#พวมีประโยชน์Aprilz
Chapter 1: ไส้เดือนตัวนั้น


  • ตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของจอยลดาเรื่อง มีประโยชน์ต่อระบบนิเวศ ตอนที่1 
    อยากอ่าน คลิกได้ที่นี่ แนะนำว่าอ่านก่อนจะดีกว่าค่ะ ♥







    by ธนกฤต พานิชวิทย์ 







    “ระวังนะ” คุณภพธรเอ่ยด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นผมก้าวขาลงจากบันไดสูง ในที่สุดการเดินสายไฟภายในบ้านก็บรรลุไปได้ด้วยดี ผมจัดแจงอุปกรณ์ลงกล่องเครื่องมือ(ของผมเองด้วย)แล้วลากมันไปไว้ข้างโซฟา เดินกลับมาพับบันไดอลูมิเนียมก่อนเอาไปเก็บที่เดิมที่หยิบมันออกมาเมื่อตอนบ่าย

     

    “ขอบคุณมากนะว่าน” มือสวยของคุณภพธรตบลงบนบ่า ผมหันให้คลี่ยิ้มให้ด้วยความเต็มใจ

    “โอ้ยสบ๊าย” อีกฝ่ายตอบกลับเพียงริมฝีปากเบะคว่ำราวกับหมั่นไส้ แล้วเดินหายไปในครัว ผมเหลือบมองนาฬิกาเวลาล่วงเลยมาจนเกือบจะสามทุ่มแล้ว ไวจนคิดไม่ถึงเลยด้วยซ้ำนึกว่าเพิ่งจะหกโมงแต่ท้องฟ้ามืดไว...

    จริงๆผมมาถึงที่บ้านหลังนี้ตั้งแต่เที่ยง จัดแจงกับข้าวที่ผมเป็นคนซื้อมา หลังจากนั้นผมและคุณภพธรก็นั่งทานข้าวพร้อมบทสนทนา พวกเราไม่ได้คุยเรื่องส่วนตัวเท่าไหร่นัก ผมซักถามอาการของสายไฟภายในบ้านและเหล่าเฟอร์นิเจอร์ว่ามีตรงไหนให้ผมซ่อมแซ่มบ้างหรือเปล่า แล้วจึงเริ่มลงมือปฏิบัติงาน

     

    ระหว่างทำงานนั้นผมก็ค่อนข้างงงนิดหน่อย ว่าหรือเราควรจะรับจ้างเป็นช่างซ่อมตามบ้านดีวะ?... ถ้าอาชีพนักร้อง พิธีกรมันหาเงินยากขนาดนั้น ...หืม ไม่ได้หรอ?

     

    น่าแปลกที่เราไม่ได้คุยเรื่องส่วนตัวกันเลย แม้ว่าจะได้ข่าวคราวมาว่าเขากำลังมีปากเสียงกับคนรัก แต่ผมไม่กล้าซักไซ้อะไรมากมายนักกลัวจะไปสะกิดโดนแผลหรืออะไรของเขารึเปล่า แต่เท่าที่อยู่ด้วยกันมาทั้งวันนี้อีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีฟูมฟายอะไร ยังคงเป็นคนดุ และคอยระมัดระวังหลังให้ผมเหมือนที่ผ่านมา

    อ๋อ มีอย่างนึงคือตาปูดๆของเขา มันค่อนข้างบวมกว่าปกตินิดหน่อย

     

    “อะ ถือว่าเป็นค่าจ้าง” แซนวิชแฮมไข่(และแน่นอนว่ามีผักเต็มไปหมดสไตล์คนรักสุขภาพ)สองชิ้นโตๆบนจานสีขาวถูกยื่นมาตรงหน้า ผมรับไว้แล้วเดินไปนั่งกินบนโซฟาหนังสีเข้ม

    “โห ยกขงยกของเหนื่อยมาทั้งวัน สายฟงสายไฟ ได้กลับมาแค่แซนวิชสองชิ้นเนี้ยะ?” ผมแกล้งบ่นอุบ อีกฝ่ายทิ้งตัวลงข้างๆ เหลือบเห็นเขากำลังกลืนน้ำผ่านลำคอลูกกระเดือกกับผิวเนื้อสีน้ำผึ้งเหมือนมันจะบอกอะไรกับผมสักอย่าง

    อยากเข้าไปกัด...

     

    ผมรีบเสสายตาออกไปทางอื่นทันทีที่อีกฝ่ายวางแก้ว แล้วหันมาหาอ้าปากงับแซนวิชคำโตๆจนมันแน่นแก้มแทน

    “ว่าน” ผมหันไปตามเสียงเรียก ทิชชู่ถูกส่งมาปาดข้างมุมปากของผม “กินดีๆหน่อย”

     

    ผมมองตามมือสวยๆของคุณภพธรตาปริบๆ ให้ตายเหอะ... เขาจะรู้ตัวไหมว่ากำลังให้หัวใจของผมทำงานหนัก

     

    ผมไม่เคยชินกับไอ้นิสัยชอบเอาใจใส่คนอื่นของคุณภพธรเลยแม้แต่ครั้งเดียว มันน่ารักจนอยากเอื้อมมือไปหยิกแก้มซ้ายทีขวาทีด้วยความมันเขี้ยวแล้วบอกว่า ช่วยมาดูแลผมทั้งชีวิตได้ไหมครับ?

    ก็ทำได้แค่พูดในใจ เพราะผมไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะทำอะไรแบบนั้นได้

     

    แม้ว่าพวกคนเลว(กลุ่มเพื่อนของผมเอง)จะชอบเป่าหูนักหนาว่าบางทีความห่วงใยของเขามันดูมากเกินเพื่อน พยายามไซโคให้ผมไปเผยความรู้สึกในใจที่มีอยู่สักที แต่ผมไม่เชื่อ เพราะอย่างเดียวที่ผมเชื่อคือสัญชาตญาณกากๆของตัวเอง

     

    และใช่มันมักจะถูกเสมอ

     

    ปีที่แล้วพี่ตู่เปิดตัวแฟนสาวสายฟ้าแลบกลางสถานบันเทิงชื่อดังแห่งหนึ่งย่านทองหล่อ


    มันเป็นงานวันเกิดของผมเอง

     


    ที่น่าเจ็บปวดยิ่งกว่าคือตั้งแต่รู้จักกันมาหลายปี วันนั้นเป็นวันที่สีหน้าของเขาดูมีความสุขมากกว่าครั้งไหนๆ พวกเขาเล่าแพลนชีวิตมากมาย ได้ซื้อบ้านไว้อยู่ด้วยกัน แถมมันยังเป็นบ้านหลังนี้ ที่ผมกำลังเหยียบอยู่อีกต่างหาก

    ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วและปุบปับมากจนผมสับสนทอม อิศรา นักร้องรุ่นน้องคนสนิทอีกคน มาลากผมออกไปจากตรงนั้น แน่นอนว่าทอมรู้ว่าผมรู้สึกยังไง ทอมบ่นว่าค่อนข้างเคืองเช่นกัน และบอกว่าผมควรเข้าไปเคลียร์กับเจ้าตัวเรื่องนี้อย่างน้อยๆก็น่าจะอัพเดทข่าวคราวกันในฐานะรุ่นน้องที่สนิทกันมานาน  หรือความสัมพันธ์ระหว่างพวกเราสามคนมันไม่สำคัญพอ?

     


    สุดท้ายผมเลือกวางเฉย


    แน่นอนมันเสียใจ



    การตระหนักได้ว่าคุณไม่ได้สลักสำคัญอะไรสำหรับชีวิตของเขามันเจ็บปวดกว่าการแอบชอบ โดยที่เขาไม่รู้อะไรเลยไปวันๆ หลายขุมนัก

     

    หลังจากนั้นเราเหมือนถูกแยกออกจากกันด้วยภาระการงาน รายการที่เคยทำด้วยกันก็ยังดำเนินอยู่แต่น้อยครั้งลงทุกที แชทระหว่างผมกับเขาที่เคยคุยกันแทบทุกวันลดลงจนน่าใจหาย จนกระทั่งวันนี้ เป็นการเจอกันโดยไม่ใช่เพราะงานในรอบหลายเดือน


    “ว่าน”

    “หือ?” เสียงเรียกทำให้ผมหลุดออกจากภวังค์ แต่แล้วก็ต้องตกใจจนตาแทบจะถลน ใบหน้าของอีกฝ่ายอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร สายตามองตรงมาด้วยความสงสัย

    “ไม่ได้ฟังเลยใช่ไหม?” คิ้วเรียวขมวดกันเป็นปม ริมฝีปากอิ่มขยับอยู่ตรงหน้าใกล้ๆพร้อมกับลมหายใจอุ่นผะผ่าวทำให้ผมกลืนน้ำลายหนืดลงคอ

    ระยะไม่ปลอดภัยแล้วแบบนี้..

     

    “..ทำไมใกล้ขนาดนี้อะ” ได้ยินแบบนั้นเขาจึงผละออกไปนั่งท่าเดิม ไม่รู้ว่าผมดันไปทำหน้าแบบไหนใส่เขาถึงได้มีรอยยิ้มเล็กๆออกมาจากมุมปากชั่วครู่ ก่อนจะปรับสีหน้าเป็นปกติ

    “ผมถามคุณเป็นรอบที่ล้านว่าโดดซ้อมมารึเปล่า” ผมลูบหน้าให้ตัวเองตื่น ยัดแซนวิชคำสุดท้ายเข้าปากแล้วหันไปหยิบแก้วน้ำมาถือไว้

    "คิดอะไรนิดหน่อย..ว่าแต่ช่วงนี้เป็นยังไงบ้างฮะ?” เปลี่ยนหัวข้อสนทนาก่อนดื่มน้ำคลายอาการวูบวาบตามลำตัว(และเลี่ยงความผิดของการโดดซ้อมตรงนั้นไปด้วย) คุณภพธรถอนหายใจออกมาแผ่วเบาริมฝีปากกำลังขยับตอบคำถามของผมแต่ก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงออดก่อน

     

    “ใครวะมาเอาดึกดื่นป่านนี้” เขาหันไปมองลอดประตูกระจกเช่นเดียวกันกับผม

     

    ร่างผอมเพรียวของหญิงสาวปรากฏขึ้นตรงหน้า มือเล็กๆเคาะประตูกระจกสองสามทีพร้อมเรียกชื่อเจ้าของบ้าน ใบหน้าสวยคุ้นเคยจนผมสะอึก

     ใช่ เธอเป็นแฟนของคุณภพธร

     

    เจ้าตัวนั่งเงียบเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ ผมหยัดตัวลุกขึ้น ไม่ใช่ว่าไม่สามารถเจอเขาได้นะ จริงๆแล้วผมใช้ชีวิตร่วมกับแฟนของคนที่แอบชอบได้สบายๆ เราเคยเจอกัน คุยกัน แต่ไม่รู้ทำไมวันนี้ถึงเป็นวันที่ผมรู้สึกว่า ผมไม่พร้อมเลย

    “ว่านไปไหน?”

    “อ้าวพี่ว่าน! ไม่เจอกันนานเลยนะคะ” เสียงสดใสเรียกผมหลังจากที่คุณภพธรหันมาถาม หญิงสาวหน้าตาน่ารักเดินเข้ามาในบ้านอย่างถือวิสาสะ ไม่สิ เขามีสิทธิที่จะเข้าออกบ้านหลังนี้เมื่อไหร่ก็ได้อยู่แล้ว

    ผมต่างหากที่เป็นคนนอก

    “ผมขอตัวก่อนแล้วกัน เวลาครอบครัวเนอะ” ผมพูดโดยไม่มองหน้าผู้ฟังเลยแม้แต่น้อย ถ้ามันเป็นสอบพูดในวิชาการสื่อสารคงโดนปรับตกไปแล้วแน่ๆ 

    ขายาวๆสั่งให้รีบก้าวเดินออกจากตรงนั้นทันที ไม่ลืมเอื้อมมือแตะบ่าของแฟนสาวคุณภพธรทีนึงเป็นการทักทาย



    “เดี๋ยวว่าน!” ผมชะงักเล็กน้อยกับเสียงเรียกรั้ง มือหยาบกำกุญแจรถแน่นก่อนจะสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วเดินออกมาจากบ้านหลังนั้น

    มันคงจะดีกว่าถ้าไม่มีผมเป็นก้างขวางคอ

     

     

     




    เกลียด...

     

    เกลียดตัวเองที่เผยนิสัยแย่ๆออกไป

    นึกๆไปแล้วมันเสียมารยาทพอสมควรกับการลุกพรวดเดินออกมาโดยไม่ฟังอะไรแบบนั้น

    มันจะอะไรนักหนากันกับแค่แฟนของเขากลับมา ทั้งๆที่เคยเจอกันตามงานแถมยังคุยและดูเข้ากันได้ดีด้วยซ้ำ

     

    “เป็นอะไรวะวันนี้”ผมสบถออกมาพร้อมยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่ม ข้างๆยังมีขวดเปล่าทิ้งไว้อยู่ประมาณสี่ห้าขวด

     

    และแล้วก็มาจบอย่างคนขี้แพ้ในร้านเหล้า โคตรน่าสมเพช 

     

    ตอนนี้น่าจะประมาณเที่ยงคืนตามเวลาท้องถิ่น โทรศัพท์ของผมอยู่ในโหมดเงียบ ไม่มีทั้งเสียงและสั่นมันจะไม่มีใครมากวนใจผมได้ในขณะที่อารมณ์กำลังคุกรุ่นอยู่แบบนี้

     

     

     




    เจ็บ

     

    เบียร์ขวดแล้วขวดเล่าวางกองอยู่บนโต๊ะเดี่ยว โชคดีที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักผมเท่าไหร่ ไม่งั้นคงจะวุ่นวายน่าดู อาการเจ็บแปลบในความรู้สึกแล่นไปมาเหมือนชวนทะเลาะ และจู่ๆผมก็รู้สึกร้อนผ่าวบริเวณขอบตา

     


    “ร้องไห้ทำไมวะ?” เอ่ยถามตัวเองก่อนยกแก้วขึ้นดื่มอีกครั้ง เสียงรีดกีต้าร์ทำนองบาดหู จังหวะเพลงคุ้นเคยดังขึ้นภายในร้าน ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือจงใจของเจ้าของร้านกันแน่

     

     



    หากว่าวันนั้น หากเราไม่พบกัน ชีวิตของเธอ ก็คงอ้างว้าง



    หากไม่มีฉันที่หลงเดินเข้ามา เธอทั้งสองคน สุดท้ายคงต้องไกลห่าง

     

     

    เด็กหนุ่มเสียงดีบนเวทีกำลังร้องเพลงของผม ใช่ เพลงมีเป็นสิบดันเลือกร้องเพลงนี้ เพลงที่แม่งโคตรจะตรงกับชีวิต เหมือนตอนนั้นพี่รัฐแต่งไว้ทำนายอนาคตชีวิตรักของผม เวรเอ้ย..


    ผมถอนหายใจออกอย่างเหนื่อยหน่ายแล้วฟุบลงกับโต๊ะ อาการร้อนผ่าวบริเวณขอบตายังคงไม่หายไป มันไหลรินจนแขนเสื้อยาวชื้นเปียก

     


    เอาสิ ย่ำยีกันให้ตายไป คนอ่อนแอเท่านั้นที่จะลุกหนี

     

     

     


    อาจมีความหมายแม้เราต้องจบ อย่างน้อยทำเพื่อเธอ เมื่อเรื่องราวระหว่างเราทำให้รู้ว่าเธอรักเขาแค่ไหน


    อย่างน้อยก็มีประโยชน์แม้ต้องเสียใจเท่าไร รักของเธอได้เริ่มใหม่ ฉันเข้าใจ

     

     


     

    ในวันก่อนนั้นผมอาจเป็นคนสำคัญสำหรับเขา ไม่ว่าจะในฐานะไหนพอเริ่มมีใครอีกคนเข้ามาในชีวิตความสัมพันธ์เติบโตขึ้นจนมันเบียดผมตกลงมาจากตรงนั้น หล่นหายไปจากความคิดของเขา

     

    ผมเข้าใจนะ

    ถึงจะเจ็บปวดก็ตาม

     

     

     

    เธออาจจะมีฉัน แต่แล้วความจริงนั้นไม่อาจทิ้งคนที่เธอฝัน ฉันเข้าใจ

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    ผมพาตัวเองมาอยู่หน้าประตูคอนโดของเพื่อนรัก ปลายนิ้วกดพิมพ์ข้อความในโทรศัพท์ยิกๆ หลังจากนั้นไม่ถึงสองนาทีเสียงตึงตังก็ดังขึ้น ก่อนประตูจะเปิดออก

     

    “โห ว่าน ไอ้เหี้ย สภาพมึง”

    “ขอนอนหน่อย ขับรถไหวแค่นี้” ผมดื่มไปเยอะแถมยังขับรถมา โคตรแย่ โชคดีชิบหายที่มันไม่มีด่าน ไม่งั้นคงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ และอาจจะได้นอนในคุกก็ได้ เด็กๆที่อ่านอยู่อย่าทำตามนะครับ 

    และอย่าเพิ่งด่าด้วย สำนึกผิดอยู่...


    “ฮะ? มึงขับรถมาหรอ? ว่าน คือกูแบบ... ไม่รู้จะด่ามึงเรื่องไหนก่อนดี” โอ๊ตลากผมไปนั่งบนโซฟา ผมเอนตัวลงนอนทันที หัวโคตรหนักเหมือนมีอะไรมาถ่วงไว้ ปล่อยให้เพื่อนร่างท้วมก่นด่าไป ไม่ได้โต้เถียงอะไรมากนัก

    “มึงรู้ไหมว่าพี่ตู่ก็ไลน์มาหากู ทุกคนเขาเป็นห่วงมึงกันไปหมด โทรศัพท์มึงเป็นเหี้ยอะไร มีไว้ทับกระดาษหรอ” ผมขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น

    “พี่ตู่หรอ? เขาไลน์หามึงหรอ?”

    “เออ!!! แล้วนี่มึงยังจะขับรถมาอีกดีนะแม่งไม่โดนจับระหว่างทาง อิว่าน มึงฟังกูอยู่รึเปล่า ตื่นมาฟังกูด่าเดี๋ยวนี้” แรงเขย่าเรียกสติยิ่งชวนให้อาการมึนหัวรุนแรงกว่าเดิม โอ๊ตคงเห็นว่าผมใกล้จะอ้วกเต็มทีจึงยอมปล่อยมือออกไปหยิบโทรศัพท์มากดแทน มันพิมพ์อะไรบางอย่างอยู่ครู่นึงแล้วกลับมานั่งข้างๆ 

    “แล้วนี่มึงไปโดนตัวไหนมา ถึงได้เละเป็นหมาแบบนี้”

    “สมเพชกูล่ะสิ” ผมกลั้วหัวเราะ ยกมือขึ้นกุมหน้าผากปิดตาของตัวเองแบบไม่ค่อยสู้แสงเท่าไหร่

    “นิดนึง”

    “ไอสัด..”

    “อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง ว่าน” โอ๊ตว่าเสียงแข็ง ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ยอมบอกสาเหตุในการเอาหัวตัวเองไปราน้ำแบบนี้

     


    “กูยังทำใจไม่ได้เลยว่ะ”

    “ว่าแล้ว” มันพรั่งพรูลมหายใจออกมาตาม “ทำใจไม่ได้แล้วไปบ้านเขาหาพี่มึงหรอ?”

    “กูคาดหวังกับตัวเองสูงไปมั้ง.. ก็เวลาเจอกันหน้างาน กองถ่ายรายการมันดีขึ้นแล้วนี่หว่า”

    “เจอในเวลางานกับเจอส่วนตัวมันไม่เหมือนกันดิ”


    “กูลืมคิด”

    “คิดถึงจนหน้ามืดล่ะสิท่า” ประโยคนี้ทำเอาผมชะงักไปครู่หนึ่ง นึกย้อนกลับไปเมื่อวันก่อนที่อีกฝ่ายเอ่ยชวน ผมก็รีบกุลีกุจอไปลาซ้อมคอนเสิร์ตแทบจะทันทีทันใด

     

    ความคิดถึงมันน่ากลัวอยู่เหมือนกันนะ

     

    “จะว่างั้นก็ได้ ไม่ปฏิเสธ”

    “สงสารแทนสมเพชแล้วตอนนี้” แม้จะไม่เห็นหน้า แต่ผมก็สัมผัสได้ถึงความห่วงใยและสงสารแผ่ออกมาจากน้ำเสียงของโอ๊ต

    “ขอบใจ” 

    มันตบแขนปลอบใจผม เสียงต็อกแต็กจากแป้นพิมพ์ไอโฟนทำให้รู้ว่ามันกำลังแชทกับใครสักคน ก่อนที่เสียงเรียกเข้าจะดังขึ้น หลังจากนั้นผมจับใจความอะไรไม่ค่อยได้แล้ว สติเริ่มเลือนรางลงทุกที ถ้าไม่ได้หลับ คงจะได้อ้วกแทน...

     

    เพราะฉะนั้นผมเลือกหลับไป น่าจะดีกว่า 


    ราตรีสวัสดิ์ครับ.

     






    END



    ถึง คุณที่มีหัวใจแข็งแกร่งทุกคน, 


    สวัสดีค่ะ น้ำหอมเอง ♥ ฮือออ อย่าเพิ่งตีเค้านะ 555555555 ช่วงแรกๆมันจะอึมครึมหน่อยเนอะ แต่มันจะต้องมีฟ้าหลังแน่นอนเลย! ก็.. ตอนนี้ หวังว่ามันทำให้ทุกคนเข้าใจเนื้อเรื่องในจอยมากขึ้น เข้าใจความรู้สึกของคุณนะกิดมากขึ้น 

    แน่นอนว่าตอนต่อๆไปอาจจะเป็นฝั่งของคุณพบทอนมาบรรยายบ้างแต่ก็... รอติดตามกันต่อนะคะ ♥

    เอาใจช่วยให้ทั้งคู่และตัวคนเขียนเองด้วยนะคะ ฮือออออ จะรอดมั่ยรอดดดดด /ซับ 

    ชอบกดไลค์ ใช่กดแชร์ หรือคอมเม้นท์ทั้งในมินิมอร์ จอย ทวิตเตอร์ #พวมีประโยชน์ เพื่อเป็นกำลังใจให้เราต่อไปนะคะ 


    เลิ้บ, 

    น้ำหอม

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
lekmhoosub (@lekmhoosub)
ไม่รู้จะสงสารหรือขำก่อนดี ถ่ออออ พิว่านผู้มีประโยชน์ต่อระบบนิเวศ 5555