I WRITE YOU SO MUCHJelly Pitipongpakdee
รีวิววิชาอักษรจุฬาปี 3 เทอม 1 (Version เลือกวิชาเอกเอง 1st time)
  •           เทอมนี้เป็นครั้งแรกที่เรียน 18 หน่วยกิต ถอน Trans T-E I ไปตัวนึงเพราะไปไม่รอดกับอาจารย์ เหมือนเทอมก่อนๆ ออกจากคอมฟอร์ทโซนจนไม่เหลืออะไรตื่นเต้นแล้ว ไม่มีวิชาไหนดีสุดหรือร้ายสุด ส่วนใหญ่เป็นไปตามความคาดหมาย แต่ก็ต้องมารีวิวอีกเช่นเคย ไม่งั้นจะไม่รู้สึกเหมือนเรียนหมดไปอีกเทอม ๕๕๕๕๕๕ ส่วนตัวคิดว่าการเรียน 18 หน่วยกิตช่วยทัั้งดึงเกรดและฮีลจิตใจ เป็นเทอมที่เฟรชมาก ไม่มีฟีลลิ่งอ่านไม่ทันทั้งที่อ่านน้อยกว่าเทอมอื่น จัดว่าเป็นสัดส่วนที่ลงตัวสุด แนะนำให้ลง 18 หน่วยกิตผ่อนคลายตัวเองบ้างนะคะ 


             
              เริ่มรีวิวจากวิชาที่ไม่อินที่สุด ไล่เรื่อยๆ ไปจนถึงวิชาที่อินที่สุด เทอมนี้เรียน 6 ตัว วิชาบังคับเอก 1 วิชาเลือกสายสกิล 1 วิชาเลือกสายลิท 1 โท 1 และเสรี 1 ค่ะ 


    *คำเตือน: รีวิวเป็นเพียงความเห็นส่วนบุคคล และ "...คนที่อ่านรีวิวพึงตระหนักที่ส่วนนี้ แล้วถ้าเชื่อตามนั้นแล้วผลไม่ตรง อย่าโวยวาย ปัจจัยเยอะแยะที่จะทำให้ผลออกมาไม่เหมือนกัน รีวิวจะให้ผลซ้ำได้ใกล้เคียงสุดก็ต้องทำให้ทุกอย่างแทบจะเหมือนกัน...อย่าลืมว่าการใช้รีวิวเป็น inductive reasoning เท่านั้น" (อ.วศิน, 2017)


    * รายละเอียดวิชาอาจแตกต่างไปตามปีที่เรียน



    1. Ethics (ปรัชญาจริยศาสตร์)



    เนื้อหาและรายละเอียดคร่าวๆ

    ✎ ข้อสอบเขียน Take home ตอนมิดเทอม,  Final paper, พรีเซ้น 1 ครั้ง, คะแนนเข้าเรียน 

    ✎ มิดเทอมเรียนเกี่ยวกับทฤษฎีทางปรัชญาที่ใช้ตัดสินว่าการกระทำใดดี และไม่ดี เช่น จริยธรรมแบบคานท์ แบบพันธสัญญา แบบ Feminism แบบประโยชน์นิยม ฯลฯ ส่วนหลังมิดเทอมเป็นต้นไปเรียนการประยุกต์ใช้หลักจริยธรรมกับเคสจริงๆ เช่น เชิงสถาปัตย์ เชิงธุรกิจ เชิงการแพทย์ เชิงวิจัย ฯลฯ


    การเรียนการสอน

    อาจารย์จะลงสไลด์ไว้ให้ บวกกับเนื้อหาให้อ่าน (100 หน้าบวกบวก เราไม่เคยแตะเลย...) พอเข้าคลาสก็จะฟังเลกเชอร์กับดิสคัสเล็กๆ น้อยๆ เหมือนเดิมทุกสัปดาห์ เป็นวิธีที่ค่อนข้างน่าเบื่อเลย ยอมรับว่าไม่ได้ตั้งใจเรียนเท่าไหร่ ตั้งใจไถทวิตเตอร์มากกว่า แล้วในคลาสมีคนดิสคัสกันอยู่ไม่กี่คน ชอบพาออกนอกเรื่อง ส่วนตัวเลยรอคอยให้เลิกคลาสไวๆ อยู่ตลอด ช่วงแรกเนื้อหาสนุกนะเพราะมีเคสน่าสนใจให้คิด เถียงกัน หาคำตอบไม่ได้ แต่คลาสหลังๆ คือเบื่อมากถึงมากสุด มีสนุก(ปนปวดหัว) อีกรอบอาทิตย์ที่แต่ละกลุ่มออกไปพรีเซ้น โจมตีกันดุเดือดคลาสลุกเป็นไฟ แต่นอกจากนั้นก็เฉยๆ 


    ความคิดเห็นส่วนตัว

     ความยาก

    ด้วยความที่เป็นปรัชญาที่มีหลักเกณฑ์ชัดเจนไม่ต้องคิดเยอะ ไม่ได้มีความจับต้องยากหลุดโลกไปเลยอย่างพวก metaphysics บวกเข้ากับความที่วิชานี้เป็นเจนเอดเรียนร่วมกับคณะอื่นด้วย ทำให้เป็นวิชาที่ค่อนข้างง่ายเลย ชิลๆ ไม่ต้องตั้งใจเรียนมาก ไปอ่านสไลด์เอาก็ยังทำข้อสอบได้ อาจารย์ก็ใจดี คุยได้ เลื่อนวันส่งงานได้ ปรึกษาได้หมด ข้อสอบก็คล้ายๆ ที่เรียนมา ถ้าไม่สมองเบลอเกินไปก็น่าจะตอบได้คะแนนดี แต่อาจารย์ไม่เคยให้ฟีดแบ็กนะ ไม่รู้ว่าคะแนนแต่ละส่วนมาจากไหนเหมือนกัน ๕๕๕๕๕๕๕๕


     ความชอบ

    ไม่เกลียดนะ ค่อนไปทางเฉยๆ มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก วีคแรกๆ เหมือนจะว้าวอะ มีเล่นกงเล่นเกม สนุกสนาน แต่พอเจอเนื้อหาซ้ำๆ วิธีสอนเดิมๆ แล้วก็รู้สึกว่ามานั่งเรียนทำไมวะ (...) เนื้อหาที่ได้จะมีประโยชน์ก็ไม่เชิง แล้วเป็นวิชา 3 ชม. ขนาดอาจารย์ปล่อยเร็วเรายังแอบทรมานเลย ควรจะลงกับเพื่อนด้วยเพราะเรียนคนเดียวโคตรเหงา ปากไม่ได้ขยับดิสคัส เซ็ง Y__Y เป็นเสรีที่เหมาะกับคนชอบเรียนปรัชญาและสนใจจริยศาสตร์จริงๆ แต่สำหรับเรานั้นหมดแพสชั่นตั้งแต่คาบแรกๆ เทียบกับปรัชญาตัวที่เคยเรียนตอนปี 1 แล้วแต่ละตัวว้าวกว่า ตัวนี้ขาดความท้าทายและความพีคอย่างแรง ๕๕๕๕๕๕๕


    ❥  ข้อความสุดท้ายถึงวิชานี้

    อาจารย์บอกว่าจะคอมเม้นหรือลงคะแนนให้ก็ไม่เคยเป็นจริงเลยค่ะ...





    2. Background to American Literature (แบคแอม)



    เนื้อหาและรายละเอียดคร่าวๆ

    ✎ ควิซ 7 ครั้ง (เกือบทุกวีค), Reading response 1, สอบมิดเทอมกับไฟนอล (term explanation, quotations, essay), คะแนนเข้าเรียนและ participation 

    ✎ เรียนประวัติศาสตร์อเมริกาตั้งแต่ยุค American Indians ไปจนถึง C.20 แล้วดูบริบทปวศ. ที่มีผลหรือสะท้อนผ่านงานเขียนดังๆ ในยุคนั้น ก็วนๆ อยู่กับยุคสร้างชาติ คนผิวสี ผู้หญิงที่เป็นชายขอบ การไขว่คว้าอิสรภาพ The Roaring Twenties ฯลฯ อะไรประมาณนั้น


    การเรียนการสอน

    ได้เรียนเซค อ. จิตติมา สิ่งที่ต้องเจอแน่นอนคือต้อง! อ่าน! ก่อน! ต้องอ่านก่อนจริงๆ นะ อาจารย์บางทีก็เซอร์ไพรส์ด้วยการให้ทำกิจกรรมกลุ่ม เจอกันปุ๊บดิสคัสปั๊บ ไม่มีการปูพื้นเรื่องให้เลย คือถ้าเราไม่อ่านสมองเราจะโล่งว่าง ตอบคำถามก็ไม่ได้ อาจารย์พูดอะไรก็ไม่เก็ท เคยลองแล้วช่วงที่อ่านไม่ทันจริงๆ แล้วมาโดนจับกลุ่มดิสคัสพอดี นั่งโง่เป็นเห็ดโคน ช่วยอะไรเพื่อนไม่ได้ สรุปคือถ้าอ่านทันก็อ่านมาเถิด

    เห็นงี้อาจารย์ก็ทำสไลด์ละเอียดมากกกกกกก ละเอียดยิบ ข้อมูลเยอะ (จน overloaded เลยอะช่วงสอบ) เป็นการเรียนกึ่งดิสคัสกึ่งเลกเชอร์ที่หนักหนาตรงเนื้อหาเยอะมากกกกกกกกกกก ถ้าหลุดทีเดียวตามไม่ทัน อาจารย์โคตรจะแร็พ แป๊บๆ เปลี่ยนหน้า แล้วตัว Text ภาษาวกไปวนมา ฟุ่มเฟือย อ่านแล้วงงจนท้อ ต้องอ่านมากกว่า 1 รอบ อาจารย์ช่วยไกด์ให้เยอะเวลาวิเคราะห์ตัวลิท แต่นั่นมันหลังจากที่เราต้องเสนอไอเดียตัวเอง อาจารย์ชอบให้เด็กพูดเยอะๆ แล้วเค้าจะตามกระตุ้นให้เราร่วมดิสตัสตลอด ช่วงแรกๆ ห้องเงียบมาก เค้าจะรอจนกว่าเด็กจะพูดวิเคราะห์เองก่อน เค้าถึงจะช่วยเสริม ช่วงหลังๆ ตอบไม่ทันเพื่อนเพราะทุกคนแย่งกันตอบ ๕๕๕๕๕

    เรื่องเนื้อหายอมรับว่าแน่นจริงปังจริง อาจารย์โยนมาทุกยุคทุกประเด็น อ่านกันตาแฉะ เปิด Shmoop เปิด Sparknotes อ่านตลอดเพราะงง ไม่รู้เรื่อง กลอนมันพูดไรวะ ฮือ ๕๕๕๕๕๕ อาจารย์เน้นแบ็กกราวน์มากกว่าในความคิดเรา สไลด์ส่วนใหญ่คือประวัติศาสตร์เต็มๆ ยาวพรืด บางคนไม่ชอบวิธีสอนเค้า เค้าไปเร็วจริง แต่เราเข้าใจนะ ตรงไหนไม่ทันก็ถามเพื่อนข้างๆ เอา อ่านเพิ่มเอา เป็นวิชาที่ต้องทุ่มเทที่สุดในเทอมนี้แล้ว เห็นเพื่อนบางคนยืมหนังสือประวัติศาสตร์อเมริกามาอ่าน คือขนลุกกกกกกกก

    ด้านความใส่ใจในตัวเด็กของอาจารย์นั้นเราให้ 10000/10 เราประทับใจที่เค้าจำชื่อเด็กได้ทุกคน เรียกเด็กไปให้ฟีดแบ็กจริงจังมากทั้งรอบควิซและมิดเทอม พยายามหา media มาสอนประกอบไม่ให้คลาสน่าเบื่อ ตัวเค้าเองก็สอนสนุกอยู่ในความคิดเรา เค้ายิ้มตลอด เล่นมุก ทำให้เราไม่กดดัน บรรยากาศการเรียนค่อนข้างดีเลย แล้วเค้าก็ถึงกับไปขุดเอาข้อสอบเด็กในคลาส (40 กว่าคน...) มาอ่านด้วยนะ ตอนที่เราไปรับฟีดแบ็กมิดเทอม ทึ่งมากที่เค้าช่วยเจาะวิธีการเขียนเราละเอียดยิบ แจกแจงว่ามีปัญหาตรงไหน แก้ได้ยังไง จุดอ่อนคืออะไร จุดแข็งคืออะไร เป็นการโดนทุบที่มีความสุขมาก จากนั้นเราก็แก้ไขตามที่เค้าบอก พลิกเกรดจาก B มาเป็น A ได้เพราะอาจารย์ล้วนๆ ที่คอยกระตุ้นและส่งเสริมให้คิดเยอะๆ

    ในส่วนของข้อสอบ ก็ไม่ต่างจากท่ี่เรียนมาก ควิซนี่มีความเดายาก เค้าออกทั่ว ออกกว้าง ต้องอ่านสัก 2 รอบถึงจะเก็บได้ทุกข้อ แต่เค้าก็จะเคลมเสมอว่าโจทย์ไล่ตั้งแต่ง่ายไปยาก บางข้อทดสอบแค่ว่าอ่านรึยัง เพื่อที่เด็กจะได้ทำได้ บางครั้งควิซเป็นแบบเทคโฮมทำคู่ บางครั้งก็ให้ extra points ถึงเค้าจะกดดันเด็กบ้างแต่เค้าก็ใจดีและหวังดีกับเด็กมากจริงๆ อะ ส่วนมิดเทอมกับไฟนอล เหมือนเดิมคือต้องอ่านละเอียด ข้อสอบเค้าค่อนข้างหว่านๆ ถ้าอ่านมายังไงก็ต้องตอบได้บ้าง แต่จะดีไหมก็คือเค้าเป็นคนตัดสินอีกที T v T



    ความคิดเห็นส่วนตัว

     ความยาก

    ยากสำหรับคนที่ไม่รู้และไม่อินประวัติศาสตร์เช่นเรา ส่วนตัวก็คิดว่ายากสุดในเทอม ช่วงไฟนอลนี่ฮึดสู้มากเหมือนกัน ทำสรุปต่างๆ นานา อ่านซ้ำ จนสามารถผ่านมันไปได้ แต่ช่วงแรกๆ ล้มลุกคลุกคลานมาก Text ก็อ่านยาก ลิทก็วิเคราะห์เองไม่เป็น อาศัยอาจารย์กับเพื่อนๆ ดิสคัสกันให้เราเกิดไอเดีย สำหรับคนที่ไม่ชอบลิทสายอเมริกัน (อย่างเรา) ก็จะซัฟเฟอร์กว่าเดิม มันไม่เน้นภาษาสละสลวยสวยงามเลยอะ อิงประวัติศาสตร์ ช่วย raise awareness เป็นส่วนใหญ่ และยากที่ต้องตามอาจารย์ให้ทัน แค่เหม่อหรือหันไปคุยกับเพื่อนก็ไม่รู้แล้วว่าเค้าอยู่ตรงไหน เป็นวชาประเภทที่ต้องกลับไปเวิร์คต่อที่บ้าน ให้เวลากับมันเยอะกว่าเอกตัวอื่นนิดนึง


     ความชอบ

    นอกจากอาจารย์ที่แสนน่ารักสอนเก่งแล้ว เราก็ไม่ชอบอะไรเลย (...) ยากก็ยาก เนื้อหาก็เยอะ เหนื่อยก็เหนื่อย อ่านสอบทีเหมือนจะตาย ลิทเยอะมากกกกกกกกกกกก จำเยอะมาก จำๆๆๆ อย่างเดียว แล้วก็ต้องจำควบคู่กับประวัติศาสตร์อีก ข้อสอบก็เน้นเขียน เน้นวิเคราะห์ เป็นลิทที่ยากที่สุดที่เรียนมา ณ ตอนนี้ แต่ถามว่าได้อะไรกลับไปเยอะมั้ย ได้นะ เรียนรู้ที่จะอ่านและศึกษาด้วยตัวเองก่อน รู้จักนักเขียน แนวทาง นิยายดังๆ เยอะขึ้น พอเดินคิโนะกับเพื่อนสนุกมาก ชี้ได้ว่าคนนี้เราเคยเรียน เค้าชอบเขียนแนวนี้ ๆๆๆ เอานักเขียนมานินทาได้ ถ้าเราไม่เรียนวิชานี้ เราจะไม่รู้ว่า Fitzgerald ที่เขียน The Great Gatsby กังวลว่า penis ตัวเองเล็ก จนต้องขอให้ Ernest Hemingway มาช่วยดูเพื่อยืนยันว่ามันไซส์ปกติ คือ๕๕๕๕๕ แล้วเชื่อป้ะเรียนมาทั้งหมดจำ fact นี้ได้แม่นสุด อีเวง๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕ แล้วพอมาเรียนวิชาลิทตัวอื่นน่าจะง่ายขึ้นเยอะ เพราะเราจำยุคได้คร่าวๆ หมดแล้ว อาจารย์เคลม (อีกแล้ว) ว่าหลักสูตรกับ Text ที่อาจารย์สอนนี่เหมือนที่นักศึกษาอเมริกันเรียนเป๊ะ แปลว่ามันยากและต้องใช้เวลานั่นเอง (...) แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถ คลาสส่วนใหญ่ก็สนุกดี เราเอนจอยพอควร ชอบที่เด็กได้มีส่วนร่วมเยอะและอาจารย์สรรหาหนังหรือภาพมาเปิดให้ดูเพื่อไม่ให้เบื่อ เหมาะจะเรียนแบบไม่เอาเกรดเป็นที่สุด เราคงจะแฮปปี้กว่า ๕๕๕๕๕๕๕๕


    ❥  ข้อความสุดท้ายถึงวิชานี้

    วิชาบังคับเอกที่ถ้าใครไม่จำเป็นต้องเรียนก็หนีไปซะเถอะ T v T




    3. Vietnamese  I


    เนื้อหาและรายละเอียดคร่าวๆ

    การบ้านทุกสัปดาห์, ควิซ (3 ครั้ง), มิดเทอมสอบแกรมม่า+สอบฟัง+สอบสนทนา, ไฟนอลสอบแกรมม่าอ่านเขียน + สอบพรีเซ้น, คะแนน participation

    ภาษาเวียดนามเบื้องต้น ตัวเขียน การอ่านออกเสียง ไวยากรณ์ ฟังพูดอ่านเขียน การใช้ในชีวิตประจำวัน ฯลฯ


    การเรียนการสอน

    เรียน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ มีอาจารย์ 2 ท่าน อาจารย์คนไทยสอนตัวเขียน ไวยากรณ์ การอ่านการเขียน อาจารย์สอนเข้าใจง่าย ชอบเรียกตอบคำถาม ให้แต่งหรือแปลประโยคเรื่อยๆ ให้ลองใช้ประโยคถาม-ตอบกับเพื่อนบ้าง เป็นคลาสเรียนภาษาที่ interact กันประมาณนึง รู้สึกว่าไม่มีปัญหาในเรื่องการเรียนการสอน เว้นแต่บางคลาสก็อาจจะเบื่อบ้างตามสไตล์เรียนเลกเชอร์

    อาจารย์ชาวเวียดนามที่เรียกติดปากกันว่า "โกสาว" (ครูผญในภาษาเวียดนาม) จะสอนแบบแอคทีฟโคตรรรร เดินไปมา จี้นักเรียนทีละคน สั่งใหิตอบ ค่อนข้าง threatening อยู่นะ ฮือๆ เค้าชอบบ่นบ้างแต่ไม่ได้บ่นจริงจังอะไร แล้วก็สอนค่อนข้างตลก เค้าจะชอบให้เราสอนภาษาไทยกลับ ออกแนวแลกเปลี่ยนภาษากัน๕๕๕๕ แต่คาบแรกๆ ทำตัวชินยากมากเพราะเค้ารัวภาษาเวียดนามใส่ เราที่ยังจำคำไหนไม่ได้เลยก็คือนั่งเอ๋อ แล้วเวลาเค้าอธิบายก็เคลียร์บ้างไม่เคลียร์บ้าง เพราะเค้าพยายามใช้ภาษาเวียดนามให้มากที่สุด สรุปอธิบายทีก็งงกว่าเดิม(...) แต่พอช่วงหลังๆ รู้ภาษาเวียดนามแล้ว ชินแล้ว ก็จะโต้ตอบและตามทันเอง


    ความคิดเห็นส่วนตัว

     ความยาก

    ถ้าตัวภาษาจัดว่าไม่ยากมากนะ อาจมีปวดหัวช่วงแรกๆ ที่ต้องจำตัวเขียนกับวรรณยุกต์เวียดนามที่เยอะแยะยึกยือไปหมด ทุกวันนี้ก็เขียนผิดเล็กๆ น้อยๆ ตลอด วิธีการออกเสียงก็แปลก ไม่คุ้นเคย แต่ว่าไวยากรณ์คล้ายไทยมากกกกกกก มียากแค่ตรงต้องจำศัพท์ แต่แกรมมาร์ไม่ต้องจำเยอะ ชดเชยกันได้

    ในส่วนของตัววิชา ความยากไปกองรวมกันตอนไฟนอล มิดเทอมคือคนได้คะแนนเต็ม/เกือบเต็มกันเยอะเลย แต่ไฟนอลตอนสอบฟังคือเราฟังไม่รู้เรื่อง ให้ฟังไม่กี่รอบแล้วเขียนตอบมันยากเกินโว้ยยย แต่การสอบอื่นๆ เ
    ช่น สอบพรีเซ้นงี้สนุกมาก เล่นเกม15 คำถามอะให้คนเดาว่าเรากำลังพูดใคร/ประเทศอะไร/อาชีพอะไร ฯลฯ อาจารย์ก็ใจดีด้วย อย่างตอนสอบพูด ใครพูดไม่เยอะเค้าจะถามคำถามเพิ่มเพื่อช่วยให้เราได้ตอบ ได้คะแนน ถือว่าอาจารย์ก็ช่วยเหลือดีมาก 

    สรุป เทียบกับการเรียนภาษาตะวันตก เวียดนามง่ายกว่า orz


     ความชอบ

    ชอบนะ ชอบตัวภาษา รู้สึกว่าไม่ยากเกินไป จนคิดจะลงตัว2 ต่อเอาให้อ่านออกเขียนได้แบบจริงๆ เลย นี่เรียนคอร์สเดียวยังได้ประโยคไปสื่อสารกับคนเวียดนามจริงๆ ได้ คือคุ้มที่จะเรียน แล้วเวลาออกเสียงมันก็มีความแปลกที่สนุก (..) จนเราคิดอยากต่อยอด อีกอย่างที่ชอบคือวัฒนธรรมเวียดนาม อาจารย์คนไทยจะเล่าให้ฟังบ่อยๆ สนุกดี อย่างเช่นผู้หญิงเวียดนามถ้าเลยวัยแต่งงานแล้วต้องทำพิธีเพื่อให้ได้มีคู่ด้วย อะไรแบบนี้ บันเทิง๕๕๕๕


    ❥  ข้อความสุดท้ายถึงวิชานี้

    Tiếng Việt vui lắm!







    4. Public Speaking


    เนื้อหาและรายละเอียดคร่าวๆ

    ✎ พูด speech 4 ครั้ง (self-introduction, informative, persuasive, commemorative), peer & self evaluation ทุกครั้ง, ted talk evaluation 10 อัน, คะแนน participation

    ✎ เรียนเกี่ยวกับการพูด speech ภาษาอังกฤษหลายๆ รูปแบบ ทั้ง wording, body language, organization, descriptive details ฯลฯ รวมๆ คือเรียนทริคต่างๆ เพื่อพูดอย่างมีประสิทธิภาพ



    การเรียนการสอน

    เรียนกับอาจารย์ปรีณา อาจารย์ก็จะสอนตามเนื้อหาแต่ละสัปดาห์ แต่ที่ชอบคืออาจารย์มักให้เราทำกิจกรรม จับกลุ่มดิสคัส เอาสคริปต์หลายๆ แบบให้อ่านเพื่อฝึกอินเนอร์เวลาพูด เป็นแอร์พูดยังไง พีอาร์เซเว่นพูดยังไง พูดในนามองค์กรทำยังไง เหมือนฝึก Acting นิดๆ แต่เป็นภาษาอังกฤษและเน้นการออกเสียงด้วย นอกจากนี้ก็มีกิจกรรมแบบให้ผลัดกันพูด แต่ละกลุ่มได้โจทย์แล้วออกมาพรีเซ้น มี impromptu speech คือให้หัวข้อที่เรายังไม่รู้ ให้เวลา 1 นาที แล้วต้องออกมาพูด 3 นาที อันนี้เราเกลียดมากกกกกกกกก แต่ว่าก็พัฒนาสกิลแถสดได้ ๕๕๕๕๕๕

    การเรียนถึงจะสนุกมาก แต่ก็เข้มข้นและกดดันระดับนึง เราต้องร้บฟีดแบ็กจากอาจารย์ตลอด อาจารย์ชอบบอก rank คะแนนอะ เลยเครียดตรงนี้ ๕๕๕๕ แต่หลังๆ เรียนแบบเอาสนุก ได้ทำกิจกรรมเยอะๆ ทำความรู้จักเพื่อนเยอะจนคุยกันได้ทั้งเซค ก็ดีเหมือนกันนะ

    ส่วนที่เราชอบที่สุดคือพาร์ทที่ต้องออกไปพรีเซ้นและฟังเพื่อนพรีเซ้น บางคนก็เซอร์ไพรส์เรามากๆ หัวข้อเจ๋งๆ ไม่เคยฟังเต็มไปหมด แล้วช่วงวิจารณ์แลกฟีดแบ็กกันก็ดี จะมีวิชาไหนอีกที่ได้ฟีดแบ็กจากเพื่อนทั้งห้องทุกๆ วีคที่พรีเซ้น (เพราะอาจารย์บังคับ) ปลายเทอมกลับมาอ่านคือเห็นพัฒนาการตัวเองเลย 


    ความคิดเห็นส่วนตัว

     ความยาก

    จัดว่ายากนะ เทียบกับอะแคดแล้วเรียนเข้มข้นกว่า แต่ปลื้มตัวนี้มากกว่านิดนึงเพราะไม่มีสอบฟังที่เราเกลียด ๕๕๕๕๕๕ แต่ก็ยากตรงอาศัยสกิลพูดอิ้งเยอะมากกกกกกก เกณฑ์การพูดสปีชคือ 1.content 2. delivery 3. language การพูดต้องเป๊ะ อาจารย์ดูตั้งแต่ pronunciation, stress, intonation ไม่ได้เน้นดูความมั่นใจหรือบุคลิกเท่าไหร่ เพื่อนที่พูดอิ้งแบบ fluently มากๆ ก็จะได้เปรียบหน่อย จุดนี้แหละที่เรารู้สึกว่ามาฝึกเอาตอนนี้ไม่ทันเพื่อนจริงๆ orz 

    แต่ในส่วนของการ deliver speech ไม่ยากเท่าที่คิด ถ้าพูดอะไรที่เราสนใจอยู่แล้ว ความตั้งใจ อินเนอร์ ความสนุกสนานเอนจอย มันจะออกมาเอง และเพื่อนก็ไม่ได้คอมเม้นโหดร้ายด้วย ใจดีมากๆๆๆๆ เป็นคลาสที่มุ่งหวังให้ทุกคนพัฒนาอย่างแท้จริง บรรยากาศการเรียนโคตรดี โคตรช่วยเหลือเกื้อกูลกันไป



     ความชอบ

    ช่วงแรกๆ ซัฟเฟอร์นะ รู้สึกว่าทำอะไรก็ไม่ดี พูดก็ผิด อินเนอร์ก็ไม่มี อังกฤษก็ไม่คล่อง แต่มาฮึดตรง performance ครั้งแรกสุดออกมาไม่แย่ จากนั้นก็ปล่อยความเครียดไปแล้วลุยเลย ผลคือมันสนุกดี ได้ลองอะไรใหม่ๆ และได้ฟังอะไรดีๆ เยอะแยะ เราเลยชอบที่เป็นอีกวิชาที่พาเราก้าวออกจาก comfort zone ทำอะไรที่แพลน 100% ไม่ได้แล้วแก้ตามเนื้องานบ้างก็สนุกดีนะ ชอบเพราะคลาสเราดี เพื่อนดี เพื่อน supportive สุดๆ จุดที่ไม่ชอบคือมันเรียน 3 ชม ยาวไปอะ สมองรับไม่ไหว และอาจารย์ก็แอบกดดัน ฮือๆ แต่ได้อะไรค่อนข้างเยอะ รู้จักจุดอ่อนจุดแข็งใช้มันให้เป็นอะไรงี้ แต่จำเป็นต้องเรียนมั้ยก็ไม่นะ สกิลด้านการพูดหรือบุคลิกภาพมันค่อนข้างเฉพาะทาง คือเรียนแต่พูดสปีช นำเสนอ ซึ่งถ้าไม่ชอบออกมาหน้าห้องจริงๆ เราก็ไม่แนะนำเนื่องจากมาถึงปุ๊บต้องพูดเลยวีคแรก แต่เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่ไม่ชอบงานเยอะ(เกินไป)+อ่านสอบท่องจำ ตัวนี้ปฏิบัติเพียวๆ เลย


    ❥  ข้อความสุดท้ายถึงวิชานี้

    Thank you for giving me moments to appreciate myself :-)




    5. Drama C.20 to Present (ดราม่าพรี)


    เนื้อหาและรายละเอียดคร่าวๆ

    ✎ สอบมิดเทอมกับไฟนอล (quotations, questions, essay), 1 reading response, 1 term paper (5-7 p.)

    ✎ บทละครในช่วงปี 19xx ได้เรียน 5 เรื่อง (Look back in anger, Oleanna, The Dumb Waiter, Top girls, M.Butterfly) วิเคราะห์ความสำคัญของบทละครอิงกับปวศช่วงนั้นควบคู่ไปกับวิเคราะห์ตัวละคร พล็อต ดูว่าบทละครสะท้อนอะไรได้บ้าง


    การเรียนการสอน

    เรียนกับอ. คารินา เลกเชอร์ 100% ไม่ค่อยได้มีดิสคัสหรอก อาจารย์ชอบถามแล้วก็ตอบเอง ถ้าเราตอบไม่ถูกใจ เค้าก็จะโต้กลับจนกว่าจะได้คำตอบที่ต้องการ (...) แต่ยอมรับว่าอาจารย์สอนสนุกมากกกกกกก เท่าที่เรียนลิทมาอาจารย์สอนสนุกสุดแล้ว ตลกมาก แซะทุกอย่างบนโลกนี้ อัพเดทดราม่ากันทุกวีค แล้วบทละครที่ดูไม่สนุกก็ดูมีอะไรได้จากอินเนอร์การสอนและการวิเคราะห์ละเอียดยิบของอาจารย์ เป็นการเรียนบทที่ close reading จริงๆ อะ ไม่ต้องอ่านมาก่อนยังได้ เพราะเค้าจะไปแบบสโลว์ๆ เข้าใจง่าย ย่อยให้หมดแล้ว เวลาสอบก็ไม่ต้องตอบอลังมาก ขอแค่เมคเซนส์ถูกใจอาจารย์

    เรื่องงานก็ชิล ชอบที่อาจารย์ให้เดดไลน์มางั้นๆ แต่ส่งช้ากว่านั้นได้ราวๆ วีคนึง อาจารย์ชอบพูดว่าส่งเมื่อไหร่ก็ส่งๆ มาเถอะ ๕๕๕๕๕๕๕ ไม่น่ามีวิชาเอกอิ้งตัวไหนชิลเท่านี้แล้วแงงงง ด้วยความที่เป็นบทละคร อ่านแป๊บๆ ก็จบ ไปสอบได้ ไม่ต้องอ่านเยอะเท่าลิทตัวอื่นที่เคยเจอมา อีกอย่างข้อสอบค่อนข้างปรานี ไม่มีเซอร์ไพรส์ อ่านแล้วเอ๋อไปเลยงี้ คะแนนออกมาเกาะๆ กัน ไม่ห่างมาก 

    ตัวอาจารย์เองก็โอเคนะ ถ้าใครชอบคนชิลๆ นี่โคตรจะตอบโจทย์ เข้าสายได้ ไม่เข้าก็ได้ งดคลาสบ่อยแต่ไม่ชดเชย แต่ก็สอนจบทันเพราะอาจารย์แบ่งเวลามาลงตัว เป็นลิทที่สมควรเก็บไว้ลงในเทอมที่หนักเพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น ๕๕๕๕๕๕ ที่อาจจะทำให้บางคนไม่ชอบคือเราว่ามุกอาจารย์ offensive อยู่บ้าง แต่ไม่ถึงกับร้ายแรง เราค่อนข้างคลิกกับวิธีการสอนเค้าทีเดียว



    ความคิดเห็นส่วนตัว

     ความยาก

    สำหรับเราถ้าเจอลิทตัวอื่นมาแล้วตัวนี้ก็ไม่ใจร้ายอะ เรียนชิล ข้อสอบกำลังโอเค มีตาแตกตอนปั่นเปเปอร์นี่แหละ หาข้อมูลเยอะมากกกกก รีเสิร์ชหัวหมุน อาจเพราะเป็นครั้งแรกในการทำ term paper แบบ term paper จริงๆ (...) ปัญหาคืออาจารย์แทบไม่เคยให้ฟีดแบ็ก ไม่สามารถรู้ว่าที่ทำไปน่ะได้คะแนนเท่าไหร่ รู้อีกทีคือเกรดเลยจ้า 


     ความชอบ

    บทละครที่อาจารย์เลือกมามีความแซ่บพอประมาณ เราชอบ The Dumb Waiter และ M.Butterfly มากกกกกกกกกกกกกกกก เพราะวิชานี้เลยทำให้ค้นพบว่าอยากเรียนวิเคราะห์บทต่อไปเรื่อยๆ ไม่อยากให้จบ ชอบแนว Absurd โคตรๆ เพราะมันเจ๋งที่ทำให้ nonsense มี unity เพื่อสื่อความ meaningless ของสังคมได้

    รวมๆ แล้ว เป็นวิชาที่ไม่คิดว่าจะชอบเกือบมากสุดในเทอม แต่ก็เป็นวิชาที่เรียนเช้าแต่เรามีเอเนอจี้พอจะเรียน แล้วก็ตั้งใจมากๆ ด้วย เพราะอาจารย์สอนตลกดี ๕๕๕๕๕๕๕ นั่งขำก็หมดแล้วคาบนึง ใดๆ ก็ตาม นี่เป็นความรู้สึกเราคนเดียว เพื่อนบางคนก็ดูง่วงอยู่ ๕๕๕๕๕๕๕๕๕


    ❥  ข้อความสุดท้ายถึงวิชานี้

    ข่าวร้าย รู้สึกว่าวิชาที่แสนชิลอันหาได้ยากยิ่งในเอกนี้อาจจะปิดตัวไม่ก็เปลี่ยนอาจารย์...





    6. Play writing I (เขียนบท)



    เนื้อหาและรายละเอียดคร่าวๆ

    ✎ exercises, บท Monologue (10p), บท Reference play (5p) , บท Final (20-30p)

    ✎ พื้นฐานการเขียนบทละคร (ที่ไม่เบสิกเท่าไหร่สำหรับเรา ๕๕๕๕๕๕)


    การเรียนการสอน

    ในที่สุดก็ได้เรียนวิชาที่อยากเรียนมานานนนนน เรียนกับครูบัวผู้ขึ้นชื่อว่าใจดีสุดในภาคละคร ๕๕๕๕๕๕ อย่างแรกคือชิลมาก เข้าสายได้ ขาดบ้างได้ เลื่อนส่งงานกันข้ามเทอม เกรดไม่ออกเกือบทั้งคลาสเพราะปั่นบทไม่เสร็จ เป็นวิชาที่เยียวยาจิตใจในแง่ของการให้เวลา เพราะเดดไลน์เหมือนตั้งไว้เฉยๆ บางคนปั่นไม่ทันก็ส่งให้อาจารย์อ่านและคอมเม้นต่างหาก แต่ถ้าเสร็จทัน แต่ละคาบก็จะเป็นการนั่งฟังพล็อตเพื่อน ฟังอาจารย์เล่านู่นนี่ เปิดสไลด์สอน ทำ exercise เป็นแพทเทิร์นเดิมๆ ทุกอาทิตย์ แต่เราว่าเราได้อะไรจากวิชานี้เยอะมากกกกกกกกกกกกกกกก

    คาบแรกๆ ครูบัวให้ประเดิมด้วยการเขียนบทให้ห่วยที่สุดมาส่ง orz สนุกท้าทายตั้งแต่วีคแรก ครูบัวสอนให้เรารู้จักจุดอ่อนของบทก่อนจะได้ไม่เลียนแบบ (ก็ยังแอบยากอยู่ดีนะคะครู บางทีมันตันมาก ;-;) แล้วเรียนว่าพล็อตที่ดีเป็นยังไง เรียกได้ว่าเรียนแล้วจะ อ๋ออออออ ทันที ทำไมเราถึงชอบหนังเรื่องนี้ เกลียดละครเรื่องนั้น ทุกอย่างมันมีเหตุผลอธิบายได้ด้วยหลักการเขียนบท เอาไปประยุกต์กับการเขียนเชิงสร้างสรรค์ได้ทุกประเภท หลักๆ ที่เรียนรู้มา เช่น คนชอบตัวละครที่สู้เพื่อ objective ไม่ใช่ loser, ละครจะสนุกถ้าอุปสรรคมาขวางความต้องการตัวละครโดยตรง, ต้องถึงจุดที่เกิด conflict ให้เร็วที่สุด ไม่เกิน 10 นาที ไม่งั้นคนดูจะหมดความสนใจ, conflict จะต้องมากขึ้นเรื่อยๆ บังคับให้ตัวละครตัดสินใจ ละครจึงจะสนุก, การจบ open-ended ที่ดีคือการจบที่คนดูรู้ว่าตัวละครเรียนรู้หรือไม่ แต่ไม่แสดงฉากนั้นให้เห็น แต่ถ้าตัดจบเลยอันนั้นคือตอนจบที่ไม่ดี ฯลฯ สรุปแล้ว วิชานี้เปิดโลกเรามากกกกกกกกกกก เป็นตัวช่วยในการเขียนสายวิจารณ์อย่างดีเลยอะ

    ในส่วนของ exercise ก็จะเริ่มจากการหาวัตถุดิบหรือ seeds มาเขียนบทก่อน ครูบัวจะแบ่งท็อปปิกให้ คนนู้นลองแบบนี้ คนนี้ลองแบบนั้น หาวิธีที่เหมาะกับตัวเอง วีคต่อๆ มาเริ่มเอาพล็อตมาทำ treatment คือแตกเป็น sequence และ scene พอถึง Monologue ก็ปั่นเป็นตัวบทจริงๆ มารับฟีดแบ็ก สิ่งที่ต้องทนให้ได้คือฟีดแบ็ก ๕๕๕๕๕๕๕ ได้ทุกวีค โดนสับไปเรื่อยๆ จนกว่าจะดี ครูบัวอ่านขาดมากกกกกกกกกกก รู้หมดว่าปัญหาพล็อตเราคืออะไร และจะแก้ได้ยังไง เรียกได้ว่าเราทึ่งอะ มากๆ ชื่นชมนับถือจากใจจริงที่สามารถเปลี่ยนบททุกคนออกมาเจ๋งและน่าสนุกได้แม้แต่พล็อตที่เราแบบ เอ มันจะไปต่อยังไงนะ

    ใครทีี่กลัวจะเขียนบทไม่ได้ ไม่ต้องกลัว ครูบัวจัดให้ชุดใหญ่มากๆ ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕ สำหรับเราแค่ฟังครูบัววิเคราะห์พล็อตเพื่อนไปเรื่อยๆ ก็เหมือนได้เก็บประสบการณ์แล้ว พอเจอกับของตัวเองก็คือมีเจ็บๆ คันๆ บ้าง แต่คุ้มเพราะแลกกับการได้พัฒนาและได้ explore เต็มที่ ดังที่ครูบัวพูดตลอดว่า การเขียนบทคือการแก้บท ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕

    exercise ที่เราชอบที่สุดคือการทำความรู้จักกับตัวละคร ครูบัวให้เราเล่นตอบคำถาม 20-30 ข้อ โดยสวมบทเป็นตัวละคร มีตั้งแต่อะไรพื้นๆ อย่างเกิดที่ไหน สนิทกับพ่อหรือแม่ เพื่อนวัยเด็ก ไปจนถึงเหตุการณ์ฝังใจ ความลับที่ดำมืดที่สุด หรือวิธีการตายของตัวละคร พอได้ทำแล้วเหมือนตัวละครเรากลายเป็นมีชีวิตจริงๆ เลยแหละ ไม่ใช่แค่คนที่เราสร้างขึ้น กลายเป็นเห็นภาพชัดมาก แล้วพอเอาไปเขียนเป็นบทก็คือออกมาแน่นกว่าไม่ได้ทำ exercise

    บท Monologue ความท้าทายอยู่ที่นักแสดงมีแค่คนเดียวบนเวที จะทำให้ตัวละครมี rising action/ make decision ยังไง โดยไม่ให้ตัวละครเอาแต่เล่าเรื่องเฉยๆ แต่ต้องมีอุปสรรคมากระทบเค้าจริงๆ เราสนุกกับบทนี้มากกกกกกก อาจเพราะได้พล็อตที่อยากแต่งและพอเขียนจริงก็เข้มข้นเมามันมาก 

    บท Reference คือตัวละครเราอ้างอิงมาจากตัวละครหรือคนที่มีอยู่แล้ว เช่น เจ้าหญิงดิสนีย์ ต้องจับเอาตัวละครเหล่านั้นมาตีความเรื่องราวใหม่จาก fact ที่มี อันนี้ยากมากกกกกกกกกกกกก ยากแบบเราเปลี่ยนเป็นสิบพล็อต ไม่ใช่แนวเลย ข้อจำกัดเยอะไป orz แต่บทไฟนอล (เลือกได้ว่าจะเขียน ref หรือเขียนเรื่องใหม่) เราก็ส่งบทที่ขยาดมากนี่แหละ ความขี้เกียจ...

    สรุปแล้ว ได้เขียนบทจริงๆ จังๆ จุใจแน่ แต่ใครสนใจจะลง ครูบัวแนะนำให้ลงเทอม 2 คนเรียนน้อยๆ คอนโทรลง่าย ให้ฟีดแบ็กทั่วถึง เริ่มคลาสสายเลิกไว มีเวลาทำบทไฟนอลตั้ง 3 เดือน โอ้ย


     ความคิดเห็นส่วนตัว

     ความยาก

    วิชาละครก็งี้คือไม่มีคะแนนให้ดู ๕๕๕๕๕๕๕ จนตอนนี้เราก็ยังไม่รู้เกรดจ้า แต่อาจารย์ไม่น่าโหดร้าย คือวิชาละครตัวปฏิบัติ อาจารย์ดูพัฒนาการเทียบกับอิงกลุ่ม ถ้าเราตั้งใจ ส่งงาน เข้าเรียน แล้วก็เวิร์คกับพล็อตกับบทจริงๆ ตามที่อาจารย์แนะนำ คิดว่าวิชานี้ก็ไม่ได้ซัฟเฟอร์อะไร จะยากถ้าเป็นคนไม่ค่อยดูหนังดูละคร อาจจะขาดแคลนวัตถุดิบในการเขียนงานและถ่ายทอด เราเองก็จะซัฟเฟอร์มากๆ ช่วงคิดพล็อตไม่ออก เหมือนต้องเค้นออกมาให้ได้ ทำให้ท้อๆ ก็มี แต่โดยรวมแล้วพล็อตก็มักจะมาในเวลาไม่คาดฝันสักเวลา นั่นคือเมื่อเดดไลน์จี้ ดังนั้นปัญหานี้แก้ได้ ลงเถอะ


    ❥ ความชอบ

    ส่วนตัวชอบเขียนนู่นเขียนนี่อยู่แล้ว และลงโทละครเพราะตั้งใจจะเรียนสายเขียนมาโดยตลอด ยอมรับว่าพอได้ลองจริงๆ ยากกว่าที่คิดและเครียดเสมอเวลาคิดพล็อตไม่ออก๕๕๕๕ แต่ก็ยังชอบอยู่ดีเพราะได้ลองวิธีใหม่ๆ เยอะมากในการได้มาซึ่งตัวบท การเรียนการสอนไม่ได้สนุกเว่อๆ เท่าที่คาดหวัง (และปวดหัวเพราะต้องฟังหลายพล็อตเกิน) แต่ว่าเวลาได้เวิร์คกับงานตัวเอง ก็รู้สึกว่าได้อะไรกลับมาเยอะและประยุกต์ใช้ได้หลายทาง เป็นวิชาที่เปิดกว้างจะเขียนอะไรก็ได้ เลยเหมือนปล่อยผีประมาณนึง แต่หลังๆ หมดแพสชั่น เหมือนเขียนส่งให้เสร็จๆ มากกว่า จะบอกว่าชอบม้ากมากก็คงไม่ได้ ๕๕๕๕๕ แต่ก็ยังอยากจะเรียนตัวต่ๆ ไปในอนาคตเผื่อจะพัฒนาการเขียนพล็อตโดยรวมของตัวเองได้


    ❥  ข้อความสุดท้ายถึงวิชานี้

    หลอนคำว่าส่งเขียนบทรึยังมาก โคตร triggered ขอเกรดเถอะ ;_;


                       

                 คิดว่านี่คงเป็นบทความรีวิววิชาที่สั้นที่สุดที่เคยเขียนมา หนึ่ง เทอมนี้วิชาไม่หนักจริงๆ ถึงแม้ว่าพอมา combine กันก็ยังทำให้เครียดไม่เท่าเทอมอื่น สอง พออยู่ปี 3 เริ่มปลง ๕๕๕๕๕๕๕๕ ไม่รู้จะบ่นอะไร พอผ่านเทอมนี้รู้แล้วว่าชีวิตแค่ต้องการอาหารอร่อยๆ การนอนที่เต็มอิ่ม และการได้อ่านหนังสือหรือดูหนังผ่อนคลายบ้าง สำหรับทุกคนถ้าสนใจจะลงตัวไหนก็คิดดีๆ ก่อน อ่านรีวิวให้หลากหลาย และขอให้เอนจอยกับเทอมที่มาถึงแล้วนะคะ <3





Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in