minä ja tarinoitaaurinniin
Friendship Day
  • "ติโน"



    ชายหนุ่มเจ้าของชื่อในแจ็กเก็ตสีดำหลวมสะดุ้งโหยง การแต่งตัวแบบนี้ในวันเสาร์ที่แดดจัดทำเอาคนที่เอ่ยทักทายไม่เข้าใจเท่าไรนัก หัวหน้าชมรมศิลปะจ้องกลับด้วยดวงตาสีฟ้าที่เบิกกว้างเหมือนท้องฟ้าทั้งผืนจนลาร์สมองเห็นเงาของตัวเองในนั้น ติโนถอยตัวออกห่าง หายใจถี่ราวกับเพิ่งวิ่งขึ้นอาคารหกชั้น ดูเหมือนครั้งนี้เขาจะตกใจมากกว่าครั้งไหนที่ลาร์สเคยเห็น



    “ลาร์ส ตกใจหมด”



    "เชื่อ สะดุ้งขนาดนั้น" ลาร์สกลั้นหัวเราะ "มองหาอะไรเหรอ เห็นเดินไปเดินมา"



    ติโนรู้อยู่แก่ใจว่ามีเพียงเหตุผลเดียวที่ทำให้เขาถ่อมาถึงหน้าอพาร์ตเมนต์ของคนตรงหน้า แต่แววตาสีน้ำตาลเข้มราวกับอเมริกาโนที่ติโนชอบสั่งยังคงฉายแววคาดหวังกับคำตอบเสียเหลือเกิน ด้วยความเขินอายเกินกว่าจะพูดความจริง ติโนะจึงได้แต่ปั้นสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ หัวเราะกลบเกลื่อนก่อนจะสรรหาเหตุผลอื่น ๆ ที่ฟังดูเข้าท่า



    "หาอะไรกิน" ติโนอยากจะตบปากตัวเอง คำตอบนี้ไม่เข้าท่าสักนิด ยิ่งเพราะเมื่อเช้าเพิ่งกินชินนามอนบันชิ้นใหญ่ไป



    เจ้าของดวงตาอเมริกาโนคู่นั้นดูผิดหวังกับคำตอบ แต่ไม่นานสีหน้ายิ้มแย้มของเจ้าตัวก็กลับมา แถมยังวาดแขนโอบไหล่แคบ ๆ ของอีกฝ่ายไว้เต็มแขน “ไปสิ หาอะไรกินกันเถอะ หิวพอดีเลย”




    ลาร์สใช้ความที่ตนเป็นเจ้าถิ่นเสนอทางเลือกให้ติโน “เบอร์เกอร์หรือราเมนดี” ติโนฟังแล้วก็หัวเราะ ไม่เข้าใจว่าทำไมมื้อเช้าต้องกินอะไรหนัก ๆ แบบนั้น “ราเมน” สุดท้ายติโนก็ยอมเลือกโดยดี



    ติโนไม่รู้ว่าลาร์สกำลังคิดอะไรอยู่ที่ยอมตามน้ำไปกับเขาทั้งที่กุหลาบสีแดงอมส้มที่เพิ่งตัดจากต้นที่บ้านยังอยู่ในมือให้เห็นทนโท่ ลาร์สไม่แม้แต่ถามสักนิดว่าของใคร หรือใครให้มา เพราะอย่างนั้นติโนจึงได้แต่ถือมันไว้เฉย ๆ และเริ่มรู้สึกถึงความไร้ค่าของมัน แต่นั่นก็เป็นเพราะเขาปฏิเสธโอกาสที่จะให้ไปเอง



    ติโนฝืนยิ้มเมื่ออีกฝ่ายชวนคุย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายก็ฝืนหัวเราะออกมา






    ลาร์สไม่เคยรู้มาก่อนว่าตนเองถูกเปรียบเหมือนกับเจ้าตนตุ เจ้าสุนัขแลบราดอร์ขี้เล่นที่บ้านของติโน ทุกครั้งที่เขาทำตัวร่าเริงและตื่นเต้นจนเกิดเหตุ ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ตอนที่ติโนยอมบอกว่ากุหลาบดอกนั้นเป็นของเขา ดวงตาสีอเมริกาโนเป็นประกายระยิบระยับ ลาร์สฉีกยิ้มกว้างก่อนจะคว้าเอาดอกไม้ไปเชยชมยกใหญ่



    “สวยมาก เหมือนสีท้องฟ้าใน The Scream เลย พูดแล้วก็อยากวาดรูปเก็บไว้ ทั้งสีหน้าของติโน ทั้งดอกไม้” พูดแล้วเจ้าตัวก็หยิบมือถือถ่ายรูปเก็บไว้ก่อนที่มันจะช้ำไปเสียก่อน “ขอบคุณนะ เราชอบมากเลย”



    นอกจากผมที่ย้อมสีแดงเข้มเหมือนลูกเชอร์รี่ ใบหน้าของติโนก็แดงพอกัน ยิ่งเห็นว่าอีกฝ่ายตื่นเต้นและดีใจมากแค่ไหน “อื้ม” ติโนพยักหน้า แม้จะไม่แน่ใจว่าสีแบบท้องฟ้าในภาพของมุงก์มันแปลว่าสวยหรือน่ากลัวกันแน่ “สุขสันต์วันมิตรภาพนะ”




    วันมิตรภาพ



    ติโนไม่ได้สังเกตว่าลาร์สตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ไม่ได้สังเกตว่าเสียงหัวเราะของอีกฝ่ายมันฟังดูไม่เป็นธรรมชาติขนาดไหน ไม่ได้สังเกตเสียอีกด้วยซ้ำว่าการรีบแก้ตัวทั้งที่ไม่ใช่ความจริงสักนิดทำเอาเจ้าหมาตรงหน้าหางตกหู่ลู่ไปแล้ว เพราะติโนเอาแต่ก้มหน้าก้มตาซดซุปราเมนในถ้วย สูดหายใจลึก ๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ไม่ให้วิ่งออกจากร้านไปอย่างดื้อ ๆ จากการพูดจาที่ไม่คิดหน้าคิดหลังของตัวเอง



    “ติโน” อีกฝ่ายเรียกด้วยน้ำเสียงที่พยายามคงความสดใสของตัวเองไว้ให้ได้มากที่สุด เขาคว้าเอากระเป๋าเป้สีดำของมาริเมกโกะมาเปิดหาอะไรบางอย่าง ไม่นานก็มีกล่องช็อกโกแลตคาร์ลเฟเซอร์วางอยู่ตรงหน้าติโน “เราก็มีให้เหมือนกัน ติโนเป็นเพื่อนที่ดีมากเลยนะ ขอบคุณมากเลย”



    ลาร์สภาวนาไม่ให้ติโนเข้าใจว่านี่เป็นช็อกโกแลตโง่ ๆ ที่ได้จากงานเป็งการิตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เพราะเขาอุตส่าห์ไปหาซื้อชนิดที่ต้องใช้เวลาทั้งวัน เพราะไม่รู้ว่าถ้าซื้ออะไรที่ดูพิเศษเกินไปจะดูเป็นการให้ที่ประเจิดประเจ้อมากเกินไปหรือเปล่า คาดไม่ถึงเลยว่าจะได้รับกุหลาบจากสวนที่บ้านของอีกฝ่ายเสียก่อน



    แบบนี้มันประเจิดประเจ้อมากกว่าอีก มันจะยังมีคนให้ดอกกุหลาบแบบนี้เนื่องในวันมิตรภาพอีกหรือ


    “ขอบคุณนะลาร์ส”


    ลาร์สยิ้มตอบอีกฝ่าย เมื่อนึกถึงมิตรภาพจึงชวนคุยถึงความหลังเกี่ยวกับชมรมศิลปะที่อยู่ด้วยกัน ทำเอาทั้งสองเพิ่งนึกเรื่องสำคัญขึ้นได้ ว่าเย็นนี้ทั้งคู่มีนัดที่ห้องชมรม






    "เล่าเรื่องเพื่อนให้ฟังหน่อยสิ วันมิตรภาพทั้งที"



    ใครบางคนถามขึ้นมาในกลุ่มนักเรียนชมรมศิลปะที่รวมตัวกันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่พวกมัธยมปีสุดท้ายจะต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ติโนกรีดร้องก่อนจะกุมขมับ ในเมื่อด้านซ้ายของเขาคือลาร์สที่ร้อง “ห้ะ” ด้วยความประหลาดใจไม่ต่างอะไรจากตน เพราะครั้งนี้ไม่ใช่คำถามทั่วไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของเกมทรูธ-ออร์-แดร์ในวงเครื่องดื่ม



    ติโนวางกระป๋องเบียร์ไว้บนโต๊ะ ก่อนจะโวยวายใส่ผู้หญิงรุ่นน้องที่ยักคิ้วเชิงท้าทาย "ถามอะไรเนี่ยวิโอลา"



    "อ้าวพี่" รุ่นน้องชมรมตอบกลับ "ฉันก็ถามเบา ๆ อยู่หรอก หรืออยากให้ฉันเจาะจงกว่านี้ล่ะ"



    สำหรับติโน มันจะไม่น่ากังวลเลยถ้าหากเขาไม่ได้ให้กุหลาบกับลาร์สไปแล้วด้วยข้ออ้างวันมิตรภาพ หญิงสาวผมสีน้ำตาลทำสัญญาณไปยังคนที่นั่งข้าง ๆ ราวกับดูออก เพราะอย่างนั้นติโนจึงเริ่มอยู่ไม่สุขแล้ว หัวใจเขาเต้นแรงโดยไม่หรือว่าเป็นเพราะตื่นเต้นหรือเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์กันแน่



    "เออ" ติโนส่ายหน้า "จบมัธยมปลายมาแบบไม่มีเพื่อนเลย ตลกดีเนอะ ทั้งที่หลายคนคงมองว่ารู้จักคนเยอะ เป็นถึงประธานชมรมศิลปะ ยังไงก็ต้องมีเพื่อน แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้มีใครจะพอจะให้เชื่อว่าเป็นเพื่อนกันได้เลย"



    "อ้าว" เสียงอุทานดังมาจากด้านข้าง แบบที่ติโนรู้สึกได้ถึงหายนะที่กำลังจะมา



    ลาร์ส อย่าเพิ่งโวยวายนะ



    ติโนไม่ได้พูดออกอะไรไป ไม่แม้กระทั่งหันไปสบตากับอีกฝ่ายด้วยซ้ำ ติโนพลาดโอกาสเพราะเรื่องเพื่อนมาแล้วครั้งหนึ่งที่ร้านราเมน เพราะอย่างนั้นจึงไม่อยากจะตอกย้ำอีกครั้งว่ารู้จักลาร์สในฐานะเพื่อน เจ้าของผมสีเชอร์รี่เอาแต่ก้มหน้ามองพื้นโต๊ะที่มีรอยของสีน้ำมันเลอะเต็มไปหมด ตอนนั้นติโนคิดจะตัดจบคำถามด้วยการเอื้อมมือคว้าด้ามพู่กันมาหมุนหาเหยื่อคนต่อไป แต่วิโอลาก็ชิงพูดขึ้นก่อน



    "พี่ทั้งคู่ก็ตัวติดกันทุกครั้งที่เจอเลยนี่"



    เสียงแค่นหัวเราะของลาร์สทำให้ติโนทำตัวไม่ถูกหนักกว่าเดิม แล้วก็เป็นลาร์สอีกที่ทำท่าโบกปัดเสียงหยอกล้อของคนในห้อง ติโนจึงเริ่มตั้งคำถามในใจว่าเขาเริ่มจะเมาหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนความคิดเพราะน้ำเสียงเอาจริงเอาจังของอีกฝ่าย



    "นี่ จริง ๆ เราไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลาหรอกนะ ทุกคนอาจจะเห็นแบบนั้น แต่ไม่คิดหรือไงว่ามันอาจจะเพราะบังเอิญก็ได้" ทุกคนนิ่งอึ้ง แม้แต่ติโนที่กลายเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งยังแปลกใจ "จะเป็นเพื่อนหรือไม่ ก็ไม่เกี่ยวว่าอยู่ด้วยกันตลอดเวลาหรอก"



    พอพูดจบ เจ้าของดวงตาสีอเมริกาโนปล่อยตัวพิงผนังกำแพงห้อง เขาจ้องมาที่ติโนอีกครั้ง ราวกับจะคาดคั้นให้ติโนช่วยพูดอะไรออกมาบ้าง เห็นสีหน้าก็ยิ่งรู้สึกได้ว่าเขากำลังเอาจริงเอาจังขนาดไหน



    ติโนไม่เคยเห็นว่าลาร์สเป็นเพื่อนคนหนึ่ง เพราะเมื่อนึกย้อนกลับไป หากไม่ใช่เรื่องชมรม เขากับลาร์สก็คงไม่แม้แต่จะส่งข้อความหากันเลยด้วยซ้ำ "ลาร์สไม่ใช่เพื่อน" ติโนถอนหายใจ แล้วให้กำลังใจตัวเองเพื่อที่จะพูดต่อได้



    "ติโนก็ไม่ใช่เพื่อนนะ"



    "ลาร์สเป็นเพื่อนในชมรม ที่น่ารักมาก" ติโนพูดเร็วจนเหมือนไม่ได้ฟังเลยสักนิดว่าคนที่นั่งข้าง ๆ บอกว่าอะไร ตอนนี้อีกฝ่ายถอนหายใจก่อนจะปั้นสีหน้าผิดหวังเหมือนกับเจ้าตนตุที่เบื่อจะวิ่งตามเจ้าของ ติโนจึงเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม "เพื่อนในชมรมที่น่ารักมากมันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ"



    ติโนเพิ่งสังเกตสีหน้าของคนร่วมวง รุ่นน้องคนหนึ่งยิ้มกริ่มเหมือนรู้อะไรบางอย่าง ส่วนอีกคนก็หันออกไปขำจนไหล่สั่น ก่อนจะหันกลับมาพูดกับเจ้าของสีหน้ามึนงง "พี่ติโน ผมถามจริงเลยนะ"



    "ติโน" ลาร์สก็หลุดขำไปพร้อมกับรุ่นน้องคนอื่น เขาลังเลนิดหน่อยตอนที่ติโนหันมาสบตา "พูดได้มั้ยนะ"



    ติโนหน้าชาเมื่อเห็นสีท้องฟ้าในภาพ The Scream อีกครั้งท่ามกลางเสียงหวีดหวิวจากรุ่นน้องคนอื่น ไม่ได้คาดคิดสักนิดว่าลาร์สจะเอาดอกกุหลาบที่เขาให้เมื่อตอนเช้าออกมาจริง ๆ ดวงตาอเมริกาโนคู่นั้นมองกับมาเหมือนมีแผนอะไรอยู่ในใจ




    เอาล่ะ สีท้องฟ้าในภาพคงหมายความว่าน่ากลัวมากกว่า



    “เช้าวันเสาร์ วันวาเลนไทน์ ติโนให้ดอกกุหลาบดอกนี้กับผม” เสียงกรีดร้องอย่างตื่นเต้นดังจนฟังไม่ได้ศัพท์ ทั้งที่ในห้องมีคนไม่ถึงสิบคนด้วยซ้ำ ติโนหน้าแดงแจ๋เหมือนกับสีผมของเขา เขินอายจนต้องเบือนหน้าหนี แม้กระนั้นลาร์สยังคงพูดต่อ “ตอนแรกติโนบอกว่า ให้เนื่องในโอกาสวันมิตรภาพ แต่ตอนนี้ติโนปฏิเสธว่าเราไม่ใช่เพื่อนกัน”



    "วันมิตรภาพก็ไม่ได้หมายถึงมิตรภาพของเพื่อนสักหน่อย" ติโนอยากจะหายไปจากที่นี่หลังแก้ต่างโง่ ๆ แบบนั้น หายตัวไปแบบที่ทุกคนตามหาตัวไม่ได้อีกต่อไป ยิ่งเสียงหัวเราะในห้องยังคงดำเนินต่อไป เขาก็ยิ่งไม่อยากจะอยู่ตรงนี้อีกแล้ว



    แล้วติโนก็หายไปจริง ๆ








    ลาร์สสะกิดติโนสองสามทีหลังจากเข็มชั่วโมงเดินผ่านเลขสิบ แต่ก็ไร้สัญญาณการตอบรับจากเจ้าตัว



    สิบนาทีก่อน ไม่มีใครรู้สึกอะไรที่ติโนฟุบหน้าลงบนโต๊ะ ยังคงล้อประธานเล่นต่อไปเพราะสนุกกับการเห็นสายตาเลิ่กลั่กและใบหูที่เริ่มกลายเป็นสีแดงของเขา แม้แต่ลาร์สเองก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบา ๆ เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะโต้ตอบแบบนี้



    ห้านาทีต่อมา เสียงหัวเราะและร้องแซวก็เงียบลงเมื่อติโนยังคงฟุบหน้าลงกับโต๊ะ ร้อยทั้งร้อยเข้าใจไปในทางเดียวกันว่าประธานชมรมคงเขินมากจนไม่อยากจะเงยหน้าขึ้นมา แต่เมื่อลาร์สสารภาพรักไปเป็นครั้งที่สอง ก็ยังไร้ปฏิกิริยาจากอีกฝ่าย เพราะอย่างนั้นหนึ่งในรุ่นน้องจึงสรุปว่า “เมาแล้วแหละ” พร้อมกับยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้



    "เสียดายเนอะ" วิโอลาส่ายหน้าเบา ๆ สมาชิกคนอื่นก็เออออไปในทางเดียวกัน "ไว้หาโอกาสอื่นเถอะพี่ ยังไงพี่ทั้งคู่ก็ต้องหาโอกาสอันเหมาะเจาะจนได้นั่นแหละค่ะ มองจากแม่น้ำดานูบก็รู้ว่าชอบกัน"



    “ดานูบเลยเหรอ” ลาร์สหัวเราะแห้ง



    “อุปมาเฉย ๆ ” วิโอลาเอ่ย “เศร้าจังเนอะพี่ลาร์ส เบียร์ก็ดื่มไปนิดหน่อย จะถึงกับเมาได้เลยเหรอนั่น”



    "อดหลับอดนอนเพราะเตรียมพอร์ตหรือเปล่านะ" ลาร์สเท้าศอกกับโต๊ะ ดันแก้มของตนจนจะบดบังสีกาแฟจากดวงตาของเขา แม้จะอย่างนั้นก็ยังเห็นฝ่ายที่ฟุบหลับได้อย่างสบาย



    วิโอลาและสมาชิกคนอื่นได้แก่ ลูกัส นินนิ และเอยา ลงความเห็นกันว่าวงสนทนาคงต้องหยุดลงแบบนี้ การบอกลาเกิดขึ้นอย่างง่าย ๆ ทั้งสามอวยพรให้ลาร์ส—และฝากไปถึงติโน—ให้ได้เรียนในคณะที่ตั้งใจเอาไว้ แล้วไม่ลืมกระซิบอวยพรให้ทั้งคู่ได้คบหากันสักที หลังจากนั้นไม่นานทั้งโต๊ะก็เหลือเพียงลาร์สที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ข้างอีกฝ่ายที่นิ่งไปจริง ๆ




    "ติโน" ลาร์สกระซิบเรียกอีกฝ่าย "สรุปว่ายังไงเหรอ"



    เจ้าตัวยังคงหลับตาพริ้ม ไม่ขยับแม้แต่น้อย



    "สรุปว่ากุหลาบดอกนี้ เพราะวันมิตรภาพ หรือเพราะวันวาเลนไทน์กันแน่นะ" เมื่ออีกฝ่ายไม่มีปฏิสัมพันธ์ด้วย ลาร์สจึงเริ่มถามไปเรื่อย "ถ้าเป็นเพราะวันมิตรภาพก็ไม่ได้แย่เท่าไรหรอก ถ้าติโนบอกว่าไม่มีเพื่อน ตำแหน่งเพื่อนในชมรมที่น่ารักมากคงจะเป็นตำแหน่งที่พิเศษสุด ๆ แล้ว"



    ลาร์สหยิบเบียร์มากระดกดื่ม พลางจ้องมองคนข้าง ๆ ภาพตรงหน้าสวยงามจนรู้สึกอยากวาดรูปเก็บเอาไว้ ชายวัยรุ่นวัยเพิ่งจบมัธยมปลายกำลังฟุบหลับด้วยสาเหตุปริศนา ใบหูแดงจัดเกือบกลืนไปกับสีผมที่ย้อมเป็นสีแดงเข้มเหมือนเค้กเรดเวลเว็ต แต่เพราะไม่มีสมุดหรือดินสอติดตัว ลาร์สจึงทำได้แค่เก็บรายละเอียดทุกอย่างไม่ให้คลาดสายตา



    "ให้เพราะวาเลนไทน์" เสียงตอบกลับทำเอาลาร์สสะดุ้งตกใจ "ขอโทษที่ไม่ยอมพูดตรง ๆ"



    ติโนตื่นขึ้นมา ไม่สิ อันที่จริงเขาไม่ได้หลับไปตั้งแต่แรก เจ้าตัวหลบสายตาเมื่อเห็นดวงตาอันเป็นประกายของอีกฝ่ายจ้องกลับพร้อมคะยั้นคะยอราวกับสุนัขที่พยายามอ้อนวอนให้เจ้าของลูบหัวและเกาคางให้มัน และจริงอยู่ที่ผมสีน้ำตาลของชายตรงหน้าดูน่าขยี้จนเผลอกำหมัดโดยไม่รู้ตัว ลาร์สสารภาพรักติโนเป็นรอบที่สาม "เราชอบติโนนะ ฟังเราสักทีสิ"



    "ไม่เห็นต้องบังคับเลย ฟังอยู่แล้วน่า" ติโนเอามือปิดหน้าอย่างช่วยไม่ได้ เพิ่งรู้ตัวว่าอันที่จริงเขาไม่ได้เขินรุ่นน้องชมรมที่เพิ่งออกไป แต่เพราะเขินเจ้าของรอยยิ้มและท่าทีที่สดใสของคนข้าง ๆ ต่างหาก "เราก็เหมือนกัน ได้ยินตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว สำหรับคนที่สำคัญ ถ้าไม่ตั้งใจฟังคงน่าเสียดายแย่"



    "เพราะอย่างนั้นเราถึงไม่ได้เป็นแค่เพื่อนกันตั้งแต่แรกหรือเปล่านะ"










    ภาพ The Scream โดย Edvard Munch ค่ะ


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in