YOU / MELIPDA
DAY 4(night) : STAR (CHANON/POM)
  •            ผมเดินตรวจตราตอนกลางคืนตามปกติ สาดแสงไฟฉายไปตามพื้นทรายและท้องทะเล เป็นเวลาหลังจากที่ฝนหยุดตกไม่นาน กลิ่นชื้นยังคงคละคลุ้งในอากาศเหลือทิ้งไว้เป็นร่องรอยจางๆ ผมจำบรรยากาศแบบนี้ได้ เป็นความทรงจำที่เลือนราง แต่กลิ่นฝนก็ทำให้ผมหวนคิดถึงมัน
              มันเป็นการเข้าค่ายครั้งแรกของผมและนนท์ในฐานะเด็กกิฟต์ วันนั้นท้องฟ้ามืดครึ้มและเต็มไปด้วยกลิ่นสายฝนแบบนี้
              ผมนั่งลงเหม่อมองท้องฟ้าที่มีหมู่ดาวเบาบางริมทะเล

    ลมอ่อนพัดโชยมา น้ำตาก็ไหลริน
    เหลือเพียงกลิ่นหัวใจ คลุ้งไปกับความเหงา

    01.

              “เดินช้าจังวะ ไอ้ปอม”
             “มึงก็รอกุหน่อยดิวะ”
              ตอนนี้พวกผมกำลังเดินไปตามป่าหลังทะเล เป็นช่วงเวลาที่ทั้งมืดและชื้นเพราะฝนที่ตกตลอดทั้งวัน วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเข้าค่าย ไอ้นนท์จึงชวนผมเข้าป่าเพื่อปีกผาหิน เขาบอกว่าวิวข้างบนนั้นสวยมาก เราตั้งใจจะออกมาตั้งแต่ตอนกลางวัน แต่เพราะฝนทำให้แผนหยุดชะงัก ไม่รู้ว่าฟ้าเห็นใจหรือกลั่นแกล้งที่ฝนดันมาหยุดตอนค่ำมืดแบบนี้ นนท์ที่เห็นว่าฝนหยุดก็ยืนยันกับผมว่าต้องขึ้นไปบนผาให้ได้
               พอได้ยินเสียงบ่นของผม ไอ้นนท์ก็หัวเราะ เขาเดินลงมาจากหน้าหินผาก่อนจะยื่นมือให้ผม
               “มา จับมือกุนี่”
               “อาๆ”
              ผมเอื้อมไปจับมืออีกฝ่าย นนท์กุมมือผมไว้แน่น เขาค่อยๆเดินอย่างระวัง ฉายแสงไฟเพื่อเบิกเส้นทาง ผมเดินตามเขาไปโดยไม่ตั้งคำถาม
              “มือสั่นนะมึง” ชานนท์ว่าโดยไม่ได้หันหลังมา
              “ก็มันมืดปะวะ”
               “ขี้กลัวจังวะ”
               นนท์กระฉับมือให้แน่นขึ้นกว่าเดิม แปลกที่อากาศหนาวเย็นยะเยือกแต่มือของเขากลับอบอุ่นและทำให้รู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด ปกติผมเป็นพวกขี้ขลาดเกินกว่าจะมาที่อันตรายเวลามืดๆแบบนี้ แต่พอเป็นนนท์ ผมเชื่อว่าถ้าไปกับเขาจะไม่เป็นไรแน่ๆ อาจเพราะเวลาที่ผ่านมามีเขาอยู่ข้างๆตลอดละมั่ง 

                ไม่ว่าจะเป็นตอนดีใจ กังวลใจหรือเสียใจ นนท์มักจะอยู่ตรงนั้นเสมอ... ข้างๆผม

    รักยังไม่จางไป ตรึงติดชิดดวงใจ
    ยังหอมรัญจวนชวนให้ฝัน

    02.

                 ผมเดินตามนนท์ต้อยๆ ความเงียบระหว่างทางชวนให้ขนลุก มันเงียบเสียจนได้ยินเสียงหายใจและเสียงกังวานของจักจั่น เราเริ่มต้นขึ้นผาที่เส้นทางค่อนข้างชันพอสมควร ผมแอบไม่เข้าใจว่าทำไมไอ้นนท์ต้องกระเสือกกระสนมาสถานที่ลับแลกันดารขนาดนี้ รองเท้าผมเปียกแฉะจากการเยียบขี้ดินมาตลอดทางทำให้มีบางจังหวะที่ลื่นล้ม ดีที่เพราะมือของนนท์พยุงไว้ ไม่อย่างนั้นหน้าของผมคงฟาดลงไปกับพื้นดินเปียก
              “...มึง กุกลัวว่ะ กลับเหอะ” ผมท้วง
             “จะถึงแล้วมึง”
             “..แต่ว่า”
             “มึงกลัวอะไรนักหนาวะ มีกุอยู่ทั้งคน...ต้องให้กุกอดมึงไหม”
             ไอ้นนท์ยิ้มอย่างขี้แกล้งทำท่าจะโผเข้ากอดผม ดีที่ผมยันอกมันไว้ทัน อีกฝ่ายส่งเสียงหัวเราะและเป็นผมที่ก้มหน้าด้วยความเขินแทน

              แล้วทำไมต้องเขินด้วยนะ…

             “พอๆ กุเดินเอง ไม่ต้องจับเลย”
             ผมดึงมือตัวเองออกจากนนท์ อีกฝ่ายยิ้มแล้วตอบว่า “ตามใจมึงละกัน” ก่อนเอื้อมมือมาดึงแก้มที่พอกออกด้วยความไม่พอใจของผม ผมรีบปัดมือเขา ไอ้นนท์หัวเราะอีกแล้ว

    เจ้าดอกไม้ซ่อนกลิ่น
    หอมบาดลึกเกินใคร หอมเกินหักห้ามใจ
    ทุกคราวต้องหวั่นไหว

    03.

              “ไอ้ปอม! ถึงแล้วเว้ย”
               ผมได้ยินเสียงตะโกนของนนท์ จึงรีบปีนยอดผาตามเขาไป
               “...โฮ”
               ดวงดาวมากมายร้อยเรียงอัดแน่นบนฟากฟ้า เรียงรายเป็นเหมือนสายน้ำที่ส่องแสงระยิบระยับตราตรึงบนพื้นผ้าใบสีเข้ม ท่ามกลางความมืดมิดที่งดงามนั้นมีดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวเป็นศูนย์กลาง ราวกับดวงดาวทุกดวงกำลังเคลื่อนที่เข้าใกล้ ผมไม่เคยเห็นอะไรที่สวยงามเท่านี้มาก่อนเลย
             “สวยใช่ไหมล่ะ”
             “อืม”
             ผมจ้องมองดวงดาวเหล่านั้น ...มันประทับในดวงใจของผม ...นิรันดร์

    เคยแอบแนบเคียงกาย 
    อิงแอบ มิรู้คลาย 
    ใต้เงาของแสงจันทร์ เย้ายวนไม่เลือนหาย

    04.

               เช้าแล้วเหรอ...
               ผมไม่รู้ตัวเลยว่าหลับไปตอนไหน ทั้งที่เป็นการตรวจตราแต่กลับมาหลับซะได้ สำหรับการเป็นครูคงเป็นเรื่องที่ใช่ไม่ได้เลย ตอนนี้ไม่ได้เป็นเด็กๆแล้ว
               ตรงหน้าของผมคือทะเลริมหาดทราย น้ำทะเลลดลงเพราะเป็นช่วงเช้า พระอาทิตย์ที่พึ่งจะตื่นนอนปรากฏให้เห็น เช้านี้อากาศค่อนข้างดี ต่างจากเมื่อวานที่ฝนตกตลอดทั้งวัน
              ผมยันตัวเองลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายนิดหน่อย ก่อนจะเดินหน้ากลับไปทางแคมป์ของพวกเด็กๆ
              จะว่าไปเมื่อคืนเหมือนผมจะฝันอะไรสักอย่าง...เป็นบางสิ่งที่สำคัญมาก

               ....แต่จำไม่ได้แล้วแฮะ

    05.

               ว่ากันจริงๆผมไม่เคยมาที่นี่ตอนกลางคืนหรอก ถึงจะบอกไอ้ปอมว่ามันสวยมากก็ตาม แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าวิวตอนกลางคืนจะเป็นอย่างไร ผมแค่อยากหาเวลาอยู่กับมันสองคน ต่อให้ท้องฟ้าจะมืดมิดจนมองไม่เห็นดาวสักดวง ผมก็คงรั้งให้มันอยู่ต่ออยู่ดี

               ไม่คิดว่าจะสวยงามขนาดนี้

               ผมใช้เวลาเนินนานในการจ้องมองพวกมัน ก่อนจะหันมามองอีกคนที่กำลังเหม่อมองท้องฟ้าไม่ละสายตา ในดวงตาใสซื่อของปอมส่องประกายระยับสะท้อนหมู่ดาวที่กระจ่างบนนั้น

               มันสวยงามจริงๆ...ยิ่งกว่าดวงดาวทั้งหมดบนนั้น
               ผมจะไม่มีวันลืมเลย...

    ซ่อนเก็บไว้ข้างใน ตรงสุดลึกดวงใจ 
    ถนอมเธออยู่ในนั้น

    06.

    NOTE :
    ตอนนี้เป็นตอนสั้นๆของครูปอมกับพี่ชานนท์ค่ะ เป็นผลพวงจากตอนที่ 12 ส่วนตัวชอบตัวละครชานนท์ในตอนนี้มาก ทั้งความรักความหวังดีที่มีให้ครูปอมมันมากมายจริงๆ 
    โดยส่วนตัวเรามองว่าทั้งสองคนเป็นขั้วตรงข้ามกันเหมือนแปงกับเวฟเลยค่ะ พี่ชานนท์เป็นคนค่อนข้างแน่วแน่ จริงใจ ต่างจากครูปอมที่ดูเป็นคนขี้กลัว ขี้กังวลและไม่มั่นใจในตัวเอง เราคิดว่าครูปอมคงไม่ได้ตั้งใจจะหักหลังอีกฝ่าย แต่เพราะเป็นคนอ่อนแอและหวั่นไหวได้ง่าย ทำให้ครูปอมตัดสินใจแบบนั้นไป 
    แต่ในอีกแง่หนึ่งหากครูปอมมีพี่ชานนท์อยู่ข้างๆ คงทำให้เขากล้าหาญมากพอที่ตัดสินใจในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ เพราะสำหรับครูปอมแล้วพี่ชานนท์เหมือนเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวตัวเขาที่ไม่มั่งคงนั้นเอง

    เพลงที่ใช้ประกอบฟิคสั้นนี้คือ ซ่อนกลิ่น ของ ปาล์มมี่ ค่ะ
    เราเคยได้มีโอกาสอ่านไอจีของคุณวีรณัฐ ทิพยมณฑล หนึ่งในคนผู้แต่งเนื้อร้องเพลงซ่อนกลิ่นร่วมกับปาล์มมี่ 

    เขาบอกว่าเขาถามพี่ปาล์มมี่ว่า ดอกซ่อนกลิ่นนี่ สรุปมันหอมหรือไม่หอมกันแน่? พี่ปาล์มมี่ตอบว่า “ดอกซ่อนกลิ่นคือมันหอมมาก ไม่ได้ซ่อนกลิ่นเหมือนชื่อหรอก กลิ่นมันหอมเกินจนคนโบราณนิยมทับไว้ในผ้าเช็ดหน้า เผื่อจะคิดถึงใครบางคน”
    เลยคิดว่าพี่ชานนท์คงเป็นดอกซ่อนกลิ่นสำหรับครูปอมค่ะ ครูปอมเองก็คงเป็นดอกซ่อนกลิ่นสำหรับพี่ชานนท์เหมือนกัน ...ถ้าพี่ชานนท์ยังจำครูปอมได้นะคะ

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
duenjdpkt26848 (@duenjdpkt26848)
น่าร้ากกกกก ขอชานนท์ปอมอีกเยอะๆๆๆ