อยู่กับโลกมืดและโลกสว่างว่ายังไงก็อย่ายอมแพ้ ตรงนี้เราขอพูดถึงแค่ Spring Day นะคะ 

    โดย Spring Day เป็นการย้ำคอนเซปเดิมจาก Young Forever และเอ็มวีอื่นๆค่ะ ยังคงเล่นกับประเด็นที่ว่า ใช่นะ วัยรุ่นทุกคนมีปัญหาของตัวเอง ต้องต้องสู้กับด้านมืดด้านสว่างของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันเราก็ยังมีเพื่อนที่ต่างก็มีปัญหาของเขาแต่ก็ยังอยู่ข้างๆเราเสมอ เรียกว่า เป็นการมีชีวิตที่ต้องโดดเดี่ยวแต่ก็ไม่เดียวดาย 

    ที่ต่างจาก Young Forever อย่างชัดเจนคืออารมณ์ใน Spring Day จะดูขุ่นๆ เศร้าๆ มากกว่าใน young forever ที่ชื่มชมคำว่ามิตรภาพมากๆ ส่วนเราว่า Spring Day เป็นบทสงท้ายของคอนเซปวัยรุ่น ดังนั้นเลยเป็นอารมณ์ของการมองย้อนไปในช่วงเวลาที่ผ่านมา แล้วรู้สึกกึ่งทุกข์กึ่งสุขไปกับมัน เหมือนผ่านทุกอย่างมาแล้ว เข้าสู่ช่วงที่สงบพร้อมจะก้าวต่อไปในอีกขั้นของชีวิต ถ้า Young forever ใช้มิตรภาพและความสุขตอกย้ำความเป็น the most beautiful moment in life ของวัยรุ่น Spring Day ใช้มิตรภาพความทรงจำ ความเศร้า การต้องโบกมือลาชีวิตวัยรุ่น เพื่อย้ำเราอีกเป็นครั้งสุดท้ายว่า The most beautiful moment in life  คือชีวิตวัยรุ่นนี่แหละ 


    เราได้เขียนถึง Spring Day อย่างละเอียดไว้ในอีกบทความนึงแล้วค่ะ เพราะเราชอบเพลงและเอ็มวีมากๆจริงๆ เพราะงานตามไปกันต่อที่บทความนี้นะคะ 


    ส่วน Not today เราคิดไม่ออกว่าเกี่ยวข้องอะไรกับเอ็มวีเรื่องยาวทั้งหมดรึเปล่า เลยขอไม่เขียนนะคะเพราะตอนนี้คิดว่าอาจจะไม่เกี่ยวค่ะ 






    สรุป


    เขียนจบแล้วค่ะ ยาวมากๆเลย ไม่คิดว่าตัวเองจะบ้าระห่ำเขียนมาได้ถึงตรงนี้เหมือนกัน ถ้าใครจบก็ขอบคุณมากเลยนะคะ จริงๆทฤษฎีนี้มันก็ยังไม่ได้สมบูรณ์หรอกค่ะ ยังไม่ได้พูดถึง narration จากดาเมี่ยนใน trailer และอีกหลายไอเท็มที่เราข้ามไป เช่น ลูกแอปเปิ้ลที่โผล่ขึ้นมาหลายตอนมาก เอาจริงๆยังมีอีกหลายอย่างที่เราคิดไม่ออก และไม่รู้ว่าที่ผ่านมาคิดมากเกินไปรึเปล่า แค่นี้พอก่อนแล้วกันนะคะ แค่นี้ก็ขนลุกไปหลายรอบแล้วจริงๆค่ะ


    สุดท้ายเราก็เพิ่งตามบังทันได้ไม่นาน หลัง Spring Day ออก ถ้าเราเขียนผิดพลาดไปก็ขอโทษด้วยนะคะ เรื่องจิตวิทยา เราก็ไม่ได้เรียนด้านนี้โดยตรงแต่มีโอกาสได้ศึกษา อาจจะไม่ครบถ้วนทุกอย่างแต่พยายามเขียนภาพรวมให้ถูกที่สุด ใครมีอะไรคอมเม้นหรืออยากให้แก้ไขอะไรก็คอมเม้นทิ้งไว้ได้เลยค่ะ  


    ขอบคุณค่ะ 




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
zeisleepy (@zeisleepy)
ขอโทษนะคะ ขอแก้นิดหน่อย ㅠㅠ
ทฤษฎีทางจิตวิทยาที่ว่า phallic stage
ที่ว่าเด็กผู้ชายหลงรักแม่ตัวเอง แล้วมองพ่อเป็นคู่แข่ง ไม่ใช่ของ jung นะคะ เป็นของ Sigmund fraud ซึ่งทฤษฎีของเขาส่วนใหญ่จะเน้น unconcious รากฐานที่มีแรงขับเคลื่อนมาจากเพศ ค่ะ
psirer2 (@psirer2)
วิเคราะห์เก่งมากๆเลยค่ะ ชื่นชมค่ะ ทำให้เข้าใจอะไรได้มากขึ้นเลยค่ะ
btshimshim_1995 (@btshimshim_1995)
วิเคราะห์euphoriaด้วยได้มั้ยคะ ฮืออออ เรื่องมันเชื่อมกันแน่ๆ ละดูมีอะไรเยอะแยะมาก ที่สำคัญดูเหมือนช่วงเวลาจะแตกต่างกันมากเมื่อเทียบกับmvอื่นๆ ไหนจะthe notesที่บฮ.ปล่อยมาอีก แถมในthe notesยังมีปี2022ด้วย คือไปไกลจนเราเริ่มกลัว5555//วิเคราะห์ดีมากเลยค่ะ อ่านเข้าใจง่ายมาก ขอบคุณมากนะคะที่มาแชร์ความคิดกัน😊
ketmanee42_ (@ketmanee42_)
สุดยอดคะพี่วิเคราะห์ได้เข้าใจมากเลยคะอ่านเพลินดี และพออ่านก็ได้เข้าใจเพลงของบังทัน ที่สือออกมาได้ดี สุดยอดคะ
Yugyeom Brownny (@fb2061607566462)
พี่ชอบวีแน่นอนเลย ตรงที่เพลงbs&t มีประโยคว่า 'นอกจากพี่วีจะหล่อมากกกกกกกแล้ว' หนูสตั้นชั่วคราวค่ะ5555
ksk_panda (@ksk_panda)
ช่วยมาวิเคราะห์Euphoria : Theme of LOVE YOURSELF 起 Wonderที่พึ่งออกมาทีค่ะตอนดูครึ่งแรกเข้าใจว่าทุกคนสร้างโลกออกมาได้แล้วแต่ติดทิ้งท้ายวิดิโอไว้งงมากใจจะขาดแล้ว55
Fatin Hayisa-i (@fb1784780574889)
@ksk_panda
+1ค่ะ ชอบพี่วิเคราะห์มากกก
อยากอ่านๆ555
alice28052000 (@alice28052000)
@ksk_panda +1 ค่ะ
g_pixman (@g_pixman)
@ksk_panda สามารถเข้าไปอ่านในลิงค์นี้เลยค่ะ https://twitter.com/CNCD_P/status/982227927482814469 ให้มุมมองที่แตกต่างจากผู้เขียนบทความนี้อยู่ แต่ก็มีประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อยเลยค่ะ
Wichita Mueanpio (@fb1752125099504)
ชอบมากๆเลยค่ะ 😍👍
sukonlalala (@SK_LALALA)
กลับมาอ่านอีกแล้ว 555 เราว่าสิ่งที่ชูก้าเลือกที่จะละเลยก็คือมิตรภาพระหว่างพี่น้องค่ะ เพราะตอนทะเลาะกับจองกุก ชูก้าโยนเก้าอี้ใส่กระจก ซึ่งตรงนั้นมันก็มีแจกันดอกไม้เจ็ดดอก ซึ่งน่าจะหมายถึงเมมเบอร์นะคะ อื้อหือ บูชาบิ๊กฮิต
name_aing (@name_aing)
ไม่ใช่แค่รอบแรกที่อ่านคือว่างๆก็เข้ามาอ่านบ่อยมาก55+ มันเพลินดี ชอบมากๆเลยค่ะ
jeanjean97033 (@jeanjean97033)
อ่านเพลินมากเลย ชอบมากค่ะ^^
pearl1822 (@pearl1822)
เราเรียนปรัชญาค่ะ และส่วนหนึ่งที่เลือกเรียนปรัชญาก็เป็นเพราะบังทัน เพราะจากความหมายเพลง เอ็มวี คอนเซ็ปต์ ทุกๆสิ่งที่บังทันสื่ออกมาตั้งแต่เดบิวท์จนถึงปัจจุบัน ตามความคิดของเรา เราว่ามันให้ความรู้สึกถึงการพยายามค้นหาและเข้าใจในความหมายของชีวิตมากๆเลยค่ะ เราอ่านบทความวิเคราะห์เอ็มวี คอนเซ็ปต์ เนื้อเพลงของบังทันมาเยอะ แต่เพิ่งเจอบทความที่ใช้คำว่า Philosophy ก็เลยจะรู้สึกปริ่มๆอยู่หน่อยค่ะ 55555 ขอบคุณที่วิเคราะห์มาให้อ่านนะคะ
วิเคราะห์ได้สุดยอดมากเลยค่ะ
เราแอบสงสัยจุดหนึ่งในเพลง Run ฉากที่ชูก้าทะเลาะกับจองกุก คือหลังจากชูก้าโยนเก้าอี้ทำกระจกแตก จองกุกก็นิ่งไปเลย หลังจากนั้นอีกฉากที่ทุกคนเล่นกันแต่จองกุกกับนั่งนิ่งและมองไปที่กระจก (ที่ไม่ได้แตก) คุณ indiiej หรือมีใครพอจะทราบมั้ยคะว่าต้องการสื่ออะไร หรือเราคิดมากไปเอง5555555555
อีกจุดนึงท่อนที่วีร้องว่าyou know it all your my best friend แปลว่าคุณรู้ทุกอย่าง คุณคือเพื่อนที่ดีที่สุด แล้ววีก็ทำท่าประมาณว่าโอดครวณต้องการจะช่วยเพื่อนๆที่ติดอยู่ในเรือแต่พี่จินก็เดินมาจับไหล่เหมือนเป็นนัยบอกว่าไปกันเถอะ เราคงช่วยอะไรไม่ได้ ถ้าเราอยู่เราคงไม่รอดกันแน่ แล้วทั้งสองก็รีบวิ่งกลับไปเต้นท่าอื่นๆต่อ และตอนเพลงจบเป็นตอนที่จีมินนั้งคุกเข่าอยู่แล้วยื่นมือมาขอความช่วยเหลือซึ่งอาจเปรียบได้ว่าจีมินอาจเป็นเด็กที่กำลังจะตาย และพี่จินก็เดินมากอดเหมือนกับบอกว่า ฉันคงทำได้แค่นี้แหละฉันทำได้แค่ให้ความอบอุ่น เป็นการปลอบใจ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้ามากเรยนะ ตอนที่ยังไม่เป็นติ่งเราไม่เคยรู้ข่าวเกี่ยวกับเรือเซวอลเลย ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าอะไรคือเซวอล ตอนนี้เราติดตามข่าวเกี่ยวกับเรือเซวอลอยู่ยิ่งดูยิ่งน่าสงสาร ไปล้ะ นี้เป็นความคิดส่วนตัวนะจ้ะ เอามาเผื่อแผ้
ส่วนตัวเราคิดว่าMVspring dayอาจจะกล่าวถึงการละลึกถึงเหตุการณ์ของเรือเซวอล เพราะเราจะเห็นได้จากท่าเต้นเพลงspring day ท่าแรกเป็นการที่จิน วี แรพม่อน จองกุก ชูก้าแสดงเป็นเรือเซวอลแล้วเจโฮปกับจีมินแสดงเป็นเด็กที่ติดอยู่ในเรือเราจะเห็นมือเจโฮปโผล่ขึ้นมาจากเรือที่ทั้ง5คนแสดงออกมา อาจหมายถึงกำลังพ่นกำลังรอดชีวิต และจีมินเหมือนทำท่าจะปีนเรือออกมาแต่ปีนไม่ได้ล่วงลงมานั้งแล้วทุกคนก็วิ่งมาสวนกันซึ่งอาจเปรียบเหมือนกระแสน้ำที่พัดพาจีมินให้หายไป
Suppakarn Kruthom (@sajee_potato)
เพิ่งได้อ่าน เพราะชอบ MV Spring Day มาก เลยตามหา Location แล้วมาเจอบทความนี้โดยบังเอิญ พออ่านแล้วเป็นบ้าเป็นหลังมาก แบบสุดยอดมากกกก ทั้งแบบคนทำทั้งคนวิเคราะห์ อ่านไปก็หูวววว!! เห้ยยย!! คิดได้ไงตลอดเวลา ชอบๆ อยากให้เขียนบทความแนวนี้บ่อยๆ น้าาา ขอบคุณที่เขียนอะไรแบบนี้ให้เราอ่าน
Prare Amry Bangtan (@fb1369403696500)
บางทีบิกฮิตก็ทำให้นอนไม่หลับ(คิดมาก)เหมือนกันนะ😂😂ขอบคุณค่ะเข้าใจขึ้นเยอะเลย^^
Nam Apirat (@namapirat.ap)
สุดยอดมาก อ่านแล้วเหมือนเข้าใจ อินมากขึ้นเลยค่ะ เราโง่มากไม่รู้อะไรเลย พออ่านนี่ติดเลย อยากให้มาทำวิเคราะห์ต่อนะคะ อ่านเพลินมากคะ ชอบมาก
Namfon Indylove (@fb6963306905669)
ตั้งใจอ่านมาก ยิ่งอ่านยิ่งเข้าใจ อ่านตั้งเเต่ เที่ยงคืน ยัน ตี 3
Thanchanok Sutawong (@orangez_ks8)
อ่านวิเคราะห์แล้วเข้าใจเรื่องราวมากขึ้นกว่าเดิม แต่ความจริงมีรายละเอียดมากกว่านี้ถ้าเป็นไปได้อยากให้ทำต่ออีกนะคะ ขอบคุณที่วิเคราะห์ให้อ่านนะคะ
โบว์ (@heresparkxyz13)
ชอบมากเลยค่ะ รอติดตามนะคะ ♥