I WRITE YOU SO MUCHJelly Pitipongpakdee
รีวิววิชาอักษรจุฬาปี 2 เทอม 2 (Version โดนโทละครทุบบ้าง)
  •            ต้องบอกก่อนเลยว่าเทอมนี้เป็นเทอมที่ซัฟเฟอร์ที่สุดตั้งแต่เคยเรียนในอักษรมา T__T ทั้งวิชาเอก วิชาโท วิชาบังคับคณะ ไม่มีความปรานีใดๆ กับนิสิตเลยค่ะ ดังนั้นเนื้อหาจะค่อนไปทางหดหู่มากกว่าเอนจ๊อยเอนจอยเฉกเช่นเทอมแรก หาวิชาที่ชอบจริงๆ ไม่ได้สักวิชา มีแต่เกลียดน้อยสุดและเกลียดมากที่สุด แต่สิ่งที่แตกต่างจากเทอมก่อนๆ อย่างชัดเจนคือ วิชาโทต่างหากที่ฆ่าเรา ไม่ใช่วิชาเอก ไม่รู้เหมือนว่าเรียนอีท่าไหนทำให้วิชาโทหนักกว่าเอกไปซะได้ แต่ชะตากรรมชีวิตเพื่อนร่วมเอกโทอื่นๆ ก็พูดเหมือนกันว่าหลายๆ ครั้ง วิชาเอกนี่แหละช่วยชีวิต (นี่คือช่วยแล้ว) เกริ่นเท่านี้พอ เดี๋ยว mental breakdown อีกรอบ T_T เริ่มกันเลยดีกว่า


               เหมือนเดิม คือ เริ่มรีวิวจากวิชาที่เกลียดมากที่สุด ไล่เรื่อยๆ ไปจนถึงวิชาที่เกลียดน้อยที่สุด เทอมนี้ก็เรียน 7 ตัว อีกเหมือนเคย วิชาบังคับคณะ 1 วิชาเอก 3 โท 2 และเจนเอด 1 ค่ะ
     
    *คำเตือน: รีวิวเป็นเพียงความเห็นส่วนบุคคล และ "...คนที่อ่านรีวิวพึงตระหนักที่ส่วนนี้ แล้วถ้าเชื่อตามนั้นแล้วผลไม่ตรง อย่าโวยวาย ปัจจัยเยอะแยะที่จะทำให้ผลออกมาไม่เหมือนกัน รีวิวจะให้ผลซ้ำได้ใกล้เคียงสุดก็ต้องทำให้ทุกอย่างแทบจะเหมือนกัน...อย่าลืมว่าการใช้รีวิวเป็น inductive reasoning เท่านั้น" (อ.วศิน, 2017)



    1. Man and Geography (แมนจ๊อก)


    เนื้อหาและรายละเอียดคร่าวๆ

    ✎ ข้อสอบ Choice และข้อเขียน มิดเทอม 50% ไฟนอล 50% แค่นี้เลยค่ะ เสี่ยงมั้ย มันก็คงต้องเสี่ยง...

    ✎ เรียนตามชื่อวิชาเลย คร่าวๆ ก็คือภูมิศาสตร์คืออะไร เครื่องมือ ประเภท ความเกี่ยวข้องกับมนุษย์ แล้วก็เรียนเป็นเชิงท่องเที่ยว เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ประชากร ความรู้เรื่องโลกทางกายภาพก็มา เนื้อหาหลากหลายแต่ไม่เยอะเท่าพวกตระกูลซีฟ 


    การเรียนการสอน

    ทุกสัปดาห์อาจารย์จะลงสไลด์เนื้อหาที่จะเรียนให้ ไม่มีชีทหรือหนังสือใดๆ อาศัยการเลกเชอร์ในห้องล้วนๆ แล้วอาจารย์ก็จะมานั่งอ่านสไลด์ให้ฟังบ้าง นั่งแปลสไลด์ (ชอบใช้อังกฤษสลับไทย งงไปหมด) เปิดคลิปบ้าง ให้ดูกราฟ ดูสถิติ มีคำนวณนะแต่น้อยมากๆ (แต่ชั้นก็คำนวณผิด ตอบผิด ข่อมข่าาา) มีสอนดีแค่สองคนคืออาจารย์ผู้หญิงที่สอนเรื่องวัฒนธรรม กับอาจารย์ผู้ชายที่สอนลักษณะกายภาพของโลก ที่เหลือคือสอบตก อ้อ แต่สไลด์ที่ดีที่สุดคือของอาจารย์แก่ๆ ที่สอนเรื่องเศรษฐกิจ เนื้อหาสนุกนะ แต่สอนเบื่อก็คือเบื่อ ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕

    เป็นวิชาที่ทรมานเหลือเกิน ทรมานยิ่งกว่าไทยซีฟอีกมั้ง มันไม่ใช่อะไรที่อยากเรียน อาจารย์ก็สอนไม่สนุก แถมยังต้องนั่งอ่านสไลด์ตามไปด้วย ปกติความอดทนสูงนะ แต่ยังมีคาบนึงที่ลุกออกก่อนเวลาเลยอะ คิดว่าเอาเวลาไปทำงานวิชาเอกยังได้อะไรมากกว่าเพราะนั่งไปก็ไม่เรียน 


    ความคิดเห็นส่วนตัว

     ความยาก

    ไม่รู้ว่าทำข้อสอบมิดเทอมไม่ได้เพราะมันยากจริงๆ หรือเราไม่เรียน รู้แต่ตอนทำข้อสอบคือเครียดเลยอะ กุมหัว พาร์ทที่นึกว่าจะทำได้ก็ทำไม่ได้ แล้วคะแนนมิดเทอมออกตอนใกล้ๆ ไฟนอลอะ เสียวเอฟมาก T__T ถ้าถามว่ายากตรงไหนคงเพราะเราความรู้รอบตัวน้อย เส้นทางก็ไม่รู้จัก เรื่องโลกเรื่องวิทย์ก็คิดภาพตามไม่ออก ไหนจะรายละเอียดยิบย่อยที่จำไปก็ไม่รู้ว่ามีประโยชน์อะไรกับชีวิต ลงท้ายก็เลยทำข้อสอบไม่ได้ กรรมสนอง 

    แต่เหมือนอาจารย์จะรู้ว่าเด็กทำไม่ได้ ก็เลยออกไฟนอลให้ง่ายขึ้น และตรงกับที่อ่านมามากขึ้น เลยคิดว่าตั้งใจหน่อยช่วงมิดเทอม แล้วพยายามทำคะแนนให้ดีๆ ช่วงไฟนอล ก็จะรอดวิชานี้ไปได้แหละ ๕๕๕๕๕๕๕


     ความชอบ

    เกลียดที่สุดแล้วตั้งแต่เคยเรียนมา ไม่เคยมีวิชาไหนเรียนแล้วรู้สึกแย่ขนาดนี้ ถ้ามันยากแต่สนุก หรือมันเบื่อแต่ง่าย ก็แล้วไป นี่คือทั้งเบื่อทั้งยาก ฟังๆ ยังไม่เข้าหัวเราเลย เฮ้อ พอ ไม่อยากพูดถึงวิชานี้ ๕๕๕๕๕๕๕ เลวร้าย


    ❥  ข้อความสุดท้ายถึงวิชานี้

    Fuck you, Man Geog. 



    2. Reading and Analysis for the Study of English Literature (รีดอนา)


    เนื้อหาและรายละเอียดคร่าวๆ

    ✎ ข้อสอบเขียนล้วน มิดเทอมกับไฟนอล, Reading response (จำนวนแล้วแต่เซค), Term paper (3-5 หน้า เลือกเรื่องที่อ่านในเทอมมาศึกษา), activities / attendance / presentation etc.

    ✎ คล้ายๆสตั๊ดอิ๊งลิท คือมีเรื่องสั้น บทละคร กลอน หลายๆ รูปแบบมาให้อ่าน ข้อแตกต่างคือคราวนี้แยกเป็น British literature และ American literature ชัดเจน และเน้นวิเคราะห์เยอะกว่ามากๆ พูดให้เข้าใจง่ายกว่านี้คือให้คะแนนโหดกว่า อาจารย์ไม่ได้ดูว่าเข้าใจเรื่องที่อ่านมั้ย แต่ดูว่าวิเคราะห์ตีความเองเพิ่มเติมได้มั้ย เรียนจบคอร์สจะรู้ซึ้งถึงแก่นธรรมเลยว่าอะไรเรียก plot summary อะไรเรียก analysis แต่ถามว่าแล้วทำอย่างหลังได้มั้ย..... ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕


    การเรียนการสอน

    ขอบอกก่อนว่าอยู่เซค อ. ภัคพรรณ อีกหนึ่งตำนานสายลิท ดังนั้นวิธีการเรียนการสอน apply แค่กับคลาสเรา เซคอื่นคือต่างกันลิบลับ ประหนึ่งคนละวิชาเลยค่าาาาาา

    อาจารย์ชอบเริ่มต้นคลาสด้วยกิจกรรม บางทีก็เป็นเกมเล่นกันทั้งคลาส บางทีก็เปิดรูปภาพให้เรานั่งเขียนอะไรสักอย่าง ฟังดูสนุกสนานคลายเครียด แต่จริงๆ คือกินเวลามาก แล้วเนื้อหาไม่ค่อยได้แตะ เพราะเอาเวลามาดิสคัสพวกกิจกรรมที่ไม่เชิงว่าเกี่ยวกับเรื่องที่เรียน แต่เกี่ยวกับประเด็นเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งมันเล็กมากจนแบบ น่าจะสอนเนื้อหาก่อนรึเปล่า T v T แล้วแต่คาบนะ บางคาบก็ได้เรียนเนื้อหาจุใจ อาจารย์ช่วย point out จุดน่าสังเกต และกระตุ้นให้ทุกคนคิด แต่ประเด็นคือไม่มีการเฉลยหรือวิเคราะห์ละเอียดให้ฟัง เราต้องคิดภาพตามเอง เหมาะกับสายลิทจ๋า ใครชอบตีความมาเลย แต่เราไม่ได้เก่งขนาดจะ contribute ไอเดียเก๋ๆ ให้คลาส หรือแม้แต่หาคำตอบเอง บางทีมันก็ยากมากงี้ กลายเป็นว่าไม่จอยเลย เพราะเหมือนอาจารย์จะเฉลยก็ไม่เฉลยสักที อะ เช่น บอกว่าดูสิทำไมกวีถึงเว้นวรรคกลอนแบบนี้ มันแตกต่างจากกลอนสมัย...บลาๆๆๆ จบด้วยการข้ามไปพูดเรื่องอื่น ข้ามไปข้ามมา แล้วเรื่องการเว้นวรรคของกลอนที่น่าสนใจก็หายไปกับสายลม 

    นอกจากนี้ การตรวจงานก็ช้ามากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก แบบช้าจริง เหมือนอาจารย์ค่อนข้างยุ่งอะ แต่สั่ง Reading response 6 ชิ้น เซคอื่นให้ทำเป็นอาทิตย์ อาจารย์ให้ทำ 40 นาที บางทีสอนนิดเดียวเวลาที่เหลือคือ เซอร์ไพรสสสส์ ทำ reading response ส่งให้ทันคาบจ้าาาาาาาาาาา แล้วมันแฟร์กับเด็กในเซคตรงไหนถามจริง ฮืออออออออออ เพราะว่าเซคอื่นเค้าได้เวลานานกว่าอะ งานเยอะนะแต่ฟีดแบ็กน้อยนิด ได้คืนมาแค่ 2 อัน ข้อสอบกว่าคะแนนจะออกจะได้อ่านคอมเม้นก็คือก่อนสอบไฟนอลแป๊บๆ เอง ความงานยุ่งของอาจารย์ยังไม่หมด Term paper ที่เซคอื่น consult โครงและทีสิสกับอาจารย์เซคตัวเองแบบ 1-2 ครั้ง ต่อคน เซคเราไม่ได้ consult เลยสักครั้ง แม้แต่ครั้งเดียวอะ เหตุผลคืออาจารย์งานยุ่ง ให้เพื่อนๆ peer กันเอง ซึ่งสุดท้ายมันก็ไม่เกิดขึ้นเพราะเพื่อนทุกคนต่างไฟไหม้ชีวิตยุ่งเหยิง T_T

    แล้วการเรียนการสอนนี่ไม่ยุติธรรมมากจริงๆนะ บางเซคอาจารย์ช่วยวิเคราะห์เยอะมาก แต่เซคนี้ต้องคิดเอง งานเยอะ และเรื่องเดดไลน์ เรื่องกำหนดการต่างๆ ยังไม่เหมือนกัน ที่เราอยากจะร้องไห้มากคืออาทิตย์สอบ วันที่วิชานี้มีพรีเซ้น Term paper (ที่ไม่ได้รับคำปรึกษาจากอาจารย์ด้วย แต่ต้องส่ง presentation แถมมีคะแนนอีก) บางเซคอาจารย์หยุดให้เลยอะเพราะเข้าใจว่ายุ่งๆ กัน แต่เซคเราก็ต้องปั่นมานำเสนอเหมือนเดิม ใช่ค่ะ ไม่ใช่ความผิดอาจารย์ เพราะก็อยู่ใน course syllabus แต่ลองคิดถึงความไม่แฟร์ที่บางเซคก็ดูชิลมาก แต่เซคเรา strict คิดแล้วมันก็เศร้าอะ เหตุผลก็ช่วยปลอบใจไม่ได้

    แต่ก็มีหลายๆ อย่างที่ต้องชื่นชมอาจารย์เค้านะ อย่างแรกคือเค้าเก่งจริง โหดมากๆ การเชื่อมโยงต่างๆ ความรู้ การตีความ คือสัมผัสได้ถึงความฉลาดจากตัวเค้า สมแล้วที่เป็นเทพของสายลิท การถ่ายทอดก็ดีด้วยนะ เห็นภาพ เข้าใจง่าย จริงๆ คืออาจารย์สอนดี สอนได้ สอนสนุก แต่เลือกที่จะไม่สอนเพื่อให้เด็ก push ตัวเองหรือไงไม่รู้ ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕ ยอมรับเลยว่าอาจารย์ทำสำเร็จ ทำให้เราคิดอะไรเยอะขึ้นมาก คิดอะไรรอบคอบขึ้น และหัดวิเคราะห์นู่นนี่ ไปๆ มาๆ มันก็สนุกดีนะบางที ต่อมาคืออาจารย์น่ารัก พยายามหาอะไรมาให้ทำ และทำอาหารมาเลี้ยงเด็ก อันนี้ประทับใจเป็นพิเศษ อาจารย์ทำชีสสเต็กแบบที่อยู่ในละครที่เรียนมาให้แล้วอร่อยด้วย ฮื้ออออออออ

    สรุปได้ว่าตัวอาจารย์น่ะน่ารักดี แต่วิธีการสอนไม่เข้ากับเราแบบสุดๆ ลางเนื้อชอบลางยาเนอะ


    ความคิดเห็นส่วนตัว

     ความยาก

    ยาก ยากที่สุดแล้วในบรรดาวิชาเอกที่เรียนมาในสองเทอมนี้ เขียนไปเท่าไหร่ก็ไม่ดีพอ พอมาเรียนแล้วคะแนนเกาะมีน เฉียดๆ ตก จนงงว่าได้ A วิชาอิ้งลิทเทอมก่อนมาได้ไง ฟลุคหรอ งาน Reading response โดนติมาหลายเรื่องมาก เช่น อธิบายไม่ละเอียด ตรงนี้ plot summary ตรงนั้น unnecessary ตรงโน้น contradictory แล้วตอนอาจารย์เรียกไปฟังฟีดแบ็กคือโดนสับเละ หน้าชา ก็เป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ดี ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕

    เนื้อหาที่เรียนไม่ยาก แต่ว่าอาจารย์ทุกท่านทำให้มันยากได้ และการปั่นไฟนอลเปเปอร์คือเรียกได้ว่าไฟไหม้ เป็นช่วงที่เด็กเอกอิ๊งหดหู่มาก เปิดไอจีสตอรี่มีแต่ภาพคนนั่งบ่นรีดอนา เปิดทวิตเตอร์ก็มีแต่คำว่าทรมานเต็มไปหมด ๕๕๕๕ เราเองปกติไม่เครียดกับเปเปอร์อิ้งขนาดนี้ แต่ตอนลงมือเขียน เชี่ย มันยากจริงว่ะ นู่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ เปลี่ยนทีสิสเป็นว่าเล่น สุดท้ายก็ส่งไปแบบปลงๆ ฮือ

    สรุปว่าวิชานี้ยากกว่าที่คิดมากกกกกกกกกก อัพเลเวลจากอิ้งลิทมาแบบคนละชั้นเลย ไม่ก็เพราะอยู่เซคที่ไม่คลิกเอง แต่ก็ไม่ได้ยากถึงขั้นต้องถอนอะ เรียนไปเรียนมาก็ดีขึ้นได้เว่ย ;--; 

     

     ความชอบ

    ต้องบอกก่อนว่าเราโคตรชอบอิ้งลิทเทอมก่อนเลย คือคิดในใจว่าจะเรียนสายลิท สายวรรณคดีแน่ๆ แต่พอเจอวิชานี้ เทอมนี้ อาจารย์คนนี้เข้าไป เปลี่ยนความคิด อยากไปหาสายสกิลแทนแล้ว ไอ้แพสชั่นอันแรงกล้าที่มีต่อการอ่านวรรณกรรมมันลดฮวบ เพราะว่าเรียนแล้วไม่คลิก

    หนึ่ง ไม่คลิกกับอาจารย์ อันนี้ร้ายแรงสุด เพราะเราเคว้งมากๆ ไม่รู้ว่าตัวเองทำได้แค่ไหน พัฒนายังไง สไตล์การสอนเค้าไม่ช่วยเราเรียนเท่าไหร่ สอง เนื้อหาไม่สนุก เรื่องที่เลือกให้อ่านไม่ค่อยอิมแพคใจ โดยเฉพาะ The Book of Memory หนังสืออ่านนอกเวลาครึ่งเทอมแรก คือสำหรับเรามันไม่สนุกจริงจัง มีเรื่องเดียวที่ชอบคือ Death of a Salesman แล้วพอคิดว่าถ้าเรียนสายลิทจะต้องเจอกลอนกับเรื่องสั้นที่อ่านแล้วไม่เอนจอยอีกเยอะก็เหนื่อยอะ เฮ้อ สาม วิธีการเรียนการสอนมัน kind of น่าเบื่อ ทุกคาบคือมานั่งฟังๆๆๆ จดๆๆๆ งานก็ซ้ำๆ เดิม บั่นทอนพลังในการเรียนจัง 

    สรุปได้ว่า ไม่เอนจอยกับวิชานี้ ทุกอย่างมันไม่สนุก ไม่กระตุ้นให้เราอยากศึกษาต่อ หรือไม่เทอมนี้เราอาจจะขี้เกียจเอง แง


    ❥  ข้อความสุดท้ายถึงวิชานี้
    อธิบายโจทย์เคลียร์กว่านี้ได้นะคะ ;_;




    3. Digital Photo (Gen-ed หมวดวิทยาศาสตร์)


    เนื้อหาและรายละเอียดคร่าวๆ

    ✎ ชมนิทรรศการ 2 อาทิตย์ครั้ง ทำแบบทดสอบเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็ถ่ายรูปตามโจทย์ ส่งทางกูเกิ้ลไดรฟ์ ประมาณ 6 รูปมั้ง มีให้ส่งรูปประกวดด้วย

    ✎ เป็นวิชาฉาวแห่งปี เนื่องจากถูกเปลี่ยนอาจารย์และการเรียนการสอนแบบกะทันหัน แต่ว่ารับได้เพราะเวลาการเข้าเรียนแล้วแต่เราสะดวก ได้ลองถ่ายรูป ที่สำคัญคือมันไม่หนักหนาสาหัสมาก เหมาะจะเก็บถ้าใครรักความสบาย ไม่อยากอะไรกับเจนเอดหมวดวิทย์มาก

    การเรียนการสอน

    ตอนแรกตกใจมาก คอร์สซีลีบัสมาเป็นตาราง ดูงานเยอะ แต่เอาเข้าจริงชิลมาก อาทิตย์นึงงี้ก็หาเวลาว่างๆ ไปดูนิทรรศการสักรอบ เวลาถ่ายรูปมีนิสิตยืนสอนให้จับจริงถ่ายจริง บางสัปดาห์มีคลิปให้ดูแล้วทำออนไลน์ได้ คือวิชาพยายามปรับตัวเข้าหาทุกคนอะ ใครพลาดนิทรรศการก็มีวิธีทดสอบความรู้ทางอื่นเพื่อให้เด็กมีคะแนน ก็ยังถือเป็นวิชาที่อ่อนโยนอยู่ แถมมีที่ไฟล์ให้ดูเกรดเลยด้วย ไม่ต้องรอ Reg ออก 


    ความคิดเห็นส่วนตัว

     ความยาก

    ไม่ยาก อาศัยความใส่ใจ คอยติดตามข่าวสาร อย่าลืมแวะไปนิทรรศการและส่งภาพถ่ายให้ครบ

     
     ความชอบ

    ได้อะไรอยู่นะถ้าอยากศึกษาความรู้จริงๆ แต่เราลงเอาสบายไง ไม่ชอบเก็บเจนเอด ก็เลยเฉยๆ ไม่ได้ชอบไม่ได้เกลียด ๕๕๕๕๕๕๕๕๕ ลงให้มันครบหน่วยกิตจริงๆ


    ❥  ข้อความสุดท้ายถึงวิชานี้

    ขอบคุณสำหรับการคืนเงิน ฮือ ดีกว่าแบบเดิมเยอะเลย



    4. Criticism of Theatre, Film, and Television (คริทเทีย)


    เนื้อหาและรายละเอียดคร่าวๆ

    ✎ สอบเก็บคะแนน (แค่ 10% ช่วงไฟนอล), เปเปอร์ 3 ชิ้น (เปรียบเทียบละครเวทีอักษร 3 เรื่อง, วิจารณ์นิทรรศการที่หอศิลป์, และวิจารณ์ภาพยนตร์อะไรก็ได้ 1 เรื่อง), พรีเซ้นละคร (กลุ่ม)

    ✎ เรียนเกี่ยวกับหลักการวิจารณ์ทั่วๆ ไป ทำความเข้าใจหนัง ละคร และองค์ประกอบกับเทคนิคต่างๆ ที่ใช้ในเรื่อง ส่วนพรีเซ้นกลุ่มก็คือไปดูละครหรือหนังตามที่อาจารย์ส่ั่ง แล้วเลือกประเด็นมานำเสนอ ดิสคัส พูดคุยกันในห้อง รวมๆ ก็คือวิชานี้คาดหวังให้เรารู้จักวิเคราะห์หนัง ละคร และวิจารณ์ได้ว่ามันดีไม่ดีอย่างไร เพราะอะไร


    การเรียนการสอน

    วิชานี้มีอาจารย์ 2 คน คือครูป้อมและครูแดง 

    ครูป้อม เข้าสายเป็นปรกติ เม้าท์มอยมากกว่าสอน ดังนั้นวิชานี้ชิลๆ ไม่เช็คชื่อ ถ้าจะโดดก็สบายเลย ๕๕๕๕๕ ส่วนใหญ่แล้วจะเน้นให้แต่ละกลุ่มมาพรีเซ้นมากกว่า วันไหนไม่พรีเซ้นคนก็โดดกันเต็ม ๕๕๕๕๕๕๕ ด้านการพรีเซ้นก็ไม่มีอะไรมาก ค่อนข้างฟรีสไตล์ อยากทำอะไรทำ ขอแค่จับประเด็นหนังหรือละครนั้นๆ ได้บ้างก็พอ ท้ายคาบครูป้อมก็มาพูดเสริมบ้าง เล่าเกี่ยวกับละครหรือศัพท์ทางนั้นที่เกี่ยวข้อง ฟังดูดี แต่จริงๆ ก็คือมาเล่าประสบการณ์ให้เรารู้สึกอยากดูละครบ้าง แต่ไม่มีเนื้อหาสาระอะไรเท่าไหร่ ฮือ ๕๕๕๕๕๕๕๕

    ครูแดง จะเข้าตรงเวลาและสอนจริงจังกว่ามาก ครูแดงจะเปิดหนังให้ดู แล้วเจาะทีละส่วน ทีละฉาก เช่น ไททานิกใช้เทคนิค sound ประกอบยังไงให้จังหวะดี คนดูอิน หรือให้ดูการแต่งกายของตัวละครว่าบอกอะไรได้บ้าง และเพื่อจุดประสงค์อะไร หรืออาจจะเรื่องการใช้สัญลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ในเรื่อง สรุปคือได้ดูหนังเยอะและหลากหลาย รู้จักศัพท์เทคนิคเกี่ยวกับหนังและองค์ประกอบหนังมากขึ้น คล้ายๆ อินโทรดรามเวอร์ชั่นจริงจังกว่า แต่ว่าหนังน้อยเรื่องมากที่จะสนุกและเราก็เบื่ออยู่หลายคาบมากกกกกกกกกกกกกก เบื่อกว่าครูป้อมสอนอีก แล้วครูแดงชอบถามก่อนเฉลยอะ ห้องจะเกิดเดดแอร์บ่อยเพราะไม่รู้จะตอบอะไรกัน 

    อะไรที่ต้องยอมเลยว่าวิชานี้ให้ได้จริง คือให้เราไปดูหนัง ดูละครเวท่ี ดูนิทรรศการ แล้วเอามาพูดคุยกันในกลุ่มจริงๆ สนุกดี เหมือนได้ไปเที่ยวกับเพื่อน ใครที่ชอบเสพหนังเสพละครแล้วต้องการคนคุยด้วย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอะไรงี้น่าจะชอบ รวมถึงใครที่สนใจเทคนิคต่างๆ ของหนังอยู่แล้ว วิชานี้ก็ครอบคลุมอยู่นะ ตั้งแต่พล็อต การเดินเรื่อง การออกแบบฉาก การออกแบบเสียง เป็นต้น 


    ความคิดเห็นส่วนตัว

     ความยาก

    ไม่ค่อยยาก เพราะวิชานี้เปิดกว้าง อยากตอบอะไรก็ได้ขอแค่วิเคราะห์มีเหตุผล แต่สิ่งที่หนักหนาสาหัสคือการทำเปเปอร์จ้าาาาาาาาาาาา ทั้งๆ ที่เริ่มวางโครงและเขียนเปเปอร์ก่อนวันส่งตั้งนานนะ พอคืนก่อนส่งจริงๆ ปั่นเกือบตาย ทรมานมากอะ เปเปอร์จริงๆ คือเยอะมาก 3-5 หน้า แล้วเราต้องย้อนคิดถึงหนังกับละครที่ดู กว่าจะวิเคราะห์ กว่าจะเขียนออกมาเป็นคำพูด กว่าจะตัดสินได้ว่าดีไม่ดี แก้นู่นแก้นี่หลายรอบ ตันบ้างอะไรบ้าง จำได้แต่ว่าโคตรเหนื่อย เรียนชิลแต่เปเปอร์คือไฟไหม้แบบไฟท่วม 

    ในส่วนของการสอบ อาจารย์เปิดหนังสั้นให้ดู แล้วเราก็เขียนวิจารณ์ส่งตอนนั้นเลย ส่วนตัวคิดว่าหนังที่ให้ดูอะเข้าใจยาก แต่ไม่รู้เกณฑ์ตรวจอาจารย์เป็นยังไง เลยไม่สามารถอธิบายได้ว่าง่ายหรือยาก ๕๕๕๕๕

    อย่างไรก็ตาม คิดว่าเป็นวิชาที่ถ้าชอบดูหนังและเขียนแถได้ก็คงไม่ซัฟเฟอร์มากอะ จริงๆ ก็เรื่องถนัดเด็กอักษรส่วนใหญ่อยู่แล้ว


     
     ความชอบ

    ค่อนข้างผิดหวัง เอาตรงๆ

    เป็นวิชาที่หลายคนสนใจ แล้วเราก็ไปดึงเพื่อนๆ มาลงด้วย เพราะส่วนตัวชอบเขียนวิจารณ์หนังวิจารณ์นิยายอยู่แล้ว คิดว่าถ้าเรียนจะต้องได้เทคนิคการทำความเข้าใจสื่อ เทคนิคการเขียนดีๆ มาพัฒนาการวิจารณ์ตัวเอง แต่รู้สึกว่ายิ่งเรียนยิ่งเบื่อ และความรู้ที่ได้ก็ไม่ถึงกับต้องลงเรียนเพื่อรู้อะ เหมือนแค่ได้ดูหนังดูละครใหม่ๆ มากกว่า

    ซึ่งสิ่งที่ดีของวิชานี้ก็คือได้ไปดูหนังดูละคร เกิดเป็นประสบการณ์ร่วมกับเพื่อนในกลุ่มน่ั่นแหละ เราได้ไปดูละครเวทีข้างนอก 1 เรื่อง คือ Sawan Arcade ได้ดูนิทรรศการที่หอศิลป์ (ซึ่งไม่จอยเท่าไหร่ แต่ว่าต้องไปเพราะครูป้อมเป็น ผอ. ที่นั่น ฮือ ๕๕๕๕ค) ได้ดูหนังเทศกาลไต้หวัน 1 เรื่อง ซึ่งก็ไม่ใช่แนวอีก แต่โคตรสนุกตอนทำงานกลุ่ม สุดท้าย สิ่งที่เรารู้สึกประทับใจมากกกกกกกกกกกก คือได้ดูละครเวทีก่อนจบที่พี่ๆ ทำส่งเป็นทีสิสจบอะ เพิ่งรู้ว่าพี่ๆ คณะตัวเองเก่งขนาดนี้ ละครเจ๋งมาก โดยเฉพาะ Equus กับ Funny Money คือไปดูอย่างมีความสุขและทำให้ appreciate วิชาโทตัวเอง เกิด inspiration อยากไปดู อยากไปทำ อยากเข้าไปมีส่วนร่วมกับแต่ละโปรดักชั่น ถ้าไม่ใช่เพราะวิชานี้คงไม่ได้สัมผัสประสบการณ์นี้ เพราะเคยชินกับการที่คณะให้ไปดูละครแปลกๆ ติสท์ๆ เข้าใจยากๆ ซึ่งละครที่พี่ๆ เลือกมาทำทีสิสฉีกแนวไปเลย บางเรื่องก็ดาร์กและสนุกมาก บางเรื่องก็ตลกขำกลิ้ง จะต้องไปดูทุกปีแน่ๆ

    สรุปก็คือ เฉยๆ ค่อนไปทางเบื่อกับเนื้อหาวิชา แต่ว่าชอบประสบการณ์การดูหนังดูละครการวิจารณ์ที่วิชานี้มอบให้ แต่ไม่ถึงกับแนะนำให้เรียน ต่อให้เป็นเด็กเอกหรือโทละคร หนึ่ง หน่วยกิตแค่ 2 แต่เปเปอร์หนัก ไม่คุ้ม ๕๕๕๕๕๕ สอง ไม่ได้พัฒนามากนัก เปเปอร์ส่งไปเฉยๆ ไม่ได้ฟีดแบ็กงี้ แต่ว่าถ้าใครสนใจ และอยากชิลๆ ดูหนัง เสพสื่อให้เต็มที่ วิชานี้เป็นทางเลือกที่ไม่เลวแหละ
     

    ❥  ข้อความสุดท้ายถึงวิชานี้

    เอฟซีครูป้อมนะคะ


    5. Acting I (แอควัน) *คำเตือน ยาวมากๆ*


    เนื้อหาและรายละเอียดคร่าวๆ

    ✎ ส่งซีน (แปลว่า แสดงให้คนสอนและทั้งคลาสดู) 4 ซีน ได้แก่ Monologue (เพลง), Monologue (ละคร), Dialogue 2 คน (ดราม่า), Dialogue 2 คน (คอมเมดี), exercises ทุกอาทิตย์, ส่ง Final scene (เลือกจากดราม่าหรือคอมเมดีที่แสดง) แล้วก็ขึ้นแสดงจริงๆ ในเทศกาลแหวกม่านการละคร

     
    ✎ เป็นวิชาฉาวแห่งปี เนื่องจากถูกเปลี่ยนอาจารย์และการเรียนการสอนแบบกะทันหัน แต่ว่ารับได้เพราะเวลาการเข้าเรียนแล้วแต่เราสะดวก ได้ลองถ่ายรูป ที่สำคัญคือมันไม่หนักหนาสาหัสมาก เหมาะจะเก็บถ้าใครรักความสบาย ไม่อยากอะไรกับเจนเอดหมวดวิทย์มาก


    การเรียนการสอน

    ตอนแรกตกใจมาก คอร์สซีลีบัสมาเป็นตาราง ดูงานเยอะ แต่เอาเข้าจริงชิลมาก อาทิตย์นึงงี้ก็หาเวลาว่างๆ ไปดูนิทรรศการสักรอบ เวลาถ่ายรูปมีนิสิตยืนสอนให้จับจริงถ่ายจริง บางสัปดาห์มีคลิปให้ดูแล้วทำออนไลน์ได้ คือวิชาพยายามปรับตัวเข้าหาทุกคนอะ ใครพลาดนิทรรศการก็มีวิธีทดสอบความรู้ทางอื่นเพื่อให้เด็กมีคะแนน ก็ยังถือเป็นวิชาที่อ่อนโยนอยู่ 

    ความคิดเห็นส่วนตัว
     ความยาก
    ไม่ยาก อาศัยความใส่ใจ คอยติดตามข่าวสาร อย่าลืมแวะไปนิทรรศการและส่งภาพถ่ายให้ครบ
     
     ความชอบ
    ได้อะไรอยู่นะถ้าอยากศึกษาความรู้จริงๆ แต่เราลงเอาสบายไง ไม่ชอบเก็บเจนเอด ก็เลยเฉยๆ ไม่ได้ชอบไม่ได้เกลียด ๕๕๕๕๕๕๕๕๕ ลงให้มันครบหน่วยกิตจรงๆ

    ❥  ข้อความสุดท้ายถึงวิชานี้

    ขอบคุณสำหรับการคืนเงิน ฮือ ดีกว่าแบบเดิมเยอะเลย



    4. Criticism of Theatre, Film, and Television (คริทเทีย)

     


    เนื้อหาและรายละเอียดคร่าวๆ


     สอบเก็บคะแนน (แค่ 10% ช่วงไฟนอล), เปเปอร์ 3 ชิ้น (เปรียบเทียบละครเวทีอักษร 3 เรื่อง, วิจารณ์นิทรรศการที่หอศิลป์, และวิจารณ์ภาพยนตร์อะไรก็ได้ 1 เรื่อง), พรีเซ้นละคร (กลุ่ม)


    เรียนเกี่ยวกับหลักการวิจารณ์ทั่วๆ ไป ทำความเข้าใจหนัง ละครและองค์ประกอบกับเทคนิคต่างๆ ที่ใช้ในเรื่องส่วนพรีเซ้นกลุ่มก็คือไปดูละครหรือหนังตามที่อาจารย์ส่ั่งแล้วเลือกประเด็นมานำเสนอ ดิสคัส พูดคุยกันในห้อง รวมๆก็คือวิชานี้คาดหวังให้เรารู้จักวิเคราะห์หนัง ละครและวิจารณ์ได้ว่ามันดีไม่ดีอย่างไร เพราะอะไร



    การเรียนการสอน

    วิชานี้มีอาจารย์ 2 คน คือครูป้อมและครูแดง 

     

    ครูป้อม เข้าสายเป็นปรกติเม้าท์มอยมากกว่าสอน ดังนั้นวิชานี้ชิลๆ ไม่เช็คชื่อ ถ้าจะโดดก็สบายเลย ๕๕๕๕๕ส่วนใหญ่แล้วจะเน้นให้แต่ละกลุ่มมาพรีเซ้นมากกว่า วันไหนไม่พรีเซ้นคนก็โดดกันเต็ม๕๕๕๕๕๕๕ ด้านการพรีเซ้นก็ไม่มีอะไรมาก ค่อนข้างฟรีสไตล์ อยากทำอะไรทำขอแค่จับประเด็นหนังหรือละครนั้นๆ ได้บ้างก็พอ ท้ายคาบครูป้อมก็มาพูดเสริมบ้างเล่าเกี่ยวกับละครหรือศัพท์ทางนั้นที่เกี่ยวข้อง ฟังดูดี แต่จริงๆก็คือมาเล่าประสบการณ์ให้เรารู้สึกอยากดูละครบ้าง แต่ไม่มีเนื้อหาสาระอะไรเท่าไหร่ฮือ ๕๕๕๕๕๕๕๕

     

    ครูแดงจะเข้าตรงเวลาและสอนจริงจังกว่ามาก ครูแดงจะเปิดหนังให้ดู แล้วเจาะทีละส่วนทีละฉาก เช่น ไททานิกใช้เทคนิค sound ประกอบยังไงให้จังหวะดี คนดูอินหรือให้ดูการแต่งกายของตัวละครว่าบอกอะไรได้บ้าง และเพื่อจุดประสงค์อะไรหรืออาจจะเรื่องการใช้สัญลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ในเรื่องสรุปคือได้ดูหนังเยอะและหลากหลายรู้จักศัพท์เทคนิคเกี่ยวกับหนังและองค์ประกอบหนังมากขึ้น คล้ายๆอินโทรดรามเวอร์ชั่นจริงจังกว่าแต่ว่าหนังน้อยเรื่องมากที่จะสนุกและเราก็เบื่ออยู่หลายคาบมากกกกกกกกกกกกกกเบื่อกว่าครูป้อมสอนอีก แล้วครูแดงชอบถามก่อนเฉลยอะห้องจะเกิดเดดแอร์บ่อยเพราะไม่รู้จะตอบอะไรกัน 

     

    อะไรที่ต้องยอมเลยว่าวิชานี้ให้ได้จริงคือให้เราไปดูหนัง ดูละครเวท่ี ดูนิทรรศการ แล้วเอามาพูดคุยกันในกลุ่มจริงๆ สนุกดีเหมือนได้ไปเที่ยวกับเพื่อน แต่ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานใครที่ชอบเสพหนังเสพละครแล้วต้องการคนคุยด้วยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอะไรงี้น่าจะชอบ รวมถึงใครที่สนใจเทคนิคต่างๆของหนังอยู่แล้ว วิชานี้ก็ครอบคลุมอยู่นะ ตั้งแต่พล็อต การเดินเรื่อง การออกแบบฉากการออกแบบเสียง เป็นต้น 

     


    ความคิดเห็นส่วนตัว


     ความยาก


    ไม่น่าจะยากมากมั้งเพราะวิชานี้เปิดกว้าง อยากตอบอะไรก็ได้ขอแค่วิเคราะห์มีเหตุผลและดูหนังดูละครจริงๆ แต่สิ่งที่หนักหนาสาหัสคือการทำเปเปอร์จ้าาาาาาาาาาาา ทั้งๆที่เริ่มวางโครงและเขียนเปเปอร์ก่อนวันส่งตั้งนานนะ พอคืนก่อนส่งจริงๆปั่นเกือบตาย ทรมานมากอะ เปเปอร์จริงๆ คือเยอะมาก 3-5 หน้า แล้วเราต้องย้อนคิดถึงหนังกับละครที่ดูกว่าจะวิเคราะห์ กว่าจะเขียนออกมาเป็นคำพูด กว่าจะตัดสินได้ว่าดีไม่ดีแก้นู่นแก้นี่หลายรอบ ตันบ้างอะไรบ้าง จำได้แต่ว่าโคตรเหนื่อยเรียนชิลแต่เปเปอร์คือไฟไหม้แบบไฟท่วม 

     

    ในส่วนของการสอบอาจารย์เปิดหนังสั้นให้ดู แล้วเราก็เขียนวิจารณ์ส่งตอนนั้นเลยส่วนตัวคิดว่าหนังที่ให้ดูอะเข้าใจยาก แต่ไม่รู้เกณฑ์ตรวจอาจารย์เป็นยังไงเลยไม่สามารถอธิบายได้ว่าง่ายหรือยาก ๕๕๕๕๕

     

    อย่างไรก็ตามคิดว่าเป็นวิชาที่ถ้าชอบดูหนังและเขียนแถได้ก็คงไม่ซัฟเฟอร์มากอะ จริงๆก็เรื่องถนัดเด็กอักษรส่วนใหญ่อยู่แล้ว

     

     

     
     ความชอบ


    ค่อนข้างผิดหวัง เอาตรงๆ

     

    เป็นวิชาที่หลายคนสนใจแล้วเราก็ไปดึงเพื่อนๆ มาลงด้วยเพราะส่วนตัวชอบเขียนวิจารณ์หนังวิจารณ์นิยายอยู่แล้วคิดว่าถ้าเรียนจะต้องได้เทคนิคการทำความเข้าใจสื่อ เทคนิคการเขียนดีๆมาพัฒนาการวิจารณ์ตัวเอง แต่รู้สึกว่ายิ่งเรียนยิ่งเบื่อและความรู้ที่ได้ก็ไม่ถึงกับต้องลงเรียนเพื่อรู้อะ เหมือนแค่ได้ดูหนังดูละครใหม่ๆมากกว่า

     

    ซึ่งสิ่งที่ดีของวิชานี้ก็คือได้ไปดูหนังดูละครเกิดเป็นประสบการณ์ร่วมกับเพื่อนในกลุ่มน่ั่นแหละ เราได้ไปดูละครเวทีข้างนอก 1 เรื่อง คือ Sawan Arcade ได้ดูนิทรรศการที่หอศิลป์ (ซึ่งไม่จอยเท่าไหร่ แต่ว่าต้องไปเพราะครูป้อมเป็นผอ. ที่นั่น ฮือ ๕๕๕๕ค) ได้ดูหนังเทศกาลไต้หวัน 1 เรื่อง ซึ่งก็ไม่ใช่แนวอีก แต่โคตรสนุกตอนทำงานกลุ่มสุดท้าย สิ่งที่เรารู้สึกประทับใจมากกกกกกกกกกกก คือได้ดูละครเวทีก่อนจบที่พี่ๆทำส่งเป็นทีสิสจบอะ เพิ่งรู้ว่าพี่ๆ คณะตัวเองเก่งขนาดนี้ ละครเจ๋งมาก โดยเฉพาะ Equus กับ Funny Money คือไปดูอย่างมีความสุขและทำให้ appreciate วิชาโทตัวเอง เกิด inspiration อยากไปดู อยากไปทำอยากเข้าไปมีส่วนร่วมกับแต่ละโปรดักชั่นถ้าไม่ใช่เพราะวิชานี้คงไม่ได้สัมผัสประสบการณ์นี้เพราะเคยชินกับการที่คณะให้ไปดูละครแปลกๆ ติสท์ๆ เข้าใจยากๆ ซึ่งละครที่พี่ๆเลือกมาทำทีสิสฉีกแนวไปเลย บางเรื่องก็ดาร์กและสนุกมาก บางเรื่องก็ตลกขำกลิ้งจะต้องไปดูทุกปีแน่ๆ

     

    สรุปก็คือ เฉยๆค่อนไปทางเบื่อกับเนื้อหาวิชาแต่ว่าชอบประสบการณ์การดูหนังดูละครการวิจารณ์ที่วิชานี้มอบให้ แต่ไม่ถึงกับแนะนำให้เรียนต่อให้เป็นเด็กเอกหรือโทละคร หนึ่ง หน่วยกิตแค่ 2 แต่เปเปอร์หนัก ไม่คุ้ม ๕๕๕๕๕๕ สอง ไม่ได้พัฒนามากนัก เปเปอร์ส่งไปเฉยๆ ไม่ได้ฟีดแบ็กงี้แต่ว่าถ้าใครสนใจ และอยากชิลๆ ดูหนัง เสพสื่อให้เต็มที่วิชานี้เป็นทางเลือกที่ไม่เลวแหละ

     


     ข้อความสุดท้ายถึงวิชานี้

    เอฟซีครูป้อมนะคะ

     

     

    5. Acting I (แอควัน)

     

     

    เนื้อหาและรายละเอียดคร่าวๆ


    ส่งซีน (แปลว่า แสดงให้คนสอนและทั้งคลาสดู) 4 ซีน ได้แก่ Monologue (เพลง), Monologue (ละคร), Dialogue 2 คน (ดราม่า), Dialogue 2 คน (คอมเมดี), exercises ทุกอาทิตย์, ส่ง Final scene (เลือกจากดราม่าหรือคอมเมดีที่แสดง) แล้วก็ขึ้นแสดงจริงๆ ในเทศกาลแหวกม่านการละคร

     

     
     เรียนการแสดงแบบเบสิค แต่แอดวานซ์กว่า Prin act เยอะเลย เพื่อนนิเทศเราเรียกว่านี่คือการอัพเลเวลแบบก้าวกระโดด ๕๕๕๕๕๕๕ เริ่มต้น พี่ฮีน (คนสอนเรา เป็นครูที่ยังเด็กๆ อยู่ จบคอร์สการแสดงจากนิวยอร์ก โหดมากกกกกกกกกกกก) ก็จะสอนวิธี relaxation ก่อนแสดง ซึ่งเป็นระบบและช่วยให้ผ่อนคลายได้จริงกว่าที่เรียนในพริ้นแอคมากๆ แล้วก็เรียนทำ exercise ต่างๆ ที่จะช่วยในเรื่องการแสดง เช่น sensory works หรือเลียนแบบคนนู้นคนนี้ สุดท้ายก็จะเรียนแสดงจริงๆ แบบท่องบท แสดง แล้วฟังคอมเม้นท์ เอาไปพัฒนาต่อ เป็นวิชาที่ให้อะไรเยอะมากๆ สำหรับเราก็มากที่สุดในเทอม ถ้าไม่เรียนจะไม่มีทางรู้ ไม่ได้ลอง และถึงแม้จะซัฟเฟอร์แค่ไหน เราก็มาไกลมากและรู้สึกว่าคุ้มค่าที่ลงจริงๆ




    การเรียนการสอน

    อาจจะยาวเป็นมหากาพย์ เพราะกึ่งๆ จะระบายความอัดอั้นทั้งเทอม ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕ เพื่อนรอบตัวจะได้ยินเราบ่นวิชานี้บ่อยมากกกกกกกกกก ว่าหนักหนาสาหัส แหะๆ


    เริ่มจาก exercise ทุกอาทิตย์ก็จะได้โจทย์ต่างกันไป เช่น สังเกตอาชีพต่างๆ สังเกตสัตว์ เลือกแสดง private moment (อะไรที่เราจะทำตอนอยู่คนเดียวเท่านั้น) เล่าเรื่อง เอาสิ่งของที่รัักหรือเครื่องดื่มมาทำ sensory works คือการจินตนาการถึงรูป เสียง สัมผัส รส กลิ่น ฯลฯ ฝึกทุกสิ่งที่มันมีส่วนช่วยกับการแสดงเรานั่นเอง ซึ่ง exercise ก็จะไม่หนักมาก แค่ต้องทำตามที่พี่เค้าบอก แล้วก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ จากนั้นก็รับฟังคำติชมกลับไป สนุกมากๆ เวลานั่งดูเพื่อนออกไปแสดง แต่ไม่สนุกเลยเวลาเป็นตัวเอง เรารู้สึกเครียดๆ กดดัน เพราะสายตาทุกคนจับจ้องมาที่เราคนเดียว แล้วเราก็จะกังวลแล้วว่าเดี๋ยวทำนู่นนี่ผิด ในส่วนของคำติก็ได้รับมาตลอดทั้งเทอม ถึงบอกว่าซัฟเฟอร์ T__T ทุกครั้งที่เตรียม exercise เราจะเครียด พยายาม relax แต่ไม่ค่อยช่วย คิดว่าเป็นเพราะความ perfectionist ในตัว ซึ่งเป็นอุปสรรคกับการแสดง เพราะไม่มีใครที่แสดงได้สมบูรณ์แบบ พี่ฮีนติทุกคนจริงๆ อะ แก้ปัญหาที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน วิธีการเรียนให้เครียดน้อยสุดคือออกไปแสดงคนแรกๆ จะได้ไม่ต้องแบกรับความกดดันว่าตัวเองจะ fuck it up มั้ย ให้มันจบให้ไวที่สุด แต่เพื่อนส่วนใหญ่ในคลาสสนุกกับ exercise นะ เพราะมันไม่จริงจังเท่าไหร่ แค่เป็นการฝึกฝนก่อนของจริง


    ในส่วนของการแสดงจริงๆ อื้อหือออออออออออ โคตรเข้มข้น ไม่อยากเชื่อว่านี่แอควันแล้ว T_T เรียนแน่นจริงๆ และสูบเวลาชีวิตจริง เพราะนัดชดเชยบ่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกก มีอยู่ 2-3 อาทิตย์ที่เราไปเรียนแอควันทั้งพฤหัส เสาร์ อังคาร คือเรียนแล้วเรียนอีก เรียนทีบ่ายโมงถึงห้าโมงงี้ จะออกได้ก็ต่อเมื่อส่งซีนของตัวเองเรียบร้อยแล้ว เป็นวิชาที่ตารางเวลาชิบหายวายป่วงที่สุด บางครั้งนัดเพิ่มแล้วเราว่าง คู่แสดงไม่ว่าง บางทีก็เลทไปอีกเพราะแต่ละคู่ต้องใช้เวลา บางคลาส คู่เดียว 40 นาที เลย


    Monologue อันแรก คือให้นำเนื้อเพลงมาพูดแทนบท ตัดทำนองออก เป็นอะไรที่กดดันที่สุด เพราะว่าต้องจินตนาการเยอะมากๆ จินตนาการว่ากำลังพูดกับคนนี้ หรือกำลังพูดให้คนดูฟัง หรือว่าแต่ละคำพูด 'หมายความ' ว่ายังไง พี่ฮีนจะย้ำเสมอว่าการที่ตัวละครพูดคำๆ นึงออกมา จะพูดลอยๆ ไม่ได้ เราต้องเข้าใจว่าทำไมถึงพูด ต้องรู้สึกจริงถึงจะพูด ซึ่งส่งซีนนี้ไปสองครั้ง เครียดทั้งสองครั้ง พี่ฮีนจะคอยแก้ ให้เราลองทำใหม่ ช่วยบิ๊วให้รู้สึกมากขึ้น ช่วยดูร่างกายว่าเราเกร็งมั้ย เสียงธรรมชาติมั้ย บอกเลยว่าหลอนเสียงพี่ฮีนมากกกกกกกกกกกกกกกกก กลับไปนอนฝันอะ เสียงพี่ฮีนจะตะโกนแบบ "Relax กว่านี้ค่ะ" "พูดจริงๆ เอาจริงๆ" "อยู่กับมันให้ได้" "กล้ากว่านี้"


    Monologue ที่ 2 คือเลือกบทพูดคนเดียว ประมาณ 1 นาที แล้วเราก็เลือกบทลินดาใน Death of a Salesman มาแสดง ส่งสองครั้งเหมือนเดิม พี่ฮีนเจาะละเอียดขึ้น ลึกขึ้น หลายๆ คนเริ่มเจอปัญหา เช่น พูดไม่ชัด พูดไม่เว้นวรรค ตัวแข็งเกร็ง พูดไม่จริง บทง่ายไป บทไม่เหมาะกับเรา เสียงเบา energy น้อย ฯลฯ บอกได้เลยว่าเข้มข้นขึ้นทุกวีค ฮืออออ ๕๕๕๕๕๕๕ ไม่มีคำว่าแผ่วลงเลยวิชานี้ เรามีเวลา 1 อาทิตย์ให้จำบท แล้วก็เล่นเลย พี่ฮีนค่อนข้าง strict กับตาราง คือถ้าบอกให้ส่ง วันนี้ก็ต้องส่ง นั่นก็คือส่งทุกอาทิตย์ ไม่มีหยุดพัก แต่ยิ่งวีคผ่านไปเรายิ่งทนกับคอมเม้นท์และปรับแก้ไปเรื่อยๆ ได้มากขึ้น


    อ้อ ความพิเศษของบทพูดคนเดียวคือมันไปได้หลายเวย์ บางคำพูดอาจจะพูดได้ทั้งรู้สึกเศร้า รู้สึกมีความหวัง รู้สึกกลัว ฯลฯ ดังนั้นส่วนใหญ่แสดงไปแป๊บๆ พี่ฮีนก็จะสั่ง เปลี่ยน! ไหนลองพูดประโยคเมื่อกี้ แต่พูดกับเพื่อน หรือ ไหนลองสมมุติว่าพูดประโยคเมื่อกี้ แต่พูดให้แม่ฟัง ดังนั้นเราเตรียมตัวเป๊ะๆ ไม่ได้ ต้องไหลไปตามโจทย์ที่พี่ฮีนให้ สิ่งนี้ก็คือการ Improvise นั่นเอง แค่คิดก็ขนลุกแล้ว T__T เราต้องปรับเปลี่ยนให้ทันความต้องการพี่ฮีน เพราะการเล่นบทเดิมเหมือนเดิมเป๊ะตลอดเป็นไปไม่ได้ มันจะไม่ใช่การอยู่กับโมเม้นและสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า พูดแบบนี้ง่าย แต่พอทำจริงๆ ยากมาก เรารวมถึงหลายคนจะติดปัญหารู้สึกไม่ safe กับการเล่นเวย์ใหม่ที่ไม่เคยซ้อมมาก่อน 



    มาถึง Dialogue ดราม่า คราวนี้ได้เลือกบทดราม่าไปท่องและแสดงกับคู่ ซึ่งก็งานหนักอีก เวลาจำบทไม่ได้เยอะ ก็คืออาทิตย์เดียว แล้วก็ต้อง work กับคู่ด้วย คือการแสดงมันต้องไปด้วยกัน จังหวะรับส่ง การ interact, take action จากเค้า ไหนจะเรื่อง energy ก็ต้องเท่าๆ กัน ไหนจะเรื่องเหมาะกับบทอีก เราเป็นคนนึงที่โดนเปลี่ยนคู่วีคที่ไป read (คืออ่านบทคู่กันให้พี่ฮีนฟังเฉยๆ ยังไม่แสดง) เพราะว่าดันเหมาะกับอีกบทมากกว่าบทที่อ่านไปแล้ว


    สิ่งที่ยากที่สุดคือการเลิกคิด คือเรารู้สึกว่ามันมีอะไรต้องทำเยอะเกิน ต้องจำบทให้ได้ ต้องสังเกตคู่ อยู่กับคู่ ต้องรู้สึกจริง ต้องจินตนาการถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าประหนึ่งว่ามันคือความทรงจำจริงๆ ของเรา เพราะบางครั้งบทอยู่กลางเรื่องงี้ อารมณ์ก็ต้องรับมาจากทั้งเรื่อง ไม่ใช่แค่ซีนที่เล่น ไหนจะเรื่อง blocking วิธีการเดิน การเปิดตัว หันหน้าเข้าหาผู้ชม ไม่ใช่อยากวางตัวยังไงก็ได้ เพราะต้องคำนึงว่าผู้ชมจะเห็นหน้าเรามั้ย จะเห็นอารมณ์ เห็นสีหน้าเรารึเปล่า น้ำเสียงก็ต้องธรรมชาติ หลายคนจะเสียงลอย เราเจอปัญหาเสียงเกร็ง ฟังแล้วไม่รู้สึกสบาย และร่างกายก็จะ tense ขึ้นมาเอง เราต้องรู้จักผ่อนคลาย ให้ดูเหมือนไม่ได้กำลังถูกจ้อง พอมีเรื่องให้คิดเยอะขนาดนี้ ตอนแสดงก็เลยเผลอคิด เผลอกังวล จนลืมความเป็นธรรมชาติไป


    เราผ่านจุดที่ซัฟเฟอร์มากๆ กับการแสดงดราม่า T_T วีคแรกคือโดนติว่าติดเล่นนางร้ายเกินไป คิดเยอะไป โดนแก้โดย improvise คือให้สมมุติฉากกับสถานการณ์ที่ไม่มีในละครขึ้นมา เป็นการปู background ให้ตัวละครทั้งสอง ว่าเราอยู่ด้วยกันเป็นแบบนี้ เรารู้สึกต่อกันยังไง เราพูดอะไรใส่กันในวันนั้น ฯลฯ เอาจริงๆ การ improvise เป็นอะไรที่ดีมากกกกกกกกกกก เพราะเราจะเข้าใจตัวละครมากขึ้น แล้วเราก็โดนบ่อยเพราะแสดงเท่าไหร่มันก็ยังไม่ใช่สักที ฮืออออออออออออ กลับไป mental breakdown เลยอะ 


    วีคถัดมา โดนแก้โดยการให้ exercise เพิ่ม ณ ตอนนั้นเลย เรากับคู่โดนสั่งให้พูดใส่กันจนกว่าจะรู้สึกโกรธ (นอกบท เอาที่คิดว่าตัวละครจะพูด) เป็นวีคที่เหนื่อยมาก แต่สำเร็จนะ พี่ฮีนบอกว่าเราจริงกับโมเม้นแล้ว อยู่กับสถานการณ์ อยู่กับคู่ เสียงที่ใช้ก็เป็นเสียงจริง ไม่เกร็งแล้ว วีคนั้นเป็นจุดเปลี่ยนเราเลย เริ่มแยกได้ทันทีว่าเรากำลังรู้สึกจริงๆ รึเปล่า ควรใช้เสียงไหน แล้วก็พัฒนามาจากตรงนั้น พอรู้สึกโกรธ รู้สึกเจ็บ จริงๆ แล้ว บล็อคกิ้ง วิธีการเดิน มันมาเอง เหมือนที่พี่ฮีนบอก เราชอบโฟกัสที่การอยู่กับคู่ สังเกตเค้า แล้วก็ react กับสิ่งที่เค้าพูด ว่าเค้าพูดอะไร ทำให้เรารู้สึกยังไง มันเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่มาก พอรู้สึกปุ๊บ ประโยคที่พูดออกมาก็ make sense ไปเอง


    หลังจากนั้น เราเอนจอยคลาสแอคติ้งขึ้นเยอะมาก มันเป็นวิชาที่ต้องงมเองถึงจะเจอเทคนิคที่เหมาะกับแต่ละคน แต่พีฮีนก็ช่วยเยอะมากนะ ทั้งให้ exercise ให้ improvisation ให้กิจกรรมมาทำเพิ่ม อย่างเราได้เต้นซุมบ้า ๕๕๕๕๕ เป็นคนเก็บกดอะ ต้องปลดปล่อย ชื่นชมพี่ฮีนมากเลยที่เข้าใจเด็กแต่ละคนดี เห็นปัญหาและช่วยหาทางแก้มาโดยตลอด พี่ฮีนจะจดนู่นนี่เยอะมากๆ ระหว่างดูเราแสดง ให้เราลองทำอะไรหลายแบบ ทั้งสลับบท สลับคู่ ลองไปเวย์นู้น เวย์นี้ ลองบล็อคกิ้งใหม่ๆ เพื่อหาบล็อคกิ้งที่เวิร์คที่สุดของแต่ละเรื่อง


    สุดท้าย ได้เล่น Dialogue คอมเมดี ผ่อนคลายกว่าดราม่ามากกกกกกกกกกกกกกกกกกก ถือเป็นอะไรที่แบบ สวรรค์สุดในการเรียนแล้ว อาจเพราะเราได้บทที่ไม่ท้าทาย ๕๕๕๕๕๕๕ นั่งดูเพื่อนแสดงก็สนุก แสดงเองก็ค่อนข้างเอนจอยนะ หมายถึงเวลาซ้อมกับเพื่อน ฮือ ตอนต้องส่งซีนให้พี่ฮีนดูจริงๆ ก็ยังเกร็ง ยังกังวลอยู่ แต่รู้สึกได้ว่าตัวเอง relax แล้ว เคยเครียดกว่านี้ เคยเกร็งไหล่ ขาแข็ง ไม่กล้าขยับ แต่ตอนแสดงรู้สึกว่ารับส่งกับคู่และไม่ได้โดนจ้องอะไรขนาดนั้น ถึงจะยังไม่เก่งแต่ก็มาไกลล่ะวะ T v T


    และวันที่ต้องขึ้นแสดงแหวกม่าน ก็ถือว่าสนุกที่สุดในการเรียนแอคเลย ทั้งๆ ที่ควรจะเครียด แต่อยู่บนเวทีแล้วรู้สึกปลดปล่อยอะ เหมือนบนเวทีไฟมันส่องหน้า เรามองไม่เห็นคนดู ๕๕๕๕๕๕๕ จะดีไม่ดีในสายตาใครแต่เราคิดว่าเราทำดีที่สุดแล้ว เราพอใจกับผลแล้ว





    ความคิดเห็นส่วนตัว


     ความยาก


    ที่จริงคิดว่าขึ้นอยู่กับแต่ละคนมากๆ เพราะว่าพื้นฐานและพรสวรรค์ในการเรียนแอคติ้งต่างกัน ๕๕๕๕ เพื่อนบางคนก็โคตรเก่งเลย แสดงได้ตั้งแต่ส่งซีนครั้งแรก เพราะว่าเป็นคนพูดจริง รู้สึกจริงอยู่แล้ว เพื่อนบางคนก็จินตนาการเก่งมาก เห็นภาพชัดเจนเหมือนว่ากำลังพูดกับคนๆ นั้นอยู่จริงๆ และก็มีคนแบบเราที่ต้องพยายามหน่อย ต้องแก้ไขไปเรื่อยๆ ถึงจะแสดงได้ดีขึ้น สำหรับเรานี่เลยเป็นวิชาที่ยากมาก เพื่อนบางคนเองมาเรียนด้วยแพสชั่นเต็มเปี่ยมก็ถึงกับหมดไฟ ไม่ต่อแอคสองกันเลยอะ หลักๆ คือมันสูบพลังชีวิตเยอะ ทั้งการนัดเรียน ทั้งนัดซ้อม และนัดส่งพี่ฮีนแยกอีก บางทีก็ต้องมานั่งรอเป็นชั่วโมงๆ เพื่อจะได้ส่ง 15 นาที ไม่แนะนำให้ลงในเทอมที่วิชาอื่นหนักพอสมควร 


    แต่ในส่วนของการให้คะแนน พี่ฮีนพูดตั้งแต่แรกเลยว่าให้คะแนนตามพัฒนาการ แปลว่าถึงจะแสดงไม่เก่งก็ลงได้ ขอแค่พร้อมจะพยายามและปรับปรุงตัวเอง เพราะพี่ฮีนเค้าแค่อยากเห็นเราซ้อม เห็นเราแก้ไข แล้วก็พัฒนาไปตามที่พี่เค้าต้องการ เหมือนละครตัวอื่นๆ นี่ก็ได้ A มาแบบเซอร์ไพรส์มาก คือไม่ได้เก่ง แต่คิดว่าพี่ฮีนคงเห็นเราพัฒนาตัวเองมั้ง


     
     ความชอบ


    จริงๆ เรียนแรกๆ ให้เป็นวิชาที่เกลียดมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เพราะขนลุกทุกครั้งที่ต้องออกไปแสดงต่อหน้าทุกคน แล้วโดนติหนัก รู้เลยว่าตัวเองห่วย ก็เลยท้อแท้มาก เกือบจะถอนแล้ว เพราะคิดว่ายังไงก็แสดงไม่ได้ ตอนนั้นแค่แสดง Monologue ยังทรมานขนาดนี้ แสดง Dialogue ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ เพราะว่าเราแบกคู่ตัวเองไว้ด้วย ถ้าเราส่งไม่ดีเค้าก็ไม่รู้จะเล่นอะไร ถ้าเราลืมบท เค้าก็ชิบหายเลยนะ คิดแล้วก็เครียดเด้ออออ


    แต่พอท้ายๆ เทอม วิชานี้ถือว่าสนุกเลยนะ แบบว่าตอนแสดงเป็นคนอื่น เรารู้สึกแตกต่างจากตัวเองดีอะ ได้ลองใช้ชีวิตอีกแบบงี้ แล้วชอบการได้อ่านบทเยอะๆ รู้จักละครเยอะขึ้น บอกเลยว่าอ่านเยอะกว่า Play analysis ที่เรียนเจาะบทอีก ๕๕๕๕๕ เพราะนี่ต้องอ่านไปเล่นละครไง เลยต้องหาบทเยอะมากเพื่อให้เจอที่เข้ากับตัวเอง อ่านไปอ่านมาก็สนุกดี ท่องบททีนี่คุ้มเลย เอามาเล่นกับเพื่อน ล้อกับเพื่อนได้ทั้งเทอม ๕๕๕๕๕๕๕ แล้วที่ชอบมากสุดคือการได้เห็นเพื่อนๆ เล่นละคร ซึ่งแต่ละบทก็มีเสน่ห์ของมัน แซ่บดี เป็นวิชาที่เปิดหูเปิดตามากๆ ท้าทายในทุกวีค โดยเฉพาะการต้องขึ้นแหวกม่าน ไม่เคยคิดว่าจะได้เล่นละครบนเวที เลยเป็นประสบการณ์ที่ดีกว่าที่คิดไว้ ๕๕๕๕๕๕


    นอกจากจะชอบแสดงมากขึ้น ชอบเห็นเพื่อนๆ แสดงแล้ว ก็ชอบที่ได้อะไรจากวิชานี้และจากพี่ฮีนเยอะเลย พี่ฮีนเป็นครูที่เก่งจนเรากราบ เค้าสามารถดึงส่วนที่เราไม่คิดว่ามีอยู่ในตัวออกมาได้ ความกล้า ความปล่อยวาง ความยืดหยุ่น อะไรหลายๆ อย่าง ทำลาย Safe zone ของเราจนตอนนี้กลายเป็นคนไม่ perfectionist แล้วเด้อ ปล่อยวางลงเยอะ และตื่นเต้นน้อยลง ไปพรีเซ้นหน้าห้องนี่ตื่นเต้นน้อยลงแล้วด้วยนะ ไม่รู้เกี่ยวกันมั้ยแต่เราจะคิดว่ามันเกี่่ยวแล้วกัน ๕๕๕๕


    เป็นวิชาที่ไม่ลองจะไม่รู้ เป็นวิชา introduce เอกละครให้เรารู้จัก เป็นวิชาที่ทำให้ได้เพื่อน ใช่แหละไม่ลงแอคทูต่อ แต่ไม่ regret เลยที่ตามเพื่อนมาลงแอควัน ๕๕๕๕๕๕๕ ภูมิใจในตัวเองมากๆ ที่ผ่านวิชานี้มาได้ เห็นเกรดแล้วรู้สึกอยากจะร้องไห้ T_____T กับวิชาเอกก็ไม่ดีใจขนาดนี้ ๕๕๕๕๕๕



     ข้อความสุดท้ายถึงวิชานี้


    ขอบคุณพี่ฮีนที่มีความอดทน ใจเย็นกับเยลลี่มาตลอดทั้งเทอม๕๕๕ จะต้องคิดถึงบทลินดา บทแก้ว และบทแองจี้มากๆ เลย





    6. Academic English Oral Skills (อะแคด)



    เนื้อหาและรายละเอียดคร่าวๆ


    ✎ สอบฟังเลกเชอร์แล้วเขียน summary ส่ง 2 ครั้ง, สอบฟังข่าวแล้วเขียน transcription ส่ง 2 ครั้ง, สอบไฟนอล summary + transcription, presentation กลุ่ม 1 ครั้ง, presentation เดี่ยว 2 ครั้ง, เขียน journal (คอมเม้น presentation ของเพื่อน) + attendance

     

     
    ✎ เลกเชอร์จะเป็น particular subjects ที่ lecturer สนใจ ความยาวประมาณ 30 นาที เรื่องที่เราได้ฟังเทอมนี้ก็เช่น The five-paragraph essay, enemy of good writing, เรื่องงานศิลปะ, three ages of anime อาจารย์จะสอนพวกเทคนิคการจดตัวย่อ การหาข้อมูลล่วงหน้า ฝึกให้ฟังนู่นนี่ ถ้า transcription จะเป็นข่าว BBC, CNN เปิดให้ฟังแล้วจดทุกคำออกมา ส่วน presentation ก็สอนการจัด outline, body language, how to deal with questions, how to link อะไรแบบนี้



    การเรียนการสอน


    เราได้เรียนเซคอิงโก้นะ (Ingo Peters คนดังในตำนานนั่นเอง) แต่วิชานี้ต่างเซคก็คงไม่ได้ต่างกันมาก อาจจะแค่บรรยากาศตอนเรียนไม่เหมือนกันนิดหน่อย แต่ปกติแล้ววันอังคารจะเป็นวันที่ฝึกฟังและจด ส่วนวันศุกร์เรียนเทคนิค presentation และเพื่อนๆ ก็จะสลับกันพรีเซ้นสัปดาห์ละ 4 - 5 คน


    ในด้าน Summary ก็คืออาจารย์ฝรั่งจะเลกเชอร์ให้ฟัง หน้าที่เราคือจับ key word ให้ได้แล้วเขียนสรุปภายในเวลา 30 - 45 นาทีที่เหลือ (แล้วแต่ความยาวของเรื่องที่ต้องฟัง) แต่ก่อนหน้านั้นอาจารย์จะให้ list คำศัพท์ยากๆ, ชื่อคน, และหัวข้อเรื่องที่จะพูด ให้เราไปหาข้อมูลและอ่านมาก่อน เวลาฟังจะได้ไม่ blank มาก แต่ก็ต้องแยกประสาทเยอะหน่อย ต้องฟัง ต้องเขียน และต้องสรุปแต่เนื้อๆ เพราะเวลาไม่พอให้ยัดทุกสิ่งลงไป


    ส่วน Transcription คือโคตรบุญเก่า T_T เตรียมตัวไม่ได้เลย อาจารย์จะเปิดคลิปข่าว BBC หรือ CNN ให้ดู 5 รอบ แล้วเราต้องจดทุกคำลงไป Literally ทุกคำอะ ยิ่งฟังง่ายเกณฑ์ตรวจก็ยิ่งโหด แต่ถ้าฟังยากก็จะเอาแค่ใจความคล้ายๆเดิม ต่างกับ summary ตรงที่ได้ยินอะไรก็เขียนลงไป ไม่ต้องสรุป และคลิปจะสั้นๆ 2.10 - 2.40 นาที ส่วน summary ของเราเจอยาวสุด 45 นาที


    พรีเซ้นน่าจะเป็นส่วนที่เก็บคะแนนได้ง่ายสุด เพราะเตรียมตัวได้ พรีเซ้นเรื่องอะไรก็ได้ เรียนเทคนิคเสร็จ ก็จะเป็นอาทิตย์ของการนำเสนอแบบกลุ่ม และแบบเดี่ยว ขั้นตอนเหมือนๆ กันหมด คือแนะนำตัว แนะนำหัวข้อ แบ่ง outline ให้ผู้ชมฟัง อธิบายทีละ point จบด้วยการสรุป และเปิดให้เพื่อนๆ รวมถึงอาจารย์ถามคำถาม


    สำหรับเรา อิงโก้เป็นครูที่ดีมากกกกกกกกกกกกกกกก ใครได้เซคนี้คือโชคดีอะ เราเข้าใจว่าตัวเองจะต้องซัฟเฟอร์หนักเลย คือไม่ถนัด Listening สักนิด พูดอังกฤษก็ยังมีตะกุกตะกัก ไม่ได้พูดคล่องแบบเพื่อนหลายคน แต่ว่าด้วยความที่อิงโก้เป็นครูที่ดี ชีวิตมีความสุขขึ้นมาอีกหลายระดับ ต่อไปนี้จะเริ่มบทอวยอิงโก้ ๕๕๕๕๕๕๕๕


    อิงโก้เป็นครูที่เก่ง รู้วิธีอธิบายให้เด็กเข้าใจ ทำให้เราเห็นเลยยว่าพรีเซ้นแบบไหนดี แบบไหนไม่ดี ชอบเล่าประสบการณ์การพรีเซ้นของตัวเองให้ฟัง ๕๕๕๕๕๕ พอถึงคาบพรีเซ้นก็ชอบเอาขนมมาแจกเด็กๆ ให้ฟีดแบ็กดีมากกกกกกกกกกกกกกกก ทั้งคอมเม้นงาน ทั้งคอมเม้นการพรีเซ้นเรา คืออิงโก้จะเรียกไปคุยส่วนตัวเลย 10 นาที เพื่อติชม ให้คำแนะนำ เรารู้สึกว่าเค้า supportive จริงๆ และพร้อมจะช่วยถ้าเราเจอปัญหา เวลาเด็กในห้องท้อหรือเครียด เค้าก็จะพูดด้วยรอยยิ้ม (หลอกให้เราตายใจ ๕๕๕๕๕) ว่า You’re already doing good. Just give it your best shot. You’re improving so fast ตั่งต่าง ทั้งๆ ที่บางทีเราก็รู้ว่าเค้าแค่ปลอบ T v T แต่ฟังอิงโก้พูดทีไรก็รู้สึกมีหวัง อยากพยายาม อยากตั้งใจ พัฒนาเพราะอิงโก้ เพราะวิชานี้เยอะเลย แนะนำให้ลงเซคนี้สุดๆ บรรยากาศการเรียนดีมากๆ



    ความคิดเห็นส่วนตัว


     ความยาก


    แล้วแต่คนเหมือนเดิม ๕๕๕๕๕ ขึ้นอยู่กับพื้นฐานหู พื้นฐานการฟัง คุ้นชินกับสำเนียงแค่ไหน ฯลฯ เรารู้สึกว่า Transcription ยาก เพราะว่ามันคือการฟัง pureๆ เลย ยังไงใครที่เคยฟังเยอะกว่า ใครที่คลุกคลีกับเจ้าของภาษามากกว่า ก็ได้เปรียบ ซึ่งเราไม่มีเพื่อนฝรั่ง ไม่ได้ฟังซีรีย์แบบ no subtitles และยิ่งไม่ฟังข่าวภาษาอังกฤษด้วย T__T ก็ต้องยอมรับชะตากรรม พลาดเกรดที่หวังเพราะพาร์ทนี้แหละ แต่อิงโก้ก็ให้ไฟล์คลิปพร้อมเฉลย transcription มาให้ฝึกนะ มันก็ช่วยได้อยู่


    ในส่วนของ summary คิดว่าไม่ยากมาก เพราะเราหาข้อมูลล่วงหน้าได้ พอจะเดาๆ เนื้อหาที่ต้องจด และสำเนียงอาจารย์ก็ชินหูกว่านักข่าวตามสำนักข่าวมาก


    พรีเซ้นนี่แล้วแต่คน ถ้าไม่ชอบเป็นเป้าสายตาหรือว่าพูดไม่เก่งก็อาจจะเครียดนิดนึง แต่เราคิดว่าถ้าเตรียมตัวดีๆ และยิ้มเยอะๆ มันก็รอดแหละ ๕๕๕๕๕๕๕ ส่วนตัวชอบพรีเซ้นมากกกกกกกก ชอบดูเพื่อนพูด ชอบถามชอบตอบ ก็เลยคิดว่านี่เป็นส่วนที่สบายๆ ที่สุดในวิชานี้แล้ว


    ข้อดีคือวิชานี้ไม่มีงาน มีแต่บุญเก่า จัดว่าชิลเลย ได้ฝึกหูเยอะเหมือนกัน แต่หลังสอบจะหดหู่นิดนึงเพราะปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็ยากของมันอะ T v T ยิ่งสอบไฟนอลยากเหมือนกลัวเด็กจะทำได้อะ



     ความชอบ


    ไม่ซัฟเฟอร์เท่าที่คิด ออกจะเอนจอยด้วยซ้ำ อิงโก้ตลกดี สอนน่ารัก ทำให้เราไม่เครียด แล้วเวลาฟังเรา freak out น้อยลงนะ ชินหูกับ listening มากขึ้น แต่ transcription นี่สิ ต้องแถเยอะมาก บางทีเหมือนเขียนข่าวให้ใหม่ เห่นโหลว T_T ไม่ชอบตอนต้องเดาคำ รู้สึกสิ้นหวัง แต่เอนจอยที่สุดเลยคือพรีเซ้น แต่ละคาบสบายๆ ดีอะ มานั่งฟังเพื่อนพูด ถาม ดิสคัสกัน ได้รู้อะไรใหม่ๆ เยอะมาก แล้วตอนเตรียมพรีเซ้นเองก็สนุกแปลกๆ ด้วย เพื่อนในเซคดี อาจารย์ไม่กดดัน ทำให้ชอบวิชานี้และชอบที่ตัวเองพัฒนา ก้าวผ่านความกลัวไปได้อีกขั้นนึง ๕๕๕๕๕๕๕ 



    ❥  ข้อความสุดท้ายถึงวิชานี้


    หยุดคิดไม่ได้ว่าอิงโกหน้าเหมือน Ed Sheeran...




    7. English Composition I (คอมโป)



    เนื้อหาและรายละเอียดคร่าวๆ


    สอบเขียน draft one 2 ครั้ง, สอบไฟนอล เขียนทั้งเอสเส, 2 assignments, 2 paraphrase tests, 7-8 journals (เป็นพวก writing practices), practices ต่างๆ

     

     
    ✎ เรียนพื้นฐานการเขียนเอสเสเลย มีทั้งแบบ reasons, argumentative, cause & effects แล้วก็ฝึก paraphrase จากข้อความ 1 paragraph ที่ให้มา 



    การเรียนการสอน


    ได้เซคเชน (Shane Avery) ตอนแรกก็เสียวมาก ขึ้นชื่อว่าสอนไม่ค่อยดี อารมณ์ร้าย ให้คะแนนยากฯลฯ ได้ฟังมาสารพัด ปรากฏว่าตัวจริงไม่เป็นแบบนั้นเลย! รู้สึกคลิกกับเค้าที่สุดในเทอมนี้แล้ว


    เรื่องแรก ที่ว่าสอนไม่ดี จริงๆ คือพี่แกไม่สอน ๕๕๕๕๕๕๕๕ ส่วนใหญ่มานั่งเรียนแล้วก็ได้ทำแบบฝึกหัดในหนังสือ 2-3 หน้า ไม่ก็แจกชีทให้ทำ แต่ชีทเดียวทั้งคาบนะ ๕๕๕๕๕ เชนก็สอนนิดๆ หน่อยๆ ปล่อยให้นั่งทำงาน แล้วเค้าจะเดินไปหาทีละกลุ่มๆ ถามว่ามีอะไรให้ช่วยมั้ย อธิบายเพิ่ม ไรงี้ ไม่ก็ใช้เวลาที่มีในการให้ฟีดแบ็กงานเด็ก (จริงๆ ควรสอน แล้วเรื่องฟีดแบ็กนัดค่อยนัดเพิ่มไง) ดังนั้น ถ้าอยากเรียนให้ได้ประสิทธิภาพจริงๆ ต้องอ่านหนังสือเอง ดูตัวอย่าง ฝึกเขียน มาหวังอะไรกับในห้องไม่ได้เลย 


    ฟังดูไม่ดี แต่ส่วนตัวเราพอใจนะ เคยเรียน writing มาพอสมควรเลยไม่ struggle มาก แต่ถ้าใครที่หวังจะเอาแบบความรู้เน้นๆ กับอาจารย์คนนี้ เราว่าไม่ตอบโจทย์ ๕๕๕๕๕๕๕ คิดว่ามีเซคอื่นที่ดีกว่า อย่างเซคเจนนี่ อิงโก้ โทนี่ ที่สอนโหด งานเยอะ แต่ได้ฝึก ได้ความรู้จริงๆ


    แต่ไม่ได้แปลว่าเรียนกับเชนไม่ดีถึงขั้นนั้น เราชอบเพราะเค้าชิลมากกกกกกกกกกกก มันคือการเรียนที่ไม่เครียดเท่าไหร่ เค้าเปิดกว้าง เค้ารับฟังความคิดเห็น เค้าเคยบอกเราว่า เนี่ย ตอนสอบครั้งที่จะถึง เราอยากเขียนแนว journalism ก็ได้นะ เพราะเค้าเห็นว่าเราชอบทางนี้มากกว่า ไม่ต้องยึดติดกับ form มาก อยากให้เราเต็มที่กับ creativity ไปเลย และตอน discussion บทความจาก reading packet (วิชานี้จะแจกบทความให้อ่านเหมือน Eng read skills เลย orz) เชนก็รับฟังความเห็นทุกคน จะไม่บอกใครว่าแบบนี้ผิดนะ เน้นให้แลกเปลี่ยนเรื่องราวกัน เรียนสบายใจมากอะ


    สิ่งที่เค้าให้เรามากๆ คือ การ paraphrase, grammar, hedging, หรือการเรียงประโยค เค้าถนัดเจาะจุดเล็กๆ แล้วขยายความให้เราฟัง ชอบเวลาเชนเดินมาหาเด็กทีละกลุ่ม ดูตัวอย่างที่เราเขียน สอนให้เราเข้าใจว่ามีข้อบกพร่องตรงไหน แก้ได้ยังไง เค้าไม่ถนัดให้ความรู้เยอะๆ แต่ถนัดเรื่องการจี้เด็กทีละคนเลย ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ interact กันแบบ ผู้สอน-ผู้เรียน จริงๆ เราไม่ต้องเดินไปถามเอง แต่เค้าจะเดินมาบอกเราเลย แบบนั้น


    และสิ่งที่เชนถนัดมากคือการให้ฟีดแบ็ก สำหรับเรา ฟีดแบ็กสำคัญสุด จะเรียนไปทำไมถ้าสุดท้ายไม่รู้ว่ามันดีหรือไม่ดี? ซึ่งเชนก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ทุกครั้งที่ได้งานคืนจะมีปากกาเมจิกขีดแก้เต็มหน้าเลยจ้าาาาาาาาาาาา เจาะละเอียดมาก ทั้งแกรมม่า ทั้งไอเดีย กระทั่งฟอนต์ เคยใช้ฟอนต์ผิดไปแค่ 1 ไซส์ และผิดประโยคสองประโยคด้วยนะ เค้าวงมาให้ บอกว่าไปปรับให้เท่ากัน ๕๕๕๕๕๕๕๕ พ่อคู้นนนนนนนน! แล้วเวลาเค้าคิดอะไร เค้าจะเขียนลงในงานทันที การแกะลายมืออาจจะยากนิดนึง แต่พออ่านจะรู้ว่าหัวเค้าคิดอยู่ตลอด ทั้งข้อแย้ง ทั้งจุดที่เราปรับปรุงได้ จัดว่าตรวจงานละเอียดจริงๆๆๆๆ 


    อาจไม่ใช่อาจารย์ที่สอนปัง แต่เป็นอาจารย์ที่ให้ฟีดแบ็กเยอะ บรรยากาศสบายๆ ค่อนไปทางเบื่อด้วยบางคาบ ๕๕๕๕๕ แต่ด้วยความที่คลิกกับวิธีสอน วิธีให้ฟีดแบ็ก ก็เลยรู้สึกโอเคกับการเรียนด้วย และเค้าก็เป็นคน flexible มาก คุยเลื่อนวันส่งได้ ที่ประทับใจคือให้เขียน 3 ดราฟต์ แบ่งคะแนนเอา เซคอื่นได้เขียนแค่ 2 / แล้วชิลขนาดไหน ก็ชิลขนาดที่ขอส่งเป็นเมลก็ได้ ขอเลื่อนนัดก็ได้ ตอนเรียนมีเปิดเพลงให้ฟังด้วย เดี๋ยว ได้เหรอ ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕




    ความคิดเห็นส่วนตัว



     ความยาก


    คอมโปเป็นวิชาเอกที่ปรานีที่สุดในเทอมสำหรับเรา เนื่องจากไม่มีอะไรถูกผิด เน้น process ไม่ใช่แค่บุญเก่า คะแนนก็แบ่งหลายส่วน ไม่ต้องกลัวว่า fuck up การสอบครั้งเดียวแล้วจะตายเหมือแมนจ๊อก T _ T ความยากอาจจะแล้วแต่คนแล้วจุดนี้



     ความชอบ


    ขอพูดถึงความสนุกก่อน  เราชอบเขียนอยู่แล้ว วิชาที่เรียนแต่เขียนเลยเข้าทางมากๆ เอนจอย ได้ express ตัวเองเยอะดี งานกลุ่มก็ทำให้ได้ดิสคัสและฟัง arguments หลายๆ ฝั่ง มีประโยชน์เวลาต้องเขียน assignment หรือสอบ จะไม่ชอบนิดนึงก็เวลาต้องปั่น assignment แล้วเขียนไม่ออก คิดหาเหตุผลไม่ออก ต้องใช้เวลาบิ๊วอารมณ์เยอะมาก ๕๕๕๕๕


    และอีกเหตุผลที่ชอบวิชานี้มากที่สุดในเทอมก็เพราะพลังบวกที่ได้รับ เชนเป็นคนที่ให้ฟีดแบ็กได้อุ่นๆ มากเลยนะ แน่ล่ะ ก็เริ่มจากการด่าก่อน มีประโยคที่ใช้กับเด็กทั้งห้องคือ Good attempt but... ประมาณว่าพยายามเก่งนี่แต่ว่างานยังไม่ได้ ๕๕๕๕๕๕๕ กระนั้นก็ไม่ได้ติรุนแรงอะไร เค้าพยายามเลือกคำซอฟต์ๆ อันนี้เค้าบอกเองเลยว่าเค้าเครียดกับการ interact กับเด็ก เป็นคน anti-social เข้าสังคมไม่เก่ง แต่สำหรับเราเค้าทำได้ดีจริงๆ รู้วิธีคุยกับเด็ก ให้ความเป็นกันเอง วันดีคืนดีก็เดินมาชมลายเสื้อ หรืออย่างเราเค้าชอบถามไถ่เรื่องวิชาสายลิทด้วย เพราะไปบ่นวิชาฝั่งลิทให้เค้าฟังบ่อย เค้าสนใจเค้าก็ถามต่อ เค้าทำให้เรารู้สึกว่าได้รับความใส่ใจมากๆ ตั้งแต่วันแรกๆ ตอนยังไม่มีเพื่อนนั่งข้างๆ แล้วเค้าบอกให้ดิสคัสกับคู่ เราก็แบบ อ้าวชิบหาย ไม่มีคู่ เชนก็เลยเดินมานั่งดิสคัสเป็นเพื่อน เค้าพยายามไม่ให้ใครรู้สึกโดน left out เวลาดิสคัส ใครที่ยังไม่ได้แสดงความเห็น เชนก็จะเรียกชื่อให้ได้มีส่วนร่วม นับว่าเป็นครูที่ใส่ใจเด็กมากจริงๆ


    นอกจากนี้ ทุกครั้งที่คืนฟีดแบ็ก เค้าก็ย้ำให้เรา pursue writing ต่อ เป็นครูคนแรกๆ เลยที่ซัพพอร์ตให้เราไปสายเขียน อย่าย่อท้อ อะไรแบบนี้ ๕๕๕๕๕๕๕ เรารู้สึกมีกำลังใจ มีแรงผลักดัน โดนขายคอร์สให้ลงคอมโป 2 ก็จะหน้าด้านลงแล้วจุดนี้ ประทับใจความไนซ์ ความเป็นกันเอง ความใจดี ความชิล และใส่ใจเด็กของเชนมากๆ ถ้าครูดีอะไรๆ มันก็ดีอะเนอะ ก็เลยทำให้ชอบวิชานี้ไปโดยปริยาย เพราะรู้สึกดีเวลาเรียน แต่ไม่ได้ถึงขั้น เห้ยแกกก แนะนำๆๆๆ อะไรขนาดนั้น ถามว่าได้อะไรเยอะมั้ย ก็ไม่ขนาดนั้น ๕๕๕๕๕



    ❥  ข้อความสุดท้ายถึงวิชานี้


    คุกกี้ชิ้นนั้นอร่อยมากแล้วก็ made my day มาก I love you so much <3 The coolest teacher ever!







             และแล้วเทอมนี้ก็จบสักที T v T มีอยู่ช่วงนึงร้องไห้เพราะเรียนแอควันหนักมากกกก เรียนซ้ำๆ อาทิตย์ละหลายรอบ โคตรท้อเลย และช่วงไฟนอลนะ โหหหหห วันศุกร์แบบ สอบอะแคด ต้องหาข้อมูล ส่งเปเปอร์โท 3 ชิ้นอีก ปั่นถึงตีสาม ตื่นเช้ามาปั่นต่อ ข้าวไม่ได้กิน แบบชีวิต so messed up ก็เลยไม่ค่อยแฮปปี้กับการเรียนเท่าไหร่ รีดอนาก็โคตรบั่นทอนจิตใจ พยายามแค่ไหนก็ไม่ดีพอ ไหนจะแมนจ๊อกที่คะแนนออกมาแล้วเสียวเอฟ แต่อาจารย์บอกผ่านเทอมนี้ไปจะสบายขึ้น ก็จะเชื่ออาจารย์แล้วกันค่ะ ;w; จบมหากาพย์การรีวิวเทอมเครียดๆ นี้สักที ถ้าใครทนมาอ่านถึงตรงนี้ อยากจะบอกว่าอย่าท้อนะคะ ถึงจะเหนื่อยแต่ผลลัพธ์ไม่แย่หรอกถ้าเราพยายามเต็มที่แล้ว มีความสุขมากๆ เครียดให้น้อยลง ผ่านมันไปด้วยกันค่ะ 





Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in