#vavantgardeVa buranakarn
เมื่อการเมืองเป็นเรื่องของ ‘จู๋’
  • ประเด็นร้อนในสัปดาห์ที่ผ่านมาคงไม่พ้นเรื่องในคืนวันศุกร์ซึ่งถือได้ว่าเป็นอีกหน้าหนึ่งที่น่าสนใจในประวัติศาสตร์ ในการที่ทูลกระหม่อมฯ อุบลรัตน์ ผู้มีฐานะทางวัฒนธรรมเป็น ‘เจ้า’ ลงสมัครเป็นแคนดิเดทนายกปีนี้ ขณะเดียวกันก่อนหน้าที่จะมี ‘ใบสั่ง’ ลงมายามดึก ทุกคนต่างพูดเป็นทำนองเดียวกันว่า อุบลรัตน์ได้ ‘คุย’ กับน้องชายไว้แล้วก่อนที่จะลงสมัคร หรือหากย้อนไปก่อนหน้ารัฐประหาร ช่วงแรกที่ยิ่งลักษณ์ได้รับเลือกเป็นนายกก็ถูกมองว่าเป็น ‘น้องสาว’ ของทักษิณเท่านั้น หญิงสาวทั้งสองต่างอยู่ในสถานการณ์ที่คนมองว่าเป็นตัวหมากบนกระดานการเมืองของเกมที่คนมี ‘จู๋’ เป็นผู้เล่น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเจ้า ฝ่ายพลเรือน (ทักษิณ) และฝ่ายคสช.

    เมื่อการเมืองเป็นเรื่องของจู๋ ทำให้เวลาเราพูดถึงนักการเมืองที่มี ‘จิ๋ม’ เรากลับย้อนไปพูดถึง ‘จู๋’ ไม่ว่าจะเป็นการที่ต้องอ้างถึงนักการเมืองหญิงคนหนึ่งว่าเป็น ภรรยาคนนี้ น้องสาวคนนั้น หรือลูกสาวคนโน้น โดยที่เราไม่ได้พูดถึงตัว ‘นักการเมือง’ คนนั้นในฐานะที่เขาเป็น หรือหากไม่สามารถอ้างอิงว่าจิ๋มนี้เป็นของจู๋ไหน เราจะเห็นว่าบางทีผู้คนที่มีจิ๋มก็ต้องสร้างอำนาจด้วยการแสดงตัวประหนึ่งว่าเราเป็นคนมีจู๋ อย่างเช่น การใช้รูปหาเสียงที่มีลักษณะความเป็นชาย หรือการแต่งตัวด้วยสูทและกางเกง เป็นต้น แน่นอนว่าก็มีนักการเมืองหญิงบางกลุ่มไม่ได้เป็นไปตามนี้ ดูเหมือนว่ามันไม่ได้เป็นปัญหา แต่ทว่าเราเคย ‘มอง’ ผู้หญิงในการเมืองจริงๆ หรือเปล่า

    การมองให้เห็นผู้หญิงในการเมืองอย่างง่ายสุดคือ การมองจำนวนผู้หญิงในรัฐสภา ช่วงปีพ.ศ. 2554-2556 หรือรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในรัฐสภามีผู้หญิงทั้งหมดประมาณ 80 จาก 500 คน(1) คิดโดยประมาณ 16 % ในสภาซึ่งถือว่าเยอะที่สุดตั้งแต่ปี 2533(2)  จนกระทั่งเกิดรัฐประหารปี 2557 ทำให้จำนวนผู้หญิงในสภาลดลงเหลือ 6 % และ ผู้หญิงในรัฐสภาปี 2560 เหลือเพียง 4.8% ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์เท่ากับปีพ.ศ. 2543 ถ้ามองตามระยะเวลามันอาจหมายถึงการถอยหลังกลับไปถึงเกือบยี่สิบปีและไม่เพียงแค่นั้นจากการสำรวจในปีดังกล่าวขององค์กรสหประชาชาติ(3) อันดับการเข้าไปมีส่วนร่วมในสภาของผู้หญิงของประเทศไทยอยู่รั้งท้ายลำดับที่ 181 จาก 190 ลำดับ และถือได้ว่าเป็นที่โหล่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการ ‘มอง’ จำนวนที่นั่งในสภาอาจแสดงให้เห็นได้ว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้หญิงในไทยยังน้อยอยู่ ทั้งนี้ยังไม่นับว่ากลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศที่หายไปเลยในการมีส่วนร่วมดังกล่าว

    การที่ผู้หญิงเข้าไปมีส่วนร่วมในสภานั้นสำคัญอย่างไร? อ้างอิงจากบทความเรื่อง Feminizing Politics (4) กล่าวว่าการที่มีผู้หญิงเข้าไปมีบทบาทในสภา ทำให้สส. ชายมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและให้ความเคารพกับความเป็นหญิงเพิ่มโดยยกตัวอย่างจากสภาเดนมาร์กที่เมื่อก่อนนั้นมีปัญหาเรื่องการใช้คำว่า ‘ผู้หญิง’ (Woman) แทนคำว่า หญิงสาว (Lady) หรือ แม่ (Mother) ด้วยซ้ำ หรืออีกตัวอย่างที่น่าสนใจก็คือในรัฐนอร์ดิก การที่ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมในพรรคการเมืองมากขึ้น ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการหาเสียง รวมถึงในการที่ผู้หญิงเข้าไปมีส่วนร่วมในสภาทำให้การ ‘มอง’ นโยบายเพื่อแก้ไขความไม่เท่าเทียมทางเพศเปลี่ยนแปลงขึ้นมากกว่าการ ‘มอง’ โดยมุมมองของผู้ชายเพียงอย่างเดียว

    แม้ช่วงเวลาที่เป็นอยู่นี้ สถานการณ์ทางการเมืองของเรายังไม่แน่นอนเท่าไหร่ การจะมาพูดเรื่องจู๋ๆ จิ๋มๆ อาจเป็นเรื่องจุ๋มจิ๋มไม่สำคัญ แต่เรื่อง ‘จิ๋มๆ’ อย่างนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่แทบไม่ถูกพูดถึงเลยในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย แม้ว่าผู้หญิงจะสามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ตั้งแต่ปี 2475 และมีผู้หญิงลงสมัครสส. ตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรกสุด แต่ว่ากลับไม่ค่อยมีคนพูดถึงหน้าประวัติศาสตร์ดังกล่าว ทั้งที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับการผลักดันนโยบายความเท่าเทียมทางเพศและการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้อง แน่นอนว่าหากนักการเมืองหญิงที่เข้าไปมีส่วนร่วมในอำนาจไม่ได้สนใจเรื่อง ‘ความเท่าเทียมทางเพศ’ เท่าไหร่ ก็คงไม่ได้ทำให้การเมืองเป็นเรื่องของ ‘จิ๋ม’ มากเท่ากับการที่มีนักกิจกรรมเพื่อความเท่าเทียมทางเพศได้รับเลือกเข้าไปอยู่ในสภา แต่อย่างน้อยที่สุดคือการทำให้การเมืองกลายเป็นเรื่องของ ‘จิ๋ม’ บ้าง

     

    (1) อ้างอิงจากวิกิพีเดียด้วยการนับมือ เข้าถึงได้จาก https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2_%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88_24#%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%97_%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84

    (2) “Proportion of seats held by women in national parliaments (%)”  เข้าถึงได้จาก https://data.worldbank.org/indicator/SG.GEN.PARL.ZS?locations=TH

    (3) “Women in politics:2017” เข้าถึงได้จาก http://www.unwomen.org/-/media/headquarters/attachments/sections/library/publications/2017/femmesenpolitique_2017_english_web.pdf?la=en&vs=1123

    (4) Joni Lovenduski (2002) Feminizing Politics, Women: a cultural review, 13:2, 207-220, DOI: 10.1080/09574040210149004


    (ปกติจะลงที่ wordpress.com -> vamusterrae.wordpress.com ) 
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in