Intuitive WritingNapathh Sign
บางสิ่งที่พัดพาเรา
  • เพิ่งได้ดูเรื่อง Klaus (เคล้าส์) ใน Netflix

    เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับบุรุษไปรษณีย์ และลุงเคล้าส์ เล่าเรื่องโดยการนำความเชื่อเรื่องซานตาครอส มาใส่ที่มาแบบเรียล ๆ ได้อย่างกลมกล่อม


    แต่ทรายไม่ได้มารีวิวหนัง ๕๕๕ ทรายสะดุดใจกับซีเคว้นซ์หนังปมหนึ่ง ที่เขาสร้างให้...


    ** เออใช่ บทความนี้มี Spoil หนังนะคะ แอบเดือน ๆ **


    ทรายสะดุดใจกับซีเคว้นซ์หนังปมหนึ่ง ที่เขาสร้างให้ภรรยาของลุงเคล้าส์เสียไปแล้ว แต่ลุงรู้สึกว่าเธอยังอยู่กับลุงตลอด แม้ลุงเก็บตัวอยู่แต่ในป่าอันห่างไกล พอบุรุษไปรษณีย์มาหา ลุงก็จะหนีห่างจากความวุ่นวาย

    แต่สายลมก็พัดใบไม้ไปทางบุรุษไปรษณีย์คนนั้น ลุงเริ่มรู้สึกว่า มีการชี้ชวน (ทั้งชี้นำและชักชวน) บางอย่างให้ร่วมมือกับบุรุษไปรษณีย์คนนี้


    จนช่วงท้าย ๆ ของเรื่อง ตอนลุงใช้ชีวิตแบบซานตาครอสไปเรื่อย ๆ กระทั่งสายลมพัดนำทางอีกครั้ง แล้วลุงก็เดินตามไป ด้วยใจเชื่อว่าสายลมนั่นต้องเป็นการนำทางของภรรยาผู้ล่วงลับของลุงแน่ ๆ จากนั้นลุงก็ จางหายไป

    ไปยังจุดที่เหมาะสมที่สุด เพื่อปรากฎในตอนจบที่น่ายินดีที่สุด

    **********

    ทรายติดใจตรงสายลมนี่แหละ คือในเนื้อเรื่อง ตัวละครทุกตัวเติบโตขึ้น ตบมือให้คนเขียนบท เก่งมาาาก

    การเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของตัวละครทุกตัว ได้รับแรงบันดาลใจและการตกหลุมพรางของบุรุษไปรษณีย์ แต่ลุงเคล้าส์ได้รับการชี้ชวนจากสิ่งลี้ลับด้วย เป็นเชิงจิตวิญญาณ...เชิง Spiritual

    เอาจริง ๆ แล้ว ในชีวิตจริงของคนเรามันมีการ "นำพา" "พัดพา" "ชี้ชวน" "ชักชวน" "ดึงดูด" จาก Spiritual เหล่านี้ได้ด้วยนะ

    เพียงแค่เราอยู่กับวัตถุมาก ชินและเชื่อถือกับอะไรที่เป็นรูปธรรมเห็นชัดเจนมาก ๆ จนเราไม่ทันสังเกตเห็นการโน้มน้าวเหล่านั้น ปกติเรื่องแบบนี้ก็ไม่ปรากฏออกมาชัด ๆ หลายช็อต เพลงขึ้น แบบในหนังหรอก มันบางเบา ไม่ทันรู้ตัว แต่มันดึงดูดอะ

    **********

    ทรายเคยไม่รู้ตัวมาก่อน แต่โดนชี้ชวนให้ดูอนิเมะเรื่องหนึ่ง มันคือเรื่อง Saiyuki

    ทำไมความ Spiritual ถึงเข้ามาทางอนิเมะ?

    อันนี้ก็ไม่รู้ คงแบบ ก็เอ็งเป็นคนเมือง วัน ๆ ดูแต่หนัง อ่านแต่หนังสือ จะให้เข้าหาทางไหนได้ นอกจากทางนี้? ละมั้ง

    ทรายไม่ได้คิดจะดูเลยนะ อนิเมะฉายที่ไหนก็ไม่รู้ แต่ทรายกลับได้ยินชื่อนี้จากคนที่ไม่สนิท คนที่เดินผ่านตั้งแต่เรียน ม.ปลาย ยันปี 2 มหาวิทยาลัย พูดถึงเรื่องนี้จัง จนมี "CD" ขาย จึงลองซื้อมาดู (หลอนจัด ๕๕๕)


    เนื้อเรื่องที่สนุกและดราม่านั่น ทรายกลับโดนประโยคหนึ่งฝังหัว เป็นโกอานของนิกายเซน ที่ตัวละครพูด

    "พบพระให้ฆ่าพระ พบบรรพบุรุษให้ฆ่าบรรพบุรุษ
    ไม่ยึดติดสิ่งใด ไม่ทำตามสิ่งใด มีชีวิตอยู่โดยที่เป็นตัวของตัวเอง"

    จากการนอนดูอนิเมะแอคชัน ไปสู่การเดินเข้าร้านหนังสือแล้วหาหนังสือเซนอ่าน

    ทรายเข้ามาทางศาสนาพุทธ โดยไหลมาจากทางเซนก่อน ช่วงแรกอ่านงานเซนที่แปลจากญี่ปุ่น สักพักก็เบื่ออะ (มารู้ในภายหลังว่า ความเบื่ออะ มันคือสภาวะที่จะได้เข้าสู่การฝึกปฏิบัติธรรมของเซน)




    แล้วก็สงสัยว่า ไม่มีงานเซนของไทยเหรอฟระ แค่สงสัยว่ามีไหม พอเดินไปร้านหนังสือ ก็พบว่าพระที่ชื่อ "พุทธทาสภิกขุ" สอนแบบเซน อะ เราก็อ่านงานท่านไป 

    งานช่วงแรกที่อ่านก็เซนนะ แต่เล่มต่อ ๆ ไปที่เจอและได้อ่าน มาทางธรรมะจากพระไตรปิฏกแล้ว ทรายก็ไม่ได้อยากจะไปลึกขนาดนั้น อ่านสักพัก ก็แบบ เริ่มหนวกหูเสียงคน พอก่อนดีกว่า



    งงปะ อ่านหนังสือแต่หนวกหูเสียงคน  คือ ทรายอ่านความคิดของคน การประพันธ์ของคนเยอะ จนอยากพักสมอง พักหู ก็เลยหยุดอ่าน ประกอบกับความที่เซนจะนิ่ง ๆ ทรายก็เกิดความอยากนั่งสมาธิขึ้นมา เพราะเซนนี่เน้นนั่งสมาธิอะนะ

    ช่วงแรก ๆ นั่งไม่เป็น นั่งแล้วไม่เห็นสบายตัวเลย อะไรนั่น ๆ นี่ ๆ ทรายก็ปรึกษาคนสองคน จนมาเจอรุ่นน้องที่นั่งเป็น เขาก็สอนวิธีหายใจ ทรายก็ปรับท่าทางใหม่ แล้วก็นั่งสบายขึ้น ถือว่าไม่ต้องฝ่าฟันนาน และรุ่นน้องก็ปรากฏตัวมาช่วยให้ทรายไปต่อได้ เป็นจังหวะที่ดีจริง ๆ

    พอทรายนั่งสักพักก็เบื่ออีก แล้วด้วยธรรมชาติของการนั่งสมาธิ ยิ่งในที่สาธารณะ เรามักจะเจอกับบทสวดมนต์มหาศาล ทรายก็พบว่า ไม่ชอบบทที่ดูสรรเสริญเยินยออะ ชอบที่เป็นธรรมะจัดหนักมากกว่า มันทางเรากว่า มันไม่เลี่ยน 

    ก็พบว่าสิ่งที่ทรายชอบ เรียกว่า "พระสูตร"
    อ่านแล้วก็มันส์ อ่านไม่รู้เรื่องหรอกนะ แต่ตรงไหนที่รู้เรื่องก็คือสนุกมาก ให้หลักการในการจัดการกับจิตใจและความคิดดี

    อ่านแล้วก็อยากอ่านเรื่องอื่น ๆ อีก แล้วก็พบว่าพระสูตรทั้งหลาย อยู่ใน "พระสุตตันตปิฎก" ไปอ่านได้เล้ยยย

    นั่นแหละค่ะ จากอนิเมะ เดินทางมาสู่ "พระไตรปิฎก"

    แล้วโชคดีอะไรก็ไม่รู้ ตอนนั้นแถวที่ทำงาน มีห้องสมุดธรรมะเพิ่งเปิด ไปอ่านหนังสือธรรมะได้ฟรี ทรายนี่ไปสิงอยู่ในโซนพระไตรปิฎก สนุกดี ช่วงที่สังคมพราหมณ์-ฮินดูครองตัวกันมาอย่างหนึ่ง แล้วพุทธก็อินดี้ขึ้นมา แต่ทั้ง 2 ฝ่ายก็เปิดใจคุยกันแบบนักปรัชญา อะไรแบบนั้น ก็เพลินดี

    แต่อ่านสักพักก็เบื่อ ๕๕๕...ฮ่วย

    แบบ พอมันเจอหลักการจัด ๆ เข้าไป แล้วมันตึงแข็งอะ แล้วบางทีอ่านไปก็...ใครเขียนบทนี้เนี่ย รู้สึกไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๕๕๕

    ทรายก็เลยละจากพระไตรปิฎกมา นั่งสมาธิ เดินจงกรมไปเล่น ๆ จากนั้นไม่นาน ห้องสมุดนั้นก็ปิดตัวลง เป็นคลินิกรักษาสัตว์แทน

    แต่ไม่รู้ยังไง เหมือนรู้สึกตัวอีกทีก็ตามอ่านงานของ "หลวงปู่ติช นัท ฮันห์" แล้ว


    ด้วยความที่เราแข็งทื่อกับพระสูตรและพระไตรปิฎกมา อาจเรียกได้ว่าตึงเกินไป การได้เจอธรรมะที่ชูเรื่องความรักและเมตตามาเป็นตัวนำในการปฏิบัติธรรม ช่วยให้ทรายผ่อนคลายลง

    จากนั้น ทรายย้ายบ้าน แล้วชีวิตของทรายก็ขาดจากการวนเวียนในเรื่องธรรมะเลยค่ะ ไม่อ่าน ไม่ปฏิบัติ นาน ๆ นั่งสมาธิที

    น่าแปลกมากที่ทรายรู้สึกโอเค ๕๕๕ ไม่รู้สึกผิดด้วย ยังนึกถึงความสงบอยู่นะแต่มันอยากผ่อนคลายอะ 

    ช่วงนั้นทรายไปประกวดงานเขียนนั่น ๆ นี่ ๆ แล้วก็ต้องไปเข้าค่ายนักเขียน ซึ่งโค้ชทีมทรายเนี่ย คือ อ.ต้น - อนุสรณ์ ตีปยานนท์ ทรายก็เลยไปหางานของ อ.ต้นมาอ่านก่อน เพื่อเป็นการทำความรู้จักสไตล์ อ. ในเบื้องต้น


    หนังสือที่ อ.ต้น เขียนมีให้เลือกตั้งเยอะ แต่ดันไปสะดุดตากับหนังสือที่ อ.ต้น แปล 
    ทรายพยายามฝืนตัวเองแล้ว ว่างานแปลไว้ทีหลัง ให้อ่านงานเขียนก่อน
    แต่เล่มที่แปล ดึงดูดทรายจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ชื่อเรื่องยาว ยาก อ่านแล้วไม่เข้าใจเลย ๕๕๕

    นี่คือชื่อเรื่องค่ะ "ตำนานแห่งเสรีภาพและหนทางแห่งการภาวนา"


    พออ่านปุ๊บ อู้หู เหมือนโดนต่อยท้อง รีบพลิกดูคนแต่งเลย "เชอเกียม ตรุงปะ" อดีตพระฑิเบต
    อ่านแล้วแบบ ติดใจ งานทุบอีโก้แหลกลาญ สรุป ทรายเข้ามาสายพุทธธรรมอีกครั้ง คราวนี้มาทางฑิเบต

    ฑิเบตก็เป็นสายวัชรยานอะ ท่านเชอเกียมย้ำมากๆๆๆ ว่า อย่าเอาเรื่อง หินยาน มหายาน วัชรยาน มาเป็นตัวตั้งว่าฉันอยู่สายนี้แล้วดีกว่า สูงส่งกว่า

    เรื่องจิตวิญญาณมันไม่ได้เป็นลำดับ 1 2 3 แบบนั้น ประเด็นที่ทรายจะสื่อไม่ใช่ว่าชีวิตทรายโดนพัดพามาทางงานวัชรยานนี้เพราะผ่านหินยาน มหายาน แล้ว นี่เป็นเรื่องจิตวิญญาณ ไม่ใช่ขายตรง ไม่มีสูตรสำเร็จแบบนั้น มันลื่นไหลไปมา 

    มาต่อกันที่ประเด็นของทราย...

    เล่มต่อมาของท่านเชอเกียม ทรายอ่านไม่รู้เรื่องอะ...๕๕๕ ไม่เข้าใจเลย

    พอไม่เข้าใจ ทรายก็วางหนังสือทิ้งไว้ แล้วก็กลับไปใช้ชีวิตต่อ

    จนไปเจอเหตุการณ์หนึ่งเว้ยยย ที่แบบ ทรายไม่สามารถควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นได้เลย อยากปล่อยวางก็วางไม่ได้ พอไม่วางก็ไม่เป็นไปตามแผน เป็นสถานการณ์ที่ตั้งตัวไม่ได้เลย หาไม่เจอเลยว่าต้องวางตำแหน่งจิต ตำแหน่งใจไว้ตรงไหน หาตำแหน่งวางจิตไม่เจออะ จนแบบ "มันไม่มีที่ให้วางจิตรึเปล่าวะ" "นี่แกล้งกันรึเปล่าเนี่ย"

    มันเหมือนไม่มีที่ยืน ไม่มีตำแหน่งให้ยืน แต่ตัวเองก็ไม่ได้หล่นไปไหน

    หลักการธรรมะอะไรที่อ่านมา ที่เคยใช้ในชีวิตก่อนหน้านี้ เหมือนอ้างอิงกันไม่ได้ ทำได้แต่เป็นหลักให้เราเด็ดเดี่ยวเฉย ๆ มันคือเหตุการณ์ Spiritual Transformation Phase...ช่วงเติบโตทางจิตวิญญาณ 

    ลองจินตนาการดูนะคะ ร่างกายเติบโตได้ สมองฉลาดขึ้นได้ ความรู้สึกมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ดีขึ้นได้ ดังนั้น จิตวิญญาณของเราอะ ก็ต้องเติบโตขึ้นได้เหมือนกัน

    ในความหาที่ยึดจับตั้งตัวไม่ได้ ทรายไม่เจอบทความใน google ภาษาไทยที่จะช่วยอะไรทรายได้เลย  แต่ไปเจอที่เว็บต่างประเทศเฮะ เรื่องราวของแต่ละคนต่างกัน ทรายก็ไม่ตรงกับเขาสักทีเดียวหรอก แต่อย่างน้อยเราก็อุ่นใจว่าแบบ เฮ้ย เราไม่ได้เป็นบ้า คิดไปเองว่ะ

    แล้วช่วงที่เกิดเหตุการณ์งง ๆ นี้ ทรายอ่านหนังสือเล่มนั้นของท่านเชอเกียมรู้เรื่อง!

    น่าทึ่งมาก เนื้อหาในหนังสือของท่าน เกี่ยวกับประสบการณ์หรือเหตุการณ์ที่จะทำให้เราเข้าใจและรับรู้สภาวะที่เกี่ยวข้องกับธรรมะ...อะไรประมาณนี้ ซึ่งพอทรายเจอเหตุการณ์กับตัวเข้า...โอ้โห อ่านเข้าใจจนจบเล่มเลย


    ** อนึ่ง อ่านเข้าใจ ไม่ใช่หมายความว่าบรรลุนิพพาน หรือเก่งโคตรนะ ทรายก็แค่ ไปต่อ/รับมือกับสิ่งที่ตัวเองเจอได้อะ
    ** อสอง ธรรมะใน ณ ที่นี้ ไม่เจาะจงถึงพุทธธรรมะในตำรานะคะ แต่เป็นธรรมะในแบบที่แปลว่า "ธรรมชาติ" น่ะค่ะ อย่างไรก็ตาม บางคนอาจเจอเหตุการณ์ที่ทำให้ยึดหลักศาสนาต่าง ๆ ค่ะ แล้วแต่คน แล้วแต่ภาวะ


    เหตุการณ์ Spiritual Transformation Phase นี้เรียกให้ทรายรู้ตัวว่า "นี่ๆๆ นอกจากสมองที่เรียนพระธรรม กับหัวใจที่ฝึกให้ไม่มีอารมณ์สะสมตกค้างอะ เอ็งมีจิตด้วยนะเว้ย" อะไรแบบนี้ค่ะ

    และจิตก็ทำงานคู่กับธรรมชาติรอบ ๆ ตัวได้

    มันทำให้ทรายสังเกตอดีต ว่าตลอดทั้งบทความนี้ ทรายโดนทั้งดึงดูด นำพา ชี้ชวน ฯลฯ อย่างแนบเนียน เพื่อให้มาถึงวันนี้...ซึ่งยังต้องไปต่ออีก ๕๕๕

    และมันก็ทำให้ทรายได้สังเกตปัจจุบัน ว่ามีพลังงานบางอย่างคอยบอกบางสิ่งกับเรา อ่านหนังสือเล่มนี้สิ ดูคน ๆ นั้นสิ งานนี้น่าสนนะลองทำสิ ลองหันไปทางนั้น สายลมที่พัดวนรอบตัว ความรู้สึกเหมือนฝนเย็น ๆ ตกลงตรงผิวหนังตอนกำลังตัดสินใจบางอย่าง เสียงที่ได้ยินบ่อย ๆ ข้อความที่เห็นซ้ำ ๆ ฯลฯ

    พลังงานที่บอบบางและง่ายมากที่จะโดนละเลย แต่ก็ยังเพียรโน้มน้าวอยู่เคียงข้างพวกเราในยามที่ประสบโอกาสเหมาะสม

    ตัวทรายเองในวันนี้ ภายนอกก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากเลยค่ะ แต่ภายใน...ทรายว่าทรายผ่อนคลายขึ้นนะ ทั้ง ๆ ที่ในหัวยังอัดแน่นด้วยเนื้อหาธรรมะต่าง ๆ เหมือนเดิม โอ๊ะ ไม่สิ มากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

    ไม่รู้เหมือนกันนะ ว่าคนอื่น ๆ จะเจออะไรรูปแบบไหน ท่านเชอเกียมเคยใช้คำว่า แต่ละคนจะเจอเหตุการณ์ต่างกัน ตีความต่างกัน ขึ้นอยู่กับ "Level of Consciousness"

    อันนี้จะเข้าข่าย "ปัจจัตตัง" พึงรู้เฉพาะตน รึเปล่านะ เหมือนเคยเห็นคำนี้จะใช้กับกรณีการบรรลุธรรมเป็นเรื่องเฉพาะตน (ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ) แต่สิ่งที่ทรายต้องการจะสื่อก็คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับแต่ละคนมันจะต่างกัน และการเรียนรู้ก็จะต่างกัน...ไม่ว่ายังไง ถ้าใครเจอ phase นี้อยู่ ก็ขอให้สู้ ๆ นะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ

    หากใครอ่านบทความนี้แล้วสงสัยขึ้นมา ลองสังเกตและสัมผัสธรรมชาติรอบ ๆ ตัวดูนะคะ อาจมีพลังงานซ่อนอยู่ก็เป็นได้ ๕๕๕ เผื่อว่าจะพบการนำพาบางอย่างค่ะ แต่หากไม่พบ ก็ไม่เป็นไร ก็ใช้ชีวิตไปตามปกตินั่นแหละ

    **********

    กลับมาที่การ์ตูน จากที่เล่ามาทั้งหมด ทรายถึงติดใจและยิ้ม เมื่อลุงเคล้าส์ผู้ปฎิเสธความวุ่นวาย พอเห็นสายลมพัดไปทางบุรุษไปรษณีย์ จึงยอมให้ความร่วมมือ

    สายลมนั้นนำพาบางอย่างที่จะส่งผลต่อชีวิตของเขา สำคัญต่อชีวิตของเขา
    ธรรมชาติที่เขารักและรักเขาแนะนำขนาดนี้ จะเพิกเฉยได้ยังไง
    เมื่อลุงเคล้าส์ไปตามสายลม จึงเกิดการสร้างสรรค์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ เรียกว่า "Co-creation"

    ในที่สุด..."ซานต้า ครอส" จึงถือกำเนิดขึ้น



    ขอบคุณภาพจาก
    - www.leinwandreporter.com
    - www.amazon.com
    - sodoku.in.th
    - plumvillage.org
    - salmonbooks.net ๕๕๕๕๕
    - komol.com
    - shambhala.org
    - netflix.com
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in