G.O.N.E FOR GOODsavedbywolf
ชีวิตใหม่ของ ฮัมมิ่งเบิร์ด
  • G.O.N.E

     

    FOR GOOD

     



    ถ้าจะไป ก็ขอให้ไปแล้ว ไปลับ อย่าได้กลับมา








    ตอนที่ 03•

    ชีวิตใหม่ ... ของฮัมมิ่งเบิร์ด




    หลังจากอุบัติเหตุของฮัมมิ่งเบิร์ด

    คิม จงอิน หายตัวจากทุกสิ่งอย่างไปสามวันเต็มๆ

    สามวัน ... ถ้ามันจะรู้สึกเหมือนว่าวันเวลาช่างยาวนานขนาดนี้

    เขาหายเงียบไปจากทุกอย่างสามวันเต็มๆ เพื่อพยายามจะลืมสิ่งที่เกิดขึ้นและปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความเสียใจจนเกือบบ้าเป็นครั้งที่สองในชีวิต ถึงแม้จะใช้เวลาสามวันกับตัวเองแต่ช่วยไม่ได้จริงๆที่เหตุการณ์ในวันนั้นยังคงเด่นชัดขึ้นมาในความทรงจำอยู่เสมอเมื่อนึกถึง

    หลังจากที่กดโทรหาหน่วยกู้ภัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขาก็รีบปีนขึ้นมาบนไหล่ทาง เก็บหมวกกันน็อคและเสื้อแจ็คเก็ตที่โยนทิ้งไว้กับพื้น แล้วเดินไปที่มอเตอร์ไซด์คันเก่งของตัวเอง ก่อนจะขี่มันขึ้นไปบนยอดเขาให้เร็วที่สุด จุดหมายปลายทางก็คือจุดชมวิวซึ่งบัดนี้ไม่มีใครอยู่บนนั้นสักคน ตั้งใจจะขึ้นที่สูงเพื่อที่จงอินจะได้เห็นจุดเกิดเหตุที่อยู่ต่ำกว่าได้อย่างชัดเจน

    จงอินเฝ้ามองอยู่บนที่สูงอย่างเงียบๆเพราะเขาจะปกป้องฮัมมิ่งเบิร์ดอยู่บนนี้และให้จี้เพชรอันนั้นอยู่เป็นเพื่อนเซฮุน ไม่ถึงสิบนาทีถัดมาเสียงไซเรนของรถพยาบาลก็ดังขึ้น ในที่สุดก็มีใครบางคนเข้ามาดูแลนายแล้วสินะ

    ตอนนั้นเอง น้ำตาที่เขาไม่รู้ว่าตัวเองมีอยู่ก็ไหลลงมา

    ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งชันเข่ากับพื้นก่อนจะมองฝ่ามือภายใต้ถุงมือหนังของตัวเองเงียบๆ ไม่มีแม้แต่รอยเลือด แต่จงอินกลับรู้สึกว่ามือของตัวเองนั้นสกปรกจนเกินจะทนมองได้อีกต่อไป ในระยะสายตาเห็นแล้วว่ารถพยาบาลมาถึงที่เกิดเหตุเป็นที่เรียบร้อย พร้อมๆกับเจ้าหน้าที่หลายคนกรูกันลงมาเมื่อรถจอดสนิท เสียงตะโกนโหวกเหวกดังอยู่ด้านล่างในขณะที่คนหลายคนพยายามจะช่วยชีวิตของเซฮุนเอาไว้ให้ได้

    แต่เขากลับ ...

    ขอโทษนะ ฉันขอโทษจริงๆ ฮัมมิ่งเบิร์ด ...

    ให้มันเป็นฉันที่เป็นคนจบชีวิตนายเองเถอะนะ

    ถ้าเป็นคนอื่น ... ก็ไม่อยากจะคิดเลยจริงๆ

    จงอินปล่อยให้ตัวเองนั่งคร่ำครวญอยู่อย่างนั้นอีกพักใหญ่ เขาเฝ้ารอ รอจนรถพยาบาลและเจ้าหน้าที่คนสุดท้ายจากหลายหน่วยงานเคลียที่เกิดเหตุจนเรียบร้อยก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้น เดินเร็วๆไปคร่อมมอเตอร์ไซด์ของตัวเอง ชายหนุ่มสบถก่อนจะกระแทกกำปั้นลงกับแฮนด์รถแรงๆหลายครั้ง

    เขามองดูคนที่รู้สึกดีด้วยอย่างจริงใจ ตาย ... เป็นครั้งที่สอง

    ครั้งแรกเขาทำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

    แต่ครั้งนี้ เขากลับต้องมาจบชีวิตของเซฮุนเองกับมือ

    เพราะมันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเจ้าตัวเอง

    จนกระทั่งสามวันถัดมา เขาก็ยังไม่สามารถลืมวินาทีไหนจากการตายของเซฮุนได้เลย เด็กหนุ่มยังคงแจ่มชัดอยู่ในความรู้สึกของเขา คอยรบกวนเขาอยู่เสมอและจงอินก็ทำใจให้ลืมมันไม่ได้ ในตอนแรกเขาก็ไม่คิดว่ามันจะส่งผลกับตัวเขาถึงเพียงนี้ เพราะที่ผ่านมา เขาสนุกกับการเฝ้าดูอีกฝ่ายดิ้นรน เหมือนกำลังมองนกตัวเล็กๆกำลังพยายามเอาจะงอยปากงัดกรงทองออกมาให้ได้

    เซฮุนเข้ามาในแผนการของเขาอย่างช้าๆ ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นด้วยความสงสาร ด้วยความสัตย์จริง จงอินไม่เคยรู้สึกพิเศษกับของสวยๆงามๆแต่ไร้ค่าเพราะเขาเห็นแต่ความตื้นเขินของพวกมันมาตลอดชีวิตวัยเด็กและสะอิดสะเอียนกับมันเต็มทน แต่เพราะความใจสู้ต่างหากที่ทำให้หัวใจของเขาอ่อนยวบ ที่เขาเคยพูดไว้นั้น ไม่ได้ผิดเลย เซฮุนทำให้เขานึกถึงผู้หญิงคนหนึ่ง

    แม่ ...

    แต่แม่ของเขา ... โอลีฟ ตายอย่างทรมานเพราะพิษรัก

    อย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่จงอินแน่ใจก็คือ เซฮุนไม่ได้ทรมานเลยแม้แต่น้อย

    ในตอนที่เขาเอารูปถ่ายของเซฮุนให้ชานยอลดู หยิบของในกระเป๋าเงินของเด็กหนุ่มออกมาเทกระจาดให้อีกฝ่ายเห็นชัดๆเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันการตาย พี่ชายของเขาถึงกับผงะไปพักหนึ่งแต่วินาทีถัดมาก็เซ็นเช็คเป็นจำนวนเงินถึงสองเท่าจากปกติแล้วยื่นมันให้กับเขา จงอินปรายตามองกระดาษแผ่นนั้นอย่างไม่ใยดีก่อนจะหันหลังเดินจากมาโดยไม่พูดอะไรสักคำ

    เป็นครั้งแรกที่เขาเกือบจะหลุดจากบทบาทที่ตัวเองได้รับมา แต่ยังดีที่เขายังควบคุมตัวเองได้ ไม่อย่างนั้น มันจะทำให้เขาและพรรคพวกที่อยู่ที่นี่ซวยตามกันไปหมด ถึงแม้จะแค้นในอกจนแทบกระอักเลือดก็ตาม แต่เขาก็อดทนมาได้ตั้งหลายปี เลวร้ายกว่านี้ก็ผ่านมาได้ไม่รู้กี่รอบ ก็ต้องอดทนต่อไปให้ได้

    ถึงแม้ความจริงแล้ว เซฮุนจะตายจากอุบัติเหตุ ไม่ใช่เป็นเพราะลูกกระสุนจากปืนของเขาอย่างที่ชานยอลเข้าใจก็ตาม แต่จงอินก็ปฏิเสธไม่ได้แม้แต่เพียงนิดเดียวว่าเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เพราะเขาเป็นคนตามฮัมมิ่งเบิร์ดไป กดดันจนรถเสียหลัก ตกไหล่ทางในที่สุด

    และในตอนที่จงอินตัดสินใจเข้าไปในโรงพยาบาลใหญ่เจ้าของโลโก้ที่ติดอยู่ข้างรถกู้ภัยเพราะเขาต้องการรู้ว่าเจ้าหน้าที่พวกนั้นจะจัดการอย่างไรกับศพของเซฮุน ถ้าไม่มีใครจัดการจริงๆ จงอินก็ตั้งใจว่าจะแสดงตัวเป็นญาติ ขอรับร่างของฮัมมิ่งเบิร์ดกลับไปด้วยแล้วนำเจ้าตัวไปฝังไว้ข้างๆกับแม่ของเขา ทุกๆสองสัปดาห์เขาก็จะเอาดอกไม้หอมๆไปวางไว้ที่นั่นเป็นประจำอยู่แล้ว

    อย่างน้อยก็อยากจะแน่ใจว่าเซฮุนจะไม่เหงาเพราะที่แห่งนั้นเด็กหนุ่มจะมีแม่ของเขาเป็นเพื่อน
    แต่ในตอนที่จงอินได้เอกสารมาอยู่ในมือ ชายหนุ่มก็เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ ร่างกายของเขาแข็งเกร็งเหมือนโดนน้ำเย็นๆสาดไปทั้งร่าง อึ้งจนพูดไม่ออก ได้แต่อ่านข้อความในเอกสารนั่นซ้ำไปซ้ำมาไม่ต่ำกว่าห้ารอบ

    จงอินสาบานได้ว่าตอนนั้น ... เขามองฮัมมิ่งเบิร์ดตายด้วยสองตาตัวเอง

    แต่ตอนนี้ เขาค่อยๆซึมซับเนื้อความในกระดาษด้วยความเลื่อนลอยลงทุกที แต่ในขณะเดียวกัน จงอินก็ควักเงินสดปึกเล็กๆออกมาวางไว้บนโต๊ะก่อนจะถอดนาฬิกาข้อมือของตัวเองวางทับไว้อีกทีด้วย ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้า – ออกอย่างรุนแรง พร้อมๆกับขอให้เจ้าหน้าที่ลบข้อมูลทุกอย่างออกให้หมด แค่เงินกับนาฬิกาเรือนเดียว จงอินไม่เสียดายเลยแม้แต่น้อยถ้าหากมันจะทำให้ความลับนี้ยังคงอยู่ต่อไป

    เพราะชานยอลจะรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าเซฮุน ... ยังไม่ตาย

    มีปาฏิหาริย์บางอย่างเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ... ฮัมมิ่งเบิร์ดรอดตายแต่บาดเจ็บสาหัส ดูจากรายงานแล้วสภาพหลังการรักษาก็ ... คงไม่มีอีกแล้ว ขนสวยๆและปีกอันสง่างามเหมือนนกคู่บัลลังก์จักรพรรดิ ชายหนุ่มคิดอยู่ในใจระหว่างเดินออกมาจากโรงพยาบาล ยังคงมึนงงกับสิ่งที่ได้รับรู้ ในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตยังคงมีเอกสารสำเนาข้อมูลของการรักษาอยู่กับตัว

    ไม่ผิดตัวแน่ๆ ...

    เพราะมันบอกว่านอกจากจะไม่มีหลักฐานว่าผู้ป่วยเป็นใครแล้ว ยังมีสร้อยเพชรเส้นหนึ่งและเงินสดปึกใหญ่อยู่ในที่เกิดเหตุอีกด้วย และตอนนี้เซฮุนก็ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในความอนุเคราะห์ของนายแพทย์ท่านหนึ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากเด็กหนุ่มไม่มีญาติ นายแพทย์ท่านนั้นจึงรับไปรักษาต่อที่คลินิกส่วนตัวของตัวเองด้วยความเมตตา ถึงแม้มันจะไม่ได้ใหญ่โตเหมือนโรงพยาบาลแห่งนี้ก็ตาม

    แต่จงอินก็คลับคล้ายคลับคลาเหมือนจะรู้จักคลินิกแห่งนั้น มันน่าจะตั้งอยู่ในจังหวัดข้างๆนี่แหละ เหมือนจะเคยขับรถผ่าน

    เพราะฉะนั้น คลินิกของนายแพทย์พยอน

    ก็คือจุดมุ่งหมายต่อไปที่เขาจะไปเยี่ยมเยียนอย่างแน่นอน







    ในฐานะนายแพทย์ ... พยอน แบคฮยอนกำลังประสบปัญหาใหญ่

    หนึ่งเดือนที่แล้ว ในโรงพยาบาลใหญ่ประจำจังหวัดที่เขาประจำอยู่ มีคนไข้เคสหนักเคสหนึ่งถูกนำตัวเข้ามารักษาอย่างเร่งด่วน เด็กผู้ชายคนนั้นประสบอุบัติเหตุขับรถตกไหล่ทาง อาการสาหัส เป็นตายเท่ากัน ตอนหน่วยกู้ภัยฉุกเฉินนำร่างของเด็กคนนี้เข้ามา ก็ได้เขานี่แหละที่เป็นหมอเจ้าของไข้

    การผ่าตัดเพื่อช่วยชีวิตและการพักฟื้นหลังจากนั้นเกือบสองอาทิตย์นั้นผ่านไปด้วยดี แต่เพราะเด็กคนนี้ไม่มีญาติมาแสดงตัวและทางโรงพยาบาลก็กดดันผู้ป่วยอย่างหนักเนื่องจากค่ารักษาในแต่ละวันมีแต่จะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เด็กคนนี้เกือบจะหายสนิทแล้วเหลือแค่พักฟื้นอีกนิดๆหน่อย แต่สิ่งที่ทำให้แบคฮยอนเป็นกังวลอย่างหนักก็คือ

    คนไข้คนนี้ของเขา ไม่ยอมพูด

    ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจรับเด็กคนนี้เข้ามาอยู่ในการดูแลของตัวเอง เห็นหน้ากันมาเป็นเดือนๆ ด้วยความสัตย์จริง แบคฮยอนไม่รู้จักชื่อของเด็กคนนี้ด้วยซ้ำ แต่ด้วยความเมตตา ถูกชะตา สงสารหรืออะไรก็แล้วแต่ เขาจึงจัดการค่าใช้จ่ายทั้งหมดและย้ายตัวเด็กคนนี้มารักษาที่คลินิกของตัวเอง

    ช่วงแรกๆที่เด็กคนนี้ถูกย้ายมาอยู่ในห้องพักฟื้นที่คลินิกของเขา แบคฮยอนก็กำชับให้ทั้งเจ้าหน้าที่พยาบาลและเจ้าหน้าคนอื่นๆคอยพูดคุย ถามไถ่อีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลา แต่ก็เป็นเหมือนเดิม เด็กคนนั้น ไม่ยอมพูด ถัดไปเขาจึงแกล้งทำเป็นพูดคุยภาษามือกับอีกฝ่าย เด็กคนนั้นก็ไม่เข้าใจสิ่งที่เขาสื่ออย่างเห็นได้ชัด แบคฮยอนจึงแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้เป็นใบ้

    อย่างที่สองเด็กที่เขาค่อนข้างแน่ใจก็คือคนนั้นอ่านออก เขียนได้ แต่ก็ไม่ยอมเขียน ไม่ยอมสื่อสารอะไรเลย ใช้ชีวิตเป็นผักอยู่ในห้อง ให้ทำอะไรก็ทำ ให้กินอะไรก็กิน ไม่เรียกร้อง ได้แต่ยอมรับชะตาของตัวเองจนเหมือนคนหมดอาลัยตายอยากเข้าไปทุกที

    ในช่วงแรกๆ แบคฮยอนเกือบจะคิดว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ป่วยออทิสติกด้วยซ้ำเพราะอาการไม่ยอมสื่อสารใดๆเลยของเด็กคนนี้ แต่เพราะเด็กหนุ่มสบตากับเขาตลอดเวลาที่เขาพูดคุยด้วยจึงทำให้ข้อสันนิฐานนั้นตกลงไปในที่สุด มันเหมือนกับ ... เจ้าตัวเฝ้ามองพวกเขาอยู่ตลอดเวลา เฝ้ามองผู้คนที่พยายามสื่อสารกับตัวเองแต่แค่ไม่ยินดียินร้ายที่จะตอบสนอง

    สุดท้ายนายแพทย์ใหญ่ที่ปรึกษาของเขาก็ลงความเห็นว่าทั้งหมดนี่คืออาการทางจิต สิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อจิตใจของคนไข้ แน่ล่ะว่าแบคฮยอนเป็นกังวล เจ้าหน้าที่หน่วยฉุกเฉินบอกว่าไม่สามารถระบุตัวตนของเด็กคนนี้ได้ บางทีเจ้าตัวอาจจะคิดถึงบ้าน อยากกลับไปหาคนรัก แต่จำไม่ได้แม้กระทั่งตัวตนของตัวเองจึงไม่ยอมพูดก็อาจจะเป็นได้

    เพราะฉะนั้น เขาจะทำทุกอย่างเพื่อให้เด็กคนนี้พูดออกมา

    เพราะการเก็บ ... มันอัดอั้น เหมือนว่ายอยู่ในน้ำที่มืดสนิท วกวนหาทางออกไม่เจอ ได้แต่หวาดกลัวอยู่คนเดียว และแบคฮยอนก็ได้แต่หวังว่าสักวัน เขาจะดึงเด็กคนนี้พ้นขึ้นมาจากน้ำได้สักที







    “วีวี่ ...” 

    เสียงน่ารำคาญ ...

    เซฮุนนิยามเสียงของชายหนุ่มไว้ว่าอย่างนั้น เขายังคงนั่งหันหลังและไม่ยอมหันกลับไปมองคนพูดราวกับไม่รู้มารยาท แต่ชื่อ ‘วีวี่’ กลับทำให้เขาหูผึ่งอย่างอดไม่ได้ เพราะวีวี่เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของเซฮุนในยามนี้

    “มันหายออกไปเมื่อคืน”

    สิ้นเสียงของอีกฝ่าย เด็กหนุ่มก็หันกลับไปในทันที เขาเงยหน้ามองดูนาฬิกาติดผนัง นี่ก็บ่ายสองเข้าไปแล้ว ปกติวีวี่จะวิ่งพรวดพราดมาในห้องประมาณบ่ายโมง หลังจากพยาบาลเอาข้าวให้มันกินจนอิ่ม แล้วมันก็จะมานอนอยู่กับเขาบนเตียงจนถึงเย็น เป็นอย่างนี้ตั้งแต่วันที่เซฮุนย้ายเข้ามาพักฟื้นในคลินิก

    เขาจ้องใบหน้าของหมอหนุ่มเขม็ง ใบหน้าอ่อนใสของเด็กหนุ่มฉายแววตกใจอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาสีน้ำตาลเบิกโพล่ง ริมฝีปากอ้าออกเหมือนกำลังจะเอ่ยคำพูดนั้นก็ทำให้แบคฮยอนรีบก้าวเข้ามาใกล้ในทันที แต่เซฮุนไม่สนใจชายหนุ่มชั่วครู่ เด็กหนุ่มไถลตัวลงจากเตียงคนไข้ ก่อนจะทำท่าจะเดินกะโผลกกะเผลกผ่านหน้าอีกฝ่ายไปอย่างไม่ใยดีเพื่อไปตามหาเจ้าสุนัขเพื่อนแก้เหงาด้วยตัวเอง

    วีวี่ ... วีวี่ จะเป็นยังไงบ้างนะ

    “เดี๋ยว” แบคฮยอนคว้าต้นแขนของเขาเอาไว้ “ไม่ต้องออกไปตามหามันหรอก มันกลับมาเองแล้วเมื่อเช้า”

    เอ้า ... กวนประสาทงั้นเหรอ

    เซฮุนคิดอยู่ในใจพลางจ้องใบหน้าอีกฝ่ายเขม็งยิ่งกว่าเดิม ที่ผ่านมาแบคฮยอนใช้สารพัดวิธีที่จะทำให้เขาพูด ทั้งหลอกล่อ ทั้งตะล่อมหรือทำแม้กระทั่งเอ่ยขอร้อง แต่เซฮุนก็ไม่คิดว่าสุดท้ายเจ้าตัวจะใช้เจ้าวีวี่เป็นเครื่องมือหลอกล่อเพราะสิ่งที่ทุกคนไม่รู้ก็คือ เวลาอยู่กันสองคน เซฮุนมักจะพูดคุยกับเจ้าวีวี่ราวกับเป็นเพื่อนสนิทอยู่เสมอ

    “อย่ามองผมอย่างนั้นสิ”

    แบคฮยอนพูดพร้อมกับรอยยิ้มทะเล้นแบบหลุดมาด ชายหนุ่มยืนยิ้มอยู่ข้างเขาด้วยชุดเสื้อยืดสกรีนลายกับกางเกงยีนส์สีดำเหมือนเด็กหนุ่มรุ่นๆไม่มีผิด นี่ถ้าไม่ใส่เสื้อกาวน์คลุมทับอีกชั้น มาบอกว่าเป็นหมอที่อายุสามสิบกลางๆเข้าให้แล้ว ให้ตายอย่างไร เขาก็ไม่เชื่อ

    “ผมไม่ได้หลอกคุณนะ วีวี่มันหายไปจริงๆ เมื่อคืนฝนตก มันคงวิ่งออกไปเล่นน้ำ ตอนเช้าผมออกเวรจากโรงบาลมาก็เจอมันมานอนรออยู่หน้าคลินิกแล้ว เปรอะโคลนไปทั้งตัว ตอนนี้พวกพยาบาลกำลังไล่จับมันมาอาบน้ำอยู่ ผมมาบอกก่อนกลัวว่าคุณจะเป็นห่วงมัน”

    เป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่อยากจะนับที่เซฮุนจ้อง ... หมอเบค ของทุกคนเขม็ง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ผู้ชายคนนี้ดีเกินไปสำหรับเขา มองโลกในแง่ดี สม่ำเสมอและไม่เคยหมดความพยายาม ถึงแม้จะโดนเขาตอกหน้าด้วยสายตามานับครั้งไม่ถ้วน แต่เช้าวันถัดมาหมอเบคก็จะเข้ามาในห้องด้วยรอยยิ้มกว้างพร้อมกับเจ้าวีวี่อยู่เสมอ

    แต่เซฮุนก็เข็ดแล้วเช่นกัน

    เขากลัวที่จะเปิดรับใครให้เข้ามาในชีวิต ... เพราะทุกๆการตัดสินใจของเขานั้นเต็มไปด้วยความผิดพลาด ราคาที่เซฮุนเคยต้องจ่ายให้กับบทเรียนของชีวิตยังติดแน่นอยู่ในความทรงจำ เขาจำทุกอย่างได้ ทั้งสิ่งที่โดนกระทำและสิ่งที่เลือกตอบโต้กลับไป ชัดเจนในแบบที่แม้แต่ฤทธิ์ของยาก็ไม่สามารถทำให้มันลางเลือนลงได้เลย

    หนึ่งเดือนที่ผ่านมา เซฮุนอยากจะบอกทุกๆคนใจจะขาดว่าเขาซึ้งใจในสิ่งที่พวกเขาทำให้มากแค่ไหน ในตอนที่ยังลุกไม่ได้ เขาได้นอนนิ่งและมองความเคลื่อนไหวภายในห้องไปมา รับรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้น แต่พอจะขยับปากพูดเท่านั้น ... ความกลัวที่จะเริ่มต้นใหม่ก็กลับมาอีกจนได้

    ตอนนี้เขาไม่แน่ใจอีกต่อไปแล้วว่าเขาเป็นใครเพราะ ...โอ เซฮุน คนเก่า

    ฮัมมิ่งเบิร์ดนั้น ตายไปเรียบร้อย

    การรักสบายในอดีตนั้นไม่ได้ผิด แต่วิธีที่ทำให้อยู่อย่างสะดวกสบายนั้นผิดมาก

    เขาโง่อย่างไม่น่าเชื่อ แทนที่จะทำให้ชานยอลรักในตัวตนของเขา แต่เซฮุนกลับใช้ร่างกายทำให้อีกฝ่ายลุ่มหลง และหลังจากนั้นมันก็ดูเหมือนจะลางเลือน ดูเหมือนการอยากจะได้อะไรสักอย่างสำหรับเขานั้น คำขอบคุณไม่เพียงพออีกต่อไป มีแต่ร่างกายเท่านั้นที่จะปรนเปรอได้อย่างเท่าเทียม

    สำหรับฮัมมิ่งเบิร์ดนั้น ... ชานยอลยินดีจะควักเศษเงินของเจ้าตัวให้เขาและตอนนั้นเซฮุนเองก็พร้อมที่จะรับเงินแบบไม่มีข้อแม้ นั่นมันก็ทำให้ตัวเขาไม่ต่างอะไรจากผู้หญิงข้างถนนที่เขาเคยค่อนขอดเลยแม้แต่น้อย ไม่มีใครมานั่งสนใจความรู้สึกของเขา คุณค่าอย่างเดียวของเซฮุนในฐานะฮัมมิ่งเบิร์ดแสนสวยก็คือราคาที่ต้องจ่ายในห้องนอน

    ไม่มีใครมองเห็นเซฮุนเท่าเทียมหรือเป็นมนุษย์คนหนึ่ง

    แต่อยู่ที่นี่ แบคฮยอนเห็น ...

    และนั่นทำให้เขากลัวว่าอดีตจะซ้ำรอยเดิม

    ถ้าหาก สำหรับแบคฮยอน คำขอบคุณไม่เพียงพอ แล้วสิ่งที่เขาจะต้องจ่ายคืนให้อีกฝ่ายนั้นจะเป็นราคาในห้องนอนอีกหรือไม่?

    แต่เคยมีผู้ชายคนหนึ่งเคยพูดกับเขาไว้ ... คนอื่นจะตีค่าเราอย่างไร นั่นเป็นเพราะเราทำตัวให้เขาตีค่าเราอย่างนั้นเอง ผู้ชายคนเดียวกับที่ทั้งปฏิเสธและผลักไสฮัมมิ่งเบิร์ดให้เน่าตายคากรงทองอย่างเลือดเย็น

    “อีกสักพัก วีวี่น่าจะเข้ามาแล้ว คืนนี้ผมจะปล่อยให้มันนอนกับคุณในห้องก็แล้วกัน ชดเชยที่เมื่อวานมันต้องนอนหนาวอยู่หน้าคลินิกทั้งคืน”

    แบคฮยอนพูดขึ้นมาอีก และเมื่อเห็นว่าเซฮุนสนใจกับคำพูดของตัวเองอย่างเห็นได้ชัด ไม่ทำหมางเมินหรือเย็นชาอย่างเคย ชายหนุ่มก็ตัดสินใจทรุดตัวนั่งลงช้าๆบนขอบเตียงของคนไข้พยายามจะชวนคุยด้วยความเป็นมิตร

    “คุณชอบหมาเหรอ?”

    เซฮุนจ้องอีกฝ่ายราวกับกำลังชั่งใจก่อนจะพยักหน้าช้าๆ เท่านั้นแหละหมอเบคก็ยิ้มกว้างราวกับเป็นสิ่งที่รอคอยมานาน ถ้ามีหูและหางงอกมาอีกหน่อยล่ะก็ ... ก็ไม่ต่างอะไรกับเจ้าวีวี่ที่ดีใจกระดิกหางจนตัวสั่นในตอนที่เซฮุนอุ้มมันขึ้นมานั่งบนตักหรอก

    “เคยเลี้ยงมาก่อนรึเปล่า?” ชายหนุ่มถามอีกรอบและเขาก็ส่ายหัวในทันที

    ถึงแม้แบคฮยอนจะแอบน่ารำคาญไปบ้าง ... แต่เซฮุนก็ชอบผู้ชายคนนี้เพราะอีกฝ่ายรักในอาชีพของตัวเอง แบคฮยอนรักในความเป็นหมอ ชายหนุ่มทุ่มเทอย่างถึงที่สุด ถึงแม้จะไม่ได้เป็นหมอสายบู๊ที่ต้องเจอเคสหนักอยู่ทุกวัน แต่หมอเบคของทุกคนก็ยังเต็มที่กับการรักษาชีวิตคนเอาไว้ รวมไปถึงสัตว์น้อยใหญ่ที่ไม่มีที่พึ่งอีกด้วย เห็นหมา แมวจรจัดเป็นไม่ได้ ต้องเก็บมาฉีดวัคซีน อาบน้ำอาบท่า ให้อาหารจนอิ่มหนำก่อนจะปล่อยไปมันแทบทุกครั้ง แถมถ้ามีขาจรหลงมาขอข้าว ขอน้ำก็ไม่เคยไล่

    จนเซฮุนได้แต่สงสัยว่าที่นี่เป็นคลินิกหรือโรงทานกันแน่

    แต่คนอย่างเขาจะมีหน้าไปพูดอะไรได้อีกล่ะ ในเมื่อเขาก็เป็น นก ตัวหนึ่งที่แบคฮยอนเก็บมาเลี้ยงเช่นกัน
    แบคฮยอนนิ่งเงียบไป คงเพราะจะรอว่าคราวนี้เขาจะพูดอีกหรือไม่ แต่เซฮุนก็ยังปิดปากเงียบอยู่เหมือนเดิม แต่ในอึดใจถัดมา ชายหนุ่มก็ถอนหายใจอย่างแรง ก่อนจะยกมือขยี้หัวตัวเองแรงๆ จนทรงผมยาวรากไทรดูคล้ายกับหนุ่มวินเทจของตัวเองนั้นดูยุ่งเหยิง

    “เอาเถอะ” แบคฮยอนยอมแพ้สำหรับวันนี้ “ที่จริง ... ผมก็แค่อยากรู้ชื่อของคุณ”

    จากนั้นอีกฝ่ายก็ลุกขึ้นก่อนจะยิ้มเล็กน้อยให้เซฮุนที่ยังคงยืนกระพริบตาอย่างงงๆอยู่เช่นเดิม

    “ช่างเถอะ” คุณหมอหนุ่มพึมพำ ย้ำชัดถึงความพ่ายแพ้ในการพยายามของตัวเอง หน้าหงอจนเซฮุนเกือบจะใจอ่อนขึ้นมาจริงๆ ไม่ปฏิเสธว่าที่ผ่านเขาเองก็อยากมีเพื่อนมาโดยตลอดเช่นกัน “พักผ่อนซะนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะมาใหม่ อ้อ มีครีมเค้กอยู่ในตู้เย็น พยาบาลบอกว่าคุณชอบ ถ้าหิวก็จัดการได้เลย”

    แบคฮยอนพูดจบแล้วทำท่าจะเดินออกจากห้อง

    แต่เซฮุนก็ ... “เดี๋ยว” ออกมาอย่างแผ่วเบาจนได้

    ชายหนุ่มหันกลับมาอย่างรวดเร็วจนปลายเสื้อกาวน์สะบัดตามแรงหมุน แบคฮยอนชะงักเท้า อ้าปากค้างและยืนขาตายอยู่หน้าประตู

    “ขอบคุณนะ” เซฮุนเอ่ยเสียงดังฟังชัด ในขณะที่มองชายหนุ่มซึ่งเหมือนจะตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก

    แบคฮยอนพยักหน้าตามเหมือนโดนมนต์สะกด ชายหนุ่มมีท่าทางลังเล ริมฝีปากเปิดๆปิดๆเหมือนปลาขาดน้ำ แต่ก็ดูกล้าๆกลัวๆ ไม่กล้าที่จะก้าวเข้ามาใกล้เพราะกลัวว่าเซฮุนจะหดตัวกลับเข้าไปอยู่ในกระดองของตัวเองเช่นเดิม ใบหน้าขาวจัดของชายหนุ่มดูโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด แต่ในขณะเดียวกัน แบคฮยอนก็ไม่กดดันถามอะไรเพิ่มอีกเพราะรู้ว่าเขาต้องการเวลามากเพียงใด

    “ผมไม่มีอะไรจะตอบแทนคุณ นอกจากคำว่า ขอบคุณ” เซฮุนย้ำ การพูดดูเหมือนจะง่ายขึ้นมาทันที แต่เขายังไม่ยอมบอกชื่อของตัวเองในตอนนี้แต่อย่างใด “หวังว่ามันคงพอ สำหรับคุณ”

    “พอสิ พอ!” แบคฮยอนตื่นเต้นจนควบคุมเสียงของตัวเองไม่อยู่ ได้แต่ย้ำอยู่แบบนั้น คนไข้ที่ไม่ยอมพูดกับเขามาเป็นเดือน ในที่สุด ในที่สุด …

    “พอแล้ว พอแล้ว”

    เซฮุนส่ายหัวเล็กน้อย ริมฝีปากอยากจะยิ้มให้กับอาการตื่นเต้นเป็นเด็กๆของอีกฝ่าย แต่ก็กลั้นไว้ได้ทันเพราะกลัวว่าหมอเบคของทุกคนจะได้ใจไปมากกว่านี้ ร่างสูงโปร่งเดินกะโผลกกะเผลกไปที่เตียงของตัวเองก่อนจะค่อยๆล้มตัวนอนหันหลังให้กับประตู ดึงผ้าห่มขึ้นมาจนจรดคางแล้วเงียบอีกครั้ง จนคุณหมอหนุ่มน่าจะเข้าใจว่าคราวนี้เขาต้องการพักผ่อนจริงๆ

    “พรุ่งนี้ผมจะมาใหม่นะ”

    อีกฝ่ายรีบพูดก่อนจะออกไปแต่เซฮุนก็ไม่หันกลับไปมองแต่อย่างใด แต่ได้หัวเราะคิกอยู่ใต้ผ้าห่ม จนได้ยินเสียงชายหนุ่มเปิดประตูห้องออกไปแล้วจากนั้นเสียงตะโกน ‘ยู้ววฮู๊วววววววววววว!!!’ ราวกับคนดีใจสุดขีดก็ดังลั่นทางเดินขึ้นมาทันที เป็นอีกครั้งที่เซฮุนหัวเราะ ใจอ่อนยวบยาบอยากจะยื่นมือออกไปรับไมตรีของอีกฝ่ายใจจะขาด

    แต่แบคฮยอนก็ไม่จำเป็นต้องรู้หรอก จริงไหม?








    ความตื่นเต้นทำให้จงอินขับมอเตอร์ไซด์ข้ามจังหวัดในคืนนั้น

    ชายหนุ่มมีเพียงเอกสารที่ได้มาจากโรงพยาบาล ปืนสั้นประจำตัวและกล้องส่องทางไกลที่เขาเพิ่งแวะซื้อก่อนจะออกเดินทาง เขาไม่มีกระเป๋าเสื้อผ้าหรือของใช้จำเป็นอะไรมากมาย เขาแค่ต้องการความคล่องตัว และมาดูให้แน่ใจว่าเซฮุนยังมีชีวิตอยู่จริงๆ

    จงอินเชื่อว่าการรอดตายไม่ใช่ความผิดพลาด

    แต่มันเป็นปาฏิหาริย์ อย่างน้อยก็กับตัวเขาเอง

    อย่างน้อยที่ทำได้ในตอนนี้ ... เขาก็แค่อยากเห็นด้วยตาตัวเองว่าฮัมมิ่งเบิร์ดของเขานั้นยังสมบูรณ์ดีทุกอย่าง เพื่อที่เซฮุนจะได้ใช้ชีวิตต่อไปในอนาคตได้ แต่ถ้าหาก สมองของเด็กหนุ่มได้รับความเสียหาย จงอินก็ตัดสินใจได้เลยในตอนนั้นว่าเขาเป็นจะคนดูแลเจ้าตัวเอง แต่ก็ไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกันว่าถ้าหาก เซฮุนฟื้นขึ้นมาไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม การมองอีกฝ่ายตายลงอย่างรวดเร็วจะแย่กว่าการที่ต้องเห็นเด็กหนุ่มทรมานไปตลอดชีวิตหรือไม่

    ไม่นานนักก็มาถึงที่หมาย

    คลินิกขนาดกลางของนายแพทย์พยอน

    ก่อนที่จะพรวดพราดเข้าไป แม้ใจจะอยากทำแบบนั้นแค่ไหนก็ตาม

    แต่สิ่งแรกที่จงอินบังคับให้ตัวเองทำก็คือ เดินสำรวจรอบๆเป็นบริเวณกว้าง หาทำเลเหมาะๆสำหรับที่ซุ่มดูตามที่ได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่วัยหนุ่ม แล้วพบว่าไม่ไกลจากที่ตั้งของคลินิกนั้นมีสนามเด็กเล่นอยู่ใกล้ๆ และมีเครื่องเล่นหลายอย่างที่ใหญ่และแข็งแรงพอ น่าจะกำบังร่างกายของเขาได้ ชายหนุ่มยืนนิ่งๆอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็ตัดสินใจเข็นรถมอเตอร์ไซด์ของตัวเองไปซ่อนในดงต้นไม้หนาทึบที่ขึ้นอยู่ไม่ไกลนัก โชคดีที่บริเวณคลินิกอยู่ไกลจากชุมชนพอสมควร คนเดินเพ่นพ่านผ่านไปมาจึงไม่เยอะอย่างที่เขากังวลในตอนแรก

    ห้านาทีถัดมา

    ชายหนุ่มก็ขึ้นมานั่งชันเข่าอยู่ในบ้านต้นไม้มืดๆได้ในที่สุด ดวงตาสีเงินมองประตูคลินิกไม่วางตา เขานั่งจ้องอยู่อย่างนั้น เวลาผ่านไปเท่าไหร่ก็ขี้เกียจจะนับ แต่ในตอนที่จงอินตัดสินใจขยับตัว ประตูคลินิกก็เปิดผ่างออกด้วยฝีมือของผู้ชายร่างสันทัดคนหนึ่ง ผู้ชายคนนั้นแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราวกับเป็นเด็กวัยรุ่นแถมยังใส่รองเท้าผ้าใบอีกด้วย แต่น่าแปลกที่คนๆนั้นกลับสวมเสื้อกาวน์ทับอีกชั้น

    อย่าบอกนะ ว่าผู้ชายคนนั้นคือนายแพทย์พยอน ...

    ระหว่างที่จงอินมองอีกฝ่ายอย่างไม่คาดคิด ฝ่ามือข้างหนึ่งของผู้ชายแปลกหน้าก็ดันบานประตูกระจกให้เปิดออกในขณะที่แขนอีกข้างก็อุ้มสุนัขขนสีขาวมาด้วยอีกหนึ่งตัว

    ‘วีวี่!’

    นายแพทย์หน้าเด็กเอ็ดเจ้าสุนัขเสียงดังเมื่อเปิดประตูคลินิกออกมาได้ เจ้าสุนัขก็ดิ้นอย่างแรงเหมือนมันอยากจะลงไปวิ่งเล่นที่พื้นตามประสาของมันจนเต็มแก่ ถึงแม้ชายหนุ่มคนนั้นจะเอ็ดมันแต่สีหน้ากลับไม่ได้ดูโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเขากลับหัวเราะแล้วปล่อยมันลงในที่สุด จากนั้นเจ้าสุนัขก็วิ่งห้อตะลุยไปทั่วสวนอย่างมีความสุขก่อนที่จะมีคนอีกคนค่อยๆใช้ไม้ค้ำเดินผ่านประตูหน้าตามออกมา

    แล้วผู้ชายในชุดเสื้อกาวน์ก็รีบกุลีกุจอเปิดประตูคลินิกไว้คอยท่า พร้อมๆกับทำท่าจะเข้าไปช่วยประคองแต่กลับโดนสายตาพิฆาตจ้องเขม็งกลับมาเสียก่อน จึงทำให้เขาหยุดอยู่ตรงนั้น ยกสองมือขึ้นเป็นเชิงยอมแพ้แล้วหัวเราะเหมือนไม่ได้ติดใจอะไรมากมาย จากนั้นก็เปลี่ยนไปหยิบเก้าอี้ตัวใหญ่ไปวางไว้ให้ในสวนแทน

    และการปรากฏตัวของเด็กหนุ่มในชุดผู้ป่วยสีอ่อนก็ทำให้จงอินกำกล้องส่องทางไกลแน่นก่อนจะรู้ตัวเองด้วยซ้ำว่ากำกล้องในมือจนปลอกของมันแตก ...

    ใช่แน่ๆ ...

    ไม่มีทางผิดตัว

    เขาไม่มีทางจำเซฮุนพลาด

    ในขณะที่หมอหนุ่มคนนั้นวิ่งเหยาะๆไล่จับเจ้าสุนัขที่ชื่อวีวี่ไปทั่วสวน โดยที่เซฮุนก็ได้แต่มองแล้วไม่ยอมพูดอะไรสักคำ ไม่ถึงนาทีผู้ชายคนนั้นก็อุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นมาจากพื้นได้จนสำเร็จ ก่อนจะเดินเร็วๆจนชายเสื้อกาวน์สะบัดแล้วรีบยื่นสุนัขสีขาวให้กับเด็กหนุ่มที่นั่งจ้องตัวเองเขม็ง

    ‘ไม่’

    ริมฝีปากสีแดงสดขยับคำเดียวสั้นๆ ถึงแม้จะไม่ได้ยินก็ตาม แต่จงอินกลับรู้สึกถึงความบูดบึ้งในน้ำเสียงของเซฮุนได้เลย ปฏิเสธชัดเจนจนคุณหมอหนุ่มหน้าเสีย แล้วก็จ้องอยู่อย่างนั้น ทำหน้าบึ้งหน้าตึงเหมือนเวลาใครทำอะไรให้ไม่พอใจเหมือนสมัยยังอยู่ในกรงไม่มีผิด

    แล้วอย่างนี้ ... มันจะเป็นคนอื่นไปได้อย่างไร

    แต่ในตอนที่ผู้ชายคนนั้นพยักหน้ายอมรับอาการเอาแต่ใจของเซฮุนเงียบๆก่อนจะทำท่าเหมือนจะปล่อยวีวี่ลงบนพื้น ในตอนนั้นเองฮัมมิ่งเบิร์ดของเขาก็หลุดยิ้มแล้วรีบคว้าเจ้าสุนัขเข้ามากอดจนอีกฝ่ายได้แต่ยืนตะลึงอยู่อย่างนั้น

    แล้วหลังจากนั้น คนทั้งคู่ก็ยิ้มให้แก่กัน

    ไม่ได้พูดคุยอะไรมากมาย แต่ก็ ... ยิ้ม

    แล้วมันก็เป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองได้แต่สะท้านไปทั้งอก

    จงอินลดกล้องส่องทางไกลลงจากใบหน้าของตัวเอง ไม่อยากหันหน้าไปมองเหตุการณ์ในสวนอีกต่อไป ชั่วขณะนั้น เขาเหมือนคนหูหนวก ตาบอด ครั้งหนึ่งเคยโดนฝ่ามือของเซฮุนกระแทกที่ข้างแก้มเต็มแรงแต่ความชาไปทั้งหน้ายังไม่หนักหนาสาหัสเท่านี้

    เขาอยากจะหัวเราะเพราะความโล่งใจที่เซฮุนปลอดภัย ยังหายใจ มีชีวิตและทุกอย่างก็ดูสมบูรณ์ ยกเว้นรอยแผลเป็นตามร่างกายที่กล่องส่องไกลเก็บรายละเอียดไม่หมด ที่สำคัญ ผู้ชายคนนั้นก็ดูเป็น ... คนดี ฮัมมิ่งเบิร์ดของเขาจะมีอนาคตถ้าหากเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่จากที่นี่ 

    อยากหัวเราะจริงๆ แต่ก็ปวดใจหน่วงๆจนหัวเราะไม่ออกเลยแม้แต่น้อย จงอินนั่งอยู่ตรงนั้น ... รู้สึกว่าตัวเองบ้าไปแล้ว กับครั้งนี้เขามีความรู้สึกจนตัวเองยังต้องตกใจ ความเห็นอกเห็นใจ ไม่ใช่นิสัยของเขามาตั้งแต่แรก ยิ่งความสงสารแล้วด้วย ตั้งแต่เด็กจงอินใช้ชีวิตราวกับทหาร เขาฝึกหนัก ไม่มีการผ่อนปรน มีสายตาไว้แค่มองจุดมุ่งหมายที่เขาต้องทำให้ได้ไม่ว่าจะใช้เวลานานเท่าไหร่ก็ตาม มีจิตใจอันแข็งแกร่งเป็นที่ตั้ง อดทนและรอคอย วันของตัวเองที่จะมาถึง

    จงอินเป็นดั่งทุกวันนี้เพราะเขาไม่เคยมีใคร นอกจากแม่

    จนกระทั่งในตอนนี้ ... เขาเคยได้ลูบไล้ขนสวยๆของนกตัวหนึ่ง

    นกที่ไม่เคยเป็นของเขาอย่างแท้จริง

    ฮัมมิ่งเบิร์ดแสนสวยที่ไม่เหมาะกับการถูกขังอยู่ในกรงเลยแม้แต่น้อย

    ร่างสูงใหญ่ทิ้งเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นราวกับหมดแรงไปดื้อๆ จงอินกระแทกศีรษะพิงเข้ากับผนังของบ้านต้นไม้แล้วหลับตาลง ปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบคลุมบรรยากาศและเสียงของเจ้าวีวี่เห่าดังอยู่ไม่ไกล  เขายิ้มตามถึงแม้ดวงตาจะปิดสนิท ... ดีใจที่อย่างน้อยเซฮุนก็ดูเหมือนจะยิ้ม จะหัวเราะได้

    ให้ตาย ...

    เซฮุนยังไม่ตาย

    ตอนนั้น เขาตั้งใจที่จะทำให้อีกฝ่ายหยุดรถแล้วลงมาคุยกันดีๆ จงอินเตรียมทางออกไว้ให้ตัวเองและเซฮุนทั้งหมดแล้ว ด้วยความสัตย์จริง เขาไม่เคยคิดจะทำร้ายเซฮุนเลยแม้แต่น้อย แต่เพราะเหตุการณ์ในวันนั้น วันที่ความรู้สึกของเราทั้งคู่ต่างลงล็อกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่โชคชะตาก็เหมือนเล่นตลกเพราะมันเป็นวันเดียวกับความลับสำคัญในชีวิตของเขาได้ถูกเปิดเผยออกมาด้วยวิธีที่แย่ที่สุดในการจะบอกใครสักคน

    แล้วมันก็ทำให้เซฮุนเข้าใจเขาผิดไปใหญ่โต

    ‘ฉันเกลียดแก’

    น้ำเสียงสั่นๆแต่ชัดเจนพร้อมกับน้ำตาแห่งความผิดหวังไหลนองหน้า ดังชัดในหูเท่ากับถ้อยคำที่เซฮุนตะโกนใส่หน้าของเขา แล้วฮัมมิ่งเบิร์ดก็ผลุนผลันออกไป ส่วนจงอินก็ได้แต่หวังว่า เขาจะปกป้องอีกฝ่ายได้ตลอดรอดฝั่ง

    แต่มันกลับจบด้วยเหตุการณ์แบบไหน เขาเองก็รู้ซึ้งดีที่สุด

    จนถึงตอนนี้จงอินก็ยังไม่อยากจะเชื่อ ถึงแม้ได้เห็นเองกับตาตัวเองก็ตาม เขามองเซฮุนตายลงกับตาของตัวเอง เขายืนมองอยู่ตรงนั้นและด้วยประสบการณ์ มันไม่มีทางเป็นอย่างอื่นได้เลย แต่ตอนนี้ฮัมมิ่งเบิร์ดของเขากลับลุกขึ้นมาเดินได้ แม้จะยังไม่คล่องก็ตาม ใช้ชีวิตอยู่ในคลินิกแล้วก็เหมือนจะมีสัตว์เลี้ยงเสียด้วย

    ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เซฮุนดูอ่อนโยนและบอบบางได้ถึงเพียงนี้?

    เพราะเด็กคนนี้ดูเปลี่ยนเป็นคนละคนกับเด็กที่ต่อสู้กับอำนาจทุกทาง สู้แบบยิบตา ถึงแม้จะสู้ไม่ได้แขน ขาโดนล็อกเอาไว้ กดจนต่ำแทบจะจมดิน แถมยังโดนเอาเปรียบทุกทางแต่ก็ยังพยายามที่จะเอาไม้ซี่งัดไม้ซุงอย่างไม่ยอมแพ้จนคนที่สู้มาทั้งชีวิตอย่างจงอินยังต้องนับถือในความใจเด็ดเลยด้วยซ้ำ
    การผ่านความเป็นความตาย ทำให้คนเราเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้เลยเชียวเหรอ

    และคำตอบนั้นก็คงเป็นคำว่า ใช่

    จงอินตอบตัวเอง ก่อนจะยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดน้ำที่ซึมออกมาจากหางตาเงียบๆ








    หนึ่งเดือนถัดมา


    “วีวี่ หยุดนะ!”

    โอ เซฮุน วิ่งพรวดพราดออกมาจากหน้าประตูคลินิกพร้อมกับผ้าขนหนูในมือ โดยมีเจ้าสุนัขสีขาวตัวเล็กๆวิ่งป๋อนำหน้าราวกับมันเองก็ไม่ยอมให้ถูกจับเช่นกัน

    “เป็นอะไรนักหนานัก เหม็นจะตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ชอบอาบน้ำ”

    เด็กหนุ่มบ่นด้วยสีหน้าแง่งอนทำราวกับเจ้าสุนัขเพื่อนยากจะเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองพูด วีวี่วิ่งนำหน้าไปทุ่มตัวใส่ดงหญ้าก่อนจะวิ่งย้อนกลับมายืนกระดิกหางตรงหน้าพร้อมกับเห่าโฮ่งเป็นเชิงบอกให้เซฮุนเล่นกับตัวเอง แต่ใบหน้าขาวจัดกลับส่ายไปมา แล้วถลึงสายตาใส่เจ้าตัวแสบราวกับกำลังคาดโทษแล้วค้อมลงไปหา วีวี่เห่าโฮ่งอีกหนึ่งครั้งก่อนจะวิ่งวนรอบตัวของมันเอง เพราะมันคิดว่าเซฮุนจะเล่นกับมันในที่สุด แต่เด็กหนุ่มกลับก้มลงแล้วรีบอุ้มเจ้าขนขาวขึ้นมาล็อกไว้ในอ้อมกอดเมื่อมันเผลอในทันที

    เซฮุนก้มหน้าลงไปหอมฟัดเจ้าตัวแสบจนพอใจ ไม่นึกรังเกียจถึงแม้วีวี่จะแอบออกไปเล่นดินสกปรกมาอีกแล้ว “รู้ว่าตามใจใช่ไหม ถึงได้ดื้อนัก ทีกับหมอ ไม่เห็นดื้อกับเค้าเลย เค้าพูดอะไรก็ฟัง วีวี่ ฮึ?”

    เจ้าขนขาวรีบกระดิกหางก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาเลียหน้าของเด็กหนุ่มในทันที ราวกับรู้ตัวว่ากำลังจะถูกงอนอยู่เดี๋ยวนั้น วีวี่ร้องหงิงๆเมื่อเซฮุนไม่ใจอ่อนแต่กลับรีบเดินกลับเข้าไปในคลินิกแล้วส่งตัวเจ้าวีวี่ให้กับพนักงานอาบน้ำสัตว์ที่คอยอยู่แล้ว ดวงตากลมโตของเจ้าเพื่อนยากมองเขาอย่างอาลัยอาวรณ์เพราะมันไม่ชอบถูกจับอาบน้ำ แต่เซฮุนกลับยิ้มอย่างขำๆแล้วตัดสินใจหันกลับมานั่งที่โต๊ะต้อนรับประจำคลินิกของตัวเองเช่นเดิม

    ถึงแม้การอาบน้ำสัตว์จะไม่ใช่หน้าที่ของเขาก็ตาม แต่การวิ่งไล่จับบรรดาเจ้าตัวเล็กที่ดื้อเงียบนั้นเป็นหน้าที่ของเซฮุน เพราะพยาบาลและพนักงานที่หมอแบครับเข้ามาทำงานที่นี่ล้วนแล้วแต่เป็นคนมีอายุทั้งสิ้น เนื่องจากเจ้าตัวอยากจะช่วยให้คนมีอายุที่ไม่สามารถนั่งรถเข้าไปทำงานในเมืองได้ไหว มีรายได้พิเศษจากการที่มาช่วยทำงานในคลินิก 

    คนไม่ต้องบอกล่ะมั้ง ว่าหมอแบคเป็นขวัญใจมหาชนของคนในพื้นที่มากเพียงใด

    จะหาคนหนุ่มๆที่ไหนที่ไม่สนใจแสงสีในเมือง แต่กลับมาใช้ชีวิตอยู่ในชนบทกัน

    ส่วนหน้าที่จริงๆของเขานั้นก็คือ ผู้ช่วยของหมอแบค นั่นเอง

    แต่ตำแหน่งนั้นมันอาจจะสวยหรูเกินไป เพราะแท้จริงแล้วเซฮุนไม่มีความรู้อะไรเลย ภาษาอังกฤษก็อ่านออกเป็นบางคำด้วยซ้ำ เพราะช่วงชีวิตวัยรุ่นของเขาหมดไปอย่างไร้ค่า มีโอกาสและเวลามากมายที่จะได้เรียนหนังสือสูงๆแต่กลับไม่ยอมเรียน พอมาตอนนี้ ได้ใช้ชีวิตเหมือนคนอื่น ได้ลองดิ้นรนหาเงิน เลี้ยงตัวเอง เขาถึงได้รู้คุณค่าของความรู้ว่ามันจำเป็นมากแค่ไหน

    เพราะไม่มีความรู้ ... ถึงแม้จะได้ตำแหน่งเป็นถึงผู้ช่วย แต่สิ่งที่เซฮุนทำจริงๆแล้วก็คือ ทำมันทุกอย่างที่คนอื่นไหว้วานให้ทำนั่นแหละ เขาทำเหมือนคนอื่นทำ ทำแม้กระทั่งปั่นจักรยานออกไปซื้อข้าวให้หมอแบคหรือหาข้าวหาปลาเตรียมไว้ให้ทุกคนเวลาที่คนอื่นๆยุ่งกับการรักษาคนไข้ในตอนที่เขาไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลย หรือแม้กระทั่งการเดินตามหมอแบค คอยช่วยหยิบจับ ช่วยพี่พยาบาลหาอุปกรณ์ก็เป็นหน้าที่ของเขาเช่นกัน

    ใครจะไปคิดว่าคนอย่างโอ เซฮุนจะทำงานงกๆช่วยคนอื่น

    แต่เขากลับมีความสุข

    ที่ได้รู้คุณค่าของชีวิตและเงินทองในวันนี้นี่เอง

    เงินเดือนก้อนแรกของเซฮุนที่หมอแบคให้ไม่ได้มากมายอะไรนัก แต่เขากลับเอาไปซื้อปลอกคอกับป้ายชื่อเป็นของขวัญให้กับเจ้าวีวี่ แล้วก็ซื้อไส้กรอกชีสให้หมอเพราะเขารู้ว่าเจ้าตัวชอบ ถึงแม้มันจะไม่ได้มากมายอะไรแต่เซฮุนก็เขียนชื่อและนามสกุลจริงของตัวเองใส่ลงไปในถุงไส้กรอกให้หมอด้วยความอารมณ์ดี

    หมอแบคได้รู้ชื่อของเขาหลังจากผ่านไปเกือบสามเดือน ...

    และแน่นอน ตามสไตล์ของเจ้าตัว ในตอนที่หมอรู้ ก็เป็นเวลาเดียวกับที่คนอื่นๆได้รู้ชื่อของเขาไปด้วยเช่นกัน พยอน แบคฮยอนตะโกนชื่อเซฮุนลั่นทางเดินจนสุนัขในคลินิกทุกตัวพร้อมใจกันเห่าโฮ่งๆเนื่องจากตกใจเสียงดังลั่นนั่นเอง

    คนอะไร ... ท่าจะประสาท

    คิดแล้วก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะอีกนั่นแหละ

    “เซฮุน” มาแล้วเสียงของคนประสาทที่แอบนินทาอยู่ในใจ

    เด็กหนุ่มหันไปเลิกคิ้วใส่แบคฮยอนราวกับจะถามว่ามีอะไรงั้นรึ? โชคดีที่แบคฮยอนไม่เคยติดใจอะไรกับอาการติดเอาแต่ใจเล็กๆน้อยๆของเขา ตรงกันข้ามชายหนุ่มกลับบอกว่าเวลาเขาทำท่าทางแบบนี้ ช่างเหมือนกับตอนที่เจ้าวีวี่ขู่คนที่เข้าใกล้ที่ซ่อนขนมของมันไม่มีผิด

    “คุณมีญาติด้วยเหรอ”

    หือออ ญาติ?

    ทำไมจู่ๆแบคฮยอนถึงได้ถามแบบนั้น

    คุณหมอหนุ่มถามย้ำคำว่า ญาติ อีกรอบ สีหน้าดูงงงวยไม่ต่างจากเขา ในตอนนั้นเองที่เซฮุนสังเกตเห็นว่าเจ้าตัวถือกระเป๋าเสื้อผ้าสีดำขนาดเล็กติดมือเข้ามาด้วย แต่ในมืออีกข้างก็ยังถือกุญแจรถอยู่เลย ดูท่าว่าออกเวรจากโรงพยาบาลปุ๊บ ก็ตรงดิ่งมาที่นี่ปั๊บ

    “ทำไมคุณมาถามผมแบบนี้ล่ะ มีอะไรรึเปล่า”

    “ก็มีคนเอากระเป๋าใบนี้มาวางไว้หน้าคลินิกน่ะสิ พอผมเปิดดู ก็เจอแต่เงิน...” น้ำเสียงของแบคฮยอนยังดูมึนงงอยู่เหมือนเดิมพร้อมๆกับฝ่ามือของเจ้าตัวที่วางกระเป๋าลงบนโต๊ะแล้วแง้มเปิดให้เซฮุนเห็นชัดๆว่าด้านในมีแต่เงินเป็นฟ่อนจริงๆ

    “ห๊ะ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับผมด้วยครับ” เด็กหนุ่มยังไม่เข้าใจ ถึงแม้จะตกใจเล็กน้อยเพราะเขาคิดว่าอาจจะมีใครลืมเงินไว้ที่หน้าคลินิกหรือเปล่าแล้วยิ่งเงินเยอะขนาดนี้ด้วย อาจจะเป็นเรื่องจำเป็น ... ให้ตายสิ คงจะเดือดร้อนหนักน่าดูเชียวล่ะ ถ้าทำมันหาย

    “นี่ไง มันมีกระดาษแผ่นนี้มาด้วยนะ” อีกฝ่ายว่า ก่อนจะยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้เซฮุนอ่านอย่างชัดๆ “แต่ผมว่ามันพิลึกอยู่นะ ค่ารักษาพยาบาลของคุณทั้งหมดมันเยอะมากก็จริง แต่เจ็ดสิบล้านวอนนี่เอาไปซื้อบ้านเดี่ยวในโซลได้อย่างสบายๆเชียวล่ะ”


    ‘เจ็ดสิบล้านวอน ค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด ของโอ เซฮุน’


    สั้นๆแค่นี้ ...

    ไม่ได้ถูกเขียนด้วยลายมือ แต่มันถูกพิมพ์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์

    แต่เดี๋ยวก่อน เจ็ดสิบล้านวอน ....

    นั่นมันจำนวนเงินที่เขาแอบถ่ายโอนมาจาก ... นี่น่า

    เซฮุนหน้าซีดเผือดอย่างรวดเร็ว หัวใจเต้นแรงดังตุ๊บๆเป็นครั้งแรกตั้งแต่ผ่านเหตุการณ์นั้นมาราวกับมีใครกระโดดขึ้นลงอยู่บนหน้าอกของเขา ถึงแม้ ต่อให้เขาจะหนีไปสุดหล้าฟ้าเขียว แต่ยังไงก็หนีความจริงไม่พ้น เพราะมีสิ่งที่เซฮุนยังจำได้จนติดตาติดใจก็คือ จุดเริ่มต้นของคำสั่งฆ่า มีคนแค่สองคนที่รู้ว่าเขาขโมยเงินมา


    ปาร์ค ชานยอลกับคิม จงอิน


    และตอนนี้หนึ่งในนั้นก็รู้แล้วว่า ฮัมมิ่งเบิร์ด ... ยังไม่ตาย









    เขียนโดย LONE WOLF

    Twitter hashtag: #ฟิคforgood


    •  Thank You  •












Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
eexoo12yslv (@eexoo12yslv)
ไม่เข้าใจจงอินโว้ย...เป็นคนอ่านยากเหมือนคยองพูดเลย...แต่ยังไงเราอยู่ทีมหมอแบคแล้ว....